ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานเซนต์...(ดีดีดี)  (อ่าน 135581 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

29 มิถุนายน , 2008, 02:51:16 PM
ตอบกลับ #30

ดอกไม้กับการปฏิบัติธรรม


มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง ทุกๆวันจะนำดอกไม้จากที่บ้าน ไปเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันหน้าพระประธานที่วัด วันหนึ่งขณะที่นำดอกไม้ไปที่วัด ได้พบกับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พระอาจารย์ได้ทักทายขึ้นว่า

“โยมนำดอกไม้มาบูชาพระทุกวัน ตามตำราเขาว่า ชาติหน้าเกิดมาต้องมีรูปโฉมที่งดงามแน่นอน”

“ดิฉันทำอย่างนั้นเพราะ ทุกๆวันที่ดิฉันนำดอกไม้มาที่วัด รู้สึกเหมือนกับจิตวิญญาณถูกชำระด้วยน้ำที่ใสสะอาด แต่เมื่อได้กลับไปที่บ้าน จิตกลับรู้สึกฟุ้งซ่าน ไม่สงบ เกิดมาเป็นผู้หญิงแม่บ้าน ทำอย่างไรถึงจะอยู่ในโลกที่วุ่นวายสับสน และก็ยังสามารถรักษาจิตให้สะอาดและสงบได้เจ้าคะ?”

พระอาจารย์ตอบว่า “การรักษาจิตให้สะอาดและสงบ ก็ใช้หลักการเดียวกับการรักษาดอกไม้ให้สดสวยเช่นกัน โยมอยู่กับดอกไม้บ่อยๆ ย่อมจะต้องรู้จักวิธีการรักษาดอกไม้ “

อุบาสิกานั้นตอบว่า “วิธีที่จะรักษาดอกไม้ให้สดเสมอ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเปลี่ยนน้ำทุกวัน และก่อนที่จะนำ ดอกไม้ไปใส่ต้องตัดปลายกิ่งที่เน่าออกเสียก่อน เพราะส่วนที่เน่าไม่สามารถดูดน้ำไปเลี้ยงดอกได้ ดอกไม้จะเ**่ยวแห้งได้ง่าย”

พระอาจารย์พูดต่อว่า “นั่นแหละถูกแล้ว สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็เหมือนน้ำ ตัวเราก็เหมือนดอกไม้ ต้องตัดกิเลสและสิ่ง เศร้าหมองออกถึงจะสามารถดูดซับสิ่งดีๆจากธรรมชาติได้”

อุบาสิกานั้นกล่าวขอบคุณ และหวังว่าจะมีโอกาสมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดบ้าง เพื่อที่จะได้ฟังเสียงระฆังยามทำวัตรเช้า ได้สวดมนต์ และได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในวัด

พระอาจารย์กล่าวต่อว่า “กายของเจ้าเปรียบได้ดั่งวัด ชีพจรดั่งเสียงระฆัง สองหูคือพุทธะ ลมหายใจเป็นบทสวดมนต์ ทุกแห่งหนล้วนสุขสงบ ยังมีความจำเป็นใดต้องมาปฏิบัติธรรมในวัดอีก”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

30 มิถุนายน , 2008, 03:16:44 PM
ตอบกลับ #31

ทางแห่งความสุข


มีอุบาสก 3 ท่านถามพระอาจารย์ว่า “นับถือศาสนาพุทธ
สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้จริงหรือ? แล้วทำไมพวกเรา นับถือพุทธมานาน ถึงยังไม่มีความสุข”


“พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?” พระอาจารย์ถาม

คนที่หนึ่งตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อจะไม่ตาย ความตายน่ากลัวเหลือเกิน ข้าพเจ้ายังไม่อยากตายดังนั้นจึงยังอยากมีชีวิตอยู่”

คนที่สองตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ...ตอนนี้ที่ยังหนุ่มต้องขยันขันแข็ง เพื่อจะได้มั่งมีศรีสุขในตอนแก่”

คนที่สามตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว ไม่มีข้าพเจ้า พวกเขาคงจะอยู่ไม่ได้ ข้าพเจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัว ขาดข้าพเจ้าไป ครอบครัวนี้ต้องล่มสลายเป็นแน่”

พระอาจารย์ตอบว่า “ทั้งวันพวกเจ้าคิดถึงแต่เรื่องความตาย ความแก่ ความบากบั่น จะมีความสุขได้อย่างไร?” พวกเจ้าควรคิดถึง หลักการ ความเชื่อมั่น หน้าที่ คิดเรื่องเหล่านี้ถึงจะมีความสุข”

เหล่าอุบาสกเชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่ง พูดว่า “เรื่องเหล่านี้ พูดแล้วดูเหมือนง่าย แต่ความจริงสิ่งเหล่านี้กินแทนข้าวได้หรือ?” ไม่มีข้าวกินแล้วจะมีความสุขได้อย่างไร?”

“แล้วพวกเจ้าคิดว่ามีสิ่งใดถึงจะมีความสุข?”

คนที่หนึ่งตอบว่า “มีชื่อเสียงเกียรติยศก็จะมีทุกอย่าง ดังนั้นการมีชื่อเสียงจึงจะมีความสุข”

คนที่สองตอบว่า “ความรักเป็นสิ่งหอมหวานที่สุด มีความรัก ก็จะมีความสุข”

คนที่สามตอบว่า “เงินทองมีประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด มีเงินแล้ว ก็จะมีความสุข”

“ทำไมในโลกนี้ มีคนมากมายที่มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีความรัก ถึงยังไม่มีความสุข ?” พระอาจารย์ถาม แล้วพูดต่อว่า

“เงินทองต้องนำมาทำทานบ้าง ถึงจะมีความสุข ความรักต้องรู้จักการให้ถึงจะมีความสุข การมีชื่อเสียง ต้องรู้จักบริการและช่วยเหลือส่วนรวม ถึงจะมีความสุข

สิ่งเหล่านี้คือทางแห่งความสุขที่แท้จริง”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

1 กรกฎาคม , 2008, 03:12:46 PM
ตอบกลับ #32

เพชรอยู่ที่หลังบ้านของเจ้า


มีชายคนหนึ่งนอนหลับแล้วฝันไปว่า มีภิกษุชรารูปหนึ่งมาบอกว่า ถ้าหากเจ้าหาเพชรได้เม็ดหนึ่ง ต่อไปเจ้าจะได้เพชรทั้งเหมือง เพชรอยู่ในหินทรายในคลอง

ตั้งแต่นั้นมา ในสมองของเขาจึงมีแต่เงาของเพชร เขาได้ขายทรัพย์สินของเขาทั้งหมดเปลี่ยนเป็นเงิน หลังจากนั้นจึงออกเดินทางไปหาเส้นทางที่คิดว่ามีเพชร เดินทางฝ่าลมฝนอยู่ข้างนอกหลายปี ก็ยังไม่เจออะไร ที่สุดก็ท้อแท้สิ้นหวังจนฆ่าตัวตาย

คนที่ซื้อบ้านของเขา วันหนึ่งขณะที่ซักผ้าอยู่ในคลองหลังบ้าน เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมา ปรากฏว่า ผืนทรายแถวนั้นดูขาวโพลนไปหมด

และในทรายนั้นมีบางอย่างส่องแสงสะท้อนออกมา เขาเลยขุดออกมาดู ที่แท้เป็นเพชรธรรมชาติ

เขาจึงเอาพลั่วและตะแกรง ตักทรายบริเวณนั้นมาจนหมด หลังจากที่ใช้ตะแกรงร่อนออกมา เพชรเม็ดเล็กเม็ดน้อยก็ปรากฏออกมา ส่องแสงแวววาววูบวาบ

เขาคิดในใจว่า “เจ้าของบ้านเดิมช่างแสนลำบากที่ต้องเดินทาง ออกไปหาเพชร ที่สุดก็ไม่ได้ ที่แท้เพชรก็อยู่ที่หลังบ้านของเขานั่นเอง
หลังจากนั้นเขาก็ได้นำเพชรเม็ดใหญ่หลายเม็ดไปถวายพระราชา พระราชาเลยแต่งตั้งให้เขาเป็นอำมาตย์ใหญ่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข


ข้อคิดดีดี

เมื่อถึงเวลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะประทานทรัพย์สมบัติให้เรา
แต่เราโลภมากจนคิดค้นหาแต่เงินที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะประทานให้
สุดท้ายแล้ว...เราก็ผิดหวัง

กลับกัน บางคนไม่หวังอะไรเลย ไม่คิดอยากได้อะไรเลย
แต่...กลับได้ลาภได้ทรัพย์สมบัติ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

2 กรกฎาคม , 2008, 01:08:40 PM
ตอบกลับ #33

บินข้ามความเป็นความตาย


มีภิกษุรูปหนึ่งแม้จะขยันหมั่นบำเพ็ญภาวนาสักเพียงใด ก็ยังไม่อาจรู้แจ้งได้ ได้แต่มองดูรุ่นน้องที่เข้ามาปฏิบัติใหม่ ก็ยังไปได้ก้าวหน้ากว่าตัวเอง ลองคิดๆดูแล้วตัวเองไม่มีคุณสมบัติของนักปฏิบัติธรรมเลย แค่จะให้จิตสงบยังทำไม่ได้ สติปัญญาก็ไม่ว่องไว จนป่านนี้ยังหาทางเข้าประตูไม่ได้ เลยคิดว่าจะลองไปธุดงค์เพื่อไปพบกับความลำบากดู เมื่อวางแผนจะเดินทางไกลเสร็จ ก็มาร่ำลาพระอาจารย์

“ศิษย์ช่างทำร้ายเมตตาจิตที่พระอาจารย์มีให้เหลือเกิน ตั้งแต่บวชมาอยู่ที่วัดนี้ถึง 10 ปี รู้สึกยังไม่ได้อะไรเลย ศิษย์ช่างไม่มีคุณสมบัติของนักบวชจริงๆ วันนี้มาลา ก็เพื่อจะแสวงหาเอาจากที่อื่น”

“ทำไมยังไม่รู้แจ้งก็จะไปหรือ? หรือว่าไปที่อื่นแล้วก็จะรู้แจ้ง”

ลูกศิษย์ตอบว่า “ศิษย์นอกจากกินข้าว และจำวัดแล้ว เวลาที่เหลือก็ตั้งใจฝึกอย่างที่สุด แต่ก็ไม่ได้อะไร และเพื่อนนักบวชด้วยกัน ดูเหมือนจะไม่ได้คร่ำเคร่งอะไร แต่ก็ยังปฏิบัติได้ดีกว่า ศิษย์จึงเกิดความรู้สึกท้อและเบื่อ เลยจะลองไปธุดงค์พบกับความลำบากบ้าง”

“การรู้ เป็นสิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากจิตของตัวเอง เป็นสิ่งที่หาคำจำกัดความไม่ได้ และไม่สามารถจะให้กับผู้อื่นได้ และเมื่อไม่รู้ก็จะเร่งรีบเอาก็ไม่ได้ คนอื่นก็เป็นขอบข่ายการรู้ของผู้อื่น เจ้าบำเพ็ญภาวนาก็เป็นของเจ้า เป็นคนละเรื่องกัน เจ้าทำไมเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน?”

“พระอาจารย์ไม่ทราบอะไร เมื่อศิษย์เปรียบตัวเองกับผู้อื่นแล้ว เหมือนกับ พญาเหยี่ยวกับนกกระจอกทันที”

“ใหญ่ยังไง และเล็กยังไง?” พระอาจารย์ถาม

“พญาเหยี่ยวกระพือปีกทีเดียว สามารถบินได้เป็นร้อยลี้ แต่ศิษย์ได้แต่บินอยู่รอบๆบริเวณนี้เท่านั้น”

พญาเหยี่ยวสามารถบินได้เป็นร้อยลี้ แต่มันบินข้ามความเป็นตายได้หรือเปล่า?”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

3 กรกฎาคม , 2008, 02:09:25 PM
ตอบกลับ #34

สวรรค์-นรก


มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งถามพระอาจารย์ว่า “ข้าพเจ้าฝึกปฏิบัติธรรม มาก็หลายปีแต่ยังไม่รู้แจ้ง โดยเฉพาะในคัมภีร์ที่พูดถึงเรื่องของนรกและสวรรค์ นอกจากโลกมนุษย์แล้วที่ไหนยังมี นรกและและสวรรค์อยู่อีกหรือ”

พระอาจารย์ไม่ตอบคำถาม แต่ให้ไปหิ้วน้ำจากลำธารมา 1 ถัง เมื่อหิ้วน้ำมาแล้ว พระอาจารย์สั่งให้เพ่งดูน้ำในถัง เผื่อจะได้เห็นสภาพในสวรรค์และนรก ลูกศิษย์รู้สึกแปลกใจ แต่ก็รีบเพ่งมองน้ำในถัง เพ่งไปสักพักก็ไม่เห็นอะไร

พระอาจารย์เลยกดหัวลงไปในถังนั้น ลูกศิษย์หายใจไม่ออกโวยวายดิ้นรนไปมา ขณะที่กำลังจะหายใจไม่ออก พระอาจารย์ปล่อยมือ ลูกศิษย์กระหืดกระหอบ ต่อว่าพระอาจารย์ว่า

“ท่านนี่หยาบคายจริงๆ กดข้าพเจ้าลงไปในน้ำ รู้มั้ยว่าเจ็บปวดเหมือนกับอยู่ในนรก” พระอาจารย์พูดเสียงเนิบๆต่อไปว่า“แล้วตอนนี้รู้สึกอย่างไร”

“ตอนนี้รู้สึกหายใจสะดวก เหมือนกับอยู่บนสวรรค์”ลูกศิษย์ตอบ

“เหตุการณ์เมื่อกี้ เจ้าก็ท่องนรกแล้วก็ไปที่สวรรค์มาแล้ว ตอนนี้เชื่อหรือยังว่า นรก-สวรรค์มีอยู่จริง”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

4 กรกฎาคม , 2008, 12:52:14 PM
ตอบกลับ #35

ผีเสื้อในฝัน


ช่วงเย็นของวันหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาตามลำพังอยู่ที่สนามหญ้าชานเมืองแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้เดินปล่อยอารมณ์อย่างนี้มานานแล้ว เพราะว่าไม่มีใครที่เข้าใจจิตใจจริงๆของเขาสักคน เขาจำเป็นต้องกดข่มอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน เพราะว่าวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะไม่ให้เขาจมปรักคิดถึงแต่เรื่องต่างๆของตัวเอง

เขานอนลงกับพื้นหญ้าและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางสูดดมความหอมของไอดินกลิ่นหญ้า แล้วปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ ไม่นานเขาก็เผลอหลับแล้วฝัน ในความฝัน เขาได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่ง ที่มีปีกสีสวยงามตระการตา บินวนเวียนอยู่อย่างมีความสุขอยู่กลางสวนดอกไม้ ที่มีท้องฟ้าสีครามและมีเมฆขาวอยู่เบื้องบน และมีพื้นหญ้าที่นุ่มและเขียวชอุ่มอยู่เบื้องล่าง และมีสายลมพัดเอื่อยๆผ่านใบหลิว มวลดอกไม้ต่างๆ ต่างแย่งกันอวดชูช่อและสีสัน คลื่นน้ำในสระพลิ้วไหวเป็นระลอกๆ ยามต้องลม ชายหนุ่มนั้นดื่มด่ำมีความสุขอยู่กับความฝันนั้นจนลืมโลกลืมตัวเองไปจนหมดสิ้น

ฉับพลันนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา เขาแบ่งแยกไม่ออกจริงๆว่าเมื่อกี้นั้นเป็นความจริงหรือความฝัน และเมื่อเขารู้ตัวแล้วว่าเป็นความฝัน จึงพูดว่า “ข้าก็ยังคือข้า ผีเสื้อก็ยังคือผีเสื้อ”

กาลเวลาผ่านไป ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า ที่แท้ผีเสื้อที่มีปีกสีสวยงาม และบินวนเวียนอย่างมีความสุขนั้นคือตัวเขาเอง และในขณะนี้เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิม กับความเป็นตัวตนของตัวเองยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ที่แตกต่างก็คือ ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไปจากเดิมทุกอย่างแล้ว

เขาได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะไม่ได้ดั่งใจแค่ไหน จะทุกข์สักเพียงไหน หากใจของเราไม่ไปทุกข์ด้วย เราก็มีความสุขได้ และตัวเองก็สามารถจะทำจิตของตัวเองให้มีความสุขได้
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

8 กรกฎาคม , 2008, 03:14:02 PM
ตอบกลับ #36

ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ล้วนว่างเปล่า


อำมาตย์และนักประพันธ์ ซูตงพอ คบหากับพระอาจารย์ฝ๋อหยิ้นมานานแล้ว พวกเขาจะสนทนาธรรมและปฏิบัติธรรมด้วยกันเสมอ

วันหนึ่งขณะที่พระอาจารย์กำลังจะแสดงธรรม ซูตงพอซึ่งมาล่าช้าไปเพราะติดธุระ ขณะที่เขามาถึงที่แสดงธรรมปรากฏว่าผู้คนนั่งเต็มไปหมดแล้ว

ในขณะที่เขาสอดส่ายสายตาหาที่นั่งอยู่นั้น พระอาจารย์เห็นเข้าจึงทักว่า “ประสก มาล่าช้าไปเสียแล้ว ที่นี่ไม่มีที่นั่งสำหรับเจ้าเสียแล้ว”

ซูตงพอจึงตอบไปว่า “ที่นี่ไม่มีที่นั่ง งั้นก็ขอนั่งบนธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ของท่านแล้วกัน”

“ถ้าท่านตอบคำถามของอาตมาได้ อาตมาก็จะให้กายของอาตมาเป็นที่นั่งของท่าน ถ้าท่านตอบไม่ได้ ก็ขอให้ท่านนำหยกที่ติดกับเข็มขัดมาให้อาตมา”

ซูตงพอตอบอย่างไม่ต้องคิดก่อนว่า “ตกลง”

“ธาตุ ๔ ของอาตมาก็ว่างเปล่าอยู่แล้ว ขันธ์ ๕ ก็ไม่มี แล้วท่านนักปราชญ์จะนั่งตรงไหน” พระอาจารย์ถาม

ซูตงพออึกอักอยู่นานก็คิดอะไรไม่ออก ที่สุดก็ยอมแกะหยกที่ติดอยู่ที่เข็มขัดออก หยกชิ้นนั้นยังปรากฏอยู่ที่วัดจนถึงทุกวันนี้
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

9 กรกฎาคม , 2008, 11:25:52 AM
ตอบกลับ #37

สูงและไกล


ที่วัดเสือมังกร มีพระหลายรูปกำลังวาดรูปเสือกำลังต่อสู้กับมังกรที่บริเวณกำแพงวัด ในรูปเป็นรูปมังกรกำลังม้วนตัวอยู่ในกลุ่มก้อนเมฆ และกำลังม้วนตัวลงมาด้านล่าง ส่วนเสืออยู่บนภูเขา ทำท่าจะกระโจนใส่มังกร

แม้ว่าจะผ่านการแก้ไปหลายครั้ง ก็ยังรู้สึกว่า ลักษณะท่าทางไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ พอดีพระอาจารย์เดินผ่านมา เหล่าลูกศิษย์จึงขอให้พระอาจารย์ช่วยชี้แนะ

พระอาจารย์ดูแล้ว จึงพูดว่า “ลักษณะภายนอกของเสือและมังกรดูแล้วไม่เลว แต่ลักษณะเฉพาะตัวของพวกมันพวกเจ้ารู้บ้างหรือเปล่า?” ตอนนี้พวกเจ้าควรจะเข้าใจถึง มังกรก่อนที่จะจู่โจม หัวต้องหดถอยไปด้านหลัง ส่วนเสือเมื่อจะกระโจนออกไป หัวจะต้องก้มลงต่ำ หัวของมังกรยิ่งหดถอยไปด้านหลังเท่าไหร่ หัวของเสือยิ่งต่ำติดดินเท่าไหร่ พวกมันจะบุกได้ยิ่งเร็วและสูง”

เหล่าลูกศิษย์รู้สึกดีใจที่ได้รับคำชี้แนะจากพระอาจารย์ “คำของอาจารย์สามารถชี้ให้ทะลุธรรมได้ พวกข้าพเจ้าไม่เพียงแต่วาดหัวมังกรยื่นมาข้างหน้ามากเกินไป หัวของเสือก็สูงเกินไป มิน่าถึงรู้สึกว่าท่าทางยังไงก็ดูไม่ถูกต้องเท่าไหร่”

พระอาจารย์ยังฉวยโอกาสแสดงธรรมต่อไปว่า “การจะทำอะไร หรือจะบำเพ็ญภาวนาก็เหมือนกัน การถอยหลัง 1 ก้าวเพื่อเตรียมตัว จะบุกไปได้ไกลกว่า การอ่อนน้อมถ่อมตนรู้สำนึกในตัวเองถึงจะไปได้สูง” เหล่าลูกศิษย์ไม่เข้าใจ ถามว่า “คนถอยหลังจะไปหน้าได้อย่างไร คนอ่อนน้อมถ่อมตนจะไปได้สูงยังไง”

พระอาจารย์เลยพูดเป็นโศลกว่า
นำต้นกล้าไปปลูกทั่วแปลงนา
ก้มหน้าลงไปย่อมเห็นฟ้าในน้ำ

กายใจที่ใสสะอาดถึงจะเป็นมรรคปฏิปทา
ที่แท้การถอยหลังคือการก้าวไปหน้า
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

10 กรกฎาคม , 2008, 02:11:31 PM
ตอบกลับ #38

หาร่มด้วยตัวเอง


มีอุบาสกท่านหนึ่ง ยืนหลบฝนอยู่ในชายคาบ้าน เห็นพระอาจารย์ท่านหนึ่งเดินกางร่มผ่านมา
อุบาสก : พระอาจารย์ โปรดฉุดช่วยผู้คน พาข้าพเจ้าไปฝั่งนั้นด้วยเถอะ ( พ้นจากวัฏสงสาร )
พระอาจารย์ : อาตมาอยู่กลางฝน เจ้าอยู่ในชายคา ในชายคาไม่มีฝน เจ้าไม่จำเป็นต้องให้อาตมาฉุดช่วย

อุบาสกนั้นรีบออกมาจากชายคา มายืนอยู่กลางฝน

อุบาสก : ตอนนี้ข้าพเจ้าก็อยู่กลางฝนแล้ว ควรจะช่วยได้แล้วกระมัง? 

พระอาจารย์ : อาตมาก็อยู่กลางฝน เจ้าก็อยู่กลางฝน
อาตมาไม่โดนฝน เพราะมีร่มกันฝน
แต่เจ้าโดนฝน เพราะไม่มีร่ม
ดังนั้นไม่ใช่อาตมาฉุดช่วยเจ้า
แต่เป็นร่มช่วยอาตมา ถ้าเจ้าต้องการมีคนมาฉุดช่วย
ไม่จำเป็นต้องหาอาตมา โปรดหาร่มด้วยตัวเอง
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 กรกฎาคม , 2008, 11:16:33 AM
ตอบกลับ #39

ก้าวพ้น


ทุกๆคืนพระอาจารย์ท่านหนึ่งจะไปที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง เพื่อไปนั่งสมาธิวิปัสสนา
มีวัยรุ่นเกเรกลุ่มหนึ่งแอบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามทางที่พระอาจารย์จะต้องผ่าน
เมื่อพระอาจารย์เดินผ่านจึงยื่นมือลงมา แล้วจับหัวของพระอาจารย์ไว้

วัยรุ่นนั้นนึกว่าพระอาจารย์ท่านนั้นจะต้องตกใจกลัวจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
แต่พระอาจารย์กลับอยู่นิ่งๆไม่ขยับตัว ปล่อยให้วัยรุ่นนั้นจับตามสบาย
แต่วัยรุ่นนั้นกลับตกใจเสียเอง นึกว่าเป็นผี เพราะเห็นไม่เคลื่อนไหว
รีบหดมือกลับไป พระอาจารย์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินจากไป

รุ่งเช้าวัยรุ่นกลุ่มนั้นได้ไปหาพระอาจารย์ท่านนั้นที่วัด แล้วพูดกับพระอาจารย์ว่า
“ได้ข่าวว่า เมื่อคืนนี้มีผีอาละวาดอยู่แถวๆละแวกนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องเช่นนี้
เกิดขึ้นจริงหรือเปล่าครับ?” “ไม่เห็นมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเลย”พระอาจารย์ตอบ
“ใช่หรือ? แต่พวกเราได้ข่าวว่า มีคนเดินผ่านแถวนี้แล้วโดนผีจับหัวไว้”

“นั่นไม่ใช่ผี แต่เป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านนี่เอง”
“ทำไมท่านพูดอย่างนั้นล่ะ”
“เพราะว่า ผีไม่มีมือที่หนาและอุ่นอย่างนั้น”พระอาจารย์พูดต่ออีกว่า

“เมื่อจวนจะออกสนามรบแล้วไม่กลัวตาย เป็นความกล้าหาญของท่านนายพล
เมื่อจะเข้าป่าแล้วไม่กลัวเสือ เป็นความกล้าของนายพราน
เมื่อจะลงน้ำไม่กลัวมังกร เป็นความกล้าของชาวประมง”

แล้วความกล้าของพระภิกษุคืออะไร? กลุ่มวัยรุ่นนั้นถาม

"คือ “รู้” คำเดียวเท่านั้น
แม้แต่ความเกิดตายยังก้าวพ้นไปได้ แล้วยังจะมีความกลัวอยู่อีกหรือ?”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

13 กรกฎาคม , 2008, 08:49:38 PM
ตอบกลับ #40

ความหมายของชีวิต


มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปเยี่ยมคารวะพระอาจารย์ท่านหนึ่ง หลังจากไต่ถามทุกข์
สุขแล้ว ชายหนุ่มก็ถามขึ้นว่า “จิตเดิมแท้คืออะไร?”

ปัญหานี้แท้จริงแล้วตอบได้ยาก พระอาจารย์เลยนึกถึงเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาได้ว่า
ช่วงเย็นๆของวันหนึ่ง ท่านได้เห็นสตรีที่กำลังมีครรภ์คนหนึ่ง กำลังแบกตระกร้า
ใบหนึ่งเดินผ่านไป สวมใส่เสื้อผ้าที่เก่าๆขาดๆ ที่ขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
ตระกร้านั้นคงจะหนักจนทำให้หลังของหญิงคนนั้นต้องงอลงไป มือซ้ายของหล่อน
จูงเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง มือขวาอุ้มทารกไว้ในห่อผ้า กำลังเร่งรีบเดินทางอยู่

พระอาจารย์นึกว่าชีวิตที่ลำบากลำเค็ญของหญิงคนนั้น คงจะทำให้หล่อนไม่สามารถ
แบกรับได้ไหว แต่ว่าที่ใบหน้าของหล่อนกลับผ่องใสดั่งแสงจันทร์ที่แฝงไว้ด้วย
รอยยิ้มอันอบอุ่น

หล่อนเป็นเพียงหญิงธรรมดาสามัญ ต้องลำบากดิ้นรนเพื่อชีวิตและความเป็นอยู่
แต่หล่อนรู้ถึงชีวิตของตัวเองต้องการแสวงหาอะไร? ดังนั้นหล่อนจึงไม่รู้สึกว่าตัว
เองลำบากอะไร และยังรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข

คิดมาถึงตรงนี้ ทำให้พระอาจารย์เข้าใจถึงคำว่า อะไรคือจิตเดิมแท้ ท่านจึงเรียก
ชื่อชายหนุ่ม “ครับ” ชายหนุ่มนั้นรับคำพร้อมยกสองมือขึ้นมาคำนับ“คนที่ตอบ
รับข้าเป็นเพียงเปลือกของร่างกาย แต่ไม่ใช่ชีวิตที่สว่างใส”พระอาจารย์ตอบ

ชายหนุ่มคนนั้นก้มหน้าแล้วคิดในใจว่า “มีแต่กายนี้ที่มีปากมีลิ้นถึงจะตอบรับ
คำพระอาจารย์ได้ ชีวิตที่สว่างใสไหนเลยจะมีปากและลิ้น”

“จะตอบหรือไม่ตอบก็ไม่เป็นไร แต่สำคัญที่ตัวเองต้องรู้สึกตัว ต้องเข้าใจถึงจุดมุ่ง
หมาย อย่าทำให้ความหมายของชีวิตต้องผิดพลาด จนทำให้ลักษณะทิศทางของ
การดำเนินชีวิตต้องผิดพลาด จนทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นทาสของชีวิต”
พระอาจารย์กล่าวต่อ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

14 กรกฎาคม , 2008, 01:43:10 PM
ตอบกลับ #41

รสชาติของมะระ


ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังจะไปแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
พระอาจารย์นำมะระมาลูกหนึ่ง แล้วพูดกับลูกศิษย์ว่า
“พวกเจ้านำมะระนี้ติดตัวไป และจำไว้ ทุกครั้งเมื่อผ่านแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
ให้นำมะระนี้ลงไปแช่ด้วย และเมื่อทำการบูชาถวายเครื่องสักการะ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้นำมะระนี้รวมลงไปเซ่นไหว้ด้วย”

ทุกครั้งที่ผ่านแม่น้ำหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าลูกศิษย์ก็ทำตามที่พระ
อาจารย์สั่ง เมื่อกลับมาถึงวัด พระอาจารย์จึงสั่งให้นำมะระนั้นไปปรุงเป็นอาหาร

เมื่อถึงเวลาฉัน พระอาจารย์ฉันมะระลงไปหนึ่งคำ แล้วพูดขึ้นว่า
“แปลกจริงๆ มะระลูกนี้ผ่านพิธีกรรมจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งหลายแห่ง
ทำไมถึงยังไม่ได้กลายเป็นรสหวาน”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

16 กรกฎาคม , 2008, 08:10:31 PM
ตอบกลับ #42

“เซน”เหมือนอะไร


พระอาจารย์ท่านหนึ่งเล่านิทานให้เหล่าลูกศิษย์ฟังว่า

ชายผู้หนึ่งเป็นขโมยอาชีพ ลูกของเขาพูดกับเขาว่า “ พ่อ พ่อก็อายุมากแล้ว
ถึงเวลาที่ควรจะถ่ายทอดวิชาขโมยให้ลูกได้แล้ว เพราะถ้าขโมยไม่เป็น
ต่อไปลูกจะดำรงชีวิตอย่างไร”

พ่อไม่ปฏิเสธ และรับปากจะสอนให้ คืนนั้นพ่อเลยพาไปขโมยของที่บ้านเศรษฐี
ท่านหนึ่ง เมื่อเข้าไปในบ้านได้แล้ว จึงใช้กุญแจผีเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วเรียกลูกเข้า
ไปในตู้นั้น เมื่อลูกเข้าไปในตู้แล้ว ผู้เป็นพ่อก็ปิดล็อกตู้ แล้วตะโกนว่า
“มีขโมย มีขโมย” ตะโกนแล้ววิ่งหนีออกจากบ้านไป

เมื่อคนในบ้านได้ยินว่ามีขโมยจึงเที่ยวหาจนทั่วว่าขโมยอยู่ไหน และสำรวจดู
ทรัพย์สินก็ไม่เห็นมีอะไรสูญหาย จึงพากันจะเข้านอน ร้อนถึงขโมยที่อยู่ในตู้
ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะออกไปได้ แล้วเขาก็คิดอะไรออกมาได้ จึงทำเสียงร้อง
เหมือนหนูที่กำลังกัดเสื้อผ้า สักประเดี๋ยวคุณผู้หญิงของบ้านก็สั่งให้คนรับใช้
นำตะเกียงมา เมื่อคนรับใช้เปิดประตูตู้ออกมา ขโมยรีบออกจากตู้แล้วผลัก
คนรับใช้ล้มลง พร้อมเป่าตะเกียงจนดับ แล้ววิ่งหนีออกไป

เศรษฐีเจ้าของบ้านรีบสั่งให้บ่าวไพร่ ไล่ตามจับขโมย เมื่อตามมาถึงริมแม่น้ำ
ถึงเวลาวิกฤติ ขโมยนั้นนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำ
ส่วนตัวเองก็แอบหลบไว้ แล้วก็ได้ยินเสียงคนพูดว่า “น่าสงสาร ขโมยหมด
หนทางต้องกระโดดลงน้ำไปแล้ว”

เมื่อขโมยผู้เป็นลูกกลับมาถึงบ้าน เห็นพ่อกำลังดื่มเหล้าอยู่ จึงต่อว่าพ่อไม่น่าจะ
ขังลูกไว้ในตู้ ผู้เป็นพ่อจึงถามถึงเหตุการณ์ที่พาตัวรอดกลับมาได้ ผู้เป็นพ่อดีใจมาก
แล้วพูดว่า “ต่อไปเจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวกินแล้ว”

เมื่อเล่านิทานจบ พระอาจารย์พูดกับเหล่าลูกศิษย์ว่า “เซน”ก็เหมือนขโมย
ผู้เป็นลูก สามารถที่จะหาทางออกได้ เมื่อหมดหนทาง นั่นแหละคือ”เซน”
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

17 กรกฎาคม , 2008, 02:09:19 PM
ตอบกลับ #43

หอมกลิ่นเบญจมาศทั้งหมู่บ้าน


พระอาจารย์ท่านหนึ่งปลูกต้นเบญจมาศไว้หนึ่งกอภายในวัด
เมื่อผ่านไปสามปีภายในบริเวณวัดก็มีต้นเบญจมาศบานสะพรั่งทั่วไปหมด
และกลิ่นหอมของดอกเหล่านี้หอมอบอวลไปจนถึงหมู่บ้านใกล้ๆ

ผู้คนที่มาวัดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นดอกไม้ที่สวยจริงๆ”

วันหนึ่งมีผู้มาขอพระอาจารย์เพื่อนำไปปลูกที่บ้าน พระอาจารย์อนุญาตพร้อมกับ
แยกหน่อที่สมบูรณ์ให้ด้วยตัวเอง เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็มีผู้มาขอไปไม่
ขาดสาย พระอาจารย์รู้สึกว่าผู้ที่มาขอ ล้วนแต่มาขอด้วยใจรักต้นไม้และชมชอบ
ดอกไม้ทั้งนั้น ไม่นานดอกในบริเวณวัดก็ถูกขอไปจนหมดสิ้น

เมื่อไม่มีดอกไม้บริเวณวัดก็เงียบเหงาดั่งขาดแสงอาทิตย์ เหล่าลูกศิษย์ต่างพูดว่า
“เสียดายจริงๆ ปกติบริเวณนี้จะมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว”
พระอาจารย์บอกว่า “พวกเจ้าลองคิดดูซิ เมื่อสามปีผ่านไปทั้งหมู่บ้านใกล้ๆนี้จะ
มีกลิ่นหอมของดอกเบญจมาศอบอวลไปทั้งหมู่บ้านมิเป็นการดีหรอกหรือ?”

“หอมอบอวลไปทั้งหมู่บ้าน” เหล่าลูกศิษย์อุทาน พร้อมกับเกิดความรู้สึกอบอุ่น
ขึ้นมาในจิต และเห็นรอยยิ้มของพระอาจารย์ที่ดูสว่างไสวยิ่งกว่าดอกเบญจมาศ
ทั้งปวง

พระอาจารย์พูดต่อว่า “พวกเราควรแบ่งปันสิ่งดีๆให้ผู้อื่นได้มีได้ใช้เหมือนๆกับเรา
ให้ทุกคนได้มีความสุขเหมือนๆกับเรา แม้ว่าตัวเองจะไม่เหลืออะไรอีกเลย
แต่ในจิตของเราก็มีความสุขได้เหมือนกัน นี่คือความสุขที่เราควรจะมีอย่างแท้จริง
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

18 กรกฎาคม , 2008, 03:49:56 PM
ตอบกลับ #44

งอกงามกับแห้งเหี่ยว


พระอาจารย์ท่านหนึ่งมีลูกศิษย์สองคน วันหนึ่งขณะที่ศิษย์และอาจารย์
เดินขึ้นเขาเพื่อไปนั่งสมาธิวิปัสสนา พระอาจารย์เหลือบไปเห็นต้นไม้
ต้นหนึ่งเจริญเติบโตงอกงามเป็นต้นใหญ่โตมีใบดกเป็นพุ่มหนา
ส่วนอีกต้นหนึ่ง กลับยืนแห้งตายซากอยู่ข้างๆ พระอาจารย์จึงถามว่า

“ต้นที่งอกงามดี ? หรือว่า ต้นที่แห้งตายซากดี?”
“ต้นที่ใบดกหนาเป็นพุ่มดีกว่า” ศิษย์คนหนึ่งตอบ
“ต้นที่แห้งตายซากดีกว่า” ศิษย์อีกคนตอบ

บังเอิญขณะนั้น เณรน้อยเดินขึ้นมาสมทบพอดี พระอาจารย์จึงถามว่า
“เจ้าว่าต้นที่ใบดกหนาดี หรือว่า ต้นที่ตายซากดี”
“ต้นที่มีใบดกหนาก็ปล่อยให้ดกหนาไป ต้นที่ตายซากก็ปล่อยให้มันตายซากไป”

พระอาจารย์กล่าวต่อว่า “ต้นที่มีใบดกหนาก็ย่อมจะมีที่มาและเหตุปัจจัยของมัน
ต้นที่ตายซากก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยเช่นกัน

ปกติสิ่งที่พวกเราเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้เช่น ถูกหรือผิด บุญกุศลอกุศล
และอะไรอีกต่างๆนานาก็เป็นการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการหยุดอยู่แค่ในขอบเขตของการแบ่งแยก
แต่เณรน้อยสามารถจะมองเห็นสิ่งที่แปลกแยกกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีการแบ่งแยก
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal