ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกความทรงจำยุคขาว...  (อ่าน 257407 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

15 สิงหาคม , 2008, 08:47:44 PM
ตอบกลับ #30

เมื่อต้นปี 49 (ปัจจุบันปี 2551)

ครั้งหนึ่งมีการจัดประชุมธรรมทางภาคเหนือ อาวุโสผู้รับผิดชอบจากกรุงเทพฯ
ให้ผู้น้อยได้ไปก่อนงาน ไปชวนคนมาประชุมธรรม ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว อากาศเย็นยะเยือก

ครั้งนั้นก็มีเพื่อนผู้ร่วมศึกษาธรรมไปด้วย ตอนนั้นที่ยังเป็นนักศึกษา แต่เป็นเด็กใต้ 2 คน (เป็นคนใต้) แกเห็นแม่ครัวต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อกับข้าวที่ตลาด 2-3 วันแล้ว (ซื้อมาทำให้เรากิน) วันนั้นแกคิดจะไปด้วย จึงขอซ้อนมอไซค์ไปกับแม่ครัวและขอเป็นคนขับ แกบอกว่าหนาวสุดยอดเลย ตั้งแต่เกิดมา ชีวิตไม่เคยเจออากาศหนาวแบบนี้มาก่อน มีอเท้าเย็น ชาไปหมด จับไม่ถูกเลย ผิวหน้าก็แตก แถมผิวยังคล้ำๆ(ผิวคนใต้แน่ะ) แล้วยังเอาครีม และแป้งมาทาด้วย...ตอนที่ทาก็เห็นเป็นรอยแตกขาวๆ ติดด้วยแป้งเหมือนดินแตกระแหง  ดูแล้วน่ารักแบบขำๆ อานะ...

แกไปกับแม่ครัว 2 วันติดต่อกัน กลางวันก็ไปลงพื้นที่หาญาติ พอใกล้ถึงวันประชุมธรรมปรากฏว่า ไข้ขึ้นสูงลิ่วเลย เป็นกันสองคนด้วยนะ แต่แกก็บอกว่าสนุกดี :oth_pen01:

แต่...ที่น่าสนใจมากคือ...มีอยู่วันหนึ่ง
หลังจากที่เราห่อข้าว เตรียมน้ำ แก้วน้ำ กระติกน้ำ ช้อน จาน ขึ้นรถกระบะไปหาญาติ วันนี้เราได้แยกกันไป
แบ่งเป็น 2 เส้นทาง ต้องรีบไปถามว่าบ้านไหนมากันกี่คน เพราะใกล้ถึงวันงานแล้วต้องประมาณจำนวนคนได้แล้ว
จึงยกข้าวของสัมภาระขึ้นรถ แล้วแยกกันไป 2 คันรถ

พอหาญาติธรรมถึงช่วงสายๆ หน่อย พระอาทิตย์เริ่มสอง อากาศเริ่มอบอุ่น
เราก็จอดรถไว้หน้าซอย แล้วก็เดินไปตามบ้านญาติธรรม

วันนั้นยังจำได้ว่า...

มีบ้านหลังหนึ่งที่เราเข้าไปแล้ว พอคุยกับญาติธรรมเสร็จ เราก็ออกจากบ้านญาติธรรมคนนั้น ตอนที่ออกมาญาติธรรมคนนั้นก็อุ้มลูกเล็กมาส่งหน้าบ้าน และมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง มองเห็นมีพระสงฆ์ใส่จีวรเก่าๆ ขาดๆ เดินเหมือนคนเมาตามหลังเราไปบ้านถัดไป เด็กๆ เห็นแล้วก็ตลก ชอบใจ พูดกันเฮฮา

พอเดินไปสุดซอยแล้วเราก็เดินกลับมาที่รถ ตอนมาถึงบ้านผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่า
"เมื่อกี้พวกเรามากับพระสงฆ์เหรอ ทำไมไม่เห็นมีพระสงฆ์รูปนั้นเลย"
อาวุโสก็ตอบว่า "ไหนพระสงฆ์รูปไหน เราไม่ได้มากับพระสงฆ์นะ"
หญิงคนนั้นก็บอกว่า "เมื่อกี้ตอนเราเดินผ่านไป เด็กแถวนี้เค้าหัวเราะชอบใจว่ามีพระสงฆ์ตลกๆ มาด้วยกัน"

เราก็เลยขนลุกเลยคับ...
ขอบพระคุณ...เหล่าซือฉือเปยที่เมตตาขนาดนี้...
ครั้งนั้นทำให้ผู้น้อย มั่นใจว่าเหล่าซือเดินไปกับพวกเราทุกฝีก้าวที่เราออกไปฉุดช่วยคน

...
...
...

ขออนุญาติไม่บอกชื่อจริงและสถานที่จริงนะคับ หากอาวุโสอยากรู้ก็เข้ามาคุยส่วนตัวนะคับ

ทัมมะดี
15/08/51

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

28 สิงหาคม , 2008, 10:17:37 PM
ตอบกลับ #31

อาวุโสผู้มาหลอกคนไทย...

เมื่อครั้งที่ผู้น้อยเพิ่งเข้ามาเรียน ที่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ
อยากรู้ว่าธรรมะที่ได้รับที่ ตจว.เป็นธรรมะอะไร รู้สึกว่าดีดี แต่อยากเข้าไปสัมผัสให้มากกว่านี้ว่ามันมีดีอะไร ตรงไหน ก็เลยเข้ามาศึกษา และก็ได้มีโอกาสไปงานธรรมะกับเตี่ยนฉวนซือไต้หวันท่านหนึ่ง(ปัจจุบันสำเร็จเป็นต้าเซียนแล้ว) ผู้น้อยก็ไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆ  พิธีกรเอก-โท ก็ยังไม่เป็น กราบคารวะ- อำลา  เช้า- เย็น ก็ยังไม่ได้ หกหน่วยงานอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานธรรมะ ต้องมีงานแต่ละหน่วยมาช่วยกัน ก็ได้แต่ทำงานมั่วๆไปหมด

อาวุโสก็หวังดี อยากให้เราเป็น แต่เราก็ไม่สนใจ (ก็เรื่องของผม จะมาบังคับผมได้ไง)
ตอนนั้นเราก็ไปกับอาวุโสก็หาข้อจับผิดตลอดเลย
คนนี้ที่ญาติธรรมเรียกอาจารย์ แท้จริงเป็นคนไต้หวัน ภาษาไทยก็...พู่ไม่ชะ
หน้าตาก็ไม่เหมือนคนไทย คงต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ...
พออาจารย์เติมน้ำมันรถทีนึง 1000 บาท ก็คิดว่าอาจารย์เค้าเอาเงินมาจากไต้หวันมาสนับสนุนแน่ๆ
ตอนไปซื้อกับข้าวก็มาเลี้ยงญาติธรรมที่มาฟังธรรมะ ผู้น้อยก็ไปด้วย ก็เห็นคนซื้อถือเงินเป็นหมื่นๆ
ก็นึกในใจ....โอโห...พวกนี้ต้องมาขายอะไรในเมืองไทย หรือต้องตั้งศาสนา ลัทธิอะไรขึ้นมาใหม่ แล้วต้องมาชวนคนไทยให้เป็นพวกเดียวกับเขา หรือไม่ก็จะมาเปลี่ยนศาสนาอะไรสักอย่าง


ในใจคิด....แต่ก็ยังอยากรู้  ก็เออออไป ก็สนุกดี ได้ออก ตจว. บางทีอาจารย์ก็พาไปเที่ยวบ้าง

พอเข้ามานานเข้า อาวุโสก็ถามว่าขับรถยนต์ได้ไหม...ผู้น้อยก็พอขับได้ อาวุโสก็เลยให้ขับรถเตี่ยนฉวนซือไปรับ-ส่งญาติธรรม

มีอยู่วันหนึ่ง...หลังเสร็จงานประชุมธรรม อาวุโสให้ช่วยขับไปส่งญาติธรรม พอส่งคนสุดท้ายเสร็จผู้น้อยก็ถอยกลับรถ ปรากฏว่าหักล้อวงกว้างเกิน ก็เลยเฉี่ยวประตูเหล็กทางเข้าบ้านญาติธรรม ประตูบ้านไม่เป็นไร แต่รถเตี่ยนฉวนซือคนไต้หวันอาซี่...ตรงข้างซ้ายล้อหน้าบูป ยุบ เว้าลงไป เกือบติดล้อรถ

พอกลับมาถึงสถานธรรมก็เอากุญแจไปให้อาจารย์ถ่ายทอดธรรม ก็บอกขอโทษคับๆๆ แต่เตี่ยนฉวนซือก็บอกว่า...ม่าเปงลัย ๆๆ...ภรรยาท่านก็บอก...ม่าเปงไลอ่า.ๆๆ..ผู้น้อยรู้สึกละอายใจม้าก....ไม่รู้จาพูดยังไง
แต่อาวุโสคนไทยอาซี่ ชี้หน้าด่า....ทำไมทำอย่างนี้...
พอ อ.ถ่ายทอดธรรม มาได้ยินเข้า ก็เข้ามาปลอบใจอีกว่า ม่าเปงลัยๆๆ  จบไปเล้าอา...ไม่ต้องพู่อี่เล้วอา...

เสร็จงานแล้ว ท่านก็เอารถไปซ่อม หมดเป็นหมื่น... <<<<>>>>

ตอนหลังจึงรู้ว่า อ.ถ่ายทอดธรรม ท่านเป็นคนไต้หวันต้องจากบ้านมา ทิ้งภรรยา ลูก 3-4 คน มาทำงานในเมืองไทย หาเงินเอง ค่ารถค่าน้ำมันเติมไป ตจว. ท่านออกเอง  ค่าอาหารเลี้ยงญาติท่านเป็นคนออกก่อนทั้งนั้น ค่าใช้จ่ายทุกอย่างท่านเป็นคนควักกระเป๋าท่านเองทั้งนั้น ไม่มีใครออก ท่านก็ออกเอง.... 

ท่านหวังแค่ให้ทุกคนได้รับธรรม อันเป็นสิ่งล้ำค่าในการเกิดตายของมนุษย์ ท่านไม่เคยแบ่งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมม ท่านแค่อยากให้ผู้คนได้รับรู้ ศึกษา มีคุณธรรม เข้าใจชีวิต ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง มีความสุข

ทุกครั้งที่ไป ตจว. ท่านขับรถเอง ให้ผู้น้อยนั่ง ตอนกลับจาก สถานธรรม ตจว. มาถึงกรุงเทพฯ ท่านก็ยังไปส่งถึงบ้านบุคลากรแต่ละคน แล้วสุดท้ายท่านถึงเข้าบ้าน  ถึงบ้านก็ ตี 5 อาบน้ำ แล้วก็ไปทำงานต่อในเช้าวัน จันทร์  พอถึงวันศุกร์ ท่านก็ขับรถมาที่สถานธรรม มาถ่ายทอดธรรมะให้คนมารับธรรมะใหม่ เสร็จก็ขับรถต่อไป ตจว. ระยะทาง ใกล้ๆ ก็ 400 กม.  อาทิตย์ไหนไกลหน่อยก็ 700 - 800 กิโลเมตร ไปถึงก็เช้า ท่านก็ทำงานธรรมะต่อ


ชีวิตประจำของท่านก็ทำอย่างนี้มาตลอด...

บันทึก

28/08/51
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 สิงหาคม , 2008, 09:32:57 AM
ตอบกลับ #32
  • กรรม เป็น ของคู่กาย
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 25
  • อนุโมทนา: 0

 :mus_pen04:สวัสดีค่ะ คุณทัมมะดี  ผู้น้อยได้อ่านบันทึกความทรงจำยุคขาว รู้สึกดีนะค่ะ เหมือนเป็นการถ่ายทอดให้ผู้บำเพ็ญรุ่นปัจจุบันได้ฟังบ้าง อ่านไปอ่านมา เหมือนจะอยู่สถานธรรม ในเครือฯเดียวกัน แน่เลยค่ะ   ขอบคุณมากค่ะ สำหรับ การถ่ายทอด บันทึก ดี ดี แบบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
  :oth_pen12:

การยอมรับ เป็นสิ่งจำเป็น ใช้ให้ได้กับทุกสถานการณ์
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 สิงหาคม , 2008, 10:14:33 AM
ตอบกลับ #33

:mus_pen04:สวัสดีค่ะ คุณทัมมะดี  ผู้น้อยได้อ่านบันทึกความทรงจำยุคขาว รู้สึกดีนะค่ะ เหมือนเป็นการถ่ายทอดให้ผู้บำเพ็ญรุ่นปัจจุบันได้ฟังบ้าง อ่านไปอ่านมา เหมือนจะอยู่สถานธรรม ในเครือฯเดียวกัน แน่เลยค่ะ   ขอบคุณมากค่ะ สำหรับ การถ่ายทอด บันทึก ดี ดี แบบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
  :oth_pen12:




ยินดีที่ได้รู้จักคับ...
ขอบคุณเตี่ยนฉวนซือ อาวุโสที่เบิกทางธรรมให้เราทุกวันนี้...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 กันยายน , 2008, 11:39:15 AM
ตอบกลับ #34

อาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสไปร่วมเปิดสถานธรรมแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด....

             ในงานก็มีการจัด ตกแต่งสถานที่อย่างสวยพอใช้ได้ทีเดียว และมีการเลี้ยงอาหารเจ มีแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ที่สำคัญมีการละเล่น การแสดงเพื่อเป็นการยินดีกับสถานธรรมที่เปิดใหม่ ชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงล้วนเช่ามา

            พอเสร็จงานทุกคนก็ต่างรีบเก็บข้าวของกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะได้ไปทำงานทันในวันจันทร์ เพราะระยะทางที่จะกลับบ้านช่างยาวไกลประมาณ 800 กิโลเมตร ทุกคนก็รีบขึ้นรถบัสที่เหมากันไป รถออกตอน 6.00 น. (เย็น) มาถึงกรุงเทพฯ 05.30 น. ทุกคนก็ต่างรีบเอากระเป๋า สัมภาระตัวเองแล้วนั่งแทกซี่บ้าง รถส่วนตัวที่จอดไว้บ้าง รถเมล์บ้าง ต่างกลับบ้านตัวเอง แล้วรีบอาบน้ำแล้วก็ไปทำงานต่อในเช้าวันจันทร์อันแสนง่วงสุดๆ

             หลังเลิกงานมามีพี่คนหนึ่ง โทรมาบอกน้องคนหนึ่งกับผู้น้อยให้ช่วยเอาชุดแสดงไปส่งที่เซนทรัลเวิลด์ ลาดพร้าว ก็เอาชุดการแสดงใส่รถแล้วก็ขับไปส่ง ตอนส่งให้ร้านเค้า เจ้าหน้าที่ก็นับ ตรวจเช็คดู ปรากฏว่ามีชุดการแสดงชุดหนึ่งไม่ครบ ไม่รู้สบงมันหายไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไร พอตรวจเช็คดูดีดี ก็รู้ว่าเป็นชุดคนใช้ที่ต้องมีสบงพาดอก และตัวแสดงก็เป็นน้องใหม่ เพิ่งผ่านประชุมธรรมมาปีกว่า ศึกษาธรรมแค่ปี 1 (ซินหมินปัน) ก่อนแสดงพี่เค้าก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าทุกคนที่แสดงต้องรักษาชุดดูแลให้ดีนะ แสดงเสร็จแล้วให้รับผิดชอบ เอามาเก็บใส่ถุงให้ครบ เรียบร้อย เพราะชุดที่เช่ามา ชุดละ 500 บาท ทั้งหมด 28 ชุด คิดเป็นเงิน 14000 บาท และเงินนี้มาจากการร่วมด้วยช่วยกันของอาวุโส การแสดงครั้งนี้มิได้มีค่าจ้าง ค่าแรง มิได้รายได้เพิ่มอะไรทั้งนั้น มีแต่เสียและเสียอย่างเดียว ทุกคนที่มางานนี้ หวังแค่สร้างความภูมิใจให้กับคนที่บริจาคที่สร้างสถานธรรม และญาติธรรมพื้นที่จะได้ตื่นตาตื่นใจกับการบำเพ็ญยุคขาว มีกำลังใจในการร่วมสร้างมหาอาณาจักรธรรม กอบกู้คุณธรรม จริยธรรมของอริยเจ้าทั้งหลายให้ฟื้นคืนมา

                แต่น้องคนนี้ก็ไม่ได้สนใจ ใส่ใจกับชุดการแสดง จึงเก็บไม่หมด หายไปชิ้นหนึ่ง
ตอนที่เอาไปคืนร้าน พี่คนที่เช่ามา เครียดหนักเลย...แต่สุดท้ายพี่เค้าก็บอกว่า...
"ไม่เป็นไร ผมผิดเองที่ไม่ได้ตรวจดูทุกคนให้ถี่ถ้วน"
ส่วนผู้น้อยตอนขับรถไปส่งที่ห้าง โดยพี่เค้าเลิกงานก็มารอที่ห้างแล้ว ผู้น้อยก็วนรถแล้ววนอีก ก็ไม่รู้ที่ชั้น 5 ตรงบริเวณไหน วนไปมาจนเซ็ง เลยโทรไปบอกพี่เค้าให้มารับของที่ จุดรับบัตรจอดรถ และพูดประโยคหนึ่งว่า ผู้น้อยก็รีบกลับบ้านเหมือนกัน...พี่เค้าก็ไม่ว่าไร...เค้าก็ บอก "โอเค...เจอกัน"

          กว่าจะได้กลับบ้านก็ปาไป 2 ทุ่ม ผู้น้อยเห็นพี่เค้าแล้วรู้สึกว่า...คนเป็นอาวุโสที่ทำงานธรรมอยู่ข้างหน้า ต้องวางแผน จัดการ จัดหา รับ-ส่ง เตรียมงาน จัดสถานที่ บริหารงาน  ต้องทำงานตั้งแต่ผู้บริหารงาน ยันนักการภารโรงกวาดพื้น ถูห้องน้ำ ให้ญาติธรรมที่มาอบรม ศึกษาธรรม ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด แม้แต่...ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผุ้น้อยรุ่นใหม่ที่เข้ามาก็ยังต้องแบกรับปัญหาไว้ เสียเงินคือเสีย ยอมควักเงินส่วนตัวจ่าย เสียเวลาก็ยอมเสีย เหน็ดเหนื่อย ง่วงมาทั้งคืน มาทำงานบริษัททั้งวัน เย็นมาต้องไปส่งของอีก ค่าจ้างค่าแรงก็ไม่มีให้...จนขอบตาดำเป็นหมีแพนด้าก็ยังฝืน....เพื่อหวังผู้ที่มาทีหลังได้ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกมนุษย์ เพื่อได้ธรรมะไปใช้ในชีวิตผาสุก

นี่แหละคับ....แบบอย่างของพระพุทธะ พระโพธิสัตว์ ที่เหล่าบรรพจารย์ทั้งหลาย ได้ถ่ายทอดกันมา....ถูกฝังลึกลงในจิตวิญญาณของผู้น้อยรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาทุกวันนี้

ปล.หลังส่งชุดแสดงเสร็จ พี่เค้าก็ยังซื้อเต้าหู้เลี้ยงเป็นการขอบคุณ...

บันทึก
18/09/51
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 กันยายน , 2008, 01:12:28 PM
ตอบกลับ #35
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 300
  • อนุโมทนา: 0

ขออนุญาติร่วมบันทึกด้วยนะครับ
คำกล่าวที่ว่า  "ต้องไม่ห่าง  3  จึงจะแจ้งในหลักธรรม"  ผู้น้อยได้เข้าใจแล้วว่ามีจริงเช่นนี้เอง
เพราะหากผู้น้อยไม่ได้มีโอกาสติดตามมาสถานธรรมบ่อย  ไม่ได้มีโอกาสติดตามอาวุโส  เตี่ยนฉวนซือ  ไม่ได้มีโอกาสอ่านพระโอวาท 
ก็คงพลาดโอกาสสำคัญที่กำลังจะเล่าให้ฟันต่อไปนี้ ......


ครั้งนี้ผู้น้อยได้ติดตามเตี่ยนฉวนซือท่านไปที่จังหวัดพิจิตร  ซึ่งท่านกำลังจะไปถ่ายทอดธรรม  วันนี้ท่านเมตตาให้ผู้น้อยได้
ฝึกฝนอธิบายไตรรรัตน์แก่ญาติธรรมที่เพิ่งรับธรรมะไป   ขณะที่กำลังอธิบายอยู่นั้นก็มีญาติธรรมอีกกลุ่มหนึ่งได้นำพาคนมารับธรรมอีกชุดหนี่ง
ก็เลยพาเข้ามาโค้งคารวะสิ่งศักดิสิทธิ์ก่อน   ในจำนวนนั้นก็มีพี่ผู้หญิงท่านหนึ่งอยู่ด้วย  (ไม่ทราบชื่อครับ  ขออนุญาติเรียกว่าพี่ฟ้า)
แล้วพี่ฟ้าก็เข้าไปทานอาหารที่ห้องครัวก่อน  เพราะตอนนั้นกำลังเที่ยงพอดี  ช่วงนั้นก็มีอาจารย์บรรยายธรรมท่านหนึ่งไปอธิบายว่าทำไมจึงต้องรับธรรมะ

 
ปรากฎว่าพี่ฟ้าเปลี่ยนใจไม่ต้องการรับธรรมะในวันนี้  ซึ่งทำให้ผู้นำพามาแปลกใจมาก  เพราะพี่ฟ้าเป็นคนต้องการจะมารับธรรมะเองแท้ ๆ
อาจารย์บรรยายธรรมก็พยายามพูดก็แล้ว  เตี่ยนฉวนซือมาเมตตาก็แล้ว  พี่ฟ้าก็ยังปฏิเสธอย่างแข็งขัน  พร้อมกับทำท่าทางตกใจด้วย 
แต่พี่ฟ้าเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา  ได้แต่ขอตัวกลับบ้าน
ดังนั้นเตี่ยนฉวนซือก็ได้แต่กล่าวว่า  "คราวหน้าคงมีโอกาสใหม่นะ"และท่านก็มอบผลไม้ให้ไปรับประทานเป็นสิริมงคล


วันนั้นระหว่างทางจะกลับเตี่ยนฉวนซือท่านก็ได้เดินทางไปเยี่ยมพี่ที่เป็นผู้นำพาพี่ฟ้ามารับธรรมะ  พอไปถึงพี่คนนั้นก็เล่าให้ท่านฟังว่า
ระหว่างที่กลับมาจากสถานธรรม  พี่ฟ้าก็เล่าว่า  ได้ฝันเห็นผู้น้อย(กระผมผู้บันทึกเอง.....ตอนนั้นผมก็งงไปเลย)  มาก่อนหน้านี้แล้ว 
แต่ก็ฝันเห็นมานานแล้ว  ตอนแรกที่เห็นก็นึกไม่ออก  แต่พอเข้าไปกินอาหารที่ห้องครัวก็ค่อย ๆ นึกออก  และก็จำได้ว่าเคยฝันเห็น 
พอนึกได้ดังนั้นก็รุ้สึกตกใจ  และทำอะไรไม่ถูกเลย....กลัวมากและไม่กล้าบอกใคร  เลยได้แต่ขอตัวกลับ
ในความฝันพี่ฟ้า  ฝันเห็นผู้น้อยกับน้องที่คนหนึ่งกำลังถือพานดอกไม้ให้พี่ฟ้านำไปไหว้ครู  ครับ   
เตี่ยนฉวนซือท่านก็ได้เมตตาว่านั้นต้องมีความนัยซ่อนอยู่แน่นอน.......ก็ได้แต่บอกว่าขอให้ค่อย ๆ ไปทำความเข้าใจกับพี่ฟ้าและชวนมารับธรรมอีกครั้งและกัน


หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งเดือน  เตี่ยนฉวนซือท่านก็เดินทางไปถ่ายทอดธรรมอีกครั้ง 
ครั้งนี้พี่ฟ้าก็ได้มารับธรรมด้วย  พร้อมกับแต่งตัวสีขาว  เรียบร้อยมาเลย 
ในวันนี้ตอนแรกผู้น้อยได้รับหน้าที่ให้ทำงานทะเบียนครับ  แต่อยู่ดี ๆ พี่ที่ทำหน้าที่พิธีกรเอก-โทไม่อยู่ไปไหนก็ไม่รู้
เตี่ยนฉวนซือจึงให้ผู้น้อยทำหน้าที่พิธิกรเอก  และให้น้องที่คนทำพิธีกรโท 

ที่น่าแปลกใจก็ตรงนี้แหละครับท่าน
เพราะพวกเรา  ผู้น้อย  และน้องอีกคน  ก็คือคนที่พี่ฟ้าได้ฝันเห็นว่าเป็นผู้ถือพานดอกไม้ให้พี่ฟ้าได้ไหวครู
ก็เทียบได้กับผู้ทำหน้าที่ให้พี่ฟ้าได้กลับพระอาจารย์ในครั้งนี้........


ผู้น้องจึงเข้าใจแล้วว่านี้คือ  ความล้ำค่าของอนุตตรธรรม  ที่ว่า  "รู้ก่อนประจักษ์ภายหลัง".......
และหากไม่ได้มีโอกาสติดตามเตี่ยนฉวนซือก็คงไม่มีโอกาสนี้อย่างแน่นอน
ตั้งปณิธาน  เจริญปณิธาน  บรรลุปณิธาน
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

22 กันยายน , 2008, 12:31:10 PM
ตอบกลับ #36

ขออนุญาติร่วมบันทึกด้วยนะครับ

ยินดีครับ...ที่มาร่วมบันทึกไว้
ที่บอร์ดนี้....เป็นสมุดบันทึกของเราชาวยุคขาวทุกคนครับ

และงานปรกโปรดครั้งนี้มีครั้งเดียวในรอบ 129,600 ปี
ใครมาบันทึกไว้ ก็จะเป็นประวัติศาตร์แห่งการบำเพ็ญในยุคโลกาภิวัฒน์
และจะตกทอดสืบต่อไปอีกนานแสนนานครับ...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

22 ตุลาคม , 2008, 04:20:09 PM
ตอบกลับ #37

เมื่อไม่นานมานี้.....
ผู้น้อยได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญคนหนึ่ง เราก็สนทนาถึงความหลังวันเก่าๆ เมื่อครั้งที่เรายังไปทัวร์งานธรรมะกับอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ด้วยความสนุกสนาน แล้วก็วกมาที่โองการฟ้า ว่าหลังจากที่ท่านเฉินเฉียนเหยินกลับคืนแล้ว ใครจะเป็นผู้ถือพระโองการต่อ เพื่อนก็บอกว่า ต้องคอยติดตามดูพระโอวาทพระอนุตตรธรรมมารดา หรือโอวาทของท่านเฉินเฉียนเหยินเอง
ผู้น้อยก็ได้ถามว่า...
"เธอเชื่อเรื่องพระโองการสวรรค์ไหม? มากน้อยเท่าไหร่?

เธอก็ตอบว่า...
"ส่วนตัวแล้วสมัยแรกๆ ที่เข้ามาในวงการธรรม ก็ไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่า อนุตตรธรรมเป็นอง์กรที่เกิดจากการรวมตัวของคณะบุคคลที่มีอุดมการณ์ในการส่งเสริม นำพาคนให้เข้ามาศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม และปฏิบัติธรรม โดยวางโครงสร้าง ระบบงาน และรูปแบบการบำเพ็ญอย่างน่าทึ่ง โดยเอาแบบอย่างการบำเพ็ญของพระศาสดาทางห้า กวนอิม กวนอู นักปราชญ์ รวมถึงนักบุญทั้งหลาย แล้วพาคนให้มาเรียนรู้ ร่วมศึกษา โน้มน้าวให้เขาเหล่านั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

แต่...ที่น่าอัศจรรย์หลายอย่างคือ...วันที่มารับธรรมะ (เมื่อประมาณปี พ.ศ.2546) เพื่อนที่ ม.อาแบคชวนมา รู้สึกตื่นเต้นมาก...พอถึงวันมามีความรู้สึกว่า ขณะนั่งรถประจำทางมาเหมือนมีกลิ่นธูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายคอยอยุ่ข้างๆ มาตลอด จนมาถึงสถานธรรม แล้วก็รับธรรมจนเสร็จก็รู้สึกว่าใจตัวเองมีความสุขอย่างว่าง โล่งจากทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเบา....สบาย บอกไม่ถูก

และหลังจากรับธรรมะแล้วก็ได้เข้าเป็นน้องใหม่ของสถานธรรม รู้สึกต้องทำตัวเป็นเด็กใหม่ ตัวเล็กๆ น่ารักๆ แล้วก็เข้าไปหาอาวุโส นานเข้าก็เริ่มคุ้นหน้า บุคลากรหลายคนในสถานธรรม แต่ก็จำชื่อไม่หมด

และมีอยู่ครั้งหนึ่งก็ฝันว่า...
ในบรรดาบุคลากรและอาจารย์บรรยายธรรมทั้งหลาย มี อ.บรรยายธรรมท่านหนึ่งดูๆ แล้วก็เป็นคนธรรมดา ทางโลกก็เป็นแค่สาวโรงงาน งานธรรมะก็ทำบรรณสาร ไม่ค่อยได้ออกต่างจังหวัด บุกเบิกงานธรรมที่ไหนเลย ทำงานหยุดวันอาทิตย์วันเดียว ไปไหนก็ไม่ได้ การศึกษาก็จบไม่สูง บรรยายธรรมก็ปานกลางถึงดี ส่วน อ.บรรยายธรรมหลายๆ ท่าน เรียนจบตั้งปริญญาตรี-โท ทำงานทางโลก เงินดือนเป็นหมื่นๆ และบางท่านกบรรยายธรรมเก่งมาก...มีคารม คมคาย คนฟังแล้วช้อบชอบ  อีกทั้งได้ติดตาม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไปทำงานธรรมะ ช่วงวันหยุดเป็นประจำ


แต่ในฝันเห็น...กลับมีดอกบัวของ อาจารย์ท่านนี้ใหญ่โตมาก ใหญ่กว่าคนอื่นๆ หลายๆ เท่าเลย
และแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ อ.บรรยายธรรมท่านนี้ เบื้องบนก็เมตตายกระดับ เป็น อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม จริงด้วย

ช่วงแรกๆ ที่ได้รับโองการนั้น มีเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญหลายๆ ท่านก็ไม่ค่อยยอมรับ และคิดว่าท่านเหมาะสมแล้วหรือที่จะเป็นอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ใจจริงแล้วท่านไม่อยากรับ แต่ด้วยความเมตตาของ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมที่อาวุโสกว่า พิจารณาแล้ว เห็นว่าท่านเหมาะที่สุด และท่านจงรับเพื่อเวไนยสัตว์เถิด ไม่ใช่รับโองการเพื่อตัวเอง หรือเห็นแก่ชื่อเสียงใดๆ ท่านจึงรับ...

แล้วมาทุกวันนี้ผู้น้อยก็ต่างยอมรับว่าท่านเหมาะสมจริง
"

เพื่อนบอกอีกว่า...

"ตอนที่ฝันยังเป็นช่วงใหม่ๆ ที่เข้ามาสู่วงการธรรม จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ตอนนี้เรียนชั้นเรียนธรรม จบเผยเต๋อแล้ว เมื่อทบทวนดูอีกครั้ง จึงรู้ว่า....
แม้ อ.บรรยายธรรมท่านนี้ จะดูไม่มีความสามารถอะไรมากมาย   ทางโลก ไม่ได้มีหน้ามีตา ไม่มีเงินมีทองมากมาย
แต่ทางธรรมแล้วท่านเป็นคนซื่อๆ ตรงๆ เรียบง่าย อารมณ์สงบ ขยันขันแข็ง ทำงานจริงจัง รับงานจาก อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า ทำอย่างสำนึกคุณ ภายนอกแล้วคนทั่วไป เค้าไม่ค่อยเห็นท่านทำงานออกหน้า ออกตาเท่าไหร่ แต่เธอสังเกตุเห็นหลายๆ ครั้งที่กลับจาก มหาลัยมา ดึกๆ เที่ยงคืนก็ยังเห็น อ.ท่านนี้ทำบัญชี และทะเบียนประวัติคนรับธรรมะ คนประชุมธรรม และหลายๆ อย่าง ตื่นเช้า หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน ออกจากโรงงานมา ไม่มีใครไหว้พระ ก็มีท่านนี้แหละที่ไหว้พระให้"


เธอจึงเชื่ออย่างหนึ่งว่า...พระโองการสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และคนธรรมดามิอาจรับได้ ต้องเป็นคนมีคุณธรรม และบำเพ็ญจิตดีจริง เสียสละ อุทิศจริงเท่านั้น เบื้องบนจึงเมตตาให้เป็นผู้ถือโองการฟ้าได้

บันทึก
22/10/51
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

22 ตุลาคม , 2008, 05:26:57 PM
ตอบกลับ #38
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 234
  • อนุโมทนา: 9
  • เจพลัส...กันเตอะหมู่เฮา
    • นักธรรม
    • อีเมล์

.......
และหากไม่ได้มีโอกาสติดตามเตี่ยนฉวนซือก็คงไม่มีโอกาสนี้อย่างแน่นอน


อันนี้ผู้น้อยเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
หากเรามีโอกาสติดตามอาวุโสไปบุกเบิก เราก็จะยิ่งประจักษ์ด้วยตนเอง
ร่วมปฏิบัติบำเพ็ญจริง รู้ปฏิบัติต้องตั้งใจ
สละได้บรรลุปณิธาน ความสำเร็จอยู่ที่ความยาก
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

23 ตุลาคม , 2008, 05:02:57 PM
ตอบกลับ #39
  • บุคคลทั่วไป

ผู้น้อยเห็นด้วยอย่ายิ่งกับคำกล่าวที่ว่า "อย่าห่าง3สิ่ง"

เพราะเบื้องบนเมตตาให้โอสผู้น้อยหลายอย่างมาก

เริ่มคือ ป้าของผุ้น้อยเป็นเจี่ยงซือและเซ่อเซินออกมาอยู่ฝอถังจึงได้ส่งเสริมผู้น้อยให้เริ่มทานเจ

แรกๆๆก้ชวนมากินที่ฝอถังซึ่งที่สถานธรมก็มีเตี่ยนฉวนซือและก็เจี่ยงซืออีกท่านหนึ่ง

แหละก็แนะนำให้อ่านหนังสือธรรมะต่างๆๆมากมาย  มีอยู่ครั้งหนึ่ง

ได้จัดงานประชุมธรรม3 วันขึ้น และเตี่ยนฉวนซือเมตตาให้ผู้น้อยเป็นพิธีกรโท

ในตอนนั้นผู้น้อยรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก แต่แล้วก้มีเหตุการณที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

คือทางโรงเรียนได้จัดให้มีการเข้าค่ายขึ้นซึ่งตรงกับวันเดียวกับที่ประชุมธรรม

ตอนนั้นผุ้น้อยกลุ้มใจอยู่มากคือจะเลือกไปงานของที่ไหนดี โรงเรียนหรือฝอถังเพระโรงเรียนบังคับให้นักเรียนไปทุกคน แต่งานฝอถังก็ขาดไม่ได้เพราะปณิธานที่ตั้งไว้คือเห็นงานทางธรรมสำคัญกว่างานทางโลกก้จะบกพร่อง

วันนั้นผู้น้อยก็ไปกินข้าวที่สถานธรรมปกติ พอจะกลับก็ขึ้นไปฉือเจี้ย แต่นึกขึ้นได้ว่า  ถ้าเรามีใจซะอย่างเหล่าหมุ่และพระอาจารย์คงเมตตาผู้น้อยเลยก้มกราบเหล่าหมู่ไป 100 กราบ เหล่าซืออีก100กราบเพื่อหวังว่าเบื้องบนจะเมตตาให้ผู้น้อยได้มาช่วยงานฝอถัง

ในขระที่กราบในใจผู้น้อยตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือต้องมาฝอถังให้ได้  ปรากฎว่าเช้าวันรุ่งขึ้นไปโรงเรียนก้มีประกาสเลื่อนวันเข้าค่ายออกไปอีกอาทิตย์หนึ่งในตอนนั้นผู้น้อยรู้สึกขนลุกและมั่นใจว่าต้องเป็นเพราะเหล่าหมู่เมตตา เหล่าซือเมตตาเป็นแน่แท้ที่เลื่อนวันเข้าค่ายออกไป

จึงทำให้ทุกวันนี้ผู้น้อยเชื่อมั่นว่าหากใจเรามั่งคงต่อธรรมะสิ่งศักดิ์สิทธิทั้หลายย่อมเล็งเห็นและคอยหนุนนำส่งเสริมอยุ่ไม่ห่างกายแน่นอน

เพระวันนี้พวกเราเป็นศิษย์ของเหล่าซือ "เหล่าซือเคยมาประทับและบอกเอาไว้ว่าพระอาจารย์อยู่ในใจพวกเธอเสมอ หากเธอนึกถึงพระอาจารย์พระอาจารยืก็อยู่กับเธอ"

กั่นเซี่ยเทียนเอินซือเต๋อ
เหล่าเฉียนเหยิน เฉียนเหยินต้าเต๋อ
จี้เก่อเว่ยเตี่ยนฉวนซือฉือเปย
เก้อเว่ยเฉียนเสียนเฉิงฉวน
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

8 พฤศจิกายน , 2008, 07:23:45 PM
ตอบกลับ #40

เบื้องบนหนุนงานธรรมเสมอ

ช่วงอาทิตย์ก่อน ก่อนที่จะถึงวันที่ 18-19 ต.ค.2551
ซึ่งจะมีการจัดชั้นเรียนใหญ "ฟื้นฟูจิตเดิมแท้" ที่ ตจว.ทางเหนือ


อาวุโสของผมท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า...

          ช่วงนั้นท่านใช้โทรศัพท์โทรติดต่อบุคลากรพื้นที่และญาติธรรมเพื่อติดตามความพร้อมก่อนชั้นเรียนใหญ่  ปกติทุกครั้งท่านจะลงพื้นที่ก่อนประชุมธรรม อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่ง แต่ครั้งนี้ท่านมิได้ลงไปตามบุคลากรกับญาติธรรมเอง ท่านรู้สึกเป็นห่วงมาก เลยโทรศัพย์ติดต่อคนโน้นคนนี้  เดือนนี้ท่านใช้ค่าโทรศัพท์เกือบ 700 บาทเลย (ท่านออกเอง) ปกติจะใช้แค่ประมาณเดือนละ 200-300 เท่านั้น

          แต่เป็นเรื่องที่จะว่าบังเอิญหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ท่านบอกว่า...อยู่ๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้ใช้จ่ายก่อนงานประชุมธรรมหลายร้อย แล้วแต่จะใช้ และก็ยังมีญาติธรรมที่ไม่เคยเห็นหน้าแล้วหลายปีก็โทรศัพท์มาหา แล้วบอกว่าอยากโอนเงินค่าโทรศัพย์มาให้ใช้ ก็เลยโทรมาหา พร้อมกับโอนค่าโทรศัพย์มาให้อีก 200 บาท ท่านก็งงเลย ผู้น้อยฟังแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่แยบยลจริงๆ นะ

          แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดนะครับ...ว่าเป็นเรื่องบางเอิญหรือไร
         
          แต่กรณีเช่นนี้ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ในอาณาจักรธรรม เฉกเช่นเรื่องต่อไป....

บันทึก
8/11/51       
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

8 พฤศจิกายน , 2008, 07:31:27 PM
ตอบกลับ #41


นาย...สอบติดพยาบาลเป็นางสาว

ยังมีอีกเรื่อง...          

           และก็ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่เบื้องบนเมตตาด้วยก็ว่าได้นะครับ คือ ผู้น้อยรู้จักน้องคนหนึ่งปัจจุบันนี้เรียน มหาวิทยาลัยที่ ม.นเรศวร พิษณุโลก(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ผู้น้อยรู้จักตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งแม่ของน้องคนนี้เป็นเจี่ยงซือ (อ.บรรยายธรรม) แม่แกอุทิศเสียสละมาก ทั้งบ้านกินเจหมดเลย นำพาญาติธรรมได้มากมาย สถิติสุงสุดในการประชุมธรรมครั้งหนึ่ง ยอดรวมบุคลากรกับญาติธรรมทั้งหมดประมาณ 700 คน โดยเฉลี่ยแล้วญาติธรรมและบุคลากรมาชั้นเรียนแต่ละเดือนประมาณ 300-400 คน ท่านเคยบอกสามีท่านว่า "ให้สามีทำงานหาเงินมา ส่วนตัวเองจะทำงานธรรมะเอง" สามีก็ยินดีด้วย

          เมื่อ 3 ปีที่แล้ว(ปัจจุบันเรียนปี 3) ตอนที่น้องแกไปสอบเข้าพยาบาล ก็คิดว่าติดไม่ติดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าติดก็ดี และแล้วพอถึงวันไปดูผลสอบ ปรากฏว่า ที่บอร์ดไม่มีชื่อ นาย ภัทรมรรค เลย  ตอนแรกก็นึกเสียดายอยู่ คอตกเลยหล่ะ แต่กลับย้อนมาดูอีกที เห็นมีชื่อเป็น นางสาว ภัทรมรรค นามสกุลเดียวกันด้วย เลยตกใจ แล้วก็ไปถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ชัด และแล้ว...คนชื่อ ภัทรมรรค เป็นนายจริงๆ  ไม่ใช่นางสาว

          ครั้งนี้...ทำให้ครอบครัวของน้องแกขอบคุณเบื้องบนกันใหญ่
          เหมือนมีอะไรล้อเล่นกับชีวิตหน่อยๆ....

บันทึก
8/11/51
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

17 ธันวาคม , 2008, 04:31:53 PM
ตอบกลับ #42


เจ้าภูมิรถ

มีอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า...

ท่านมีรถคันหนึ่ง รถของท่านมีเจ้าภูมิคุ้มครองดูแลอยู่ด้วย (เหมือนเจ้าศาลพระภูมิ หรือเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ประมาณนี้)

ปกติชีวิตทางโลกท่านก็ทำงาน ทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อมีงานธรรมะ ท่านก็จะไปช่วยงานธรรมะ ท่านก็จะขับรถของท่านไปด้วย ช่วยรับส่งญาติธรรม ไป-มา ฟังธรรม

มีหลายครั้งที่ท่านไปงานธรรมะ และได้เชิญเจ้าภูมิรถไปด้วย บางครั้งดึกๆ ดื่นๆ ง่วงเหงาหาวนอนก็มีเจ้าภูมิรถช่วยบ่อยๆ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านไม่มีเงินเติมน้ำมันเลย ดึกมากด้วย ระยะทางอีกยาวไกล กว่าจะถึงบ้าน ขับรถไปก็กังวลไป ไม่รู้จะทำยังไง อยู่ก็มีคนกวักมีข้างทาง ให้มาช่วยดูยางรถเสียให้ พอจอดรถมาช่วยเสร็จ เจ้าของรถยางเสียก็ขอบคุณและให้เงิน 500 บาท เติมน้ำมันกลับบ้าน

และหลายครั้งที่ท่านเชิญเจ้าภูมิรถไปงานธรรมะ ท่านเจ้าภูมิก็บอกว่า....
"ธรรมะนี้ดีนะ ขนาดเราไม่ใช่คนนะ แต่ยังมีเทพมาต้อนรับเรา มาจัดอาหารอร่อยๆให้เราทาน เหมือนเราเป็นคนสำคัญของงานนี้ เราแค่ช่วยคนขับรถมางานธรรมเท่านันเอง ในงานจะมีอาหารตั้งโต๊ะมากมาย ให้เราได้ทาน และบริการเราอย่างดีเลย"

และท่านเจ้าภูมิยังบอกอีกว่า...
"ทุกๆ ที่ ที่ไปงานธรรมะ ที่นั่นจะศักดิ์สิทธิ์มากจริงๆ  คือ...จะมีแสงสว่างเจิดจ้า สว่างไสวทั่วรอบบริเวณกว้าง และมีพลังพุทธานุภาพแผ่กระจายออกไปมากมายเลย"


แต่...ท่านบอกว่า ท่านไม่สามารถรับธรรมะได้ เพราะท่านเป็นแค่เทพเจ้าภูมิ(เจ้าที่) แต่การที่ท่านมานี้ก็แค่อาศัย คนที่เชิญมา(มีบุญสัมพันธ์) มาช่วยงาน ร่วมสร้างบุญเท่านั้น ต้องรอให้พ้นจากภพภูมินี้ แล้วเกิดเป็นคนใหม่แล้วถึงจะรับธรรมะได้

ทัมมะดี

บันทึก
17/12/51

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

22 ธันวาคม , 2008, 02:16:51 PM
ตอบกลับ #43


เสาตกมัน

มีอาวุโสท่านหนึ่ง บ้านอยู่ จ.เพชรบูรณ์

เธอเข้ามาทำงาน และอยู่กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว ท่านมีโอกาสได้รับธรรมะ ประชุมธรรม ศึกษา ปฏิบัติงานธรรม ช่วยเหลืองานธรรมตลอดมา

มีอยู่ครั้งหนคนึ่งท่านได้พา เตี่ยนฉวนซือ (อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม) ไปถ่ายทอดธรรมะที่บ้านเกิด บ้านท่านเป็นบ้านไม้เก่าๆ ตรงกลางบ้านก็จะมีเสาไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไม้เก่าแก่มีผ้าแดง ผ้าเขียวพันอยู่ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีเจ้าที่อยู่(ประมาณว่า นางไม้ นางตะเคียน ทำนองนี้แหละ)

ท่านบอกว่า...
หลังจากที่ตั้งโต๊ะพระ ตั้งตะเกียง 3 ดวง และทำพิธีถ่ายทอดธรรมะแล้ว ตอนกลางคืนทุกคนก็จะนอนในบ้านกัน และก็มีคนๆ หนึ่งซึ่งมีสัมผัสที่ 6 (ตาทิพย์ มองสัมผัสสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น) บอกว่า หน้าบ้านมีนางไม้ตนหนึ่ง ใส่ชุดไทยเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ เพราะในบ้านมีโต๊ะพระ มีตะเกียง 3 ดวงอยู่

...อันนี้เป็นประจักษ์ให้เราๆ ท่านๆ ได้เข้าใจและเชื่อได้ว่า พระโองการฟ้าประกาศิต และธรรมที่ได้รับ ศึกษา บำเพ็ญอยู่ ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่ธรรมะของเกจิอาจารย์ หรือเทพเทวาใดๆ แต่เป็นธรรมะเบื้องสูง จากรากเหง้าแห่งจิตญาณผู้ก่อเกิด(พระแม่องค์ธรรม) ส่งมอบมาให้คนบุญยุคนี้ ได้มีหนทางหลุดพ้นกัน


บันทึก
22/12/51
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 มกราคม , 2009, 03:37:32 PM
ตอบกลับ #44

ก่อนสิ้นปี พ.ศ.2551
ก่อนที่จะไปบริจาคของ ตามโครงการที่วางไว้ ซึ่งไปในนามของสถานธรรม ภายใต้มูลนิธิอนุเคราะห์ปัญญา

วันที่ 27 ธ.ค. ผู้น้อยได้กลับไปบ้าน (เทศกาลปีใหม่ท้องถิ่น) ไหว้บรรพบุรุษ กราบเคารพ พ่อ แม่ และพี่ๆ
วันที่ 28 ธ.ค. หลังวันกราบไหว้แล้วก็อยู่บ้านดูหนัง นอนหลับ คลายเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดทั้งปี

วันที่ 29 ธ.ค. พ่อ แม่ และพี่ชายคนโตอันเป็นดุจพ่อคนที่ 2 ของผู้น้อย ท่าน ก็มานั่งจับเข่าคุยกัน คุยถึงเรื่องงาน เงิน อนาคต และหลายอย่าง บางเรื่องก็เป็นที่น่ายินดี แต่...บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่สุดโต่งเกินไป (กินเจ) และบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ท่านเป็นห่วง กังวลมากจนเกินไป(อนาคต)...อีกทั้งบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่มีความแตกต่าง และห่างเหิน ทางสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา เทคโนโลยีมากจนเกินไป จนบางทีการสื่อสารและปรับความเข้าใจได้ค่อนข้างยาก

สุดท้าย...
ผู้น้อยก็ตัดสินใจ ทำอะไรสักอย่าง...เพื่อคลายความเป็นห่วง ความกังวลของพ่อแม่ และพี่ชาย จึงโกหกคุณแม่ว่า...จะไปทำตามสิ่งที่พ่อแม่ และพี่ชายต้องการ แต่คงไปสัก 2 วัน จึงยืมรถพี่สาว

แล้วก็ขับไปเที่ยวทั้งวัน และวันนี้ก็ไปเจออะไรหลายๆ อย่าง แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน มันช่างทำให้จิตใจสับสน ว้าวุ่น 2 จิต 2 ใจ จะทำยังไง ระหว่างสิ่งที่ทางบ้านต้องการและสิ่งที่ตัวเองต้องการ...



ในที่สุดก็ตัดสินใจแวะไป ที่สถานธรรม ใกล้ๆ บ้าน แล้วเย็นๆ ก็เข้าไปเอาพวกกล่องเสื้อผ้า ของบริจาคที่ส่งทางไปรษณี จากกรุงเทพฯ มาล่วงหน้า...ที่ร้าน มาลัยผ้าม่าน (ร้าน อ.มาลัย)

พอดีตอนที่เข้าไปเอาของ พร้อมให้เงินค่าขนส่ง(เก็บปลายทาง) แต่แฟนเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นตำตรวจ ท่านบอกว่าไม่เอาค่าขนส่ง ท่านช่วยค่าขนส่งให้ แล้วท่านก็บอกว่าจะรีบไปไหน...นั่งคุยกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อน

แต่...ใจผู้น้อยจริงๆ แล้วไม่สบายใจเอามากๆ อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ใจลึกๆ ถามหาพระอาจารย์บ่อยๆ และซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า "ทำไมคนเรา ถึงต้องเกิดมาตามสถานที่ ครอบครัว ฐานะ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนาและความแตกต่างทางการศึกษา แล้วทำไม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาอย่างหาทางแก้ไม่ได้ และไม่มีวันแก้ได้"

ขณะที่ผู้น้อยคุยกับ อ.มาลัย (เจี่ยงซือ) ซึ่งดูแลอยู่ที่สถานธรรมที่นี่ แฟนท่านซึ่งเป็นตำรวจ ก็เดินเข้ามาคุยด้วย ผู้น้อยจะขอตัวรีบกลับแต่ท่านก็คะยั้นคะยอให้นั่ง(หยิบเก้าอี้มาให้นั่ง) ผู้น้อยรู้สึกเกรงใจมาก แต่ก็ทำไงได้ ฝึนคุยเล่นไปอย่างนั้น

นายตำตรวจท่านก็บอกผู้น้อยว่า
...(เรียกชื่อจริง เพราะเป็นรุ่นพี่ ลูกชายแก 1 ปี) ...ต้องทำใจให้สงบ นิ่ง แล้วนึกย้อนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา...แล้วค่อยๆ หาทางแก้มัน....

...(ชื่อผม)เดินทางมาถูกแล้วนะ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การบำเพ็ญก็เปลี่ยนไป ...(ชื่อผม)ต้องเข้าใจ ทางโลกและทางธรรมต้องไปด้วยกัน ไปพร้อมกัน แต่ให้ทางโลกมากหน่อยนึง ทางธรรมก็ต้องให้เสมอๆ อย่าได้ขาด


ดูมาลัย(แฟนแก)ซี่...เย็บผ้าเสร็จ ทำกับข้าวให้พ่อเสร็จก็ไปละ...สถานธรรม พ่ออ่า...ไม่ค่อยไปหรอก แต่พ่อเข้าใจดี...
(เรียกชื่อตัวเองว่า พ่อ)

และท่านยังพูดอีกว่า...
...(ชื่อผม) บนโลกนี้นะมี 2 อย่างให้เลือก คือ ไม่เป็นมนุษย์เดินดินทั่วไป ก็ต้องเป็นคนเหนือคน ให้...(ชื่อผม)เลือกเอา...

แค่นายตำรวจคุยกับผมไม่กี่คำ...สามารถทำให้ใจผมตื่นขึ้นมา มองเห็นทางสว่างอีกครั้งนึง เหมือนกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...ที่ผ่านๆ ผมสับสน จนไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ณ ตอนนี้ผมจึงตั้งสติขึ้นได้อีกครั้ง มองเห็นปัญหาและทางออกในใจมากมาย

ผมจึงย้อนถามท่านว่า...
ตกลงพ่อเป็นใครเนี่ย? ทำไมถึงหยั่งรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดผม และรับรู้ถึงจิตใจ ความสับสน ความคับข้องหมองใจผู้น้อยได้เช่นนี้

ท่านตอบพร้อมชี้มาด้านหลังเก้าอี้ผู้น้อย แล้วบอกว่า...อาจารย์...อาจารย์ ของพวกเจ้า ที่ชื่อ.... (ท่านจำชื่อไม่ได้) ...ที่ใส่เสื้อปะๆ แน่ะ

...อ้อ...พระอาจารย์เมตตาๆ เมตตามากๆ

ผู้น้อยได้ยินประโยคว่า...ที่ใส่เสื้อปะๆ แน่ะ...ผู้น้อยขนลุก น้ำตาคลอเลย...
พร้อมบอกว่า พระอาจารย์จี้กง!!

นายตำตรวจบอกว่า ...นั่นแหละ...
ผู้น้อยจึงเข้าใจทันทีว่าพระอาจารย์เมตตามากๆ

แล้วเราก็คุยเรื่องสาระทุกข์สุขดิบกันอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ผู้น้อยก็ ลากลับไปนอนค้างคืนที่สถานธรรม อย่างสบายใจ ใจเต็ม 100 ที่จะออกเดินทางไป  บริจาคของวันรุ่งขึ้น


ปล.ลืมบอกไปว่า....
นายตำตรวจคนนี้ อ.มาลัย เจี่ยงซือ เล่าว่า ท่านเป็นคนมีธรรมะไม่ใช่ย่อย แต่ท่านไม่แสดงตัว ในบ้านที่ผมเข้าไปมีแต่รูป หลวงปู่แหวน หลวงปู่มั่น และหลวงปู่อีกหลายๆ ท่าน เป็นรูปใส่กรอบใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย นายตำรวจท่านเคารพและเลื่อมใสมาก ท่านรับธรรมะ ผ่านประชุมธรรมแล้ว ท่านยังบอกอีกว่า...ธรรมที่...(ชื่อผม) ทำอยู่ดีมากเลย อย่าทิ้งนะ...และมีบางครั้งงานธรรมะจะเป็นยังไงท่านก็บอกแฟนท่านล่วงหน้าได้ด้วยหล่ะ

บันทึก
24/01/52
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal