ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานเซนต์...(ดีดีดี)  (อ่าน 133359 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

29 ตุลาคม , 2010, 07:18:03 PM
ตอบกลับ #90
  • iKung_การหยุดนิ่งมิได้หมายถึงการยอมแพ้
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 29
  • อนุโมทนา: 0
    • อีเมล์

"ปิดประตูสำนึกผิด"  
ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเจาตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ยังมีคนผู้หนึ่ง นามว่า หานเอี๋ยนโซ่ว เป็นชาวแคว้นเอียน ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภออยู่ที่เมืองจั่วผิงอี้ ครั้งหนึ่งนายอำเภอหานเดินทางไปตรวจการยังตำบลเกาหลิง พบพี่น้องคู่หนึ่งเกิดกรณีพิพาทจึงนำเรื่องมาให้เขาช่วยไกล่เกลี่ย
      
       พี่น้องทั้งสอง คนหนึ่งฟ้องนายอำเภอหานว่า "น้องชายของข้าน้อยบุกรุกและยึดครองที่ดินทำกินของข้าน้อยไป" อีกคนหนึ่งพลันกล่าวแก้ต่างว่า "ที่ดินผืนนี้ เดิมทีบิดา-มารดาได้มอบให้ข้าน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะลาโลกนี้ไป เป็นท่านพี่ที่ไม่ถือหลักเหตุผล กลับกล่าวว่าที่ดินผืนนี้เป็นของเขา"
      
       มิคาด เหตุกรณีพิพาทระหว่างพี่-น้องที่เกิดขึ้นครั้งนี้สะเทือนจิตใจของหานเอี๋ยนโซ่วยิ่งนัก เขาจึงกล่าวด้วยความละอายว่า "ข้า ในฐานะนายอำเภอ ถือเป็นชนชั้นผู้ปกครอง แต่กลับไม่อาจอบรมสั่งสอนผู้คน กระทั่งเกิดเหตุการณ์วิวาทในหมู่ประชาชนคนเดินดินโดยเฉพาะกับพี่น้องร่วมสายโลหิต เป็นเรื่องที่โหดร้าย และทำให้บิดา-มารดาที่น่ายกย่องต้องได้รับความอับอายไปด้วย ซึ่งถือเป็นหน้าที่ข้าที่ต้องรับผิดชอบ" จากนั้น นายอำเภอหานจึงเดินทางกลับที่พำนัก เข้าห้องปิดประตูอยู่กับตัวเองตามลำพัง เพื่อใช้เวลาสำนึกในความผิดพลาดของตนเอง
      
       ต่อมาภายหลัง สำนวน "ปี้เหมินซือกั้ว" หรือ "ปิดประตูสำนึกผิด" ใช้ในความหมายตรงตัวคือการปลีกตัวอยู่ลำพัง เพื่อใช้เวลาขบคิด ไตร่ตรองถึงความผิดพลาดของตนเอง หรือแปลว่าสำนึกผิดด้วยตนเอง
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 ตุลาคม , 2010, 07:49:05 PM
ตอบกลับ #91
  • iKung_การหยุดนิ่งมิได้หมายถึงการยอมแพ้
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 29
  • อนุโมทนา: 0
    • อีเมล์

ฟู่จิงฉิ่งจุ้ย : แบกหนามขอขมา
ในสมัยสงครามระหว่างรัฐ (จั้นกั๋ว) ซึ่งบ้านเมืองแบ่งออกเป็นรัฐต่างๆ 7 รัฐ ประกอบด้วย รัฐฉี รัฐฉู่ รัฐเอียน รัฐหาน รัฐเจ้า รัฐเว่ย และรัฐฉิน โดยในบรรดา 7รัฐนี้ นับว่ารัฐฉินกล้าแข็งที่สุด ทำให้รัฐฉินมักจะข่มเหงรัฐเจ้าอยู่เสมอ ครั้งหนึ่ง อ๋องรัฐเจ้าส่งขุนนางชั้นสูงในปกครองผู้หนึ่ง นามว่า ลิ่นเซียงหยู ไปยังรัฐฉินเพื่อเจรจาต่อรอง เมื่อลิ่นเซียงหยูได้เข้าเฝ้าอ๋องรัฐฉิน ก็ได้อาศัยสติปัญญาและความกล้าหาญเป็นหน้าเป็นตาให้กับอ๋องรัฐเจ้าได้มากโข เมื่ออ๋องรัฐฉินเห็นว่ารัฐเจ้ามีคนเก่งกล้าเช่นนี้ในปกครอง จึงไม่กล้าดูแคลนรัฐเจ้าอีกต่อไป
       
       อ๋องรัฐเจ้าเห็นว่าลิ่นเซียงหยูทำความดีความชอบครั้งใหญ่ จึงได้เลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้ว่าการรัฐ และภายหลังได้เป็นเสนาบดีในที่สุด(เทียบเท่าตำแหน่งอัครเสนาบดีในยุคหลัง)
       
       การที่อ๋องรัฐเจ้าให้ความสำคัญกับลิ่นเซียงหยูถึงเพียงนี้ กลับเป็นการสุมเพลิงพิโรธให้กับแม่ทัพรัฐเจ้า นามว่าเหลียนโพว ซึ่งเขาเฝ้าคิดว่า “ข้านั้นเสี่ยงชีวิตในสงครามเพื่อรัฐเจ้าถึงเพียงนี้ ความดีความชอบเทียบไม่ได้กับลิ่นเซียงหยูเชียวหรือ? ลิ่นเซียงหยูอาศัยเพียงลมปาก ไร้ความสามารถอื่นใด กับดำรงตำแหน่งสูงกว่าข้า หากข้าพบหน้าลิ่นเซียงหยูที่ไหน จะทำให้มันได้อับอายขายหน้าทีนั้น ดูซิว่ามันจะทำอันใดข้าได้! ”
       
       ความของเหลียนโพวครั้งนี้ ได้ล่วงรู้ถึงหูลิ่นเซียงหยู เขาจึงรีบกำชับคนในบังคับบัญชาทุกคนว่าหากคราใดบังเอิญได้พบกับลูกน้องของเหลียนโพว ก็ขอให้ยอมลงให้คนเหล่านั้นเสีย อย่าให้มีเรื่องมีราวต่อกัน จากนั้นนาน ตัวเขาเองได้นั่งเกี้ยวออกจากบ้านหากได้ยินว่า เหลียนโพวอยู่ในบริเวณนั้น ก็จะรีบสั่งให้แบกเกี้ยวหลบไปก่อน รอจนเหลียนโพวจากไปค่อยเดินทางต่อ
       
       ฝ่ายผู้ใต้บังคับบัญชาของเหลียนโพว เมื่อเห็นศัตรูของเจ้านายยอมหลีกทางให้เจ้านายตนถึงเพียงนี้ ก็ได้นึกลำพองใจอย่างยิ่ง เมื่อได้พบหน้ากับลูกน้องของลิ่นเซียงหยูคราใด ก็จะพากันหัวเราะเยาะเย้ย ทำให้ลูกน้องของลิ่นเซียงหยูหมดความอดทน ถึงได้เอ่ยถามผู้เป็นนายว่า “ตำแหน่งของท่านนั้นนับว่าสูงกว่าแม่ทัพเหลียน เขาด่าว่าท่าน เหตุใดท่านจึงเอาแต่หลบหลีก ยอมลงให้เขา ยิ่งทำให้เขาดูถูก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกข้าน้อยก็คงทนไม่ได้เช่นกัน”
       
       ลิ่นเซียงหยูเอ่ยชี้แจงด้วยอาการสงบว่า “เทียบกันแล้ว แม่ทัพเหลียนกับอ๋องรัฐฉิน ผู้ใดน่าเกรงกลัวกว่ากัน?” ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ย่อมเป็นอ๋องรัฐฉิน” ลิ่นเซียงหยูจึงกล่าวสืบไปว่า “เช่นนั้นก็ถูกแล้ว แม้แต่อ๋องรัฐฉิน ข้ายังไม่กลัว เหตุใดข้าต้องกลัวแม่ทัพเหลียน แต่เจ้าต้องเข้าใจว่า ในเวลานี้ ที่อ๋องรัฐฉินยอมรามือไม่เข้าโจมตีรัฐเจ้า ก็เพราะเกรงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋นภายในรัฐเรา ข้าและแม่ทัพเหลียนเปรียบไปก็เหมือนเสือ 2 ตัว หากกัดกัน ไม่แคล้วตัวใดตัวหนึ่งต้องเจ็บหนักหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต กลายเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐฉินเปิดฉากโจมตีได้ พวกเจ้าลองคิดดู ว่าเรื่องของประเทศชาติหรือเรื่องส่วนตัวสำคัญกว่ากัน”
       
       เมื่อเหล่าลูกน้องได้ฟังคำชี้แจงก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอันมาก จากนั้นคราใดบังเอิญได้พบกับกลุ่มของแม่ทัพเหลียนโพว ก็จะพยายามหลบลี้หลีกทางให้ตลอดมา
       
       ความของลิ่นเซียงหยู สุดท้ายก็ไปเข้าหูของแม่ทัพเหลียนโพวเช่นกัน ทำให้แม่ทัพเหลียนเกิดความละอายใจยิ่งนัก ถึงขั้นถอดเสื้อออกทั้งยังแบกกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม เดินทางไปบ้านของลิ่นเซียงหยู เมื่อพบหน้าเขาจึงคุกเข่าลง ที่หลังยังคงแบกกิ่งหนาม และร้องขอให้ลิ่นเซียงหยูโบยตี แต่ลิ่นเซียงหยูกลับดึงกิ่งไม้เหล่านั้นทิ้งไปสิ้น ประคองแม่ทัพเหลียนลุกขึ้นพร้อมทั้งหาเสื้อผ้าให้สวมใส่เป็นอย่างดี ภายหลังทั้งสองกลายเป็นสหายร่วมรบ ผู้หนึ่งบู๊ ผู้หนึ่งบุ๋น ร่วมแรงกันปกป้องบ้านเมือง
       
       ต่อมา “ฟู่จิงฉิ่งจุ้ย” หรือ “แบกหนามขอขมา” กลายมาเป็นสำนวน แปลว่า ยอมรับความผิดของตนเองโดยไร้ข้อโต้แย้ง และกล่าวขอโทษด้วยความจริงใจ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 ตุลาคม , 2010, 07:50:30 PM
ตอบกลับ #92
  • iKung_การหยุดนิ่งมิได้หมายถึงการยอมแพ้
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 29
  • อนุโมทนา: 0
    • อีเมล์

ต้าไฉเสี่ยวย่ง : ใช้คนไม่เหมาะกับงาน (นำไปปรับใช้ในกานส่งเสริมบุคลากรนะครับ)
 

 ปลายสมัยซ่งใต้ แคว้นจินพยายามรุกรานลงไปยังรัฐในแดนใต้อย่างไม่หยุดหย่อน ซิน ชี่จี๋ ก็เป็นหนึ่งในผู้อาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพต่อต้านจิน ภายหลัง เขาทำงานรับใช้ราชสำนักซ่งใต้ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการทหาร ดูแลดินแดนแถบหูเป่ย เจียงซี และหูหนาน ติดต่อกันหลายปี
      
       ซิน ชี่จี๋ ไม่เพียงเป็นผู้กล้ารักชาติรักแผ่นดิน ทั้งยังประพันธ์ร้อยแก้วที่เต็มไปด้วยรสชาติของการต่อสู้และการสงครามไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่เนื่องจากถูกฝ่ายสนับสนุนการเจรจาเพื่อสันติภาพโจมตี จึงต้องหนีไปใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ณ ริมทะเลสาบไต้ เมืองซั่งเหรา เป็นเวลากว่า 18 ปี
      
       ปี ค.ศ. 1203 ราชสำนักแต่งตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาด้านการทหารแห่งเจ้อเจียงตะวันออก ควบตำแหน่งเจ้าเมืองเส้าซิง เขามักจะร่วมวงเสวนากับลู่โหยว กวีผู้รักชาติเกี่ยวกับเรื่องเหตุบ้านการเมือง จากนั้นในช่วงฤดูใบไม่ผลิในปีถัดมา ฮ่องเต้ซ่งหนิงจง มีบัญชาให้ซิน ชี่จี๋เดินทางเข้ามายังเมืองหลวง เพื่อสอบถามความเห็นของเขาที่มีต่อแคว้นจิน โดยก่อนออกเดินทาง ลู่โหยว ได้มอบบทกวีให้เขาบทหนึ่ง มีเนื้อความว่า “ซิน ชี่จี๋คือขุนนางตงฉิน ทว่าน่าเสียดายที่บุคคลอันเป็นเลิศกลับเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านการทหารเจ้อเจียงตะวันออก ความสามารถล้นพ้น แต่กลับใช้ออกได้เพียงน้อยนิด”
      
       เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวง ฮ่องเต้กลับใช้ให้ ซิน ชี่จี๋ เป็นเพียงเจ้าเมืองเจิ้นเจียง(เมืองหนึ่งในมณทลเจียงซู) จากนั้นไม่นาน ซิน ชี่จี๋ก็ล้มป่วยและตรอมใจตายในที่สุด
      
       ภายหลัง สุภาษิต “ต้าไฉเสี่ยวย่ง” หรือ “ความสามารถมาก แต่ใช้ออกได้เพียงน้อยนิด” ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับ คนที่มีความสามารถแต่ตำแหน่งหน้าที่ต้อยต่ำ จึงไม่สามารถแสดงความสามารถของตนได้อย่างถึงที่สุด หรือหมายถึงการใช้คนไม่ถูกกับงาน งานจึงไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

1 พฤศจิกายน , 2010, 11:49:07 AM
ตอบกลับ #93
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

นิทานเซน : ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว

โดย พุทธทาสภิกขุ



คัดลอกจาก http://www.buddhadasa.com/

เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว" นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่า เราใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว  หรือไม่ "

นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยมธยานาจารย์คือ อาจารย์แห่งนิกายเซ็น แห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสิตคนนั้นเขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า เคยอ่าน คริสเตียน ไบเบิล ไหม ท่านอาจารย์กาซาน ซึ่งเป็นพระเถื่อนอย่างพระสมถะนี้จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่านให้ฉันฟังที

นิสิตคนนั้น ก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่ นกกระจอก ก็ไม่อดตาย ทำนองนี้

ท่านอาจารย์ กาซาน ก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่า เป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An enlighten one คนหนึ่งทีเดียว แต่นิสิตคนนั้น ก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า

"ขอเถิด แล้วจะได้ จงแสวงหาเถิด แล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิด แล้วมันจะเปิดออกมา เพราะว่า ใครก็ตามที่ขอแล้ว จะต้องได้รับ ใครก็ตาม ที่แสวงหา แล้วย่อมได้พบ และใครก็ตาม ที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา"

พอถึงตอนนี้ อาจารย์ กาซาน ก็ว่า “แหม วิเศษที่สุด ใครก็กล่าวอย่างนี้ ก็ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว”

นิทานของเขาก็จบ
 

นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือ พุทธ หรือ อะไรอื่น ในจิตใจของผู้รู้ธรรมะจริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ฟังชื่อเสียงเหล่านั้น ไม่ต้องเป็นนิกายอะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจ หรือ ความรู้สึก ที่ค้านหรือ รับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่เนื้อหาของธรรมะนั้น และก็เนื้อหาของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่า มันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูงต่ำ อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิด จะเปิดออกมานี้ มันก็เหมือนอย่างที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ง่ายที่สุด ในการที่จะบรรลุนิพพาน

เดี๋ยวนี้ ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือ ไม่มีใครขวนขวาย นั่นเอง ถ้าฟังกันแต่ เนื้อหาธรรมะแล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน หรือ ไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน อย่างนี้ ไม่มีอาการที่จะเป็นเขา เป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้

ฉะนั้น ความกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด ไม่มีทางจะเกิด ไม่มีพื้นฐานจะเกิด เห็นธรรมะเป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระเป็นเจ้าเป็นธรรมะไปเสียเลย เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้าของฝ่ายที่ถือศาสนาพระเป็นเจ้านั้น มีการสร้าง มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไร ทุกอย่างตามหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่างเหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่าธรรม เหมือนกับความหมายของคำว่า ธรรมะ ที่อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมะ แล้วความโง่ ความหลง คือ อวิชชา ต่างหาก ที่ไปสมมติให้ว่า เป็นชื่อนั้น ชื่อนี้ อย่างนั้น อย่างนี้ พวกนั้น พวกนี้ จนมีเรา มีเขา จริยธรรมทั้งหมดของธรรมชาติทั้งหมดนั้นมีเรื่องเดียว แนวเดียว สายเดียว
ขอให้สนใจ ในความจริงข้อนี้เถอะว่า จริยธรรมทั้งหมดของโลกนี้หรือของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียว และสายเดียว และตรงเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูดกันว่าของประเทศนั้น ประเทศนี้ ศาสนานั้น ศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เป็นจริยธรรมจะมีหลายรูปหรือหลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่วันแรกนั้น ก็ยังเป็นอันเดียว แนวเดียว สายเดียวกัน อยู่นั่นเอง มีแต่ว่า ระบบไหน ใกล้จุดปลายทาง หรือยังเท่านั้น แต่เรื่องต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด ขึ้นชื่อว่า ธรรมะแล้ว ต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด แต่ว่าอันไหน หรือ ที่ใครกล่าวนั้นมันใกล้จุดปลายทางเข้าไปหรือยัง ฉะนั้น เราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชังว่า คนนั้น คนนี้ เป็นคริสเตียน แล้วก็จะต้องเป็นศัตรู เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่า ไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็น ครูบาอาจารย์ ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้นเป็นอันขาด



ปล. สิ่งดีดี ที่หามาแบ่งปันกัน ร่วมศึกษาค่ะ ใครยังไม่เคยอ่านลองอ่านดูนะคะ   :oth_pen51:
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

13 กุมภาพันธ์ , 2011, 10:12:21 PM
ตอบกลับ #94


นิทานเซน : มากมารยาท
《惭愧的高僧》
       
       ยังมีอุบาสกวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ไปกราบนมัสการพระผู้มีสมณศักดิ์สูงยังวัดแห่งหนึ่ง ทั้งสองสนทนาธรรมกันอย่างออกรส ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวัน เณรจึงได้จัดอาหารมาให้ทั้งสอง เป็นบะหมี่ชามใหญ่ 1 ชามและชามเล็ก 1 ชาม
       
       เมื่อพระผู้มีสมณศักดิ์สูงเห็นสำรับกับข้าวที่เณรยกมา จึงได้ยกบะหมี่ชามใหญ่ยื่นให้อุบาสกผู้นั้น ทั้งยังกล่าวว่า "ท่านรับประทานชามใหญ่เถอะ"
       
       หากยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติ อุบาสกผู้นั้นควรที่จะปฏิเสธและผลักไสบะหมี่ชามใหญ่กลับคืนไปยังพระสงฆ์ เพื่อแสดงความเคารพเกรงใจ ทว่าอุบาสกผู้นี้กลับรับชามบะหมี่มาโดยไม่อิดเอื้อน จากนั้นลงมือรับประทานทันที เมื่อพระผู้มีสมณศักดิ์สูงเห็นดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจจนหน้านิ่วคิ้วขมวดพลางคิดว่า "แรกทีเดียวคิดว่าคนผู้นี้มีสติปัญญาไม่น้อย ไฉนกลับกลายเป็นโง่เขลาไร้มารยาทเช่นนี้"
       
       เมื่ออุบาสกรับประทานบะหมี่หมดชาม เงยหน้าขึ้นมาพบว่าพระรูปนั้นยังไม่ได้แตะต้องบะหมี่ชามเล็กแม้แต่น้อย ทั้งยังมีสีหน้าเย็นชา จึงยิ้มพลางเอ่ยถามว่า "พระคุณเจ้าไฉนไม่รับประทานบะหมี่?"
       
       พระผู้มีสมณศักดิ์สูงเงียบงันไม่ตอบ อุบาสกจึงยิ้มและกล่าวต่อไปว่า "กระผมรู้สึกหิวยิ่งนัก จึงสนใจแต่ปากท้องของตนเองโดยลืมเลือนพระคุณเจ้าไป แต่หากจะให้กระผมผลักไสบะหมี่ชามใหญ่ที่พระคุณเจ้าหยิบยื่นมาให้กระผมกลับคืนไปยังพระคุณเจ้าอีก นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของกระผม และในเมื่อไม่ได้ตั้งใจ จะต้องเสแสร้งแกล้งทำไปเพื่ออันใดเล่า ขอถามพระคุณเจ้าว่าการเกี่ยงกันด้วยความเกรงใจไปมานั้นที่แท้แล้วจุดมุ่งหมายคืออะไร?"
       
       พระผู้มีสมณศักดิ์สูงตอบว่า "เพื่อรับประทาน"
       
       อุบาสกจึงกล่าวอย่างจริงจังว่า "ในเมื่อจุดประสงค์คือเพื่อรับประทาน ท่านรับประทานหรือกระผมรับประทานก็ล้วนไม่ต่างกัน หรือว่าที่พระคุณเจ้าชิงมอบบะหมี่ชามใหญ่ให้กระผมนั้นเป็นเพียงการเสแสร้ง มิใช่น้ำใสใจจริง?"
       
       เมื่ออุบาสกกล่าวจบ พระผู้มีสมณศักดิ์สูงจึงได้รู้แจ้งกระจ่างใจ กระทั่งหลั่งน้ำตาออกมา
       
       ปัญญาเซน : การแสดงความเกรงใจที่มากเกินไปกลับกลายเป็นความเสแสร้ง การเคร่งครัดมารยาท มากพิธีจนเกินงามกลับกลายเป็นสิ่งไร้สาระ ทั้งนี้เพราะความซื่อสัตย์เปิดเผยจริงใจต่างหากจึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นมนุษย์
       
       ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X


ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000017021

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

13 กุมภาพันธ์ , 2011, 10:49:53 PM
ตอบกลับ #95



นิทานเซน : อารามที่งดงามที่สุด

 《美丽的寺庙》
       
       ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เทศนาถึงเรื่องราวหนึ่งไว้ว่า...
       
       มีกษัตริย์อยู่พระองค์หนึ่ง ต้องการที่จะบูรณะซ่อมแซมอารามแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ดังนั้นจึงส่งคนไปเสาะหาช่างฝีมือที่มีความสามารถอย่างแท้จริง เพื่อที่จะมาซ่อมแซมอารามหลังนี้ให้งดงามอลังการที่สุด
       
       ปรากฏว่าได้เสาะหาพบกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติในการรับงานนี้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วยช่างฝีมือและจิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือพระสงฆ์เพียงไม่กี่รูป
       
       เนื่องจากกษัตริย์ทรงไม่แน่พระทัยว่าคนงานกลุ่มใดมีฝีมือสูงเยี่ยมกว่ากัน ดังนั้นจึงทรงมอบโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายทำการแข่งขันประลองฝีมือ ด้วยการให้ทั้งสองกลุ่มทดลองไปบูรณะอาราม 2 หลังที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน โดยแบ่งกันไปซ่อมแซมอารามกลุ่มละหลัง จากนั้นในอีก 3 วันข้างหน้า จะเสด็จไปตรวจสอบผลการซ่อมแซมด้วยพระองค์เอง
       
       ในการซ่อมแซมอารามครั้งนี้ ช่างฝีมือและจิตรกรเอกแจ้งความประสงค์ต่อกษัตริย์ เพื่อเบิกเอาสีสำหรับทาตกแต่ง รวมทั้งอุปกรณ์เพื่อทำงานฝีมือต่างๆ มากมาย ส่วนทางด้านพระนักบวชกลับขอเพียงผ้าขี้ริ้วและถังใส่น้ำสะอาดเท่านั้น
       
       สามวันผ่านไป กษัตริย์ได้เดินทางมาตรวจสอบฝีมือการซ่อมแซมวัดของคนงานทั้งสองกลุ่ม พบว่าอารามที่ซ่อมแซมโดยช่างฝีมือและจิตรกรนั้นถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ระบายสีสันสอดสลับละลานตา กษัตริย์เห็นดังนั้นจึงพอพระทัยเป็นอันมาก และพยักหน้ายอมรับนับถือในฝีมือของช่างทั้งสอง
       
       จากนั้นกษัตริย์ทรงหันหลังไปทอดพระเนตรอารามอีกหลังหนึ่ง ซึ่งซ่อมแซมโดยเหล่าพระ ผลงานที่ปรากฏทำให้พระองค์ตะลึงงัน อารามที่เหล่าพระช่วยกันซ่อนแซมนั้นไร้ซึ่งสีสันฉาบทา เพียงแต่ ผนัง พื้น โต๊ะ เก้าอี้ บานหน้าต่าง และส่วนอื่นๆ ของอารามแห่งนี้ถูกเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน สะอาดเสียจนสิ่งของทั้งหลายในวัดต่างปรากฏสีสันที่แท้จริงในตัวเองออกมา อีกทั้งยังผ่านการขัดถูจนมันเงาดั่งกระจกจนสะท้อนสีสันของสิ่งอื่นๆ ออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสีของก้อนเมฆ หรือเงาของต้นไม้ที่พัดไหวอยู่ในสายลม กระทั่งสีสันของอารามที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามก็กลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในเงาสะท้อน ที่ขับเน้นให้อารามหลังนี้งดงามเพิ่มขึ้น ส่วนอารามหลังนี้ ก็เพียงแต่ตั้งอยู่อย่างสงบเพื่อรองรับทุกสิ่งทั้งมวลที่กล่าวมา
       
       กษัตริย์ทรงพอพระทัยและซาบซึ้งในการซ่อมแซมอารามหลังนี้ยิ่งนัก ส่วนผลแพ้ชนะแม้มิได้กล่าวออกมา แต่ผู้คนล้วนทราบแน่แก่ใจ
       

 
 
ภาพจาก www.eastartwork.com
 
 
       
       ปัญญาเซน
       จิตใจของคนเราก็เป็นเช่นดังอารามหลังหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นใดภายนอกมาประดับตกแต่งให้งดงาม ขอเพียงชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด เพื่อเปิดโอกาสให้ความงดงามที่อยู่ภายในนั้นได้ปรากฏออกมา
       
       
       
       
       
       
       ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4

 
        -----------------------------
       
       ขณะนี้สุภาษิตในคอลัมน์ "นิทานคติ" ได้ถูกนำมารวมเล่มเป็นหนังสือรวมเรื่องเล่าจากสุภาษิตจีนแล้ว
       
       
       
       รายละเอียดหนังสือ
       ชื่อหนังสือ คำจีนเขียนชีวิต (成语故事)
       สำนักพิมพ์ บ้านพระอาทิตย์ (ติดต่อ โทร 0-2587-0234 # 136)
       ผู้แปล/เรียบเรียง ดวงพร วงศ์ชูเครือ
       ISBN 978-616-536-033-3
       พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม พ.ศ. 2553


ที่มา...http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000154497

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

2 พฤศจิกายน , 2011, 10:22:37 AM
ตอบกลับ #96
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

ผิดบาปที่ใคร

ศิษย์และอาจารย์เดินผ่านท่าน้ำริมทะเล เห็นชาวเรือกำลังจะนำเรือออกจากท่าเพื่อที่จะไปส่งผู้โดยสาร หลังจากเรือลงน้ำไปแล้ว ที่ชายหาดมี กุ้ง หอย ปู ปลา โดนทับตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นแล้ว รู้สึกน่าสงสารยิ่งนัก

ลูกศิษย์ : ขณะที่ชาวเรือนำเรือออกไปนั้น ทำให้ กุ้ง หอย ปู ปลาแถวนั้นตายไปไม่น้อย ขอถามหน่อยว่า เป็นความผิดบาปของชาวเรือหรือผู้โดยสาร

พระอาจารย์ : ไม่ได้เป็นบาปของชาวเรือ และไม่ได้เป็นบาปของผู้โดยสาร

ลูกศิษย์ : ถ้าไม่ได้เป็นบาปของทั้งสองฝ่าย แล้วจะเป็นบาปของใคร

พระอาจารย์ : ก็เป็นของเจ้านะซี

พระอาจารย์พูดต่อว่า “ พุทธศาสนาแม้จะพูดถึงวัฏสงสาร แต่ในแง่ของคน เมื่อพูดในฐานะเป็นมนุษย์ เรื่องราวบางอย่าง บางครั้งก็ไม่สามารถพูดให้ชัดแจ้งลงไปได้ ชาวเรือประกอบอาชีพนี้เพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง ผู้โดยสารจำเป็นต้องขึ้นเรือ เพราะต้องเดินทาง กุ้ง ปู โดนเรือกดทับ เพราะซ่อนตัวอยู่ในทราย นี่เป็นความผิดใคร ?

กรรมเกิดจากจิต จิตไม่มี กรรมก็ไม่มี
จิตไม่มี จะสร้างกรรมได้อย่างไร
แม้จะมีบาปกรรม ก็เป็นบาปที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ

แต่เจ้า สิ่งที่ไม่มีสร้างให้มี
สร้างผิดถูกขึ้นมาเอง
แล้วนี่จะไม่ใช่ผิดบาปที่เจ้าหรอกหรือ ?


ที่มา...ธรรมจักร เว็บธรรมะออนไลน์
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 ธันวาคม , 2012, 01:32:16 PM
ตอบกลับ #97
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 9
  • อนุโมทนา: 2
    • อีเมล์
  • สถานธรรม 佛堂: ไท่เหอ

ขอบคุณอาวุโสมากๆค่ะ สำหรับข้อมูลดีๆ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

18 มิถุนายน , 2013, 03:13:11 PM
ตอบกลับ #98
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 122
  • อนุโมทนา: 3
    • อีเมล์

กบกับกิ้งกือ
          กบตัวหนึ่งกำลังหัดเดินในวิถีแห่งสติ  มันคิดจนเครียดว่ามันควรจะยกขาอย่างไร ควรจะยกด้านซ้ายก่อนหรือด้านขวาก่อน  ทันใดนั้นมันก็มองเห็นกิ้งกือที่กำลังเดินมาอย่างช้าๆสบายๆ  มันจึงเอ่ยถามว่า
     "ท่านมีเทคนิคในการเดินอย่างไรจึงดูสบายๆและผ่อนคลายเช่นนี้"
     กิ้งกือเมื่อได้ยินเช่นนั้น  มันรู้สึกตกใจมากเพราะไม่เคยมีความคิดเช่นนี้มาก่อน  กิ้งกือหยุดนิ่งอยู่นาน  แต่ก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ มันจึงบอกกับกบว่า
     "ข้าเดินมานานแล้ว แต่ข้าไม่เคยสังเกตและตั้งคำถามเช่นนี้เลย ขอเวลาข้าคิดก่อนนะ เมื่อไรที่ข้าคิดออก ข้าจะบอกกับท่าน" แล้วกิ้งกือก็ขดตัวลง
     กิ้งกือขดตัวอยู่กับการครุ่นคิด  มันไม่สามารถเดินต่อไปได้เลย  เพราะมันมีขามากมายจนไม่รู้ว่าจะยกขาไหนก่อนหรือแม้แต่จะเหยียบลงพื้นอย่างไร
     ถ้าพวกเราเห็นกิ้งกือขดตัวอยู่ มันอาจกำลังครุ่นคิดอยู่ก็เป็นได้นะ  อย่าไปรบกวนมันละ
            พวกเราล่ะ  เป็นเช่นนี้หรือไม่  ครุ่นคิดจนลืมความปกติอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเรา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal