ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานเซนต์...(ดีดีดี)  (อ่าน 135515 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

14 มิถุนายน , 2008, 12:07:39 PM
ตอบกลับ #15


บทนี้ไม่มีรูปแนบเหรอจ๊ะ ..

เลยเอามาฝาก อิอิ

ไม่แน่ใจว่าจะรู้จักบุรุษผู้นี้รึเปล่า ... เจียงจื่อเอี๋ย ... หรือเรียกกันว่า .... เจียงไท่กง


ขอบคุณครับที่ช่วยหารูปให้
เซี่ย เซี่ยหนี่
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

14 มิถุนายน , 2008, 02:23:35 PM
ตอบกลับ #16

กล้วยไม้

พระอาจารย์เซนท่านหนึ่งชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้มาก โดยเฉพาะ กล้วยไม้รอบๆบริเวณวัดปลูกกล้วยไม้ชนิดต่างๆไว้มากมาย กล้วยไม้เหล่านั้นล้วนมาจากที่ต่างกัน ยามว่างท่านมักจะดูแลรดน้ำกล้วยไม้เหล่านี้ด้วยตัวเอง

วันหนึ่งท่านมีธุระจะต้องลงเขาไป จึงกำชับลูกศิษย์ให้ดูแลรดน้ำต้นไม้ให้ดี ขณะที่ลูกศิษย์กำลังรดน้ำอยู่นั้น เกิดหกล้มชนเสากล้วยไม้ล้มลง ทำให้กระถางแตก และกล้วยไม้ตกลงมาระเนระนาด ลูกศิษย์คิดในใจว่า อาจารย์กลับมาต้องโกรธ และตัวเองจะต้องถูกลงโทษเป็นแน่

เมื่อพระอาจารย์กลับมา ทราบเรื่องแล้วก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด และยังพูดอีกว่า ตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่ได้ปลูกไว้ เพื่อที่จะโกรธ แต่เพื่อที่จะบ่มเพาะนิสัยและฝึกฝนจิต และเพื่อนำมาบูชาพระและสร้างทัศนียภาพรอบๆวัดให้ดูสวยงามและน่าอยู่

เรื่องราวต่างๆในโลกนี้ล้วนแต่เป็นอนิจจัง อย่ายึดติดกับสิ่งที่ตนเองรักจนแยกจากสิ่งนั้นไม่ได้ นั่นไม่ใช่วิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

16 มิถุนายน , 2008, 02:21:05 PM
ตอบกลับ #17

ละเว้นความชั่วทั้งปวง กระทำแต่ความดี

อำมาตย์ท่านหนึ่งไปเยี่ยมพระอาจารย์เซนท่านหนึ่ง เห็นพระอาจารย์ กำลังนั่งสมาธิอยู่บนกิ่งไม้ จึงพูดว่า “อันตรายเหลือเกิน นั่งอย่างนี้”

พระอาจารย์ตอบว่า “สิ่งแวดล้อมตัวเจ้าอันตรายเสียยิ่งกว่า”

“ข้าพเจ้าเป็นอำมาตย์ใหญ่ ดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้านเมือง มีอะไรที่อันตราย”

“วงการข้าราชการในราชสำนัก มีแต่แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ประจบสอพลอ อันตรายรอบด้าน” พระอาจารย์ตอบ

“อะไรคือหลักใหญ่ๆของธัมมะ”อำมาตย์ถาม

“ละเว้นความชั่วทั้งปวง กระทำแต่ความดี”

ท่านอำมาตย์นึกว่าจะได้ฟังธรรมอันล้ำลึก ที่แท้ก็เป็นแค่คำพูดธรรมดาๆ รู้สึกผิดหวัง แล้วพูดขึ้นว่า “หลักการอันนี้ เด็กสามขวบก็ยังรู้เลย”

“เด็กสามขวบแม้จะรู้ แต่คนแก่อายุ 80 ก็ยังทำไม่ได้” พระอาจารย์ตอบ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

17 มิถุนายน , 2008, 04:19:00 PM
ตอบกลับ #18

รสแห่งเซน

เรื่องราวในโลกล้วนเป็นทุกข์
ไม่เหมือนอยู่ในป่าเขา
เอนกายใต้ต้นหวาย
ใช้ก้อนหินมาหนุนนอน

ไม่อยากเป็นพระราชา
หรือจะอยากเป็นอำมาตย์
เกิดตายไม่กังวล
หรือจะกลัวการเปลี่ยนแปลง

พระอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนบทกลอนด้านบนนี้ไว้ ฮ่องเต้ถังเต๋อจงเมื่อได้อ่านบทกลอนนี้แล้ว อยากจะพบและสนทนาธรรมกับพระท่านนี้ ว่าเป็นอย่างไร? จึงให้ท่านเสนาออกไปเชิญพระอาจารย์มาเข้าเฝ้า

เสนาท่านนั้นนำพระราชโองการมาถึงปากถ้ำที่พระอาจารย์ท่านนี้อยู่ ก็เห็นพระอาจารย์กำลังก่อไฟอยู่ในถ้ำ จึงตะโกนเข้าไปว่า

“พระราชโองการมาถึง รีบมาคุกเข่ารับพระราชโองการ”

แต่พระท่านนั้นทำเป็นคนหูหนวกไม่รู้ไม่ชี้

เสนานั้นเห็นพระอาจารย์เอาขี้วัวมาก่อไฟ บนเตานั้นกำลังเผาแตงชนิดหนึ่งอยู่ ไฟยิ่งมายิ่งลุกโชน ควันไฟลอยคละคลุ้งออกมาทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ ควันไฟนั้นทำให้น้ำมูกของพระอาจารย์ไหลออกมาเป็นทางยาวเฟื้อยจนหยดติ๋งๆ เสนานั้นเห็นสภาพอย่างนั้น จึงพูดขึ้นว่า

“พระอาจารย์ น้ำมูกของท่านไหลออกมาอย่างนี้ ทำไมไม่เช็ดเสียเล่า?”

“ข้าไม่มีเวลาว่างจะมาเช็ดน้ำมูกให้กับชาวโลกหรอก” พระอาจารย์ตอบ พูดพลางก็คีบแตงร้อนๆนั้นเข้าปากพลาง “อร่อยจริงๆ! อร่อยจริงๆ!”

แล้วก็ยื่นแตงนั้นให้เสนา แล้วพูดว่า
“รีบกินตอนที่ยังร้อนๆอยู่!
สามโลกก็มีแค่จิต ธรรมทั้งหลายก็อาศัยรู้
รวยหรือจน สูงหรือต่ำ ดิบหรือสุก อ่อนหรือแข็ง
จิตรู้อยู่แต่ตรงกลาง อย่าแบ่งแยกมันออกเป็นสองฝั่ง”

เสนานั้นเห็นพระอาจารย์ทำอะไรแปลกๆ พูดธัมมะที่ฟังไม่รู้เรื่อง เลยรีบกลับไป ทูลฮ่องเต้

ฮ่องเต้ตรัสว่า “ประเทศของเรามีพระอาจารย์อย่างนี้ เป็นบุญกุศลของทุกคนจริงๆ”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

18 มิถุนายน , 2008, 01:19:09 PM
ตอบกลับ #19

สวยเพียบพูนด้วยเสน่ห์

มีอุบาสิกาหญิงคนหนึ่ง เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรืออำนาจวาสนา หรือความสวยงามภายนอก เรียกได้ว่า หาคนเปรียบเทียบได้ยาก แต่ก็ยังไม่มีใครมารักมาชอบ ไม่มีแม้แต่คนที่มาคุยถูกคอ จึงไปขอคำชี้แนะจากพระอาจารย์ ว่าทำยังไงถึงจะมีเสน่ห์ให้คนมารักมาชอบ

พระอาจารย์เลยตอบว่า ถ้าเจ้าสามารถร่วมงานกับผู้อื่น ด้วยจิตที่มีเมตตา พูดจาด้วยคำเซน ฟังเสียงของเซน ทำเรื่องราวเกี่ยวกับเซน ใช้จิตของเซน เจ้าจะกลายเป็นผู้มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนมากที่สุด

“คำของเซน พูดยังไงเจ้าคะ?” อุบาสิกานั้นถาม

“คำของเซน คือพูดแต่เรื่องเรื่องดีๆ พูดแต่ความจริง พูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน พูดแต่เรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น”

“แล้วเสียงของเซน ฟังยังไงเจ้าคะ?”

“เสียงของเซนคือทำเสียงทั้งหมดให้เป็นเสียงละเอียดอ่อน ทำเสียงด่าทอเป็นเสียงที่มีเมตตา ทำเสียงดูถูกเหยียดหยามเป็นเสียงที่คิดจะช่วยเหลือ และถ้าเจ้าฟังเสียงร้องไห้ เสียงวุ่นวาย เสียงหยาบ เสียงน่าเกลียด โดยที่เจ้าก็ไม่ถือสา นั่นคือเสียงของเซน”

“แล้วเรื่องราวของเซนทำยังไงเจ้าคะ”

“เรื่องของเซนคือ ทำบุญบริจาค ช่วยเหลือ งานกุศล ช่วยบรรเทาสาธารณภัย ทำสิ่งที่ถูกต้องตามศีลธรรม”

“แล้วจิตของเซนใช้ยังไงเจ้าคะ”

จิตของเซนคือ จิตของเจ้า ของข้าพเจ้า ของปุถุชน ของอริยะชน ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นจิตที่ห่อหุ้มสรรพสิ่ง เป็นประโยชน์ให้กับสรรพสิ่ง

หลังจากที่อุบาสิกาท่านนั้นได้ฟังคำชี้แนะจากพระอาจารย์ จึงเปลี่ยน ความเย่อหยิ่งจองหองที่มีอยู่เดิม ไม่คุยโวโอ้อวดถึงฐานะตนเองต่อหน้าผู้อื่น ไม่ยกยอตัวเองว่าสวยเลอเลิศกว่าคนอื่น และมักจะอ่อนน้อมและมีมรรยาทต่อผู้อื่น เป็นห่วงเป็นใยและดูแลเอาใจใส่ต่อคนในปกครอง เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ไปนานเข้า อุบาสิกาท่านนั้นก็ได้รับฉายาจากผู้อื่นว่า

“เป็นอุบาสิกาที่มีเสน่ห์มากที่สุด”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 มิถุนายน , 2008, 01:12:37 PM
ตอบกลับ #20

อุทิศส่วนกุศล

มีชาวนาคนหนึ่งได้เชิญพระอาจารย์ท่านหนึ่งไปที่บ้าน เพื่อสวดอภิธรรมให้กับศพของภรรยาที่เสียชีวิต หลังจากที่สวดเสร็จแล้ว ชาวนานั้นถามว่า

“ท่านคิดว่า ภรรยาของผมจะได้ส่วนกุศลจากการสวดนี้สักเท่าไหร่”

“พระธรรมเหมือนยานแห่งความเมตตา เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสง ไม่แต่ภรรยาของเจ้าจะได้ คนอื่นๆยังพลอยได้รับส่วนกุศลไปด้วย”

ชาวนานั้นรู้สึกไม่พอใจ พูดว่า “ภรรยาของข้าพเจ้าอ่อนแอมาก คนอื่นๆ ย่อมจะมาเอาเปรียบ แย่งเอาส่วนกุศลไป ขอให้ท่านสวดอุทิศส่วนกุศลให้เขาโดยเฉพาะ อย่าอุทิศให้กับผู้อื่น”

พระอาจารย์พูดต่อไปว่า “การแผ่ส่วนกุศลของตัวเองให้กับผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้รับส่วนกุศลโดยทั่วกัน เป็นสิ่งที่ดีที่เราชาวพุทธควรรักษาไว้

หลักการของการแผ่ส่วนกุศลเป็นการอุทิศจากเหตุไปหาผล จากส่วนน้อยไปหาส่วนใหญ่ ก็เหมือนกับ แสงสว่างไม่ได้เจาะจงจะส่องสว่างให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แสงสว่างสามารถส่องให้กับคนได้ทั้งหมด เหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเดียว ส่องสว่างให้กับคนทั้งโลก เหมือนเมล็ดพันธุ์ 1 เม็ด สามารถให้ผลผลิตได้นับไม่ถ้วน

เจ้าควรจะใช้จิตของเจ้า จุดสว่าง เทียนในใจให้กับตัวเอง แล้วไปจุดต่อให้กับเทียนเล่มอื่นๆ เพื่อทำให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ตัวของเทียนเองต้องสูญเสียแสงสว่างแต่อย่างใด

ถ้าหากทุกคนมีจิตสำนึกอย่างนี้ จากจุดเล็กๆที่ตัวเรา รวมกันเป็นกลุ่มชนเป็นมหาชน จะดีสักแค่ไหน พุทธศาสนิกชนทุกคน ควรจะมองผู้คนอย่างเสมอภาคเหมือนกันหมด”

ชาวนานั้นยังมีทิฐิอีก พูดต่อไปอีกว่า “คำสอนนี้ดีมาก แต่ก็ยังอยากมีข้อยกเว้นอีกอย่าง คือคนข้างบ้านของข้าพเจ้า มักจะชอบกลั่นแกล้งและรังแกข้าพเจ้า ยกเว้นเขาสักคน ไม่ให้มารวมกลุ่มอยู่ในกลุ่มชนทั้งปวงได้ก็ดี”

“อยู่ใต้หล้าเดียวกัน มีอะไรต้องยกเว้น” พระอาจารย์ตอบ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

20 มิถุนายน , 2008, 11:52:00 AM
ตอบกลับ #21

ใครคือขี้วัว
ซูตงพอเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เซนท่านหนึ่ง ซูตงพอเป็นทั้งอำมาตย์และเป็นนักกวีชื่อดังแห่งยุค (พ.ศ. 1580 -1644) บ้านของเขาอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำกับวัด แต่ก็ไปมาหาสู่พระอาจารย์เป็นประจำ เพื่อมาต่อกลอนและมาภาวนาร่วมกัน

วันหนึ่งขณะที่นั่งสมาธิด้วยกัน พระอาจารย์นั่งนิ่งอยู่ในสมาธิ แต่ซูตงพอ นั่งได้ประเดี๋ยวเดียว ก็นั่งไม่ได้แล้ว เที่ยวมองไปก็มองมา เขานึกเอาเองว่าตัวเองนั่งสมาธิได้ไม่เลว จึงพูดกับพระอาจารย์ว่า

“ท่านเห็นลักษณะการนั่งของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร?”

“เหมือนพระพุทธรูปองค์หนึ่ง”

“แล้วท่านนักประพันธ์ใหญ่เห็นอาตมาเหมือนอะไร”

“เหมือนขี้วัวหนึ่งกอง”ซูตงพอตอบ

พระอาจารย์ยิ้มๆ ไม่ว่าอะไรแล้วนั่งสมาธิต่อ ซูตงพออิ่มอกอิ่มใจที่สามารถพูดอำพระอาจารย์ได้ จึงกลับไปเล่าให้ คนที่บ้านฟัง คิดว่าคนที่บ้านต้องชมว่า ตนโต้ตอบได้ยอดเยี่ยมแน่ แต่น้องสาวของเขารู้สึกขำแล้วพูดว่า

“พี่โง่จ๋า ยังจะนึกสะใจอยู่อีกพี่แพ้พระอาจารย์แล้ว”

“เป็นไปได้ยังไง? พี่แพ้ยังไง?”

“พระอาจารย์ในสายตาของพี่ มองเหมือนกับขี้วัว แต่ที่แท้คือพุทธะ แต่พี่ดูเหมือนพุทธะ แต่ในจิตใจ บรรจุขี้วัวไว้เต็มไปหมด”

ซูตงพอยังเหมือนกับไม่เข้าใจอยู่อีก น้องสาวเขาเลยอธิบายให้ฟังว่า

“เพราะในจิตของพระอาจารย์มีแต่พุทธะ ดังนั้นในมุมมองของท่าน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จึงเป็นพุทธะ แต่พี่ยังภาวนาไปไม่ถึงไหน ในจิตย่อมมีแต่สิ่งสกปรก จึงเห็นพระอาจารย์เป็นขี้วัว”


ซูตงพอฟังแล้วถึงได้เข้าใจ และรู้ว่าตัวเองเรื่องที่จะไปให้ถึงนั้นยังอยู่อีกไกล
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 มิถุนายน , 2008, 04:25:23 PM
ตอบกลับ #22

นรก

มีคนๆหนึ่งเมื่อตายแล้ว วิญญาณล่องลอยไปในที่แห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังจะเข้าประตู คนเฝ้าประตูถามว่า

“เจ้าชอบกินหรือเปล่า? ที่นี่มีแต่ของกินที่วิเศษสุด
เจ้าชอบนอนหรือเปล่า? ที่นี่จะนอนนานแค่ไหนก็ไม่มีใครรบกวน
เจ้าชอบเล่นสนุกไหม? ที่นี่มีของเล่นทุกอย่างให้เลือก
เจ้าเบื่อทำงานใช่ไหม? ที่นี่รับรองว่าไม่ต้องทำอะไร และไม่มีใครบังคับเจ้า”

วิญญาณนั้นรู้สึกดีใจที่ได้อยู่ที่นี่ อิ่มแล้วก็นอน นอนพอแล้วก็เล่น เล่นไปกินไป พอผ่านไป 3 เดือน รู้สึกเริ่มจะเบื่อ จึงไปหาคนเฝ้าประตูนั้น

“ใช้ชีวิตทุกวันอย่างนี้ ไม่เห็นจะดีตรงไหน
เล่นมากจนเกินไป ก็ไม่เห็นจะสนุกอะไร
กินอิ่มเกินไป ก็ทำให้อ้วนขึ้นเรื่อยๆ
นอนมากเกินไป ก็ทำให้ความรู้สึกเฉื่อยชา
ของานให้ข้าทำหน่อยได้มั้ย?”
วิญญาณนั้นถาม

“ขอโทษ ที่นี่ไม่มีงานให้ทำ” ยามเฝ้าประตูตอบ

ผ่านไปอีก 3 เดือน วิญญาณนั้นทนไม่ได้แล้วจริงๆ พูดกับยามอีกว่า

“ข้าทนอยู่อย่างนี้ไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าหากไม่ให้งานข้าทำ ข้ายอมตกนรกดีกว่า”

ยามตอบว่า “เจ้านึกว่าที่นี่เป็นสวรรค์หรือ?
ตรงนี้คือนรกต่างหาก มันทำให้เจ้าไม่ต้องใช้ความคิด
ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ค่อยๆหลอมละลาย
การทรมานลักษณะนี้ ทรมานยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับขึ้นภูเขามีด ลงกระทะทองแดง ซึ่งเป็นความทรมานทางกาย
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

23 มิถุนายน , 2008, 12:15:05 PM
ตอบกลับ #23

ตะขาบ

กบตัวหนึ่งเห็นตะขาบเดินมา เลยมองขาตะขาบแล้วคิดจนเครียดว่า ตัวเรามี 4 ขา ยังเดินอย่างยากลำบาก แต่ตะขาบมีขานับไม่ถ้วน แล้วจะเดินยังไง เป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ ตะขาบจะกำหนดยังไงว่าให้ขาไหนก้าวไปก่อนขาไหนขยับตาม แล้วเคลื่อนไหวขาไหนอีก

กบตัวนั้นดักตะขาบไว้แล้วจึงถามว่า
“ข้าคิดจนสับสนหมดแล้ว มีปัญหาที่ข้าตอบตัวเองไม่ได้ว่า เจ้าเดินยังไง ใช้ขาเยอะแยะอย่างนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

“ข้าก็เดินของข้าอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ไหนๆก็ถามมาแล้ว ขอให้ข้าคิดก่อนแล้วกัน” ตะขาบตอบ

ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดครั้งแรกที่เข้ามาสู่ความคิดคำนึงของตะขาบ ตะขาบยืนคิดอยู่หลายนาทีว่า ขาไหนขยับยังไง คิดจนวุ่น ไม่รู้ขยับขาไหนต่อขาไหนก่อน ที่สุดก็ขยับขาไม่ได้ เดินเป๋ไปหลายก้าว จึงหมอบลงไปแล้วพูดกับกบว่า

“ขออย่าได้ถามปัญหาอย่างนี้กับตะขาบตัวอื่นเลย ข้าเดินของข้าอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่ว่าตอนนี้เจ้าทำให้ข้าลำบากเสียแล้ว ข้าขยับไม่ได้แล้ว ขาของข้าทุกขาไม่รู้จะขยับขาไหนแล้ว ข้าจะทำยังไงดี”


ข้อคิดดีๆ...
คนเราอยู่ดีๆ ก็มีความสุขอยู่แล้ว เวลาคนอื่นเอาปัญหาต่างๆ ของเขา  มาเล่าให้ฟัง
แล้วเราจะไปทุกข์อะไรมากมายกับเขาทำไม

ชีวิตพอมีพอกินก็ไม่เห็นเดือดร้อยเลย
พอเห็นคนอื่นเล่าถึงชีวิต เขาดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีพร้อมเงินทอง ลาภยศ บ้าน รถ
แล้วเราก็เอามาเปรียบ มาคิดต่างๆ นานา
สุดท้ายความทุกข์ก็กัดกร่อนใจเราคนเดียว


หรือใครคิดอย่างไรก็ได้ .... นานาจิตตัง
....ทัมมะดี
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 มิถุนายน , 2008, 09:20:42 AM
ตอบกลับ #24

๑๘ อรหันต์ทองคำ


ที่เชิงเขาผู่ถอ มีชายหาฟืนและครอบครัวอาศัยอยู่หลังหนึ่ง ครอบครัวนี้เลี้ยงชีพด้วยการหาฟืนมาหลายชั่วคนแล้ว
ทุกๆเช้า ชายคนนี้จะออกไปหาฟืนแต่เช้า กว่าจะกลับก็ค่ำมืด ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก หากินมาไม่พอเลี้ยงปากท้อง ภรรยาของเขาเมื่อไปวัด จึงมักจะวิงวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก

เหมือนสวรรค์มีตา วันหนึ่งโชคลาภก็มาถึง ชายหาฟืนคนนั้น ขุดพบรูปปั้นอรหันต์ทองคำมา 1 องค์ ชั่วพริบตานั้นเขาก็กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทันที เลยไปซื้อบ้านและไร่นา พร้อมกับจัดงานเลี้ยงฉลองกินกับญาติสนิทมิตรสหายกันอย่างครึกครื้น

ตามความเป็นจริงแล้วชายคนนั้นน่าจะรู้จักพอแล้ว น่าจะรู้จักรสชาติของเศรษฐีแล้ว แต่ก็อิ่มอกอิ่มใจได้ไม่นาน ความทุกข์กังวล ก็เริ่มมาแล้ว ถึงกับกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่งทั้งวัน

ภรรยาของเขาจึงเตือนว่า “ตอนนี้บ้านเราเรื่องกินเรื่องอยู่ก็ไม่ขาด อะไร ทั้งยังมีเรือกสวนไร่นา บ้านหลังงาม เจ้ายังจะทุกข์กังวลอะไรอีก ? แม้จะมีขโมย ชั่วเวลาประเดี๋ยวประด๋าว ก็คงจะขโมยอะไรได้ไม่หมด เจ้าคนผีเฮงซวย เจ้าคนเกิดมาเพื่อจะจนตลอดชีวิต “

ชายหาฟืนได้ยินภรรยาพูดอย่างนั้น จึงพูดอย่างรำคาญว่า “ แม่บ้านอย่างเจ้าจะรู้อะไร ? กลัวคนขโมยนั้นเรื่องเล็ก แต่เรื่องของ 18 อรหันต์ทองคำนี่ซี ข้าเพิ่งจะได้มาองค์เดียว อีก 17 องค์ ข้ายังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ? แล้วข้าจะสบายใจได้อย่างไร ? ที่สุดชายตัดฟืนซึ่งคิดกังวลแต่เรื่องอยากได้ 17 อรหันต์ทองคำที่เหลือ ก็ล้มป่วยลง ป่วยได้ไม่นานก็ตายไป


ข้อคิดดีดี

ยิ่งมีธุรกิจมากมาย ยิ่งหาเวลามาดูใจตัวเองยาก จิตยิ่งสับสน ลุ่มหลงไปกับวัตถุ เงินทอง สุดท้ายตายแล้วจิตก็ยังขนวิญญาณเงินวิญญาณทองไปข้ามภพข้ามชาติ ไม่จบสิ้น...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

25 มิถุนายน , 2008, 08:20:53 PM
ตอบกลับ #25

เงินแลกกับปัญญา



ครั้ง่หนึ่ง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงที่ถล่มลงมา หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาได้ขุดพบทองคำก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง เลยกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา

ชายคนนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองค่อนข้างโง่ จึงไปปรึกษากับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พระอาจารย์แนะนำว่า “เจ้ามีเงิน ผู้อื่นมีปัญญา เจ้าทำไมไม่ใช้เงินไปซื้อปัญญาของคนอื่น”

ชายคนนั้นจึงเข้าไปในเมืองเจอพระรูปหนึ่ง ชายนั้นจึงถามพระรูปนั้นว่า “ท่านจะขายปัญญาของท่านให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือเปล่า” พระนั้นตอบว่า ปัญญาของอาตมาแพงนะ เจ้าสู้ไหวหรือ?” “ขอเพียงซื้อปัญญาได้แพงเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็สู้” ชายนั้นตอบ

“เมื่อเจ้าพบสิ่งที่ยากลำบากใจ เจ้าอย่าเพิ่งเร่งรีบตัดสินใจ ให้เดินไปข้างหน้า 3 ก้าว หลังจากนั้นเดินถอยไปข้างหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอย่างนี้ อีก 3 ครั้ง เจ้าก็จะได้ปัญญา”

“ปัญญา ง่ายอย่างนี้หรือ?” ชายคนนั้นทำท่าไม่เชื่อและลังเล กลัว พระรูปนั้นจะหลอกเอาเงิน พระรูปนั้นอ่านสายตานั้นออก จึงพูดว่า

“เจ้ากลับไปก่อน ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าปัญญาของข้าพเจ้าไม่คุ้มกับเงินเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว หากเจ้าคิดว่าคุ้ม เจ้าค่อยกลับมา”

เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำมืด ชายคนนั้นเห็นเหมือนกับภรรยา กำลังนอนอยู่กับคนอื่น จึงถืออีโต้เข้าไปหวังจะฆ่าคนนั้น แต่ทันใดนั้นนึกถึงคำพูดของพระรูปนั้นในตอนกลางวัน

จึงเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เดินถอยหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น คนที่นอนอยู่กับภรรยาของเขาพูดขึ้นว่า “ลูกเอ๊ย ดึกๆอย่างนี้ทำอะไรอยู่นั่น?”

ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงมารดาของตนเอง จึงคิดในใจว่า “หากกลางวันนี้ไม่ซื้อปัญญามา วันนี้คงจะฆ่าแม่ของตนเองแล้ว”

วันรุ่งขึ้นจึงรีบนำเงินไปถวายพระรูปนั้นแต่เช้า
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 มิถุนายน , 2008, 02:04:52 PM
ตอบกลับ #26

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จ

เหล่าลูกศิษย์ถามพระอาจารย์ว่า “ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ” อาจารย์จึงพูดว่า “วันนี้พวกเราจะเรียนเรื่องธรรมดาๆและง่ายที่สุด” ให้ทุกคนแกว่งแขนไปข้างหน้าให้สุด แล้วแกว่งไปข้างหลังให้สุดเช่นกัน พระอาจารย์สาธิตให้ดู พร้อมกับกำชับว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้แกว่งแขนวันละ 300 ครั้ง ทุกคนทำได้หรือเปล่า ?”

เหล่าลูกศิษย์รู้สึกสงสัยจึงถามว่า “ทำไมต้องทำเรื่องอย่างนี้” พระอาจารย์ตอบว่า “หลังจากทำเรื่องนี้แล้ว ผ่านไปหนึ่งปี พวกเจ้าจะรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จ” เหล่าลูกศิษย์คิดในใจว่า “เรื่องง่ายๆอย่างนี้ ทำไมถึงจะทำไม่ได้”

หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน พระอาจารย์ถามเหล่าลูกศิษย์ว่า “เรื่องที่อาจารย์สั่งให้ทำ มีใครยังทำอยู่หรือเปล่า? ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ยังตอบอย่างมั่นคงว่า ยังทำอยู่ พระอาจารย์รู้สึกพอใจ พยักหน้าบอกว่า “ดีๆ”

และเมื่อผ่านไปอีกหนึ่งเดือน พระอาจารย์ก็ถามอีกว่า “ตอนนี้ใครยังทำอยู่อีก” ที่สุดก็เหลือเพียงครึ่งเดียวที่บอกว่าทำแล้ว

หนึ่งปีผ่านไป พระอาจารย์ถามทุกคนว่า "พวกเจ้าจงบอกซิว่า การออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนแบบง่ายๆ ยังมีใครยังคงทำอยู่ ?” ตอนนี้มีเพียงคนเดียว ที่ตอบว่ายังคงทำอยู่

พระอาจารย์จึงพูดว่า “อาจารย์เคยบอกกับพวกเจ้าว่า เมื่อทำเรื่องนี้เสร็จ พวกเจ้าจะรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จ ตอนนี้สิ่งที่อาจารย์อยากจะบอกพวกเจ้าคือ เรื่องที่ทำง่ายที่สุดในโลก บ่อยครั้งก็เป็นเรื่องที่ทำยากที่สุด เรื่องที่ทำยากที่สุด ที่บอกว่าง่าย เพราะขอเพียงยอมไปทำ ใครๆก็สามารถทำได้

และที่บอกว่าเรื่องง่ายทำยาก ก็เพราะว่า คนที่ทำได้อย่างแท้จริง ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้

หลังจากนั้น พระรูปที่ทำต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อไป ในบรรดาศิษย์ทั้งหลายมีพระรูปนี้ที่ประสบความสำเร็จอยู่รูปเดียว
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

27 มิถุนายน , 2008, 07:10:10 PM
ตอบกลับ #27

เจ้าแม่กวนอิมแสดงธรรม


ฮ่องเต้องค์หนึ่งโปรดเสวยหอยมือแมวมาก ชาวประมงจะต้องนำหอยมาส่งในวังทุกๆวัน วันหนึ่งขณะที่พ่อครัวแกะเปลือกหอยอยู่เห็นด้านในมีลักษณะแข็งๆ มองดูเหมือนรูปเจ้าแม่กวนอิม รูปทรงสวยงาม ดูแล้วให้เกิดความน่านับถือและศรัทธายิ่งนัก

พ่อครัวเลยรีบนำไปถวายฮ่องเต้ ฮ่องเต้ได้นำหอยนี้ไปใส่ไว้ในผอบทองคำ แล้วนำไปไว้ที่วัด เพื่อให้ชาวเมืองได้สักการะบูชา

เมื่อฮ่องเต้ออกว่าราชการจึงถามเหล่าขุนนางว่า “การปรากฏตัวของพระโพธิสัตว์เป็นเรื่องที่น่าประหลาดยิ่งนัก ไม่ทราบว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือเกิดลางดีอะไรหรือเปล่า?”

ขุนนางท่านหนึ่งตอบว่า เรื่องนี้เกินกว่าที่คนธรรมดาจะรู้ได้ ที่ภูเขาต้าฮว๋า มีอาจารย์เซนท่านหนึ่ง สามารถเข้าถึงธรรมที่ล้ำลึกได้ หากพระองค์ต้องการจะทราบเรื่องนี้ก็ไปนิมนต์เชิญมาที่ในวังได้

เมื่อพระอาจารย์มาถึงในวัง ได้พูดกับฮ่องเต้ว่า “วัตถุไม่มีสิ่งใดตอบสนอง แต่เป็นการก่อให้เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่น

เมื่อผู้ที่พระโพธิสัตว์ต้องการฉุดช่วย ก็จะปรากฏตัวออกมา เพื่อแสดงธรรม ครั้งนี้ที่พระโพธิสัตว์แสดงตัวออกมา ก็เพื่อจะแสดงธรรมให้กับฮ่องเต้”

“พระโพธิสัตว์ปรากฏตัวออกมาแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงท่านแสดงธรรมเลย” ฮ่องเต้ถามอีก

“พระโพธิสัตว์ปรากฏตัวออกมาในหอย พระองค์ทรงเชื่อหรือเปล่า?”

“ข้าพเจ้าเห็นเรื่องประหลาดอย่างนี้มากับตา ต้องเชื่อแน่นอน” ฮ่องเต้ตอบ

“เมื่อพระองค์ทรงเชื่อ พระโพธิสัตว์ก็ได้แสดงธรรมจนจบสิ้นแล้ว” พระอาจารย์ตอบ


ข้อคิดดีดี

เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า ธรรมแท้จริงแล้ว มีทั้งปฎิหารและไม่มีปฎิหาร
บางคนไม่เคยเจอเจ้าแม่กวนอิมเลย ไม่รู้จักด้วยซ้า
บางคน เห็นแต่รูปภาพ และรูปปั้น
บางคน แค่ได้ยินเขาเล่าต่อๆกันมา
บางคน ได้ยินจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนๆ ที่เจอปฎิหารเล่าให้ฟัง
บางคน ฝันเห็นเจ้าแม่กวนอิมครั้งเดียว
บางคน ฝันเห็น 3 คืนติดต่อกัน
บางคน เห็นเจ้าแม่กวนอิมแบบเคลิ้มๆ
บางคน เห็นเจ้าแม่กวนอิมจริงๆ จัง
บางคน เห็นแล้วยังได้ลาภ ได้เงินทอง หรือสมความปราถนา

แต่...ไม่ว่าอาวุโสท่านจะรู้จักหรือไม่รู้จัก หรือเคยฝันเห็น หรือ เห็นมาโปรดต่อหน้าต่อตา ก็ตาม
ทุกอย่าง.....อยู่ที่ตัวท่านเอง จะเชื่อมั่นมั้ยว่าเป็นพระองค์มาโปรดจริงๆ

ถ้าท่านเชื่อ และศรัทธา ภายภาคหน้าท่านก็จะเจริญรอยตามแบบ
หากท่านไม่เชื่อท่านก็ต้องเป็นไปตามเวรตามกรรมของท่านแล้วหล่ะ

ไม่เฉพาะพระโพธิสัตว์กวนอิมเท่านั้นนะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีมากมายนับไม่ถ้วน...



โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

28 มิถุนายน , 2008, 03:41:56 PM
ตอบกลับ #28

คำสอนของปรมาจารย์ตั้กม๊อ


ท่านโพธิธรรมตั้กม๊อ เกิดในวรรณะพราหมณ์เป็นชาวอินเดีย เป็นสังฆนายกของนิกายเซนองค์ที่ 28 ของนิกายเซน (องค์แรกคือพระมหากัสสปะ องค์ที่สองคือพระอานนท์) แต่ชาวจีนนับท่านเป็นองค์แรก ของนิกายเซนของจีน ท่านอยู่ที่เมืองจีนประมาณ 50 กว่าปี

จากคัมภีร์เล่มหนึ่งท่านกล่าวว่า ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมได้ดี จะต้องมีความศรัทธาและเชื่อมั่นก่อน ถึงจะเข้าถึงธรรมได้ดี

ส่วนการนั่งสมาธินั่งนั้น เมื่อนั่งจนสงบนิ่งเหมือนไม่มีลมหายใจ จิตหยุดกระเพื่อม ความรู้สึกไม่รับผัสสะที่มาจากภายนอกทั้งหมด จิตแน่วแน่และมั่นคงดั่งหินผา จะสามารถเข้าสู่ทางเดินแห่งการรู้แจ้งได้

ส่วนการดำเนินจิตในชีวิตประจำวัน จะต้องเข้าถึงหลักดังนี้

1. กฏแห่งกรรม เมื่อพบความทุกข์ใดๆ ก็ต้องสำนึกว่า ความทุกข์และความเจ็บปวดเป็นผลกรรมจากการกระทำในชาติก่อน เพราะเหตุนี้จึงไม่ควรหลงโกรธโทษฟ้าดิน ยอมรับผลกรรม โดยไม่โอดครวญและหลงโทษสิ่งใดๆ

2. ไปตามครรลองของธรรมชาติ แม้ว่าทุกอย่างจะเกิดจากเหตุ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม แต่ทุกสิ่งก็เป็นอนัตตา ทุกข์สุขความเป็นไปของชีวิต เกิดจากกรรมภายในภายนอก เป็นตัวกำหนด ยามเมื่อมีเงินทองเกียรติยศชื่อเสียง พึงสำเหนียกว่า เป็นผลจาการกระทำในอดีต แต่เมื่อเสวยผลบุญจนสิ้นสุด ก็จะกลายเป็นไม่มี ได้หรือเสียเป็นไปตามกรรม จิตไม่มีเพิ่มหรือลด ดีมาก็ไม่กระเพื่อมเป็นไปตามครรลอง

3. ไม่แสวงหาสิ่งใดๆ คนในโลกนี้ล้วนแต่มีความโลภ คนมีปัญญาถึงจะเข้าใจถึงความเป็นจริง นึกถึงเมื่อวนเวียนอยู่ในสามโลกอันยาวนาน นึกถึงความทุกข์ของการมีกายมีการแสวงหา เมื่อมาถึงการรู้แจ้งถึงการแสวงหาสิ่งเหล่านี้ จิตก็จะหยุดดิ้นรน ก็จะเข้าถึงมรรคที่แท้จริงได้

4. บำเพ็ญตนใน 6 สิ่งนี้คือ ทำทาน รักษาศีล อดทน ใฝ่ก้าวหน้า จิตสงบ เดินทางสายกลางและสุญตา
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

28 มิถุนายน , 2008, 04:05:06 PM
ตอบกลับ #29
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~


ขอย้ายจากกระทู้แรกนะจ๊ะ

ไม่พึ่งพิงตัวอักษร


มีอำมาตย์ท่านหนึ่งในราชวงศ์ถัง นอกจากเป็นผู้มีชื่อเสียงแล้ว ยังปฏิบัติธรรมในแนวนิกายเซน ท่านสนใจและชอบค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับนิกายเซน และยังชอบจดบันทึกเรื่องราวการปฏิบัติธรรมของตัวเองไว้ แล้วรวบรวมทำเป็นเล่ม

วันหนึ่ง ท่านนำหนังสือที่รวบรวมไว้ไปให้ท่านฮวงโป อย่างนอบน้อม เพื่อขอคำชี้แนะจากท่านฮวงโป ไม่นึกว่าท่านฮวงโปเมื่อรับไปแล้วโยนไปไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี ท่านอำมาตย์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก พลางนึกว่าท่าน ฮวงโปคงจะตำหนิที่ไม่ได้นำอะไรติดมือมาด้วย

ขณะที่กำลังเอ่ยปากจะพูด ท่านฮวงโปก็บอกว่า “เจ้าเข้าใจความหมายที่ทำหรือเปล่า” “ไม่เข้าใจ” ท่านอำมาตย์ตอบ ท่านฮวงโปพูดต่อว่า “เซนเป็นการสืบทอดนอกขอบข่ายของศาสนา ไม่พึ่งพิงตัวอักษร แล้วเจ้าทำไมถึงนำหลักธรรม มาทำเป็นตัวอักษร เป็นหนังสือ นี่ไม่ใช่เป็นการทำลายหลักธรรมอันแท้จริงหรอกหรือ”

ท่านฮวงโปเป็นคนเปิดเผย พูดจาตรงไปตรงมา ท่านสูง 7 ฟุต มีเม็ดเนื้อเป็นก้อนกลมๆเหมือนไข่มุกงอกติดอยู่ที่หน้าผาก
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal