ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์  (อ่าน 13346 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

9 กันยายน , 2007, 04:34:17 PM
ตอบกลับ #15
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

16. บรรณาธิการเขียนเรื่องยักษ์

      ข้าพเจ้ามีเพื่อนที่เปิดสำนักพิมพ์ท้องถิ่นคนหนึ่ง    แซ่ ชื้อ มีชื่อว่า โอวมัก   เขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการเอง เป็นนักข่าวเอง ดูแลการพิมพ์เอง จัดจำหน่ายและเก็บเงินค่าโฆษณาเอง การทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของไทย    ก็จะเป็นเช่นนี้  หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ออกเดือนละ สองฉบับในวันหวยออก
                          เฮียมัก เป็นคนใจกว้างชอบสร้างสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม  มีเพื่อนฝูงมาก  เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี หนังสือพิมพ์ของเฮียมักจึงมียอดจำหน่ายมากที่สุดและยอดไม่เคยตกเลย บ้านและโรงพิมพ์ ของเฮียมักอยู่ในเมือง
                          นอกเมืองมีวัดอยู่วัดหนึ่ง เจ้าอาวาสกับชาวบ้านร่วมบุญกันสร้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่บนครึ่งเขา  สาธุชนให้ทั้งปัจจัยและแรงกายหวังให้พระพุทธรูปสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเร็ววัน     อันที่จริงการสร้าง พระพุทธรูปไว้คู่บ้านคู่เมือง  ให้เป็นมหามงคลแก่ท้องถิ่นนั้น   นับเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง   แต่ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบเหมือนมีมารเข้าสิงสู่ เฮียมักเกิดจิตวิปริต  เขียนข้อความโจมตีเรื่องนี้ลงหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวใหญ่หลายฉบับติดต่อกัน
                          เฮียมัก  เรียกงานบุญนี้ว่า  งานสร้างยักษ์  ตีพิมพ์ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จบ อีกทั้งเรียก    พระพุทธรูปใหญ่ที่สร้างว่า  พระยักษ์   เฮียมักยังทายทักไว้อีกว่า สร้างพระยักษ์เสร็จเมื่อไร จะเกิดเหตุร้ายมา ถึงท้องถิ่น  พฤติกรรมนี้ก่อเกิดความปั่นป่วน สาธุชนไม่พอใจกันไปทั่ว  หลายฝ่ายแสดงตัววิจารณ์การกระทำนี้ว่าเหมือนจงใจจะเป็นปฏิปักษ์กับวัดชัด ๆ อันที่จริงแรกเริ่มทีเดียวการสร้างพระพุทธรูปนี้   ไม่มีการเรี่ยไรเงินทองจากคนทั่วไป    มีแต่สานุศิษย์ยินดีเข้ามาร่วมบุญเอง ไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้ถูกโจมตีได้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีขันติธรรมสูงมาก ไม่เดือดร้อนต่อการโจมตีทั้งหมด  แต่ชาวบ้านไม่ยอมเห็นว่า  คนหนังสือพิมพ์ใช้ปากกาทิ่มแทงทำร้ายพระพุทธรูปอย่างไม่จบไม่สิ้นเสียที จึงร่วมใจกันทำเรื่องฟ้องร้อง 
                          เจ้าอาวาส กับ บรรณาธิการ เป็นความกันนับเป็นเรื่องใหญ่  ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของศาสนา  ฝ่ายหนึ่งมีปากกาเป็นอาวุธที่ทุกคนต่างขยาดหวาดกลัว  ทั้งโจทก์และจำเลยล้วนเป็นที่เคารพนับถือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  การว่าความครั้งนี้  จึงเป็นเรื่องอึดอัดใจกันไปทั่ว
                          จำเลยยอมรับว่าหลักฐานทุกอย่างที่แสดงมาเป็นการกระทำของเขาจริงแต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่เรียกว่า พระยักษ์ นั้น  เขาเพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นถึง ขนาดความใหญ่โตขององค์พระ ที่ทำนายว่าสร้างเสร็จแล้วจะเกิดเหตุร้ายแก่ท้องถิ่นนั้น  เพราะเขาเห็นว่าการสร้างองค์พระใหญ่  หากไม่มั่นคงแข็งแรงพอ อาจพังทลายเป็นภัยแก่ผู้คนได้  ทุกคนเห็นว่า เฮียมัก ไม่มีท่าทางประสงค์ร้ายแต่อย่างใด  แม้จะเป็นการพูดแก้ตัว หรือไม่อย่างไรก็ตาม ทนายความทั้งสองฝ่ายไม่มีใครอยากแพ้ อยากชนะ จึงขอให้ เฮียมัก ขอขมาต่อหลวงพ่อเจ้าอาวาส  ที่ทำให้ท่านเข้าใจผิด  และเดือดร้อนยุ่งยาก
                           ในที่สุดเพื่อความสงบสุขสมัครสมานกลมเกลียวของท้องถิ่น   คดีความให้เลิกแล้วต่อกันไป ท่ามกลางเสียงถอนใจอย่างโล่งอกของชาวบ้านชาวเมืองที่เข้าไปร่วมฟังในศาลกันล้นหลาม   กฎแห่งกรรม ของฟ้าดินเป็นเรื่องเหนียวแน่น  เกี่ยวเนื่องที่มิใช่คำพูดขออภัย  หรือให้อภัยแก่กันเท่านั้นจะลบล้างลงได้เลย
                           ปีที่เฮียมักกับภรรยาอายุสามสิบเก้าปี ลูกคนเล็กเป็นหญิงอายุได้สิบสามปีแล้ว ซึ่งเขาไม่คิด จะมีลูกอีก แต่อยู่ ๆ ภรรยาของเขาก็ตั้งครรภ์ได้ลูกชายคนที่สอง กระบวนการคลอดทุกอย่างเป็นปกติทั้งหมด ทารกน้อยก็แข็งแรงดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้แพทย์พยาบาลทุกคนในห้องคลอด ต้องตกตะลึงพรึงเพริด
                           ทารกน้อย เพิ่งเกิด  แต่หน้าแก่   มีรอยบากลึกสามเส้นบนหน้าผาก  ขนคิ้วหนาดกยาวไปถึงจอนหูทั้งสองข้าง  และเป็นสีน้ำตาลแดง  ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมแบนใหญ่  ปากหนาเตอะกว้างใหญ่ผิดมนุษย์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้งไม่มีผิด
                            ชั่วขณะเดียวเท่านั้นคนทั้งโรงพยาบาล ก็วิ่งกันครึกโครม พากันมาดูเด็กประหลาด ในห้องคลอด ทุกคนที่ได้เห็นต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า ยักษ์ มาเกิด
                            ข่าวยักษ์มาเกิด แพร่สะพัดไปทั่วท้องถิ่นนั้นอย่างรวดเร็ว คนนับพันพากันมาขอดู     จนแม้ออกจากโรงพยาบาล  แล้วก็ยังพากันมาถ่ายรูป ขอทำข่าวที่บ้าน สถานีโทรทัศน์ ต่างประเทศก็มาด้วย
                            เฮียมักกับภรรยาทนอับอายขายหน้า และทนการถูกรบกวนจากคลื่นมหาชนไม่ได้จึงต้องย้ายบ้านหนี  แต่ไม่ว่าจะย้ายบ้านหนีไปถึงไหนก็หนีไม่พ้น หลายครั้งที่เฮียมักอยากจะฆ่าลูกคนนี้เสีย   แต่ก็ทำไม่ลง  ลูกคนนี้นอกจากหน้าตาจะเหมือนยักษ์แล้ว ที่แปลกมากก็คือฟันหน้าไม่งอกก่อนเหมือนเด็กทั่วไป  แต่กลับมีเขี้ยวสองเขี้ยวงอกโง้งออกมานอกปาก   ต้องให้แพทย์ช่วยเลื่อยออก  นี่คือ กฎแห่งกรรม  ที่เฮียมักจะต้องจำทนรับความเป็นจริงไปจนตาย.


*     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 04:37:56 PM
ตอบกลับ #16
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

17. ผลัดกัน
      น้องชายลูกพี่ลูกน้อง   ที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างจังหวัด    มีเรื่องเล่าประสบการณ์จริงมากมาย เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของผู้ป่วยที่มาขอรับการรักษา  ดังที่เคยเขียนเล่าให้ฟังแล้วเรื่องหนึ่ง คือ ตะพาบน้ำผ่อนส่ง ให้ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องเล่านั้นไปลงหนังสือพิมพ์   แล้วตัดไปให้ผู้อำนวยการน้องชายดู หมอน้องชายได้นำข้อเขียนนั้นติดขึ้นไปบนป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ได้พบเห็น

                          เรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่หมอน้องชายเล่าให้ฟังคือ  วันจันทร์วันหนึ่ง  เป็นวันจันทร์ที่แปลกกว่าวันจันทร์อื่น ๆ   เพราะปกติผู้ป่วยจะมาก  งานจะยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น  แต่วันนั้นผู้ป่วยน้อย   ทำงานอย่างสบายๆ นอกจากหมอและพยาบาลเวรแล้ว นอกนั้นเลิกงานกลับบ้านกันแต่วัน ผู้อำนวยการก็เช่นกันเตรียมตัวจะกลับบ้านแล้วเชียว  พยาบาลเวรมารายงานว่า  มีผู้ป่วยเสียชีวิต  เพราะปลาติดหลอดคอส่งมาโรงพยาบาลเชิญผู้อำนวยการไปรับเรื่อง ผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี  เพิ่งหมดลมหายใจไปไม่นาน  ร่างกายยังอุ่นอยู่ ตัวยังไม่แข็งทื่อ  แต่หน้าซีดมาก และมีร่องรอยความทุกข์ทรมานมากก่อนเสียชีวิต

                         ญาติพี่น้องที่ส่งผู้ป่วยมาโรงพยาบาลบอกว่า  ชายหนุ่มขาดใจตายก่อนมาถึงโรงพยาบาลครู่เดียวเท่านั้น  แม้ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล   แต่เมื่อมาอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว    ตามระเบียบทางโรงพยาบาลยังจะต้องผ่าตัดชันสูตร เพื่อหาสาเหตุของการตาย เพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งตาย 

                               จากปากคำของญาติที่มาส่งเล่าว่า ชายหนุ่มผู้ตายชื่อ นายแสง เช้าวันเกิดเหตุเขากับเพื่อน ๆ พากันไปหาปลาในนา  เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก กุ้งปลาชุกชุม ทุกคนต่างจับได้กันไม่น้อย  หนุ่มแสงจับปลาหมอได้ตัวหนึ่งแล้ว เหลือบไปเห็น ปลาไน ตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง มือไวเท่านัยน์ตา แต่ช้ากว่าความ คิด  หนุ่มแสงใช้ปากคาบปลาหมอตัวน้อยไว้  สองมือตะครุบจับปลาไนตัวใหญ่ทันที   แต่แล้วก็ต้องปล่อยให้ปลาในหลุดมือไป เพราะปลาหมอที่คาบอยู่ที่ปาก ดิ้นหลุดเข้าปากไปในลำคอ  หนุ่มแสงตกใจ รีบล้วงมือเข้าปากจับปลาหมอดึงมันออกมา
                         แต่ช้าไปเสียแล้ว ครีบของปลาหมอ  คมแข็งยิ่งกว่าหนามแหลม ยิ่งพยายามจับมัน เพื่อจะดึงออกมา  มันยิ่งดิ้นลึกลงไปในลำคอ ครีบของปลาที่กางออก แทงย้อนทางออก ยิ่งดึงก็ยิ่งบาดลึก เจ็บปวดถึงขั้วหัวใจ เพื่อน ๆ พยายามจะช่วยหนุ่มแสง แต่ไม่เป็นผล  ได้แต่เห็นเพื่อนนัยน์ตาเหลือก  ดิ้นรนเจ็บปวดทรมาน ชักกระตุกใกล้จะตาย  พวกเพื่อน ๆ เรียกรถได้คันหนึ่งรีบนำหนุ่มแสงส่งโรงพยาบาล แต่เขาทนความเจ็บปวดไม่ไหว สิ้นใจระหว่างทาง
                         ปลาหมอตัว ต้นเหตุการตาย  ถูกนำออกมาจากลำคอของหนุ่มแสง   ขนาดตัวเท่าหัวแม่เท้าเท่านั้น   มันยังไม่ตาย    ผ่าออกจากลำคอหนุ่มแสงแล้ว  มันยังดีดดิ้นเสือกตัวแคล่วคล่องเหมือนอย่างเดิม
                         พยาบาลนำมันไปปล่อยลงในบ่อน้ำหน้าโรงพยาบาล  เธอบอกว่า  ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาจับตัวฆาตกร ให้ไปจับได้ในบ่อ ส่วนศพของหนุ่มแสงญาติมานำกลับไปบำเพ็ญกุศล  ด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าเสียใจ

                         เรื่องราวที่หนุ่มแสงถูกปลาหมอจุกคอตาย ยังไม่ทันพ้นจากปากที่กล่าวขานกัน เจ็ดวันต่อมา คนหมู่บ้านนั้นก็ส่งผู้ป่วยมาโรงพยาบาลอีกคนหนึ่ง  ด้วยสาเหตุและเหตุการณ์เดียวกัน   ผู้เคราะห์ร้ายตายระหว่างนำส่งโรงพยาบาลเขาชื่อ นายทอง เป็นพ่อของหนุ่มแสงเอง

                         เหตุเกิดเช้าวันที่เจ็ดอันเป็นวันเผาศพหนุ่มแสง  ตอนเย็นจะทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน นายทองจึงรีบตื่นแต่เช้า ไปช้อนกุ้ง ปลา หาตะพาบน้ำ  นายทองสูบน้ำออกจากบ่อปลาให้งวดลงเหลือครึ่งบ่อ น้ำน้อยปลาเบียดเสียดกัน  จึงกระโดดกันโผงผาง ง่ายแก่การจับ  นายทองดีใจร้องตะโกนลั่นว่า ให้ลงมาช่วยกันจับ สองมือก็วักปลาเข้าสวิงไม่ได้หยุด
                        เหตุบังเอิญเกินกว่าจะคาดคิด ขณะนั้นเองปลาหมอตัวหนึ่งกระโดดผลุงหนีภัย  แต่ช่างเหมาะเหม็งอย่างกับเล็งเป้าไว้ มันกระโดดเข้าไปในปากของนายทองพอดี ๆ  สัญชาติญาณของปลาหมอไม่เคยอยู่นิ่ง   มันจะกระเสือกระสนตลอดเวลา  ทันทีที่เข้าไปในปากของนายทอง  ปลาหมอตัวนั้นเสือกตัวเข้าไปในลำคอของนายทองทันที  กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจับไม่ได้มันลื่นไถล  นายทองมีอาการเจ็บปวดทรมานเช่น เดียวกับหนุ่มแสงลูกชาย นายทองตายระหว่างทาง  ที่นำส่งโรงพยาบาลอย่างรีบด่วนเหมือนลูกชาย
                         ในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าพูดว่า  ช่างบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ คนขยาดกลัว  กฎแห่งกรรม เตือนย้ำจิตสำนึกตนระวังไว้ให้จงดี  คนปากแข็งไม่เชื่อ กฎแห่งกรรม หุบปากอุบไว้ไม่แสดงความคิดเห็น 
                          เพราะทุกคนในหมู่บ้าน รู้จักครอบครัวพ่อลูกนี้เป็นอย่างดี สี่ชั่วคนมาแล้วของตระกูลนี้  นอกจากทำนาเป็นอาชีพหลักแล้วรายได้เสริม คือ ทำปลาแห้ง   ปลาที่จับได้เป็น ๆ ถูกไม้ไผ่เสียบปากร้อยเป็นพวง ๆ ละห้าตัวสิบตัว นำไปตากแดดสด ๆ คนที่เคยเห็นพ่อลูกครอบครัวนี้จับปลาเป็น ๆ  มาเสียบไม้ตากแดด  เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ต่างแอบคิดกันในใจว่า 
                                                               คนเสียบปลา
                                                                             ปลาเสียบคน 
                                                                                          ผลัดกันเสียบ.



                                                                                            *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 04:44:25 PM
ตอบกลับ #17
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

18.พุทธานุภาพคัมภีร์ธรรม
      มีญาติของญาติคนหนึ่ง  ผมเรียกตามญาติว่า คุณตา ท่านแซ่ เอี๊ย ชื่อ บุ่งกวง เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลหลีเกียเซ้ง ที่เลื่องชื่อของอำเภอ ซัวเถา  ประเทศ จีน อีกทั้งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ด้วย  แถบมณฑล กวางตุ้ง ซัวเถา เมื่อเอ่ยชื่อ อาจารย์หมอเอี๊ย บุ่งกวง ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จัก  แม้ไม่รู้จักตัวก็รู้จักชื่อเสียง  คุณตาหมอเกษียณเมื่อปีที่แล้ว  ผมเพิ่งได้รู้จักกับท่าน
      ระยะหลังนี้มีแพทย์จีนเข้ามาประกอบโรคศิลป์มากมายในประเทศไทย  ถามไปส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของท่าน เมื่อไม่นาน คุณตาหมอมาเยี่ยมญาติที่เมืองไทย แน่นอนชาวต่างชาติเมื่อเข้ามาเที่ยวเมือง ไทย ส่วนใหญ่จะถูกนำเที่ยวพาชมวัดวาอารามกับห้างสรรพสินค้า แต่เท่าที่สังเกตได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะชอบไปห้างสรรพสินค้ามากกว่าไปวัด  ในความรู้สึกของคนทั่วไป    จะชื่นชมวัดก็เฉพาะความวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมที่ประกอบกันเป็นวัดเท่านั้น  แต่ถ้าจะชวนให้ไปเที่ยวซ้ำก็จะไม่ยินดีนัก
                             ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ใช้การปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาสี่ห้าสิบปีแล้ว  ไม่มีศาสนา
ไม่ให้ถือศีลกินเจ  คนทั่วไปจึงเห็นว่าพระพุทธะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องเหลวไหล  เมื่อคนจีนแผ่นดินใหญ่มาเที่ยวเมืองไทย  ข้าพเจ้าจึงมักไม่พาไปเที่ยววัด
                             สำหรับคุณตาหมอนั้น  ทำให้ข้าพเจ้าผิดคาด  ท่านไม่อยากไปสนุกเพลิดเพลินกับสิ่งวุ่นวาย
ไม่ชอบไปกินอาหารตามภัตตาคาร  แต่เสนอรายการนำเที่ยวเองว่า  ขอไปวัดคุณตาหมอบอกว่า  แม้ที่ประเทศจีนจะมีวัดเก่าแก่โบราณอลังการมากมาย  แต่ก็ยังเลื่อมใสวัดไทยเก่าแก่ที่รักษาคุณค่าทางศาสนาพุทธอยู่มาก โดยเฉพาะชื่นชมเลื่อมใสคนไทย    ที่ศรัทธาสำรวมบำเพ็ญ  ทำให้ได้เห็นโลกสันติสุขในอนาคตกาลได้    คุณตาหมอยังหยิบยกพุทธธรรมในพระคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรมากล่าวว่า
                                              พระโพธิสัตว์  คือพระผู้ให้มหาทาน
                                              ให้ทานทุกสรรพสิ่งได้ด้วยจิตอันเสมอภาค
                                              มิได้ตระหนี่เสียดาย 
                                              มิได้หวังผลตอบแทน 
                                              มิหวังนามรูปชื่นชม
                                              มิโลภอยากลาภสักการะ
                                              แต่เพื่อฉุดช่วยอุ้มชูปกป้องเวไนยฯ  ทั้งปวง 
                                              ให้คุณแก่เวไนย ทั้งปวง
                          ยิ่งกว่านั้น คุณตาหมอยังสวดท่องพระคัมภีร์พระสูตรสำคัญ ๆได้คล่องแคล่ว เช่น ปัญญาปารมิตาหฤทัยสูตร  มหาธารณีฯ  พระวิสุทธิสูตร  วัชรญาณสูตร และบทสวดอื่น ๆ
                          ข้าพเจ้าใคร่รู้เหตุแห่งความศรัทธาของคุณตาหมอ จึงได้ซักถามจนได้ความเป็นจริงว่า คุณ
ตาหมอเป็นหมอที่เก่งมาก  รับผิดชอบมาก   มีเมตตากรุณาธรรมสูงมาก  จึงมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในการบำบัด รักษาผู้ป่วยจากมือของท่านเกือบทุกราย
      ผู้ป่วยจะต้องรอคิวรับการรักษาจากคุณตาหมอยาวเหยียดทุกวันทุกคนจะได้รับการเอาใจใส่ทันทีอย่างจริงจังรวดเร็ว  แม้เวลาพักเที่ยงที่หมอและนักศึกษาแพทย์คนอื่น ๆ  จะต้องผ่อนคลายตัวเองด้วยการค่อยๆรับประทานอาหารและเอนหลังตอนเที่ยงพักผ่อนจนพอเพียง แต่คุณตาหมอจะรับประทานหมันโถว (ซาละเปาไม่ใส่ไส้) ง่าย ๆ สองสามชิ้นกับเครื่องดื่มเล็กน้อยเท่านั้น คุณตาหมอใช้เวลาพักสั้นที่สุดแล้วตรวจรักษาต่อไป
                         คุณตาหมอจะใช้สมาธิในการตรวจรักษามา จนไม่รู้ตัวว่าได้นั่งท่าเดียว โดยไม่ขยับเขยื้อน จากเช้าจรดค่ำทุกวันทุกวันทั้งปีทั้งปีนับสิบปี ปีที่สิบเอ็ด คุณตาหมอป่วยหนักจากการตรากตรำสังขาร  นั่งท่าเดียวตลอดเวลา จนคณะแพทย์ลงความเห็นว่าแม้หมอเทวดาก็รักษาไม่หาย 
                         คุณตาหมอรักษาผู้ป่วยให้หายมานับไม่ถ้วน  แต่บัดนี้ ตัวท่านเองกลับต้องเจ็บป่วย รอความตายถ่ายเดียว ทุกชีวิตล้วนมีสัญชาติญาณต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ในช่วงเวลาวิกฤตินั้นเอง มีแม่เฒ่าผู้ทรงศีล ท่านหนึ่งมาเยี่ยม  แม่เฒ่าบอกคุณหมอว่า
                         เมื่อหมดหนทางเยียวยารักษาแล้ว  ลองมาตั้งใจสวดพระคัมภีร์ดูซิ  เผื่อจะเกิดปาฏิหาริย์ได้บ้าง  แม่เฒ่าท่านนี้เคยมีประสบการณ์กับตัวเองมาก่อน ท่านตั้งใจสวดท่องพระคัมภีร์ได้ปีกว่า  โรคร้ายก็หายอย่างกับปลิดทิ้ง 
                        เหตุที่กายสังขารของคนไม่อาจดำรงคงอยู่ได้  เนื่องด้วยคนซ่านกระจายกายธาตุพลังหยาง แต่เดิมทีสิ้นเปลืองไปทั้งวัน  ไม่อาจฝึกฝนหล่อหลอมใจให้ใจสมานกับพลังของฟ้าดินได้ คนจะต้องอาศัยพลังสมบูรณ์พร้อมของฟ้าดิน  จะต้องมีพร้อมด้วยจิตใจของฟ้าดิน  จึงจะไม่เจ็บป่วย  จึงจะมีอายุวัฒนะ
                        คุณตาหมอเข้าใจความแยบยลระหว่าง คนกับฟ้าดิน จากพระคัมภีร์ต่าง ๆ  ยิ่งศึกษา ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งรู้ซึ้ง   จึงพยายามสวดท่องและเข้าถึง วันเวลานานเข้า ๆ ภาวะจิตอิสระอันมิได้กำหนดหมายเจาะจงหรือยึดมั่นถือมั่นก็เกิดขึ้น   ทั้งกายใจของคุณตาหมอเบาสบาย  เส้นสายที่แข็งเกร็ง โรคภัยที่แทรกแซงอยู่ทั่วร่างได้อันตรธาน คลี่คลายหายไปโดยไม่รู้ตัว กลับมีชีวิตชีวามีกำลังวังชา มีความเมตตากรุณา  สบายพร้อมทั้งกายใจ 
                        หนึ่งปีต่อมา หลังจากสวดท่องพระคัมภีร์ต่างๆจนประทับใจ และสวดท่องได้ทุกขณะจิตแล้ว  คุณตาหมอพักฟื้นบำรุงสุขภาพอีกครึ่งปี  จากนั้นก็เข้ารับภาระหน้าที่บริการรักษาผู้ป่วยเหมือนอย่างเดิม  แต่ครั้งนี้แม้ผู้ป่วยจะทวีจำนวนมากขึ้น คุณตาหมอกลับมิได้คร่ำเครียดเหนื่อยหนักเลยวงการ
                        แพทย์ที่รู้เห็นเรื่องนี้ ต่างฉงนสนเท่ห์มาก  ที่คนใกล้ตายคืนชีพและแข็งแรงสดใสกว่าเก่าได้  ผู้เข้าใจใน กฎแห่งกรรม จะเห็นปรากฏการณ์นี้เป็นไปได้   เพราะคุณหมอมีจรรยาแพทย์   มีความตั้งใจจริงต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ผู้ป่วย
                         ที่สำคัญ  คุณตาหมอได้รับ พุทธานุภาพจากคัมภีร์ธรรม ค้ำชู

                                                                     *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 04:48:53 PM
ตอบกลับ #18
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

19. รอดพ้นเคราะห์ภัย

      เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ ชอบจะรวมตัวกันตอนค่ำหลังกินข้าว อาบน้ำแล้ว เราห้อมล้อมแม่รบเร้าให้แม่เล่านิทานให้ฟัง  แม่เหนื่อยหนักจากงานบ้านมาแล้วทั้งวัน จะหยุดพักสักอึดใจ หลัง จากเก็บล้างทำความสะอาดครัว อาบน้ำอาบท่า …..  แต่เมื่อลูก ๆ เรียกร้อง มีหรือที่แม่จะไม่สนองตอบ …..  ไม่รู้แม่เอากำลังวังชามาจากไหน   นิทานของแม่ก็เหมือนเปิดกรุมหาสมบัติขนาดใหญ่  เล่าไม่รู้จักจบ  เล่าได้นานเป็นชั่วโมง  ลูก ๆ ใจจรดใจจ่อเงยหน้าอ้าปากฟังจนหลับไปทีละคน …
                         แม่จึงเลิกเล่า  อุ้มพวกเราเข้านอน
                         แม่ผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของลูก ๆ   รูปกายจากหายไปหลายปีแล้ว   แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านฝังอยู่ในความทรงจำที่ถูกจารึกไว้ในจิตสำนึกพระคุณ
                         แม่มักจะเล่านิทาน หรือตำนานประวัติ   ที่เพิ่มพูนสติปัญญา ข้อคิดเตือนใจให้แก่ลูก ๆ ทุก ๆ เรื่อง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเล่าว่า

                         มีชายคนหนึ่ง เจ้าของบ้านจะฆ่าเป็ดฆ่าไก่เลี้ยงรับรองเขา   ในฐานะที่เขาเป็นแขกมาเยือนที่บ้าน  ชายผู้นั้นทนเห็นเจ้าของบ้านฆ่าเป็ดฆ่าไก่ เพื่อมาเลี้ยงเขาไม่ได้  จึงได้โกหกเจ้าของบ้านไปว่า ตนเองกินเจตามกำหนดตรีเทพ

                         เจ ตามกำหนดตรีเทพ  คือ กินเจในวันสำคัญที่เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้ากำหนดไว้   อันนอกเหนือจากวันพระ ที่ต้องกินเจกันเป็นประจำอยู่แล้ว   ด้วยกุศลจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาธรรมนี้   วันนั้นคลื่นลมพัดจัด    แต่ชายผู้ใจบุญโดยสารเรือกลับบ้านด้วยความปลอดภัย                         
                         เมื่อเดือนที่แล้วข้าพเจ้ากับเพื่อนเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด เพื่อนร่วมทางคนนี้บวชได้ไม่กี่พรรษา แต่เคร่งครัดปฏิบัติดีมาก แม้มีภาระทางโลกจำต้องสึกออกมา ก็ยังคงรักษาศีลได้ดี 
                         เพื่อนบ่นว่า  น่าเสียดายที่คนสมัยนี้ไม่มีจิตสำนึก   แม้ขณะบวชเรียนอยู่ก็ยังไม่ถือศีล  โดยเฉพาะศีลห้า ข้อปาณาติบาท อย่างนี้  แล้วจะจรรโลงพุทธศาสนาได้อย่างไร   วันนั้นเราอยู่ที่บ้านญาติกันจนเย็นค่ำ   น้องชายลูกพี่ลูกน้องขับรถ   อีแต๋นออกมาส่งเราที่ท่ารถ   เพื่อโดยสารรถขนส่งประจำทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
                        ชนบทบ้านญาติอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงสิบสองกิโลเมตร แต่รถอีแต๋นใช้เวลาวิ่งนานถึงหนึ่งชั่วโมง  เพราะสภาพถนนยังเป็นดิน บวกกับฝนตกเมื่อตอนบ่าย จึงกลายเป็นโคลนเละไปหมด   ข้าพเจ้าห่วงว่า จะขึ้นรถเที่ยวแรกไม่ทัน   แต่เพื่อนกลับบอกน้องชายว่าให้ขับช้า ๆ  เพราะเกรงว่ารถจะทับเอาปูจั๊กจั่น กุ้ง หอย ปู ปลา หรือแม้แต่งูที่หนีน้ำในนาขึ้นมาบนถนน
                        รถอีแต๋นวิ่งช้ามากอยู่แล้ว ยังขอให้ขับช้าลงอีก ถ้าขึ้นรถเที่ยวแรกไม่ทันจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะมีรถเที่ยวที่สอง ข้าพเจ้าจึงร้อนใจมาก   เพื่อนทิดสึกใหม่ไม่สนใจเรื่องเวลา ว่าจะทันหรือไม่ทัน เขาสั่งให้น้องชายหยุดรถหลายครั้ง ลงไปจับกุ้งหอยปูปลา ที่เพ่นพ่านอยู่กลางถนน โยนลงน้ำกลับไปในนา
                        ข้าพเจ้าชักฉุนรถวิ่งช้า เวลาค่ำมืด ยังจะหยุดรถครั้งแล้วครั้งอีก รู้สึกว่า เพื่อนออกจะลวดลายใจบุญเกินเหตุ พอเพื่อนเรียกให้หยุดรถอีก ข้าพเจ้าจึงตัดบทว่า ไม่ต้องหยุดแล้ว ไปไม่ทันแล้ว “เที่ยวแรกไม่ทันก็ไปเที่ยวที่สอง เที่ยวที่สาม หรือไปพรุ่งนี้เที่ยวเช้ามืดก็ได้”  
                        เพื่อนตอบอย่างใจเย็น ข้าพเจ้าจึงต้องระงับ อารมณ์ไว้ ปล่อยให้เพื่อนลงรถไปขนถ่ายชีวิตเขาต่อไป

                        พอมาถึงท่ารถ นึกแล้วไม่ผิด รถคันที่หนึ่งออกจากท่าไปแล้ว รถเที่ยวที่สองของคืนนี้จะต้องรวมกันกับเที่ยวที่สาม เพราะมีผู้โดยสารไม่มาก จึงต้องรอไปอีกสามชั่วโมง ข้าพเจ้าให้น้องชายที่ขับรถมาส่งกลับไปก่อน  ไม่ต้องมานั่งแกร่วรอส่งเราขึ้นรถ  ส่วนเพื่อนนั่งหลับตาทำสมาธิสบายอารมณ์  ซึ่งกับข้าพเจ้าที่ต้องเดินไปเดินมาสะกดอารมณ์ขัดเคืองอยู่
 
                        รถที่เราโดยสารกลับเข้ากรุงเทพฯ ขับเร่งเวลาเร็วอย่างกับลมพายุแต่อยู่ ๆ ก็ชะลอลงกระทันหัน  สองข้างทางนอกรถมืดสนิท เห็นรถติดข้างหน้าเป็นขบวนยาว  ประมาณหนึ่งกิโลเมตรข้างหน้ามีแสงไฟเจิดจ้าจากการทาง และจากหน้ารถหลายคันรวมตัวกัน แสงไฟสัญญาณรอบทิศวับ ๆ แปลบปลาบนัยน์ตาเห็น
                        ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน  เสียงพูดจาสับสน สภาพอย่างนี้จะต้องมีอุบัติเหตุแล้วแน่นอน  ได้ทราบรายละเอียดในภายหลังว่า รถสิบล้อชนกับรถขนส่งประจำทาง  มีผู้เสียชีวิตทันทีสิบสามคน นอนระเนระนาดอยู่ข้างทางด้วยอาการร่อแร่หลายคน   ได้รับบาดเจ็บที่แขนขาอีกหลายคน ที่ทำให้สยองขวัญสะท้านหนักกว่านั้นคือ เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า รถขนส่งประจำทางที่ชนเข้าอย่างจังกับรถสิบล้อคันนั้น คือ รถเที่ยวแรกที่ข้าพเจ้าฮึดฮัดขัดใจมาขึ้นได้ไม่ทันเพื่อนดูอย่างกับล่วงรู้เหตุการณ์ว่า  จะเกิดอะไรขึ้นกับรถเที่ยวแรกอย่างนั้น  เขายังคงนั่งหลับตา ทำสมาธิอยู่กับที่นั่งบนรถไม่ได้ตื่นเต้นลงมาดูเหตุการณ์จริง อาการของเพื่อนทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาซึม  และเผลอตัวยกมือท่วมหัวสาธุแก่เพื่อน.


                                                                                         *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 04:55:31 PM
ตอบกลับ #19
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

20.รักษากลากหนังงู

                          ปีที่แล้ว ได้ไปเที่ยวสุไหงโก-ลกกับเฮียเลี่ยวและเฮียปึง พร้อมกับเยี่ยมเยือนเฮียโค้ว เพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมายี่สิบกว่าปีที่นั่นด้วย
                          เฮียโค้วพาเราข้ามฝั่งไปมาเลเซีย   และได้พบกับเฮียเฮี๊ยะกับเจ๊อั๊ง  ที่เป็นชาวเมืองกลันตัน จากนั้นเราทั้งหมดห้าคนก็พากันกลับมาที่สุไหงโก-ลก   หลังอาหารเย็นมีเวลาว่าง เฮียเฮี๊ยะกับเจ๊อั๊งเสนอว่า น่าจะพากันไปดื่มเลือดงูกินดีงูที่ตลาดอาหารโต้รุ่ง สุไหงโก-ลกเป็นตลาดงูที่มีชื่อเสียงในจังหวัดภาคใต้ของไทย  ชาวมาเลเซียที่ชอบกินเนื้องู ยังต้องข้ามฝั่งมากินที่นี่  พอได้ยินคำเสนอให้ไปกินดีงูดื่มเลือดงูเท่านั้น     เฮียโค้วก็มีอาการกระสับกระส่าย แสดงสีหน้าปฏิเสธทันที สุดท้ายก็ได้เอ่ยปากขอร้องทุกคนว่า อย่าไปเลย
                          เฮียโค้วนึกเหตุผลอย่างดีที่ไม่ควรไปออกมาได้ จึงยกมาขอปฏิเสธย้ำว่า เฮียเพียว (ข้าพเจ้าเอง) กินเจตลอดชีวิต ขอให้ทุกคนเห็นแก่เฮียเพียวอย่าไปเลย  ข้าพเจ้าแปลกใจว่า ทำไมเฮียโค้วต้องยกเอาข้าพเจ้ามาเป็นเกราะ สุดท้ายทุกคนก็ตัดสินใจไม่ไป
                          เฮียโค้วชี้แจงเหตุผลว่า “อันที่จริงทุกคนเดินทางมาไกล ผมเป็นเจ้าของบ้าน   น่าจะพาพวกท่านไปชิมอาหารเลื่องชื่อพิเศษของบ้านเมืองถึงจะถูก   แต่ต้องขออภัยที่ทำให้ทุกคนหมดสนุก ถ้าหากทุกคนไม่รังเกียจ เรากลับไปกินหูฉลาม กุ้งมังกรที่ภัตตาคารกันอีกรอบหนึ่ง ผมยินดีเลี้ยงเต็มที่”
                          เราทุกคนเพิ่งอิ่มมาจะกลับไปกินอีกรอบยังไงไหว  จึงขอทราบเหตุผลว่า   ทำไมเฮียโค้วไม่อยากให้เราไปดื่มเลือดงู  เฮียโค้วกระดากเล็กน้อย แล้วถกเสื้อขึ้นครึ่งตัวให้เราดู  ขี้กลากหนังงูผืนใหญ่บนกลางหลัง ผิวหนังตรงที่เป็นขี้กลากหนังงู จะมีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา แข็ง หยาบแห้ง
                          เฮียโค้ว เล่าว่า เมื่อตอนเป็นเด็กร่างกายของแกอ่อนแอมากจนถึงสิบกว่าขวบ เตี่ยแม่รักและห่วงใยพยายามให้ยาบำรุงทุกอย่าง  แต่ไม่อาจบำรุงได้  แม้กระทั่งบำรุงด้วยเลือดงูไปแล้วแปดตัวสิบตัว ร่างกายก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิม  เตี่ยพาลูกชาย คือ เฮียโค้ว ไปดื่มเลือดงูสด ๆ ที่ตลาด ได้ยินเขาว่างูที่ยิ่งมีพิษร้ายแรง เลือดของมันยิ่งเป็นยาบำรุงได้ดี
                         กรรมวิธีดื่มเลือดงูนั้น เขาเริ่มจากผูกคองูแขวนไว้กับเสาหรือตะปูบนผนัง  ดึงหางงูให้ตัวตรง ตัดปลายหางงูส่วนหนึ่ง ปากของคนที่จะดื่มเลือดงู อมที่ปลายหาง ดูดกินเลือดงูที่ไหลปรี่ออกมาตลอดเวลา จนกว่าเลือดจะหมดตัวงู มีคนบอกว่า “เหมือนเด็กดูดน้ำนมแม่อย่างนั้นแหละ”  แต่ข้าพเจ้าบอกว่า “เหมือนผีดิบดูดเลือดชัด ๆ”
                         เริ่มแรกที่ทำการดูดเลือด   งูพยายามดิ้นรน  มันบิดตัวเป็นเกลียว  แต่ถูกคนขายงูดึงไว้ด้วยกำลังแรง เชือกที่ผูกรัดคอคล้องไว้กับตะปูตัวใหญ่ก็แน่นหนามาก งูไม่มีทางดิ้นหลุดได้เลย  เลือดในตัวของมันจึงถูกดูด ดูด ดูดจนเหือดแห้ง บัดนี้ งูดุ อสรพิษที่ว่องไวน่ากลัว หมดสภาพโดยสิ้นเชิง มันถูกห้อยโตงเตงอยู่ตรงนั้น จึงไม่รู้จะพูดว่างูดุร้ายหรือคนดุร้ายกว่า
                         เฮียโค้ว เล่าต่อไปว่า ตัวแกเองขี้ขลาดไม่กล้าดูดเลือดงู แต่เตี่ยทั้งขู่ทั้งหลอกล่อ   และเพื่อไม่ให้ลูกกลัว จึงใช้ผ้าขาวพันรอบตัวงูจนมิดชิด โผล่ชายผ้าออกมาตรงปลายหางที่จะดูดเล็กน้อยเท่านั้น
                         เฮียโค้ว ถูกเตี่ยหว่านล้อมแกมบังคับ  ให้ดูดเลือดงูไปแล้วสิบกว่ายี่สิบตัว  กินดีงูพิษไปแล้วสิบลูก ความแข็งแรงที่เตี่ยหวังจะให้ลูกเป็นยังไม่เห็นผลเลย แต่ที่เห็น ๆ คือ กลางหลังเกิดแผ่นเนื้อหยาบหนาขึ้นมาแผ่นใหญ่
แผ่นเนื้อนี้คันมาก คันจนนอนไม่หลับ โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนและดื่มเหล้า จนอยาก จะเฉือนมันทิ้ง
                         เฮียโค้ว ไปหาหมอมาแล้วจนทั่ว   ทั้งกินยาฉีดยาสารพัดวิธี  ทำอย่างไรก็ไม่หาย    สุดท้ายแผลหยาบหนายังกลายเป็นเกล็ดปลาหรือคล้ายหนังงูเสียอีก สามสิบกว่าปีที่เฮียโค้วต้องทนทุกข์ทรมานจากผลของการดื่มเลือดงู บางครั้งทุเลาลงก็คือ คันน้อยหน่อย ผิวหนังเกล็ดปลาลอกหลุดลงบ้างแต่หนังที่เกิดมา ใหม่ก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อไรที่อาการหนัก  ก็จะถึงกับสวมเสื้อไม่ได้ไปหลายวัน
                         เฮียโค้ว รู้ว่าข้าพเจ้ามีตำรายาสมุนไพรดี ๆ มากมาย จึงถามว่าพอจะมีทางรักษาได้ไหม ข้าพเจ้าขอดูเนื้อหนังกลางหลังเขาให้ละเอียดอีกที   ทุกอย่างมันมีลักษณะเข้าตำราโบราณ
                         ข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่เฮียโค้วว่า  ผิวหนังของคนเหมือนหนังงู    มีเกล็ดเรียกว่า ตัวงู หนังงู  ผิวหนังจะไม่เจริญ นุ่มเนียนได้  จะลอกหลุดเหมือนคราบงู เรียกว่า ขี้กลากหนังควายที่ดื้อยา  แต่โบราณมายังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ไม่
                            โรคผิวหนังดื้อด้านโรคนี้ มุขมนตรีจัง ก๊กพวง ในสมัยราชวงศ์ชิง ก็เป็น พวกหมอทั้งหลายรักษา ท่านไม่หาย ซ้ำยังเอาใจยกยอปอปั้นว่าเกล็ดมังกรขึ้นตัว จะได้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน  ท่านมุขมนตรีจึงต้องคันคะเยอรอคอยอำนาจวาสนาต่อไป
                          สิ่งที่ผมจะแนะนำการรักษาให้แก่เฮียโค้วนี้ ให้ผลดีทั้งทางตรงทางอ้อม ขอให้ตั้งใจจริง
                          ข้อหนึ่งคือ  ถือศีลกินเจ อย่าเบียดเบียน อย่าเกี่ยวกรรม กับชีวิตเลือดเนื้อเขาอีกต่อไป
                          ข้อสองคือ ปลดปล่อยชีวิตเขา ปล่อยปลาก็ให้ปล่อยปลาไหล หรือปลาตระกูลงู เพราะงูนั้น ซื้อมาปล่อยไม่ได้
                          ข้อสามคือ ยาสมุนไพร สี่ปังกี อะจิเช่า ตกคาไน้ เซี่ยวซัวโฮ่ว สี่อย่างนี้โขลกรวมกันพอกบนหนังด้านนั้น ส่วนหนึ่งแช่เหล้าไว้ ถ้าส่วนที่พอกไว้แห้งไป ให้เอาส่วนที่แช่เหล้าพรมให้ชุ่ม   อย่าปล่อยให้ผิวหนังส่วนนั้นแตกแห้ง
ถ้าทำอย่างนี้ได้ทั้งสามข้อก็จะค่อย ๆ หายได้
                           การรักษาโรคอะไรก็ตาม วิธีนั้นจะต้องประกอบด้วย  การตัดเจ้ากรรมนายเวรรายใหม่ สร้างบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย จึงจะหายขาด.


                                                                                   *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:00:21 PM
ตอบกลับ #20
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

21. ลอกหนังคน

                         น้องสี่ทำโรงงานผลิตอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ในการผลิต  ล้วนเกี่ยวกับหม้อกระทะ ฟืน ไฟขนาดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เมื่อก่อนอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ยังไม่ทันสมัย ไม่อาจควบคุมได้เหมือนอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ฉะนั้นจึงเกิดปัญหาหม้อระเบิด เตาระเบิด กระทะแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่บ่อย ๆ ทุกครั้ง ที่เกิดอุบัติเหตุอย่างนี้ นอกจากข้าวของแตกหักเสียหาย คนงานบาดเจ็บแล้วบางครั้งยังถูกน้ำร้อนลวกรุนแรง จนถึงแก่ชีวิตก็มี   น้องสี่จึงต้องจัดเตรียมยารักษาแผล  ถูกเผาไหม้ ถูกน้ำร้อนลวกจนเนื้อสุกไว้เป็นประจำในโรงงาน
                          ยาของน้องสี่มีสรรพคุณพิเศษและวิเศษมาก จนผู้คนร่ำลือกันไปทั่วฉะนั้นจึงมีผู้มาขอยาไปใช้เสมอ ซึ่งน้องสี่ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้ และให้ทีละมาก ๆ  อีกทั้ง ยังเปิดเผยตำรายาวิเศษสอนให้เขาเอาไปทำใช้เองอีกด้วย ได้ยินคนที่เคยขอยานี้ไปใช้ หรือเอาตำราไปทำเอง  ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนยาเทวดา เนื้อหนังที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก กล้ามเนื้อแยก แรงไฟเป็นพิษ หัวใจ ตับไต จะทนพิษความร้อนไม่ไหว เพียงแต่เอายานี้ทาลงไปจะดับพิษได้และเห็นผลทันที
                          วิเศษกว่านั้นก็คือ   บริเวณที่ทายานั้น   เมื่อแผลหาย   ผิวหนังจะคืนสภาพปกติไม่มีร่องรอยบาดแผลให้เห็นเลย    หลายปีก่อนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ รถบรรทุกถังบรรจุแก๊สระเบิด ที่ถนนเพชรบุรีในกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้คนถูกไฟคลอกตายในรถตาย  เพราะแรงระเบิด ถูกไฟเผาตายไปหลายสิบคน ผู้บาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างมากมายถูกส่งเข้าไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ  ผู้บาดเจ็บเหล่านั้นส่งเสียงร้องโอดโอยครวญครางไม่ขาดสายเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก ผู้บาดเจ็บหลายคนทนความเจ็บปวดไม่ไหว ทุรนทุรายจนสิ้นใจเป็นโศก
                          นาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เขย่าขวัญบีบคั้นจิตใจผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ผู้ได้ยินได้อ่านข่าวกันทั่วโลกในครั้งนั้น
                          ทางการแพทย์ที่แผ่นดินใหญ่ประเทศจีน ขอยื่นมือเข้ามาช่วยทำการรักษาให้ยาด้วยเห็นแก่มนุษยธรรม  และสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ เมื่อเพื่อนบ้านทุกข์ร้อนเช่นนี้ เรามีวิธี มียาดีที่จะช่วยเหลือได้ ใครเลยจะเอามือซุกกระเป๋ายืนดูเฉยอยู่ได้
                          ทางการแพทย์ของไทยก็ยินดีรับไมตรีจิตนั้น แต่ยังไม่รู้จักยาสมุนไพร ที่ได้ผลชะงัดตำรับวิเศษนั้นของจีนจึงปฏิเสธไป โดยอ้างว่า ยานั้นยังไม่ได้รับการรับรองสรรพคุณจากองค์การอนามัยโลก ความ ล่าช้าในการตัดสินใจครั้งนั้น  ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องตายไปอีกมากมาย โดยไม่มีโอกาสได้ใช้ยานั้น   อุบัติเหตุ สะเทือนขวัญดังกล่าว ได้เรียกเมตตากรุณาธรรมในจิตใจของหลาย ๆ คนให้เกิดขึ้น มีการทำบุญให้ทาน สวดมนต์ภาวนา ถือศีลกินเจ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บาดเจ็บกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยที่ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติมิตรต่อกันเลย
                          ยาวิเศษของน้องสี่   ก็มีผู้ปรารถนาดีเสนอให้นำไปรักษาผู้ป่วย   แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ตัดสินใจจะทดลองใช้ ยึดยื้อนานไป  ผู้ป่วยก็ได้แต่ตายไปอีกทีละคนสองคน มีญาติห่าง ๆ ของเพื่อนคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุครั้งนั้นกับเขาด้วย จากการที่แก๊สแผ่กระจายอยู่ในอากาศเป็นบริเวณกว้าง ไฟลุกไหม้ไปตามแก๊ส ใครที่อยู่ในรัศมีแก๊สล้วนติดไฟ  ญาติผู้นี้ถูกไฟลามเลีย  เพียงไหล่แขนข้างเดียว เขาได้รับยารักษาจากน้องสี่ ทายาได้ไม่กี่วันเนื้อหนังที่พองแดงก็หายเป็นปกติ

                         วันหนึ่งพระสงฆ์หนุ่มจากต่างจังหวัดรูปหนึ่ง  อุตส่าห์จ้างเหมารถมาส่งผู้บาดเจ็บคนหนึ่งที่โรงงานของน้องสี่ ผู้บาดเจ็บชายถูกน้ำร้อนลวก  ท่อนบนเนื้อหนังสุกแดงไปครึ่งตัว เขาเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนานถึงสองเดือนแต่ไม่หาย

                         พระหนุ่มได้เล่าเรื่อง กรรมตามสนอง ของนายพันธุ์ผู้บาดเจ็บให้ฟังว่า

                         นายพันธุ์อายุสี่สิบเอ็ดปี เคยมีอาชีพจับกบขายอยูนานถึงยี่สิบสามสิบปี ปีที่แล้วเขาหารายได้เพิ่มขึ้น    ด้วยการลอกหนังกบสด ๆ ออกเสียก่อน  จะส่งกบไปขายให้ภัตตาคาร ส่วนหนังกบตากแห้งไว้ขายให้แก่พ่อค้าชาวญี่ปุ่น ที่มาผูกขาดซื้อไปเป็นประจำ   กบหนึ่งตัวจึงทำเงินให้ได้ถึงสองทาง ในตลาดสดเราจะเห็นกบเป็น ๆ ที่ถูกลอกหนังทั้งตัวเป็นจำนวนมาก   กบถูกกองทับถมตะเกียกตะกายหาทางปีนป่ายจะเอาชีวิตรอดอยู่ในภาชนะต่าง ๆ    เนื้อที่ปราศจากหนังห่อหุ้มของกบแดงใสทะลุ จนเห็นเส้นเลือดเส้นเอ็น และกระดูก มีเลือดซึมซิบ ๆ อยู่ทั่วตัว  นัยน์ตาที่แสดงถึงความเจ็บปวดและยังมีชีวิตอยู่ของมัน ทำให้บางคนไม่กล้าสบตาด้วย  จิตใจของคนเราเป็นอย่างไรไป เหตุใดหนอจึงกลืนกิน จึงทำร้ายกันได้ลงคอเช่นนี้

                          นายพันธุ์แม้จะได้เงินทองจากอาชีพนี้มาใช้จ่ายคล่องมือ แต่ต้องประสบวิบากกรรมในชีวิตมากมาย

                         วันหนึ่งเมื่อพระสงฆ์ญาติกันรูปนี้มาเยี่ยม เห็นนายพันธุ์กำลังลอกหนังกบเป็น ๆ อยู่ให้บังเกิดเวทนาสะเทือนใจนัก  จึงขอบิณฑบาตว่า  อย่าเอาความทรมานของเขา    มาเลี้ยงดูชีวิตตนอย่างนี้ต่อไปเลย เลิกเสียเถิด  มิฉะนั้นผลกรรมจะตามสนอง พระสงฆ์ญาติกันรูปนี้   แนะนำให้นายพันธุ์เปลี่ยนอาชีพ  ไปทำงานที่โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง มิใช่พระสงฆ์รูปนั้นท่านสาปแช่ง

                         แต่ถึงเวลาผลกรรมตามมาถึงแล้ว นายพันธุ์เข้าทำงานที่โรงงานได้ไม่ถึงเดือน ก็ได้รับอุบัติเหตุถูกน้ำร้อนลวกไปครึ่งตัว

                         นายพันธุ์ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี   จากสวัสดิการของโรงงาน แต่หนังที่ถูกลอกไปไม่ยอมเกิดเสียที ยังคงเหมือนเนื้ออ่อน ๆ สีแดงของกบ ที่เขาเคยลอกหนัง   มีเลือดซึมซิบ ๆ เจ็บ ๆ แสบ ๆ ไม่หาย

                         นายพันธุ์ได้รับการรักษาด้วยยาวิเศษพิเศษของน้องสี่อยู่เดือนกว่า จึงมีเนื้อใหม่เกิดขึ้นบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเนื้อกบที่ถูกลอกหนังสด ๆ อยู่อย่างนั้น   
                               
                                โรคจากแรงกรรม  สรรพคุณยาวิเศษยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่มัน.


                                                                                            *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:05:46 PM
ตอบกลับ #21
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

22.สัมภเวสี 

                           บ้านของอาจารย์รุ่งเพชร   เป็นเรือนไม้เก่าแก่สองชั้น    บัดนี้ จำเป็นที่จะต้องขยายนอกชานออกไปอีก เพื่อที่จะได้พอเพียงแก่การรองรับคนที่มีปัญหาต่างๆ มากมาย  และที่จะต้องอาศัยไสยศาสตร์เข้าช่วย  คนที่มาหาอาจารย์รุ่งเพชร  มาจากทั่วทุกสารทิศ  มีทั้งมาขอรับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ขอให้หาฤกษ์ยามมงคล จะขึ้นบ้านใหม่ จะเปิดกิจการ จะตั้งศาลพระภูมิ วันหมั้น วันแต่ง วันเกิด วันตาย วันบวช วันสึก ทุกอย่างดูจะต้องเรียกร้องจากฤกษ์งามยามดีเสียทั้งหมด

                       คนที่มาหาอาจารย์รุ่งเพชร     มีตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  หมอ  พยาบาล  ตำรวจ  ทหาร ข้าราชการ พลเรือน เถ้าแก่จนถึงพ่อค้าหาบเร่ ณ เรือนไสยศาสตร์นี้จะมีสมุดเล่มใหญ่ให้เซ็นเยี่ยม เพื่อเป็นที่ ระลึก   เป็นหลักฐานเอ่ยอ้าง  หรือเอาไว้เชิดหน้าชูตาก็ไม่รู้    แต่ภายในสมุดมีชื่อคนเด่นคนดังเกือบทุกหน้า เรือนนี้จึงเป็นเรือนเข้าตำราว่า หัวบันไดไม่แห้ง

                       อาจารย์รุ่งเพชรไม่เพียงจะมีความสามารถรอบรู้เรื่องโหราศาสตร์  และศาสตร์อื่น ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ สามารถรักษาโรคแปลก ๆที่การแพทย์ปัจจุบันไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยวิธีไสยศาสตร์อีกด้วย ผลการรักษาของอาจารย์รุ่งเพชร จะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้คนจึงต่างเลื่อมใส 

                              วันนี้ พยาบาลกับครูผู้สามี พาลูกหญิงอายุหกปี   มาขอรับการรักษาจากอาจารย์รุ่งเพชรด้วย  ปัญหาคือ ลูกถูกผีสิง สองสามีภรรยาเป็นปัญญาชนคนมีการศึกษา หากมิใช่จนใจจริง ๆ แล้ว  คงไม่ยอมเชื่อสิ่งตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์ที่ตนเรียนมาเป็นแน่  อาจารย์รุ่งเพชรตรวจสอบตามพิธีกรรมแล้ว ได้คำตอบมาว่า สัมภเวสีหญิงสาวตนหนึ่ง พอใจในตัวเด็กหญิง ใคร่จะพาไปเป็นลูกบุญธรรม สัมภเวสีเป็นวิญญาณของคนที่ยังไม่ถึงที่ตาย วิญญาณยังคงล่องลอยอยู่

                         วิญาณผีมีมากมายหลายจำพวก เช่นผีบุญ ผีบาป ผีดี ผีร้าย ผีโหด ผีโฉด ผีชั่ว ผีมั่ว ผีทราม ผีรังควาน ผีก่อกวน  ผีโลภ ผีหลง ผีคดโกงเอาแต่ได้  ผีไม่ละอาย ผีการพนัน ผีขี้เหล้า ผีขี้ยา ผีตัณหา ผีป่า ผีเจ้าชู้ ผีอดอยาก ผีบ้า ผีมารยา ผีเลื่อนลอย…..
                                สมัยโบราณ คนกับผี ต่างคนต่างอยู่ไม่ปะปนกัน บัดนี้ คนทำตัวเป็นผี  จึงปะปนครึ่งคนครึ่งผี หรือค่อนผีเศษคน ไม่รู้ว่าคนหรือผี     

                               อาจารย์รุ่งเพชรทายทักว่า    เมื่อสิบสองวันก่อน   เด็กหญิงไปเล่นซนที่จอมปลวก    เผอิญสัมภเวสีตนนี้มาอาศัยอยู่ ในจอมปลวกนั้นพอดี เกิดนึกเอ็นดูรักใคร่จึงอยากครอบครองไว้เป็นลูกบุญธรรม

                         เรื่องราวเป็นจริงอย่างที่อาจารย์ทายทัก

                         วันนั้นเด็กหญิงไปเที่ยวสวนเงาะของคุณยาย   ท่านห้ามแล้วว่า  อย่าไปเล่นซนที่จอมปลวก แต่เด็กหญิงไม่ฟัง  คืนนั้น จึงเกิดอาการเผลอไผลปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า  ปีนต้นมะม่วง  ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน  พ่อแม่พาไปรดน้ำมนต์หลายวัดก็แล้ว พบจิตแพทย์ก็แล้ว จึงพามาที่นี่  พ่อแม่ของเด็กหญิงวิตกโศกเศร้ามาก เกรงว่าลูกจะถูกพราก   

                                บรรยากาศขณะนั้นอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก  หญิงกลางคนที่มาขอคำปรึกษาจากอาจารย์รุ่งเพชรด้วยคนหนึ่งอดสงสารไม่ได้ โพล่งถามออกมาว่า  มีทางกำจัดสัมภเวสีผีร้ายออกไปไหม อาจารย์ตอบว่า  เขาไม่ใช่ผีร้าย  เราคงพอจะตกลงกันได้   พอได้ยินว่าพอจะตกลงกันได้เท่านั้น พ่อแม่ของเด็กหญิงก็คุก เข่าลงก้มกราบอาจารย์อย่างขอบพระคุณซาบซึ้งสุดหัวใจ   น้ำตาไหลพราก    นี่แหละคือหัวใจของคนที่เป็นพ่อแม่     

                               อาจารย์บอกว่า เขา (เด็กหญิงกับสัมภเวสีตนนั้น) มีความผูกพันกันมาก่อน มิฉะนั้น ขณะเล่นอยู่ที่จอมปลวก  เธอคงไม่พูดหรอกว่า หนูอยากอยู่ในนี้จัง

                         อาจารย์ทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาครูเรียกผี สักครู่เดียวผีก็มาถึง พ่อแม่กอดเด็กหญิงเอาไว้แน่น ทุกคนในที่นั้นอึดอัดหายใจไม่ออก  มันเป็นความตื่นเต้นบวกกับความกลัวด้วย  สัมภเวสีตนนั้นเข้าสิงสู่ใช้ร่างหญิงกลางคนที่พูดว่า กำจัดผีร้ายออกไปได้ไหม
 
                         อาจารย์พูดจาต่อรองกับสัมภเวสีอยู่นาน จนในที่สุดเธอก็ใจอ่อน รับปากว่าจะไม่พรากลูกเขาไป   แต่มีข้อตกลงว่า จะต้องซื้อตุ๊กตาน่ารักเหมือนเด็กหญิงคนนี้ให้เธอหนึ่งตัว ไปไว้ที่จอมปลวกนั้น จะต้องพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายอุทิศส่วนกุศลให้เธอ  เพื่อเป็นค่าเดินทาง และลบล้างบาปเวรบางส่วน เมื่อได้ไปเกิดใหม่  สุดท้ายก่อนสัมภเวสีจะออกจากร่างหญิงกลางคนผู้นั้นไป  เธอแสดงน้ำเสียงไม่พอใจว่า หญิงผู้นี้ที่เธอใช้เป็นร่าง บังอาจล่วงเกินพูดว่า ให้กำจัดผีร้าย ออกไป จะขอลงโทษนางให้หลาบจำสักหน่อย
                         ….. ว่าแล้วหญิงผู้ถูกใช้ร่างก็ยืนขึ้น  ยื่นแขนทั้งสองออกไปข้างหน้า นัยน์ตามองตรงไม่กระพริบ กลับหลังวิ่งลงเรือนตรงไปที่พุ่มไม้หนามหน้าบ้าน พุ่งตัวทิ้งน้ำหนักคว่ำหน้าลงบนกอหนามนั้น

                        วิญญาณสัมภเวสีออกจากร่างไปแล้ว ทุกคนในที่นั้นวิ่งไปช่วยหญิงกลางคน  ออกมาจากพงรกเธอได้รับบาดเจ็บจากขวากหนามทิ่มแทงไปทั้งตัว ยังมีคำถามจากคนที่ไม่เชื่ออีกมายมายว่า ผีมีจริงไหม 

                               ผีอาจจะไม่แสดงให้เราเห็นชัดว่า  ผีมีอยู่ 

                               แต่ตัวของเราเองจะบอกได้ว่า   ผีอะไรที่สิงอยู่ในตัวเรา.


                                                                                 *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:10:35 PM
ตอบกลับ #22
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

23.สาวใบ้

                         อาจารย์แซ่กวนซึ่งเป็นสองสามีภรรยา  ไม่เคยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเพราะเชื่อมั่นในความเป็นปัญญาชนของตน  แต่ทั้งสองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าเหตุใดจึงต้องมีลูกสาวที่เป็นใบ้ถึงสามคน
                         สามสาวใบ้หน้าตาสะสวยสะดุดตาสะดุดใจชายหนุ่มไม่หนุ่มที่ได้พบเห็นทุกราย  แต่พอเข้าใกล้ได้รู้ว่าเธอเป็นใบ้  ต่างก็ผิดหวังเสียดาย  และตีห่างออกไป
                         ชะตากรรมนี้บั่นทอนจิตใจคนทั้งห้าในครอบครัวนี้ตลอดมา  ซึ่งจะเห็นได้ว่า  คุณพ่อคุณแม่ดูแก่ก่อนวัยไปมาก
                         อันการศึกษา  สถานภาพความร่ำรวยนั้น  มิใช่จะนำความผาสุกมาสู่ครอบครัวได้ทั้งหมด จิตใจที่ถูกกดดันด้วยภาวะขาดพร่อง  ภาวะจำยอมมีผลทำให้คนที่ดูอย่างกับสมบูรณ์พูนสุขต้องทุกข์หนักยิ่งกว่าคนทั่วไปในระดับล่าง
มีคำนิยามว่า     คนวัยแรงคุยเรื่องวิทยาศาสตร์  วัยกลางคนคุยเรื่องชะตาชีวิต  ส่วนคนสูงวัย คุยเรื่องศาสนา

                          สามีภรรยาอาจารย์กวนกำลังจะย่างเข้าอายุสูงวัย  ครั้งหนึ่งจึงได้ไปฟังเทศน์ที่วัด   ท่านพูดถึง กฎแห่งกรรม ว่า   คนเราจะต้องรับผิดชอบต่อบุญบาปที่ตนทำไว้    ทุกคนจึงอาจกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้  พระพุทธองค์ทรงสอนว่า   ใครทำกรรมชั่วไว้  ย่อมได้รับผลตอบสนองจากกรรมชั่วนั้น

                          วัฏจักรของ กฎแห่งกรรม ก็คือ ปรากฏการณ์ที่ดำเนินไป เป็นส่วนหนึ่งของมหาจักรวาล
                          มหาจักรวาลเป็นกาลเวลา  และห้วงเวหาหลายชั้นเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุดหยุดนิ่ง  การเวียนไปโดยไม่หยุดนิ่ง  ก็คือ หลักการของกฎแห่งกรรม

                          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงความเป็นไปของมหาจักรวาล ทรงทราบถึงกฎแห่งกรรม  พุทธศาสนิกชนภายหลัง จึงได้สืบทอดทัศนคติของ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  เพื่อเป็นฐานหลักในการธำรงรักษาคุณธรรม  รักษาระเบียบวินัยของสังคมและชาวโลก

                          น่าเสียดายที่คนทั่วไป  ได้แต่ใช้ความรู้อันมีจำกัดทางวิทยาศาสตร์ ที่ยังมิได้เข้าถึงอย่างลึกซึ้งต่อปรากฏการณ์และวัตถุธาตุ มาตัดสินความตามความเห็นของตน  สำหรับสิ่งเหนือปรากฏการณ์ที่ตนยังมิอาจเข้าใจ  จะลบหลู่เสียหมดว่า  งมงาย  อีกทั้งไม่ยอมเข้าไปศึกษาค้นคว้าให้ลุ่มลึก

                          อาจารย์สองสามีภรรยาไม่อาจปฏิเสธเหตุผลนี้ แม้วิทยาการจะก้าวไกล สังคมยิ่งศิวิไลซ์ แต่มันกลับกลายเป็นผลเสีย  ก่อเกิดแรงกดดันคุกคาม  ทำให้ขาดความสงบปลอดภัย   ใจคนถูกวิทยาการ และนามรูปวัตถุชั้นสูงควบคุมไว้ เหมือนถูกขับต้อนด้วยจิตใจของสัตว์ ถูกอารมณ์โทสะปัจจุบันครองใจ
 
                                 ฉะนั้น  บ้านเมืองมากมายที่มีวิทยาการล้ำหน้า  แต่ประชาชนจะก่อกรรมทำร้าย  ผิดคุณธรรมมากกว่าประเทศด้อยพัฒนาทางวิทยาการ     พ่อแม่ของสามสาวใบ้แต่งงานกัน  เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน  เมื่ออายุสามสิบปี แม่ตั้งครรภ์ในเดือนนั้นเอง  พ่อชอบขับรถพาแม่ไปเที่ยวชายทะเลและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ

                           ครั้งหนึ่ง ไปงานวัดที่จังหวัดอุบล จอดรถในบริเวณวัด พอเปิดประตูรถเท่านั้น เด็กเร่ร่อนกลุ่มใหญ่ก็กรูกันเข้ามาขอเงิน  มันเป็นเรื่องที่พ่อเกลียดมาก  ไม่เพียงไล่ตะเพิด  ซ้ำยังบอกใคร ๆ ว่า  อย่าให้เงินมันเพราะจะทำให้เด็กเหล่านี้ได้ใจ  เสียนิสัย พ่อแม่เดินเที่ยวงานวัด ซื้อของพื้นเมืองมาใส่ท้ายรถ

                           แต่… ทันใดนั้นก็ต้องผงะเลือดขึ้นหน้า เพราะรถคันใหม่เอี่ยมราคาแพงของเขา  ถูกทำลายด้วยเหล็กแหลม ขีดเป็นรอยลึกตั้งแต่หลังรถไปจนถึงหน้ารถ  พ่อเดือดดาลเจ็บแค้นสุดขีด  คิดว่าจะต้องเป็นฝีมือของเด็กขอเงินกลุ่มนั้นแน่ ๆ

                          เมื่อเห็นเด็ก ๆ อายุสิบสามสิบสี่กลุ่มหนึ่ง  นั่งเล่นปั่นแปะอยู่ใต้ต้นมะม่วงข้างหน้า  พ่อวิ่งตรงไปหาและโดยไม่ถามไถ่อะไรเลย เขาจับเด็กตบซ้ายตบขวาลงไปโดยแรงจนเด็กทุกคนหน้าบวม เขากระชากเด็กคนหนึ่งมาดูรอยแผลที่รถ  แล้วขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ

                          เด็กกลุ่มนั้นปฏิเสธว่า  ไม่ได้เป็นคนทำ ด้วยความกลัว  จึงชี้ไปที่เด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังแบมือขอเงินชาวต่างชาติอยู่ตรงโน้น  พ่อปรี่เข้าไปกระชากคอเด็กคนนั้น ตบซ้ายตบขวา เค้นคอเสื้อตะคอกถามเด็กชายได้แต่แสดงความหวาดกลัว  แต่ไม่โต้ตอบอะไรเลย  พ่อโกรธจัดกระโดดถีบหน้าอกเด็กชายเต็มแรง เด็กชายร้องไม่เป็นเสียง  เลือดกระอักออกทางปาก  ไทยมุงช่วยกันดึงพ่อออกมา   เด็กชายพูดไม่เป็นภาษาแต่สายตาบ่งบอกความอาฆาตแค้นสุดประมาณ

                           พ่อเพิ่งจะดูออกว่า เด็กชายคนนั้นเป็นใบ้    เด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส  ช้ำในจนกลายเป็นเด็กพิการ เด็กชายอาศัยอยู่ที่วัดกินข้าวพระไปวัน ๆ  สิ่งที่พ่อได้รับทราบต่อมาอีกก็คือเด็กใบ้ไม่ได้เป็นคนผิด

                           ปีนั้น  แม่ให้กำเนิดลูกหญิงคนแรก  สองปีถัดมาให้กำเนิดคนที่สอง และต่อมาคนที่สาม  ลูกทุกคนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู    แต่ไม่พูด  พ่อแม่หวั่นวิตกมาก  พยายามทุกวิถีทาง  หาหมอ  หาพระ  หาเจ้า บนบานศาลกล่าว…
แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลย  ลูกทั้งสามเป็นใบ้แน่นอน 

                                  พ่อแม่เริ่มตัดพ้อชะตากรรมว่า  เวรกรรมอะไรหนอ ? 

                                  ภาพเด็กชายใบ้ที่ถูกซ้อมทั้งที่ไม่ผิด  ถูกถีบหน้าอกจนกระอักเลือดเกือบตาย   เมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำของพ่อแม่     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายตาที่เจ็บปวดอาฆาต  อาการที่อึดอัดคับแค้นใจที่พูดไม่ได้ของเด็กใบ้

                           อัตตาของความเป็นปัญญาชน  ที่มิได้น้อมใจรับฟังสัจธรรมยังคงคุกคามชีวิตของเขาต่อไป

                           เพราะจนถึงวันนี้เขายังคงฮึดฮัดกัดฟันตะโกนใส่ฟ้าว่า มันไม่ยุติธรรมเลย…….!

                                 ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหม….. ?.


                                                                                           *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:15:33 PM
ตอบกลับ #23
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

24. สาวลิง
                            
                           ข้าพเจ้ามีญาติห่าง ๆ คนหนึ่งเพิ่งแต่งงาน  เจ้าสาวของเขามีสมญานามว่า  สาวลิง พอพูดถึงคำว่า สาวลิง ทุกคนก็คงจะเข้าใจว่า เธอคงเป็นสาวขี้เหร่  หรือเนื้อตัวมีแต่ขนเหมือนลิง  แต่ที่ไหนได้  พอแขกเหรื่อได้เห็นเจ้าสาวลิงเข้าจริง ๆ ต่างก็ชมเปาะว่า สวยอย่างกับนางฟ้า  ทำให้ข้าพเจ้าอยากรู้ความเป็น มาของสมญานี้
                             สาวลิงเป็นคนภาคใต้  พ่อแม่มีอาชีพเลี้ยงเป็ด 
                            แม่ของสาวลิง เมื่อครั้งยังเป็นสาวนั้นสวยมากจนลือชื่อไปทั่ว  เป็นที่คลั่งไคล้หมายปองของชายหลายอำเภอ  ชายหนุ่มลูกเศรษฐีชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ข้ามประเทศมาขอแต่งงาน  แต่หญิงสาวไม่อยากจากพ่อแม่ไปไกลจึงปฏิเสธ   ชายหนุ่มชาวมาเลเซียถึงกับคลุ้มคลั่ง   เขียนจดหมายรำพันความพิศวาสทิ้งไว้ แล้วกินยานอนหลับดับอารมณ์รักตายไปในโรงแรม  เพื่อขอพบกับเธอใหม่ในชาติหน้า
                            สุดท้ายแม่ของสาวลิงแต่งงานกับเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน  นั่นก็คือ พ่อของสาวลิงบัดนี้
                            ความงามของแม่ของสาวลิงเย้ายวนชวนหลงจริง ๆ จนมีเรื่องเล่าว่า  ครั้งหนึ่ง   ทั้งสองสามีภรรยานั่งเรือแจวข้ามฝั่งแม่น้ำ   ชายแจวเรือแอบรักแม่ของสาวลิงมานานแล้ว  แต่เจียมตัวที่ฐานะต่ำต้อยได้แต่ชะเง้อคอยแอบดู  วันนั้น นับเป็นโอกาสดีที่ได้ดูเต็มตาอย่างใกล้ชิด  มือที่แจวเรือหยุดแจวโดยไม่รู้ตัว   เพราะมัวแต่จ้องมองความงามของเธอจนเคลิบเคลิ้ม  พ่อแม่ของสาวลิงผิดสังเกตว่าเรือคว้างอยู่กับที่   จึงมองดูคนแจว แม่ของสาวลิงเหลือบไปเห็นเป้ากางเกงของคนแจวขาดเป็นรูใหญ่ เธอลืมตัวหัวเราะคิก  คนแจวถูกรอย ยิ้มปะทะใจอย่างแรง  เข่าอ่อนหรือเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ได้   เขาหล่นโครมลงไปในน้ำ  ไม่กล้าโผล่ขึ้นมาแจวเรือต่อไป  พ่อของสาวลิงจึงต้องลงมือแจวเสียเอง
                            แต่งงานกันไม่นาน  แม่ของสาวลิงก็ตั้งครรภ์  ผู้เป็นสามีประคับประคองเอาใจเต็มที่  พ่อแม่และทุกคนในบ้านก็เช่นกัน อาหารการกินทุกอย่างเพียบพร้อม แต่เธอเบื่ออาหารทุกอย่าง
                            วันหนึ่งพ่อของสาวลิงซื้อเนื้อค่างจากตลาดมาน่องหนึ่ง มาตุ๋นยาจีนให้กิน  แม่ของสาวลิงเจริญอาหารเป็นการใหญ่ ทำให้ทุกคนในบ้านดีใจ   จากนั้นก็จ้องแต่จะหาซื้อเนื้อค่างมาให้เธอกิน   วันหนึ่งพ่อของสาวลิงไปตลาด   ซื้อค่างเป็น ๆ กลับมาบำรุงเลี้ยงให้อ้วนพี  เพื่อจะฆ่าเป็นอาหารบำรุงภรรยาคนสวย
                           จากนั้นแม่ของสาวลิงท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว

                        วันที่ค่างจะถูกฆ่า  บรรยากาศสลดหดหู่ชอบกล  แต่ผู้มีเป้าหมายในการฆ่า จะไม่รู้สึกได้เลย เมื่อค่างเห็นมีดแหลมคมวาบตรงเข้ามาหา   น้ำตาของมันไหลพรากทันที  เพิ่งจะกินกล้วยของเขาไปได้ไม่กี่ลูก  จะต้องถูกทวงหนี้ด้วยชีวิตแล้วหรือ  มันทำมือประหลก ๆ  เหมือนยกมือไหว้ร้องขอชีวิต        
               
                          ความรักภรรยาคนสวยสุดสวาท ทำให้พ่อของสาวลิงมืดบอดจากความเมตตาเสียสิ้นเขาแทงมีดแหลมคมเล็งไปกลางหัวใจของค่าง  ค่างไขว่คว้าจับมีดไว้แน่น  พ่อของสาวลิงชักมีดออกจากมือค่างโดยแรงเพื่อจะแทงใหม่ ทันทีที่มีดถูกชักออกจากมือ  มือของค่างที่กำมีดไว้แน่นถูกคมมีดเฉือนจนนิ้วเล็ก ๆ ของมันขาดออกทันทีสี่นิ้ว เลือดพุ่งกระฉูด 

                            แม่ของสาวลิงที่นั่งดูการฆาตกรรมอยู่ใกล้ ๆ สยองขวัญใจสั่นจะเป็นลม ขอให้สามีปล่อยค่างไป  ความเจ็บปวดแสนสาหัสของค่างที่ถูกตัดนิ้วสด ๆ สี่นิ้ว  มิใช่คำพูดใดจะพรรณนาได้เลย พอโซ่หลุดจากคอ  ค่างน้อยน่าสงสารกระโจนออกจากลานประหารทันที  มันไม่ได้คิดถึงนิ้วทั้งสี่ที่ร่วงอยู่กับพื้นตรงนั้น ก่อนที่มันจะลับหายเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้ พ่อแม่ของสาวลิงมองตามไป ทั้งสองเห็นสายตาเขียวปัดที่อาฆาตแค้น และเจ็บปวดแสนสาหัสของค่างเป็นครั้งสุดท้าย 

                             จากวันนั้นเป็นต้นมา  แม่ของสาวลิงกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ได้อีกเลย  คนในบ้านเกรงว่า หลานที่จะเกิดมาจะขาดอาหาร   จึงแอบปรุงอาหารด้วยน้ำซุปเนื้อสัตว์ให้แม่ของสาวลิงกิน  แต่ก็ปรากฏว่า เธอต้องอาเจียนออกเสียหมดในภายหลัง  อาการเป็นอย่างนี้จนกระทั่งคลอด เมื่อถึงกำหนดคลอด  ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ
 
                              ทารกน้อยเป็น  เด็กหญิงหน้าตาสวยงามน่ารักมาก  ไม่ด้อยกว่าความงามของแม่ผู้ให้กำเนิด แต่น่าเสียดาย  มือซ้ายของทารกน้อย นอกจากนิ้วหัวแม่มือเป็นปกติแล้ว  นอกนั้นอีกสี่นิ้วกุดหมดมีความยาวเท่ากับนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น  

                              ญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่ของสาวลิง   พอได้เห็นเช่นนั้น  ต่างอุทานแล้วนิ่งอึ้ง  ไม่มีคำพูดตอกย้ำใด ๆ ให้คิดถึงค่างตัวนั้น  เพราะต่างก็รู้แท้อยู่แก่ใจ

                             ในงานมงคลสมรสของสาวลิงกับเจ้าบ่าวญาติห่าง ๆ ของข้าพเจ้า   แขกเหรื่อพากันตะลึงงันกับความงามของเจ้าสาวที่สวยเลิศเฉิดฉายไปเสียหมด   

                               แต่ไม่มีสักกี่คนหรอกที่รู้ว่า  ภายในถุงมือสีขาวของเธอนั้น  เจ้าสาวนิ้วด้วนไปสี่นิ้ว  จากผลของเวรกรรมที่พ่อแม่ทำไว้.

                                                                                  *    *    *    *    *    *









*     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:23:05 PM
ตอบกลับ #24
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

25. อาว์สามกินเจ

                            อาว์สามโทรศัพท์มาหลายครั้ง เรียกให้ข้าพเจ้าไปหาที่บ้าน   เพื่อจะปรึกษาอะไรบางอย่าง เนื่องด้วยหลายปีมานี้ ข้าพเจ้าชีพจรลงเท้า จึงต้องเดินทางไปต่างประเทศไม่หยุด  น้อยนักที่จะอยู่บ้าน  จึงเพิ่งจะไปพบอาว์สามเมื่อเร็ว ๆ นี้
                               เหตุที่อยากพบข้าพเจ้านั้น  เนื่องจากหลังเทศกาลกินเจสิบวันปีที่แล้ว  อาว์สามเกิดอยากจะกินเจ ตลอดชีวิตขึ้นมา  จึงต้องการจะรู้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการกินเจจากข้าพเจ้า การตัดสินใจปุบปับอย่างนี้ของอาว์สามทำให้ข้าพเจ้าไม่เชื่อ  คิดว่าอาว์สามน่าจะล้อเล่นเสียมากกว่า
                               อาว์สาม ซึ่งเป็นญาติสนิทของข้าพเจ้าคนนี้  ข้าพเจ้ารู้จักนิสัยใจคอดี  แม้อายุจะห้าสิบกว่า  แต่จะหาเวลาเข้าวัดเข้าวาถือศีลกินเจแทบไม่ได้เลย    เทศกาลกินเจสิบวันทุกปี ชาวบ้านชาวเมืองเขากินเจกันหมด  แต่อาว์สามจะยังคงยุ่งอยู่กับงานสังคมรอบตัวทุกวัน  จะกินเจ ตามสมัยนิยม กับเขาสักสองสามวันก็ทั้งยาก  ปีนี้อยู่ ๆ อาว์สาม บอกว่าจะกินเจตลอดชีวิต  อย่างนี้ใครจะไปเชื่อ

                               อาว์สาม ได้ชื่อว่า หญิงเหล็ก  เก่งกาจด้วยสามกล้า เป็นหัวหน้าชุมชนคนไฮโซ 

                                                            หนึ่งกล้า คือ   กล้าพูดกล้าแสดง 
                                                            กล้าสอง  คือ  กล้าทำกล้ารับ
                                                            กล้าสาม  คือ  กล้ากินกล้าลอง

                               กล้าหนึ่ง กล้าสองของอาว์สาม  เป็นความภาคภูมิใจที่เชิดหน้าชูตา  งามสง่าอยู่บนคานทอง ได้รับความเคารพยกย่องในงานสาธารณกุศล  แต่กล้าสามนั้นข้าพเจ้าพะอืดพะอมไม่อยากพูดถึง  อาว์สาม กล้ากินกล้าลองทุกอย่างที่เขากินกัน เช่น สมองลิงสด ๆ ลูกหนูเป็น ๆ ทั้งตัว และอาหารประหลาดอื่น ๆ

                         เมื่ออาว์สามถามข้อมูลเกี่ยวกับการกินเจ  ผมจึงกระตือรือร้นอธิบายให้เข้าใจว่า

                         1. ไม่กินพืชผักห้าฉุนคือ  หอม  กระเทียม  กุยไช่  กระเทียมโทน  ยาสูบ  เพราะ
                                             กระเทียม      ทำลายหัวใจ    มีผลเสียต่อธาตุไฟของร่างกาย
                                             หัวหอม      ทำลายไต     มีผลเสียต่อธาตุน้ำของร่างกาย
                                             กุยไช่หรือผักแป้น   ทำลายตับ     มีผลเสียต่อธาตุไม้ของร่างกาย
                                            กระเทียมโทน   ทำลายม้าม     มีผลเสียต่อธาตุดินของร่างกาย 
                                            ใบยาสูบ      ทำลายปอด     มีผลเสียต่อธาตุทอง 
                             เราจึงไม่กินพืชผักฉุนทั้งห้านี้

                            2. โรงเจบางแห่ง กินหอยนางรม ตามความเชื่อที่อนุโลมให้แก่ตนเอง  ซึ่งที่ถูกต้อง คือ กินไม่ได้  ไม่ควรกิน เพราะเขามีชีวิต  เป็นของสดคาว
                            3. มีคนแย้งว่าพืชผักก็มีชีวิตทำไมยังกินได้  พืชผักมีญาณเดียว คือ ญาณเจริญเติบโต  แต่สัตว์มีวิญญาณ และญาณสำนึกรู้ด้วย  จึงกินไม่ได้
                                ไข่ไก่ กับ นมวัว เป็นอาหารอนุโลมสำหรับผู้มีความจำเป็น หากไม่กินได้ก็จะยิ่งดี   คนที่เคยต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการกินเจ  พอเมื่อมีเหตุให้ต้องกินเจ  จึงมักจะสงวนท่าทีไม่อยากเปิดเผย   อาว์สามไม่เปิดเผยสาเหตุของการเปลี่ยนใจจะกินเจตลอดชีวิตให้ฟัง  อาจเพราะถือตัวว่า เป็นญาติผู้ใหญ่  แต่ข้าพเจ้าก็ล่วงรู้จนได้ว่า 

                                   เมื่อระหว่างเทศกาลกินเจปีที่แล้ว อาว์สามซึ่งถือโสด และยังอยู่ร่วมครอบครัวกับพี่ชาย และหลาน ๆ  คือ ลูกของพี่ชาย  ปีนี้ อาว์สามเกิดความคิดจะกินเจ  ในเทศกาลนี้กับเขาด้วย และจะไปตั้งใจกินที่บ้านปลูกใหม่สวยหรูของหลานอีกคนหนึ่งที่สะอาดสะอ้าน สงบเงียบกว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบัน 
                                    ครบกำหนดกินเจสิบวัน   คืนนั้นประมาณเวลาตีสอง   อาว์สามได้นิมิตชัดเจนว่า    มีแม่ชีในชุดขาวหลายท่าน  มาขอบิณฑบาตให้ละเลิกการกินเนื้อสัตว์เสีย

                             อาว์สามตื่นขึ้น นอนไม่หลับอีก  จึงลุกขึ้นเปิดหน้าต่างมองดูท้องฟ้า  เห็นดวงจันทร์ขาวสลัวอยู่หลังเมฆ  กิ่งใบต้นมะม่วงข้างบ้านแกว่งไหวตามลม  เกิดเป็นเงาวับแวม  ใต้ต้นมะม่วง  เป็ดขาวที่เลี้ยงไว้หลายตัวพับคอหลับบนปีกหลังของตัวเอง  มองไปคล้ายแม่ชีที่เห็นติดตาติดใจในนิมิตเมื่ออึดใจก่อน
                            อาว์สามรีบปิดหน้าต่าง นอนไม่หลับจนถึงรุ่งเช้า


                            หลานกตัญญูดูแลอาว์สามเป็นอย่างดี
                            อาหารเช้ามื้อแรกของการออกเจ  ทำเหมือนจะฉลอง  หรือชดเชยกับการที่ต้องอดกินเลือดเนื้อเขามาหลายวัน มื้อนี้จึงมีทั้ง หมู ปลา เป็ด ไก่เต็มเพียบ     
              
                            อาว์สามเข้าครัวสำรวจดูอาหาร แต่พอเห็นเป็ดที่ซื้อเตรียมไว้เท่านั้นก็ชะงักงัน เป็ดที่ถูกถอนขนจนเกลี้ยงเกลาแล้วตัวนั้น ขาวเหมือนแม่ชีที่เห็นในนิมิต หัวเป็ดที่ยังมีโคนขนอ่อนเขียวรำไร  เหมือนศีรษะแม่ชีเสียนี่กระไร นัยน์ตาของเป็ดเหมือนสายตาวิงวอนของแม่ชีที่พูดว่า  ไม่ใช่ขอบิณฑบาตทั่วไป  แต่ขออย่าได้เกี่ยวกรรมกับสัตว์ทั้งหลายจนถึงชาติต่อไป

                            อาว์สามเกิดอาการคลื่นไส้วิงเวียนอย่างแรง เข่าอ่อนเป็นลมล้มพับลงในครัวตรงนั้นหลานรีบนำส่งโรงพยาบาล
                            พอฟื้นคืนสติคำแรกที่อาว์สามพูด
                            คือ
                           ฉันจะกินเจตลอดชีวิต.



                                                                                         *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:28:31 PM
ตอบกลับ #25
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

26.อาหารโอชะ

                            พูดถึงโศกนาฏกรรมของชาวโลกแล้ว ไม่มีเรื่องใดน่าเศร้าเท่ากับเรื่องนี้  นายปานเป็นชาวนามีลูกเล็ก ๆ น่ารักสามคน  คนโตเป็นชายอายุเก้าขวบ  น้องชายอายุเจ็ดขวบ น้องหญิงคนเล็กอายุห้าขวบ แต่บัดนี้ ลูกรักทั้งสามกลายเป็นศพนอนเรียงกันอยู่ที่พื้นตรงหน้า
                          นายปานกับแม่ของลูก ๆ ตัวอ่อนปวกเปียก  เรียกสติไม่ได้เลย   น้ำตาไหลอาบจนเกือบเป็นสายเลือด เสียงคร่ำครวญเรียกลูกจ๋า ลูกจ๋า แหบแห้งจนเกือบไม่เป็นคำพูด ทำอย่างไรก็หยุดไม่ได้เลย

                          เหตุเกิดเพราะเรือนไม้ของนายปานเกิดเพลิงไหม้ แต่ลูก ๆ ตายในน้ำ

                          วันนั้นนายปานกับแม่ของลูกไปช่วยงานบวชของญาติที่วัด  ทิ้งลูก ๆ ไว้ที่บ้านตามลำพัง ซึ่งเป็นเรื่องปรกติเป็นประจำ บ้านของเขาเป็นเรือนไม้ไต้ถุนสูงเหมือนบ้านในชนบททั่วไป ข้างบ้านมีกองฟางสุมอยู่กองใหญ่ ใกล้ ๆ กองฟางเป็นตุ่มน้ำใหญ่เกือบสิบใบตั้งเรียงรายอยู่    บ้านนาจะปลูกห่าง ๆ กัน ฉะนั้นเกิดเหตุอะไรจึงช่วยกันไม่ค่อยทัน

                          เพื่อนบ้านเห็นควันโขมงทางบ้านนายปานกว่าจะวิ่งมาถึง บ้านทั้งหลังก็เหลือแต่เถ้าถ่านเสียแล้ว  ทุกคนช่วยกันค้นหาซากศพของเด็กสามคน  ซึ่งเข้าใจว่าอาจถูกไฟคลอกตายแต่หาไม่พบ  พบแต่ซาก ศพควายตัวหนึ่งที่ผูกไว้กับเสาเรือนในคอกไต้ถุนบ้าน   ขณะเกิดเพลิงไหม้ เด็กทั้งสามไม่รู้จักจะหนีห่างออก ไปจากความร้อนเผาผลาญนั้น คงคิดตามประสาเด็กว่า  ในตุ่มน้ำฝนที่เย็นเฉียบจะเป็นที่หลบไฟได้ และก็คงจะเป็นพี่คนโตที่ส่งน้องทั้งสองลงไปหลบไฟในตุ่มคนละใบ แล้วปิดฝาปูนให้ด้วย สุดท้ายตัวเองจึงลงไปหลบไฟในตุ่มอีกใบหนึ่ง

                         พ่อแม่ของเด็กทั้งสามไม่พบศพของลูก ๆ     ก็ยังหวังว่าลูกคงตกใจหนีเตลิดไปไกลหมู่บ้าน เพราะชาวบ้านช่วยกันตามหาก็ไม่พบ  เช้ามืดวันรุ่งขึ้นลุงเปาซึ่งเป็นญาติกัน ฝันเห็นชีปะขาวมาชี้ที่ตุ่มน้ำบอกว่า  ในนั้นมีลูกปลาช่อน  แกจึงเดินตรงมาหาตุ่มน้ำที่เรียงรายกันอยู่นั้น เหมือนมีอะไรดลใจ  ลุงเปาเปิดฝาตุ่มใบแรก และแล้วก็ต้องผงะร้องเสียงหลง พ่อแม่ของเด็กทั้งสามเป็นลมล้มพับลงตรงนั้น
                          ศพของเด็กทั้งสามพี่น้องถูกอุ้มขึ้นมาจากตุ่มน้ำนอนเรียงรายกันตามลำดับตรงนั้น ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของผู้รักใคร่ ห่วงใยสงสาร      พ่อแม่ของลูก ๆ เกลือกตัวอยู่กับศพของลูก ๆ สลบแล้วสลบอีก นายปานไม่เคยบาดหมางกับใครเลย เรียกได้ว่า เป็นคนดีมีอัธยาศัยทีเดียว  ใคร ๆ ก็ว่าไม่น่าจะต้องรับเคราะห์ใหญ่อย่างนี้เลย
 
                             แต่นายบู่น้องชายนายปานรู้ดีว่ามันมีที่มาที่ไป
 
                             นายบู่สะท้อนใจ  เปิดเผยบาปเวรของนายปานพี่ชายในภายหลังว่า

                             แม้นายปานพี่ชายจะเป็นคนดี  อารีอารอบต่อคนทั้งหลาย  แต่ก็มีนิสัยความพอใจที่เป็นบาปมากอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบกินแกงลูกครอก    ว่างจากงานนา นายปานชอบจะเอาสวิงไปหาช้อนลูกครอก คือลูกปลาช่อน ลูกปลาดุกตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเป็นตัวได้สิบกว่าวัน ตัวประมาณปลายตะเกียบ
                             พ่อแม่ปลามักจะดำน้ำอยู่ใกล้ ๆ คอยดูแลลูก ๆ ของมันอยู่เงียบ ๆ  ส่วนลูก ๆ   ยังไม่รู้จักภัยอันตรายอะไรก็จะพากันว่ายไปว่ายมาอยู่เหนือน้ำเป็นฝูงใหญ่     คนทั่วไปจะไม่ทำร้ายลูกปลาเหล่านี้ กลับจะเห็นว่า น่ารักน่าเอ็นดู  แต่มีคนบางคนชอบเปิบพิสดาร ชอบกินอาหารแปลก ๆ โดยไม่คำนึงถึงอะไร  นอกจากความพอใจอร่อยลิ้นของตน

                          นายปานจะช้อนลูกปลาเหล่านี้ทุกครั้งที่พบ  เอามาใส่ตุ่มน้ำเลี้ยงไว้ก่อน   พอจะกินก็จัดการหั่นก้านผักบุ้งเป็นปล้อง ๆ ความยาวพอ ๆ กับลูกปลา  ใส่หม้อใส่น้ำใส่ลูกปลาลงไปตั้งไฟ เริ่มแรกน้ำในหม้อยังไม่ร้อน ลูกปลาซึ่งยังไร้เดียงสาก็จะว่ายไปว่ายมาอยู่ในหม้อ โดยไม่รู้ว่า ความตายใกล้เข้ามาแล้ว  พอน้ำเริ่มอุ่นลูกปลาเริ่มตกใจหาทางหนีร้อน
พากันมุดเข้าไปซ่อนในปล้องผักบุ้ง    ตัวที่ไม่มีปล้องผักบุ้งเหลือให้ซ่อนได้ก็ว่ายกันหัวซุกหัวซุน เพราะน้ำอุ่นมากขึ้นทุกที
เป็นภาพที่น่าเวทนาแท้ ๆ    แต่พ่อแม่ของเด็กทั้งสามไม่ได้คิดอะไร คิดแต่จะปรุงรสอย่างไร ให้อร่อยลิ้นเท่านั้น
                          มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายปานไปช้อนลูกครอกอีก   แต่พอช้อนขึ้นมาได้เต็มสวิง  ยกสวิงขึ้นพ้นน้ำเท่านั้น ปลาช่อนใหญ่สองตัวก็กระโดดขึ้นมาบนฝั่งตรงนั้น
                          เหตุการณ์นี้นายปานไม่ได้ฉุกคิดสักนิดเลยว่าอาจเป็นพ่อแม่ปลาที่ตามขึ้นฝั่งมาขอชีวิตลูก ๆ อาจเป็นพ่อแม่ปลาขอตามขึ้นฝั่งมาตายพร้อมกับลูก …..   หรืออาจจะ …..   มันน่าจะคิดได้ด้วยเมตตาจิตอีกหลายอาจจะ …..

                                 แต่นายปานคิดแต่เพียงว่า ช้อนลูกปลา ได้พ่อแม่ปลาแถมมาอีก อะไรจะโชคดีปานนั้น
                         
                          สุดท้ายนายบู่กล่าวว่า   เคยขอร้องนายปานพี่ชายหลายครั้งแล้ว   แต่พี่ชายไม่ฟัง น่าสงสารหลานทั้งสามคน  ไม่น่าจะต้องมาติดร่างแหเวรกรรมที่พ่อแม่ทำเลย พ่อแม่ของเด็กทั้งสามจะสำนึกได้หรือไม่อย่างไรก็ตามแต่   หลังจากต้องสูญเสียลูกรักทั้งสามไปแล้ว  บ้านช่องวอดวายไปแล้ว  ทั้งสองแทบจะฆ่าตัวตาย ดีที่เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องช่วยกันเตือนสติไว้  จึงได้ถือบวชกันไปทั้งสองคน.


                                                                                  *     *     *     *     *
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กันยายน , 2007, 05:33:09 PM
ตอบกลับ #26
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์


หัวข้อนี้ เป็นการคัดลอกจาก http://www.chongter.com/webboard/index.php? topic=1357.0#top หัวข้อเรื่อง บันทึกกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์.

ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

27 มกราคม , 2008, 10:47:09 AM
ตอบกลับ #27
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 110
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

อมปลาหมอที่หาได้ใส่ปาก พลาดดิ้นลงคอ ต้องให้หมอช่วย
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=302462&lang=&cat=
ข่าวด่วน Breaking News วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551

22:00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานได้รับแจ้งว่า มีผู้ป่วยถูกปลาหมอติดคอ ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลกำแพงเพชร เข้ามารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

ชายที่หาปลาแล้วอมใส่ปากรายนี้ คือ
นายชาญ อินทร์ชู อายุ 55 ปี
อยู่หนองงูเห่า หมู่ 8 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เข้ามารับการรักษาตัว
จากการสอบถามนางสุรินทร์ อินทร์ชู อายุ 50 ปี ภรรยาของนายชาญ
ทราบว่า นายชาญ ออกไปหว่านแหหาปลาในคลองหลังหมู่บ้าน ขณะหว่านแหได้ปลาหมอติดแห
นายชาญ จึงจับปลาใส่ปากงับเอาไว้ ทำให้ปลาหมอที่ยังไม่ตาย ดิ้นหลุดเข้าไปในลำคอ ด้วยความตกใจนายชาญจะล้วงปลาหมอออกมา แต่ว่าปลาดิ้นเข้าไปลึกคว้าไม่ออก
นายชาญจึงรีบวิ่งกลับไปบ้านหาตนเองให้ช่วยเอาปลาออกจากลำคอ
แต่ตนเองมองไม่เห็นตัวปลา
จึงรีบนำตัวนายชาญส่งโรงพยาบาลคลองขลุง
แต่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถดำเนินการผ่าตัดเอาออกได้
จึงส่งตัวนายชาญต่อไปที่ รพ.กำแพงเพชร แต่เครื่องมือที่โรงพยาบาลกำแพงเพชรไม่ทันสมัยเพียงพอ
ทางโรงพยาบาลกำแพงเพชร จึงส่งตัวนายชาญต่อมาที่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่แพทย์ รับตัวนายชาญแล้ว ทางโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ได้ทำการเอ๊กซเรย์ ให้น้ำเกลือ ให้ออกซิเจนช่วยหายใจ พร้อมทั้งตรวจวัดความดันตลอดเวลา
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมารักษา เอาปลาหมอออกจากคอ นายชาญ ได้สำเร็จ.

หมอดูดปลาหมอติดคอออกได้ คนไข้ปลอดภัย
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=302468&lang=&cat=

22:03 น.

ความคืบหน้ากรณี นายชาญ อินทร์ชู ชาวบ้านจาก จ.กำแพงเพชร
ออกไปหาปลาแล้วคาบปลาหมอไว้ในปาก
ปลาเกิดดิ้นหลุดเข้าไปติดค้างอยู่ในลำคอ
จนต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลคลองขลุง แล้วส่งไปโรงพยาบาลกำแพงเพชร
สุดท้ายส่งตัวมาที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ล่าสุดแพทย์เอาปลาออกมาได้แล้ว

เมื่อค่ำที่ผ่านมาคณะแพทย์ของโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
นำโดยนายแพทย์นเรศ แตงใหญ่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หู คอ จมูก พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำห้องผ่าตัด จำนวน 5 คน
ได้นำตัว นายชาญ เข้าห้องผ่าตัดที่ชั้น 2 ตึก 2
โดยหลังจากนำตัว นายชาญ เข้าห้องผ่าตัดแล้ว
ทางคณะแพทย์ได้ทำการวางยาสลบ แล้วส่องกล้องดูตัวปลาว่า ติดอยู่บริเวณใด
พบว่า ปลาหมอที่ติดอยู่นั้นติดอยู่ในลำคอ ช่วงตรงลูกกระเดือก ไม่ถึงหลอดลม ไม่อุดหลอดลม
จึงทำให้สามารถหายใจได้


หลังจากนั้นคณะแพทย์ได้ใช้เครื่องมือแพทย์ทำการถ่างลำคอ นายชาญ แล้วใช้เครื่องมือสุญญากาศ ดูดเอาตัวปลาออก
โดยปลาที่ติดค้างอยู่นั้นตายแล้ว
ใช้เครื่องมือสุญญากาศดูดเอาปลาออกมาเป็นชิ้นๆ  จนสุดท้ายหลุดออกมาหมดทั้งตัว เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.
ใช้เวลาในการดูดเอาตัวปลาออกนานกว่าชั่วโมง

ปลาหมอที่ติดคอนั้น ตัวปลามีขนาดกว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 3.5 นิ้ว
ซึ่งขนาดพอดีกับลำคอ

หลังดูดเอาปลาออกแล้ว นายชาญ ยังไม่รู้สึกตัว เพราะฤทธิ์ยาสลบ
อาการของ นายชาญ ที่อมปลาหมอ ก็ปลอดภัยแล้ว.


ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

27 มกราคม , 2008, 11:24:15 AM
ตอบกลับ #28
  • บุคคลทั่วไป

น่ากลายเป็นเรื่องที่ดี 
ถ้าคุณชาญ อินทร์ชู   ได้เกิดสำนึก
และรู้เท่าทัน ในเรื่องกฎแห่งกรรมนะคับ

สาธุ

หมายเหตุ : ก็ผมเกาะอยู่ขอบสระ   
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 ธันวาคม , 2008, 08:07:42 PM
ตอบกลับ #29
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 100
  • อนุโมทนา: 0
    • อีเมล์

ขอบคุณ สำหรับเนื้อหาดีๆแบบนี้นะคะจะติดตามอ่านนะคะ
หากวันนี้ต้องล้ม จงยืนขึ้นสู้ต่อไป
เราจะเป็นกำลังใจให้ทุกคน.........
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal