ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกความทรงจำยุคขาว...  (อ่าน 264772 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

12 พฤศจิกายน , 2010, 09:12:26 AM
ตอบกลับ #105
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

รวดเร็วทันใจดีนะ ท่านซ่าม นั่งอ่านพร้อมทำตาโต๋ โต แล้วก็ขนลุกไปด้วยนะ มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังอีกเน่อ เรื่องดี ดีที่มากสาระ.......
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 พฤศจิกายน , 2010, 11:17:23 AM
ตอบกลับ #106
  • I love Chongter
  • ประสานงาน เขตกำแพงเพชร
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 812
  • อนุโมทนา: 9
  • ดำรงจิต ดำรงตน ดำรงธรรม

เนื่องด้วยพระคุณฟ้า บารมีคุณพระวิสุทธิอาจารย์ อมตะพุทธะจี้กงและพระโพธิสัตว์จันทรปัญญา  ธรรมะจึงเข้าสู่ประเทศไทย

เหตุการณ์ที่ผู้น้อยจะบันทึกคือเรื่องราวของการบุกเบิกแพร่ธรรม
9 พฤศจิกายน 2553  ณ ไท่เซิ่ง เฉพาะกิจ  อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
โจวหมิงไหลเจี่ยงซือและผู้น้อย ได้ปรึกษากันว่าจะไปปั้นเต้าหลินสือที่บ้านเพื่อนที่สุพรรณบุรี 
แต่เนื่องด้วยตัวเพื่อนเองยังไม่รับธรรมะ  เพียงแค่มีใจที่อยากรับธรรมะมากถึงมากที่สุดเท่านั้น
ทางอาวุโสที่สถานธรรมจึงไม่ค่อยเห็นชอบเท่าไรนัก  นี่คืออุปสรรคประการแรก
แต่เนื่องด้วยคนมีใจตรงต่อฟ้า  ทำงานธรรมไม่ได้เคลือบแฝง
อีกทั้งด้วยความเมตตาของฝูซันเตี่ยนฉวนซือของพวกเรา  ท่านรับปากจะเดินทางไปทำพิธีที่บ้านพี่ลักษณ์
ญาติธรรมใหม่ที่อยากรับธรรมะท่านนี้  ที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
วันจันทร์ที่ 8 พย.53 กำหนดการคือหมิงไหลเจี่ยงซือจะเดินทางไปเคลียพื้นที่ก่อนที่คณะบุคลากรจะเดินทางไป
แต่อยู่ดีดี เจ้าของบ้านก็ติดต่อไม่ได้  ทางเราเองก็ไม่รู้จะเดินทางไปถึงบ้านที่สุพรรณได้อย่างไรหากเจ้าของบ้านไม่ออกมารับ  ติดต่อจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนขึ้นรถไปสุพรรณ  สุดท้ายเบื้องบนเปิดทางฟ้าอำนวย จึงสามารถติดต่อกับเจ้าของบ้านได้และไปถึงสุพรรณบุรีในที่สุด  เมื่อไปถึงหมิงไหลเจี่ยงซือพูดเป็นเสียงเดียวว่า พี่ลักษณ์ถึงแม้ยังไม่รับธรรมะ แต่ทำไมถึงศรัทธา เอาใจใส่ต่อธรรมะมากขนาดนี้  ทั้งๆที่หมิงไหลเจี่ยงซือกับพี่ลักษณ์เองรู้จักกันเพียงในฐานะ แม่ค้า-ลูกค้า เท่านั้นเอง  นั่นเป็นเพราะ วาระแห่งบุญปัจจัยเค้าถึงพร้อม  ฟ้าจึงจัดสรรให้ธรรมะมาสู่บ้านของเค้า 

วันทำพิธี อังคารที่ 9 พย. 53  ณ ไท่เซิ่งเฉพาะกิจ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
ฝูซันเตี่ยนฉวนซือเมตตานำพาคณะบุคลากรไปถึงบ้านพี่ลักษณ์  คนใหม่ที่มาล้วนแล้วแต่เป็นญาติภายในบ้านและเพื่อนบ้านพี่ลักษณ์เท่านั้น  แค่เตี่ยนฉวนซือเมตตาเรื่องเงินทำบุญอย่างน้อย 50 บาทและฝึกทานเจ  แทบไม่มีใครต่อต้านและปฎิเสธธรรมะเลย  ต่างตื่นเต้นและอยากที่จะรับธรรมะ  ซึ่งแปลกกว่าที่อื่นๆ  สรุปรวมวันนั้นทำพิธี 20 คน  หลักจากทำพิธีเสร็จพี่ลักษณ์บอกกับพวกเราว่า ถ้ามีงานธรรมะที่ไหนอีก บอกพี่ด้วย พี่อยากไปบ่อยๆ  เบื้องบนเมตตาจริงๆ  ผู้น้อยไม่เคยเห็นใครที่เพิ่งรับธรรมะแล้วอยากมาช่วยงานขนาดนี้

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ณ ไท่ซั่งเฉพาะกิจ อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
ที่นี้จะแตกต่างจากที่สุพรรณมาก  เนื่องด้วยการเรียนเชิญของญาติธรรมที่อยากให้พ่อของตนรับธรรมะ
เตี่ยนฉวนซือจึงเมตตาจัดสรรเวลาต่อจากสุพรรณบุรีเลย
แต่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ขัดขวางการทำงานธรรมะของเรา
อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นสนามรบเก่าก็เป็นได้  ขณะทำพิธีเจ้ากรรมนายเวรขัดขวางเตี่ยนฉวนซือ 
พิธีกรเอกโทก็ติดขัด  ทั้งๆที่เมื่อวานเหตุการณ์ปกติเรียบร้อย 
เมื่อทำพิธีจนเสร็จ  จึงพบว่า พ่อของผู้นำพาสายบุญคือ พี่วิราวรรณ  (( ญาติธรรมไท่ซั่ง สวนหลวง))
นิ้วเท้าพิการ ไม่ครบ 10 นิ้ว เตี่ยนฉวนซือตกใจมาก  เพราะทำบุญเพียง 100 บาท 
กล่าวคือปกติถ้าเจอบุคคลป่วย มีอาชีพเกี่ยวข้องกับชีวิต 
เตี่ยนฉวนซือจะเมตตาให้ทำบุญให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  แต่ครั้งนี้เตี่ยนฉวนซือไม่ทราบ 
ดังนั้นจึงสรุปเหตุกาณ์ที่การปั้นเต้าติดขัดได้เลยว่า 
คงเป็นเพราะหนี้สินเวรกรรมของผู้รับธรรมะใหม่และแรงกรรมของพื้นที่ค่ายบางระจัน 
จึงส่งผลต่อการทำพิธีก็เป็นได้   
ที่สิงห์บุรี ช่วงที่ถันจู่เราออกไปชวนคนมารับธรรมะ  มีทั้งโดนด่ากลับมา โดนไล่กลับมา
ซึ่งปกติถ้าคนที่ไม่สนใจธรรมะหรือไม่อยากมาก็น่าจะพูดดีดีว่าไม่ไปหรอก ไม่ว่าง 
แต่นี่กลับด่า กลับไล่เหมือนหมูหมาเลย  ของเค้าแรงจริงๆ 


เหตุการณ์ทั้งสองสถานที่ สองวัน สองเหตุปัจจัย
ผู้น้อยขอสรุปว่า  การที่เราจะชักชวนคนมากราบขอรับวิถีธรรม
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ รากบุญรากกุศล  รวมไปถึงการเกี่ยวข้องการหนี้สินเวรรกรรมของคนนั้น
ไม่ใช่อยากชวนใครก็ชวน  ฉุดกระชากลากดึงมารับ  รับแล้วก็จบกัน  อย่าทำแบบนี้
เพราะจะส่งผลกระทบหลายอย่าง  อย่าลืมว่าการรับธรรมะ  ทั้งเตี่ยนฉวนซือเอง อิ๋นเป้าซือเอง
ก็ต้องร่วมแบกรับทั้งสิ้น  ยิ่งปัจจุบันนี้นรกภูมิเปิดกว้าง  การทวงหนี้เวรกรรมมาแบบอีเอมเอส 
จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  คัดกรองคนก่อนมารับธรรมโดยให้เค้าเหล่านั้นทานเจก่อน
หรือมาทานเจให้ครบอย่างน้อย 1 วันที่สถานธรรมก็ยังดีและ
ทำบุญอย่างให้น้อยกว่า 50 บาท ด้วยจิตศรัทธาของเค้าเอง

ด้วยจิตสำนึกคุณ
12 / 11 / 53
เวลา 11.11 น.
ทันทีที่เจ้าคุกเข่าลงขอรับธรรม อาจารย์บัดนั้นรับเจ้าไว้เป็นศิษย์เอ๋ย  ดุจดังพ่อลูก  ตราบนานเท่านานไม่ผัน  สักขีพยานธูปจันทร์กำยาน  พุทธายินดี
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 พฤศจิกายน , 2010, 12:01:49 PM
ตอบกลับ #107
  • ชมรมเทิดคุณธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 267
  • อนุโมทนา: 5
    • อีเมล์

เห็นด้วยกับน้องปาล์มนะครับ ว่าการทวงหนี้เวรกรรมในสมัยนี้มาแบบ EMS ติด Turbo จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  คัดกรองคนก่อนมารับธรรมะ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันเริ่มยากและคัดคนจริง ๆ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 พฤศจิกายน , 2010, 12:57:32 PM
ตอบกลับ #108
  • กายเคี่ยวกรำ... ใจหล่อเลี้ยงธรรม
  • ประสานงาน เขตกำแพงเพชร
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 336
  • อนุโมทนา: 12
  • ใจดั่งเทียนไข...
    • อีเมล์

ยิ่งบำเพ็ญ  ยิ่งได้เห็น  เป็นประจักษ์
สามภพภูมิ  คุ้มครองรักษ์  ธรรมกิจฟ้า
ฉุดช่วยคน  ให้พ้นภัย  สู่อริยา
หนี้สินกรรม  ที่ทำมา  สิ้นสุดลง



อาวุโสทุกท่าน เคยสังเกตุไหมว่า ... ทุกครั้งที่เราดำเนินงานธรรมกิจ หลายสิ่งหลายอย่างราบรื่นแบบอัศจรรย์ โอกาสเหมาะสม เวลาเหมาะสม สถานที่เหมาะสม คนเหมาะสม อย่างน่าอัศจรรย์...
ขอเพียงเราคิดจะก้าว และก้าวแล้ว.. ฟ้าก็ย่อมอำนวยชัยจริงๆ

มาร่วมยินดีกับความทรงจำยุคขาว ด้วยจิตขอบพระคุณ
มดตะนอย


ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 พฤศจิกายน , 2010, 01:50:45 PM
ตอบกลับ #109
  • I love Chongter
  • ประสานงาน เขตกำแพงเพชร
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 812
  • อนุโมทนา: 9
  • ดำรงจิต ดำรงตน ดำรงธรรม

เรื่องที่ ๑
เหตุเกิด ณ สถานธรรมไท่เจวี๋ย อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์  (ไท่คัง)
ญาติธรรมท่านหนึ่งชื่อพี่ดา  ปกติพี่ดาจนโดนสามีเตะต่อยทุกวัน เพราะเมาเหล้า
อีกทั้งพี่ดาบอกว่า ทุกวันจะมีเหมือนคนคอยตามตลอดเวลา  ทั้งชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย

หลังจากที่ได้มีโอกาสมารับธรรมะ  เตี่ยนฉวนซือเมตตาให้เค้ารีบฉุดช่วยคนอุทิศบุญชดใช้เจ้ากรรมนายเวรไป
ภายหลังพี่ดา จึงมาเล่าเหตุการ์ให้เตี่ยนฉวนซือฟังว่า อดีตตัวพี่ดาเองเคยทำแท้ง (ถ้าจำไม่ผิดมากกว่า 1 ครั้ง)
เตี่ยนฉวนซือจึงเมตตาให้พี่ดาฝึกทานเจ  รีบบำเพ็ญ  ฉุดช่วยคน สวดหมีเล่อเจินจิงอุทิศบุญให้เค้าไป
เดือนต่อมา พี่ดาหอบเอาความตื่นเต้นมาเล่าให้เตี่ยนฉวนซือฟังว่า เดี๋ยวนี้สามีพี่ดา เลิกเตะต่อย เลิกเหล้า มาสถานธรรม ฝึกทานเจกับพี่ดาแล้ว  พร้อมกันนี้ ชั้นเรียนวันนั้นพี่ดาชวนคนมารับธรรมสิบกว่าคน
ถือเป็นหนึ่งในประจักษ์หลักฐานแห่งคุณานุคุณของธรรมะและความแยบยลแห่งพระโองการฟ้า


เรื่องที่ ๒
เหตุเกิด ณ สถานธรรมไท่เมี่ยว อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพขรบูรณ์  (ไท่คัง)
ญาติธรรมชื่อ....(จำชื่อไม่ได้).....  มีโอกาสมารับธรรมะเท่านั้น  ยังไม่ได้เข้าประชุมธรรมหรือฝึกทานเจเลย
หลังจากรับธรรมะไปก็เหมือนคนปกติ  แน่นอนคือลืมไตรรัตน์ รู้แค่ว่ามีรหัสคาถา 5 คำแต่ก็จำไม่ได้
วันนึงป้าคนนี้หว่านแหจับปลามากิน  พอดีกับที่ฝนตกป้าแกลืมนึกไป 
ฟ้าคงพิโรธ ผ่าลงมาที่ป้าแกรกับสามี
กิ๊บบนหัวกระจาย  ป้าสลบไปหลายชั่วโมง  ในวูบของอาการสลบ 
ป้าเล่าให้ฟังว่ามีคนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้มาบอกให้ท่องรหัสคาถา ๕ คำสิ รับธรรมะแล้วไม่ใช่หรอ
ป้าตอบกลับไปว่า  ฉันจำไม่ได้   
คนในภวังค์ในบอกให้ป้าท่องตาม
หลังจากนั้น ป้าก็ตื่นจากอาการสลบ  พร้อมกับตกใจที่ตนเองอยู่โรงพยาบาล
ไม่มีอาการเจ็บป่วยสาหัสอะไรเลยแม้แต่นิด มีเพียงรอยไหม้ตรงแขนเท่านั้นเอง
อีกหนึ่งประจักษ์หลักฐานยืนยันความสูงส่งแห่งอนุตตรธรรม

ด้วยจิตศรัทธาต่ออนุตตรธรรม
12/11/53
13.50

(เด๋วจะค่อยค่อยเพิ่มเรื่องแล้วกันนะครับ ถ้ามีเวลาเหลือ)
ทันทีที่เจ้าคุกเข่าลงขอรับธรรม อาจารย์บัดนั้นรับเจ้าไว้เป็นศิษย์เอ๋ย  ดุจดังพ่อลูก  ตราบนานเท่านานไม่ผัน  สักขีพยานธูปจันทร์กำยาน  พุทธายินดี
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 พฤศจิกายน , 2010, 02:25:33 PM
ตอบกลับ #110
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้



(เด๋วจะค่อยค่อยเพิ่มเรื่องแล้วกันนะครับ ถ้ามีเวลาเหลือ)



หาเวลามาเพิ่มให้ได้นะเจ้าคะ  เดี๋ยวจะมาคอยดูและฟัง บันทึกจริง จากผู้บำเพ็ญธรรมกาลยุคขาว ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 พฤศจิกายน , 2010, 07:17:49 PM
ตอบกลับ #111




ผมคือใคร...? พูดว่า:
ตกลงแวนเป็นหลาน นายดาบ เหรอ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
ป่าวๆๆ
 ไม่ได้เปงรายกัลเรย
 เปงแค่คนรู้จักกัล

ผมคือใคร...? พูดว่า:
อ้าววว...แล้ววันนั้นเห็นเหมือนแวนไปกราบแม่ด้วย แม่เป็นคนไหนนะ...จำไม่ได้ละ
 ได้กราบแม่ป่าว...ที่ไไท่ฝออ่า...

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
อืมๆๆ
 ผมออกไปเะองหละ
 กราบแม่เพ็ญ
 *แม่
 ก้อ..
 ผมนับถือแม่เพ็ญเป็นแม่ทางธรรมอ่ะ
 ลุงดาบกะเปงพ่อทางธรรม
 OKยังพี่
 55+

ผมคือใคร...? พูดว่า:
อืม...ก็ดีซี่...แล้วพ่อแม่เราล่ะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เค้าไม่ยอมมารับธรรมมะอ่ะ
 วันนกลับมาเจอหน้าปุ๊บ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
ไง
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
เจอคำอวยพรชุดใหญ่เรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
555 สู้ๆ คุณน้อง
 ธรรมดา

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆ
 สู้มา7เดือนละ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
พี่สู้มา 10 ปีแล้ว
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
กำ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
555
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
แล้วเค้ามายังง
ผมคือใคร...? พูดว่า:
มารับแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
 อีกไม่นานก็คงเข้าใจ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
อืมๆ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
ธรรมดา ที่พ่อแม่เป็นห่วงอาหนา..
 เค้าก็ว่าไปงั้นแหละ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
ของผมนะพ่อนะพอรู้ว่าคนที่รับธรรมมะมาบ้านนะเค้าจาหนีออกไปข้างนอกเรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
ค่อยๆ มา เดี๋ยวอีกหน่อยเขาก็เข้าใจเอง
 พี่อา...อยู่ในอาณาจักรธรรมมาจน 10 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้พ่อแม่เขาไม่เข้าใจ แต่เขาก็ยอมรับได้แล้วหล่ะ
 เพราะราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วววว
 สมัยอยู่ ม.ปลาย กับ มหาลัย ก็กลับบ้านที ก็เจอว่าเป็นฉอดๆ เหมือนกัน

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
อืมๆๆ
 งันผมก้อกำลังตกยุในสถานะเดียวกะพี่เรย

ผมคือใคร...? พูดว่า:
ช่ายๆ...แวนกะลังเหมือนพี่ตอน ม.ปลาย
 ที่เขาว่าเพราะเขาไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รับรู้ ไม่ได้ฟังเหมือนเรานี่ เราต้องเชื่อมั่นตัวเอง อ่อนน้อม ต่อพ่อแม่ แล้วก็เขาสถานธรรมอย่างเปิดเผย ดีที่สุด

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆๆ
 ผมจาสู้ๆ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
เยี่ยมมากคุณน้อง...
 แล้วบ้านแวนอยู่ใกลสถานธรรมม๊ะ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 มันต้องมีสักวันหละพี่
 20กิโลได้หละ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
ก็ไม่เท่าไหร่ ... สมัย ม.ปลาย บ้านพี่อยู่ห่าง สถานธรรม 50 กม. ยังมาได้เลย
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
*0*
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ของดีก็ต้องยากบ้างหละนะ
 ถ้าชวนไปกินเลี้ยง ก็ไปทุกรายแหละ
 แต่ชวนไปสถานธรรมมันไม่ใช่ของเล่นๆ นะ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
อืมๆ
 ถูก

ผมคือใคร...? พูดว่า:
แล้วเคยพาผู้ใหญ่ไปชวนพ่อกะแม่ป่าว...?
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
เคยดิ
 ป้าพิมอ่ะ
 เค้าเข้ามาหาแม่
 แต่พ่อหนีออกไปนอกบ้าน
 พ่อหัวดื้อมากๆ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
ผู้ชายส่วนใหญ่ จะหัวดื้อเป็นธรรดา แต่คนหัวดื้อถ้าเข้าใจแล้วเอาจริงเอาจังนะ...
 เหมือนลุงดาบนะหล่ะ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
ลุงดาบยังดีอ่ะ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
ก่อนมารับธรรมะก็ไม่ต่างกับพ่อแวน
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เค้ายังอยู่แล้วก้อคิดที่จาลูงเถียวดู
 แต่พ่อผมอ่ะ
 เค้าไม่คิด กเค้าหนีออกไปเรย
 ผมลองคุยกับแม่เพ็ญดูแล้ว
 แม่เพ็ญบอกว่าไว้แม่ผมว่างวันไหนแม่เพ็ญเค้าจาเข้ามาหาอ่ะ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
อืม..เอาหม่ามะ คุณแม่ไปก่อนนะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
แม่อ่ะ เค้าคุยง่าย
 แม่เค้าเคยรับปากว่าจาไป
 แต่พอถึงวันที่จาไปที่สถานธรรนะ
 เค้าจาไปนาตอนตี5ทุกทีเรย

ผมคือใคร...? พูดว่า:
 555 ธรรดา น้าพี่ก็เหมือนกันวันก่อน ให้ครูประเวกไปคุย จับไม้จับมือว่าจะมาๆ พอวันมาจริงมาไม่ได้ แม่ยายแกไม่สบาย
 ก็...รอไปก่อนละกัน สักวันเขาก้อมาได้แหละ

[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
อืมๆๆคัฟๆ
 สู้ๆ

ผมคือใคร...? พูดว่า:
  อืม
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
เดียวเลงเกมดีกว่า
 คลายเครียด
 เซงๆ
 55+
ผมคือใคร...? พูดว่า:
อา...ตามบาย



บันทึก
29/11/53
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

14 ธันวาคม , 2010, 08:55:25 AM
ตอบกลับ #112
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

สองอาทิตย์ที่แล้ว...เจี่ยงซือท่านหนึ่งพูดให้ฟัง
 
  ท่านได้ร่วมศึกษาในชั้นเรียนส่งเสริมค่ะ มีชายขี้เมาคนหนึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับเจี่ยงซือท่านนี้นั่น

แหละ  แต่ว่าเขาไม่เคยมาบ้านของเจี่ยงซือท่านนี้เลย  พอดีวันนั้นท่านอยู่บ้าน ชายขี้เมาคนนี้เขาก็มานอนอยู่ใต้ถุนบ้าน บ้านของท่าน

เป็นสถานธรรมครัวเรือน มีโต๊ะพระอยู่ด้านบน เป็นบ้านเรือนไม้สองชั้น เมื่อเจี่ยงซือท่านนี้พบชายขี้เมาก็แปลกใจและตกใจเล็กน้อย

ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้และรู้สึกไม่ดีจึงบอกให้ชายขี้เมากลับไปเถอะที่นี่เป็นสถานธรรมครัวเรือนเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เจี่ยงซือท่านนี้จึงไม่  อยากให้ชายขี้เมาอยู่ตรงนี้ แล้วก็ถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ ทำไมวันนี้มาที่บ้านฉัน ชายคนนี้ไม่รู้จักว่าที่นี่คือสถานธรรมครัวเรือน ไม่รู้จักธรรมะมาก่อน แต่ทราบว่าเจี่ยงซือท่านนี้ทานเจ พอเจี่ยงซือบอกให้ออกไปเขาก็เชื่อฟังเพราะรู้ว่าตัวเองดื่มเหล้าเมาไม่สะอาด และได้

ตอบคำถามกับเจี่ยงซือท่านนี้ว่าผมฝันถึงบรรพบุรุษมากมายเลย น่ากลัวบอกว่าถ้าไม่อยากทรมานและทุกข์เหมือนกับบรรพบุรุษให้ไปหาหนทาง ชายคนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน บรรพบุรุษบอกว่าให้ไปที่ "บ้านตาเจ๊ก"  ซึ่งเป็นสถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้นั่นเอง เจี่ยงซือท่านนี้

เป็นภรรยา ของคนที่ชื่อเจ๊ก ซึ่งเป็นถันจู่  แต่ชายขี้เมาไม่เคยรู้เรื่องราวไม่เคยสนใจ และไม่มีใครฉุดช่วย จนเมื่อถึงเหตุการณ์วันที่พูดถึงนี้   เจี่ยงซือท่านนี้ขณะที่กำลังบอกให้ชายนี้กลับไป ก็บอกว่าเดี๋ยวเองดีแล้วจะบอกให้ ให้หายเมาก่อน เจี่ยงซือท่านนี้เมื่อประจักษ์เช่นนี้จึงมีปณิธานความมุ่งมั่นที่จะต้องฉุดช่วยชายผู้นี้ให้ได้  และอีกไม่นานเมื่อถึงบุญวาระ ก็จะพาเขามารับวิถีธรรม 

ปัจจุบันผู้น้อยยังไม่ได้ติดตาม   ความคืบหน้า  จึงฟังแล้วจำมาเล่าได้เพียงเท่านี้ เป็นความทรงจำอยู่อีกหนึ่งในบันทึกความทรงจำยุคขาวค่ะ  ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่อง...



อวี้หาน/บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
2/11/53






ปัจจุบัน ชายคนนี้รับธรรมะเรียบร้อยแล้วค่ะ ณ สถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้  ไม่น่าเชื่อ วันรับธรรมะ เขาก็ยังดื่มเหล้ามาแต่อยู่ในอาการที่ไม่เมา มีสติดีอยู่หลังจากรับธรรมะฟังไตรรัตน์เข้าใจ  อาทิตย์ถัดมาเขาก็มาเข้าชั้นเรียน โดยเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ไม่ดื่มเหล้าแล้ว แล้วก็ใส่ชุดเรียบร้อย ใบหน้าสดใส ดูมีราศีขึ้น สร้างความแปลกตาแปลกใจสำหรับญาติธรรมผู้พบเห็น ที่มาเข้าชั้นเรียนด้วยกัน รวมถึงตัวผู้น้อยด้วยเช่นกัน เป็นเพราะคุณานุคุณแห่งธรรมโดย   แท้  3 ครั้งแล้วที่เขามาเข้าชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ดื่มเหล้าเลย




บันทึกความทรงจำธรรมกาลยุคขาว

อวี้หาน/14/12/53
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

12 มกราคม , 2011, 03:13:31 PM
ตอบกลับ #113
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

วันซ้อมใหญ่ฉลองงาน 30 ปี ฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย 
                     
                   
                ขอเล่าเท้าความเรื่องราวความประทับใจตั้งแต่วันที่ 7  ม.ค.54  มีรายละเอียดของความประทับใจที่เป็นความรู้สึกที่ดี ๆ  มีมากและหลายคนได้ทุ่มเทกันมากจริงๆ  ให้เราได้ตระหนักถึงพระคุณของฟ้าเบื้องบน และงานที่ยิ่งใหญ่ทรงคุณค่านี้  ข้อมูลนี้เป็นความรู้สึกคิดเห็นของผู้น้อยที่ได้รับรู้สัมผัสมา จากการเตรียมงาน ในวันที่ใกล้จะถึงงานฉลอง 30 ปี ในวันที่ 9 ม.ค.54  จริง ๆแล้วมีการเตรียมงานที่หลายฝ่ายหลายด้านมากกว่านี้  แต่ผู้น้อยก็รู้ไม่หมดแล้วก็เล่าไม่หมด   จึงขออนุญาติเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาที่ตัวเองได้รู้เห็นมาและรู้สึกประทับใจก็แล้วกันค่ะ       
                 


                เย็นวันที่ 7  เลิกงาน 4.30 น.ได้เดินทางโดยอาศัยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อนร่วมงานซึ่งไม่ได้รับธรรมะพร้อมกับช่างแต่งหน้าของการแสดงหนึ่งคนบุคลากรของสถานธรรม  ออกเดินทางเกือบ 5 โมงเย็นเคลียร์งานเสร็จ  จะขอลงที่หน้ารีเวอร์ปากทางเข้าต้าเมี่ยว  ด้วยความเกรงใจเพื่อนร่วมงาน เพราะเมื่อ 2 วันก่อนหน้าก็ขอโดยสารมากับเขาเหมือนกัน  มาหาอุปกรณ์ที่ต้าเมี่ยว  แต่เขาบอกว่าโห่แค่นี้เองหอบของกันมาอีกเข้าไปลำบาก  เขาเลี้ยวเข้าไปส่งเราถึงหน้าประตูสถานธรรมต้าเมี่ยว  แล้วก็กลับไปทางเดิม  มีบุคลากรอยู่ไม่กี่ท่านที่อยู่รอเก็บงานที่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยและอาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยกันถึงเป็นเจ้าแรกในจำนวนนักแสดงและบุคลากรที่จะเดินทางในเช้าตีห้าของอีกวัน   มีแม่ครัวเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เสร็จ  ผู้น้อยได้มีโอกาสลาน้ำชาที่ต้าเมี่ยวเป็นครั้งแรกทั้งสามชั้นกับอาวุโสที่ไปด้วยกัน ช่วยงานอาวุโสที่ต้าเมี่ยว  หลังจากนั้นต้องเตรียมผ้าห่มและหมอนสำหรับเผื่อที่พักไม่มีจัดเตรียมไว้ให้  ตอนนั้นก็ยังไม่มีพี่เลื้ยงและบุคลากรมาถึง  เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้วในตอนนั้น  มีอาวุโสชายศูนย์กลางหนึ่งท่าน แนะนำว่าจะต้องขนจากตรงไหนบ้าง  จะจัดใส่อะไรไป แล้วก็ช่วยกัน  มีน้องฑุตสวรรค์  หญิงและชาย  4-5 คนช่วยกันนับและลำเลียงผ้า ห่ม หมอน ลงมาเตรียมรอที่ห้องพระชั้นหนึ่ง  จำนวน อย่างละ 200 ชุด  เตรียมจนเสร็จประมาณ 3 ทุ่ม  มีอาวุโสพี่เลี้ยงจากต่างสถานธรรมเริ่มเดินทางกันมาและมีเยาวชนบางส่วนมาช่วยงาน ย้ายจากหน้าลิฟท์มาจัดเตรียมไว้ที่จุดรวมของห้องพระชั้น 1  นักแสดงและพี่เลี้ยงเริ่มทยอยกันมาทีละแห่ง  พี่เลี้ยงผู้รับผิดชอบและผู้ที่มาถึง ร่วมกันสำรวจอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง  ตรวจสอบความเรียบร้อยและซ่อมแซม   5 ทุ่มกว่า ๆ  เตรียมเสร็จ ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอน รุ่งเช้า ตีสี่ทุกคนทั้งพี่เลี้ยงทีมแต่งหน้าและนักแสดงฑูตสวรรค์ ทุกคนต้องตื่นนอนและเตรียมตัวเดินทาง  นาฬืกาปลุกผู้น้อยยังไม่ปลุกน้องเลี้ยงผู้น้อยที่ได้บอกกล่าวกันไว้ว่าถ้าตื่นก่อนปลุกพี่ด้วยนะน้อง  มีน้องสองคนมาเรียกผู้น้อยจริง ๆ ตามเวลาที่บอกไว้  อีก 2 นาทีตีสี่  เมื่อทุกคนตื่นนอนเตรียมของสัมภาระเสร็จแล้ว  น้องบางกลุ่มเตรียมแต่งตัว แต่งหน้า โดยมีช่างพี่เลี้ยง ร่วมไม้ร่วมมือกันทำ  เพื่อเตรียมตัวไปซ้อมใหญ่ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต  ตีห้ากว่า ๆ เกือบหกโมงหลังจากเช็คความพร้อม อุปกรณ์และจำนวนนักแสดงและผู้ร่วมเดินทางเรียบร้อยออกเดินทางโดยรถบัสที่ติดต่อมา ทั้งหมด 3 คันรถด้วยกัน  ประมาณ 8 โมงกว่านิด ๆ ถึงที่หมาย มธ.รังสิต  ขนของและเช็คจำนวนคน  เคลื่อนคนและของเข้าสู่สถานที่จัดงาน ประมาณ 400 เมตรถึงที่กลางหอประชุมด้านหน้าของฮอล์ที่ใช้จัดงาน   เวลา  10.30 น. หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวและทานอาหารเช้าเสร็จ  เข้าไปซ้อมใหญ่ด้านในเวทีที่ใช้แสดงจริง  กว่าจะรวบรวมน้องได้ อาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน  บางครั้งต้องเอาใจน้องบ้าง บางครั้งต้องสอนเตือนให้ข้อคิดบ้าง  การซ้อมครั้งแรกรอบเช้าผ่านไปด้วยดี  ช่วงที่ระหว่างรอขึ้นซ้อมน้องจะตั้งคำถามกับผู้น้อยซึ่งเป็นสต๊าฟ บ่อยมาก  พี่เมื่อไรจะถึงเรา  อีกคนหนึ่งก็พี่อีกนานไหม  พี่จะเสร็จพี่โมง  ผู้น้อยก็ประนีประนอมสุดชีวิต  รอบเช้าผ่านไป รอบบ่าย  หลังจากทานข้าวเที่ยงบ่าย ๆจริง ๆค่ะ กว่าจะพร้อมให้น้องได้ทานข้าว  บ่ายโมงกว่า ๆ ซ้อมเตรียมความพร้อมด้านนอกหนึ่งรอบเกือบบ่ายสองได้เข้าไปรอซ้อมใหญ่เหมือนจริงด้านใน ไม่มีพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับนักแสดงชุดนี้ก็เลยได้มีโอกาสได้พากันไปนั่งเก้าอี้แขก วีไอพี ด้านหน้าเวที  เบื้องบนเมตตาจริงๆ  ให้เราให้เห็นการแสดงชุดอื่น ก่อนที่จะไม่ได้ดูในวันแสดงจริง  รอกันตั้งแต่ สองโมงกว่า จนสามโมงครึ่งกว่า  ยังไม่ถึงคิวซ้อม  มีแขกและเตียนฉวนซืออาวุโสได้หวัน  และท่านหันเหล่าเตี่ยนฉวนซือเดินทางมาถึง  มีบุคลากรมาขอพื้นที่ ต้องย้ายนักแสดงและอุปกรณ์ไปหาพื้นที่ว่างด้านข้างของเวที  ตอนนั้นใกล้ถึงคิวแสดงพอดี  รออีกครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ 2 ชุดการแสดง  ก็ถึงคิวซ้อมใหญ่รอบสุดท้ายของวัน  หลังจากซ้อมใหญ่บนเวทีจบ พานักแสดงออกมาด้านนอกถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและเก็บอุปกรณ์เก็บชุดนักแสดง  ย้ายคนและของ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครทราบที่พักเลยว่าอยู่นะจุดใด  เกือบ 2 ชม.ผ่านไปทุกคนจึงได้ขึ้นรถบัสและพากันไปสู่ที่พัก  เนื่องจากไม่ทราบทางเข้า มีน้องและพี่เลี้ยงกลุ่มหนึ่งในรถคันแรกที่ไปถึงที่พัก เดินประมาณ กิโลกว่า ๆ ถึงที่พักและได้พยามติดต่อหาทางเข้าเพื่อนำรถบัสเข้าไปให้ใกล้ที่พักมากที่สุดเพราะข้าวของสัมภาระหนักและขนลำบากมาก  ผู้น้อยกับอาวุโสหญิง อายุประมาณ 55 ได้ช่วยกันหิ้วผ้าห่มหนึ่งถุงน้ำหนักประมาณ30 กก.ได้ เดินไปเพื่อไปสู่ที่พัก ได้ประมาณ  500 เมตรมีอาวุโสชายที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับการแสดงเขตเรา ได้กลับมาจากที่พักแล้วมาบอกผู้น้อยว่าให้ขนกลับมาที่รถเถอะ  ขนไปต่อไม่ไหวแน่ไกลมาก  และอาวุโสชายท่านนี้ก็ได้ช่วยผู้น้อยหิ้วถุงผ้าห่อมหมอนนี้กลับมาสู่ถนนที่รถจอดรออยู่  แล้วก็พากันอ้อมออกไปด้านนอกเพื่อหาทางเข้าแต่ไม่เปิดประตู  จึงต้องกลับเข้ามาสู่จุดเดิมที่จอดไว้ตอนแรก  สักพักประมาณ 15 นาที มีพลเมืองดีผู้ชายอายุราว 50 ปี  ขี่รถมอเตอร์ไซด์มาบอกกับเราที่จอดรถหาทางเข้าอยู่  บอกเส้นทางให้กับเราเขาบอกว่าเห็นเด็ก ๆกลุ่มหนึ่งเดินกันไปเมื่อครู่นี้รู้สึกสงสาร  ผู้น้อยก็เลยบอกกับเขาว่าให้ช่วยนำทางไปหน่อยได้ไหม เขาตอบตกลงด้วยความเต็มใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ พี่เลี้ยงชายท่านหนึ่งซ้อนมอเตอร์ไซด์คันนั้นไปด้วยกัน(น้ำใจของคนไทยที่อยู่ในเมืองกรุงฯ)  จนส่งถึงหน้าห้องพักเสร็จ  ชี้แจงทางเข้าออกเสร็จ  ท่านก็จากเราไปน้อง ๆทุกคนและเราทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยกมือไหว้และกล่าวขอบพระคุณ ทยอยกันเข้าสู่ที่พักผู้น้อยยังไม่ทันได้ขึ้นไปถึงที่พักมีงานต้องรอรถและญาติธรรมที่ยังมาไม่ถึงออกมาไม่พร้อมกันหาทางเข้ายังไม่เจอเหมือนกัน กว่าจะเรียบร้อยส่งน้องทุกคนเข้าห้องพัก ถามขนขับรถว่าทานข้าวยัง เขายังไม่ได้ทานเขาหาที่อาบน้ำผู้น้อยแนะนำให้และตัดสินใจบอกกับเขาว่าเดี๋ยวผู้น้อยพาไปทาน  พอดีข้าวห่อที่เตรียมมาไม่พอ  แล้วเราก็โบกรถบริการของทางมหาวิทยาลัยเรียกว่าเป็นเที่ยวสุดท้าย ของวันกลับมาที่อาคารอำนวยการ มีพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งและคนขับรถท่านนี้มาทานข้าวที่โรงครัวและคิดว่าจะมานำข้าวห่อที่บางคนยังไม่ได้ทานข้าวนำไปให้ทุกคนด้วยแต่ขากลับไม่มีรถแล้ว  ไม่ทราบว่าขนขับรถไปไหนนัดกันว่าจะกลับพร้อมกัน ผู้น้อยพร้อมพี่เลี้ยงที่มาด้วยกันพยายามตามหาอยู่พักหนึ่งแล้วนึกได้ว่ามีเบอร์คนขับคนนี้ ก็เลยโทรถามเขาบอกว่าเขากลับไปเอารถเสียค่ารถกลับไปคนเดียวเพื่อมารับผู้น้อย แต่พอดีอาวุโสพี่เลี้ยงที่อยู่ทางห้องพักแจ้งว่ามีน้องอีกหลายคนรวมผู้ปกครอง 30-40 คนยังไม่ได้ทานข้าว  คนขับบอกให้ผู้น้อยรออยู่ที่นี่เดี๋ยวพาน้อง ๆ มาทานข้าวที่นี่และจะมารับ   ช่วงที่ระหว่างพาเดินเข้ามาถึงโรงครัวได้พูดธรรมะกับเขาอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับงานนี้และทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ ระหว่างทางมีอาวุโสฝ่ายจัดสถานที่และธุรการและครัวกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น  เขาก็พยักหน้าเข้าใจบอกเขาว่ามีโอกาสรับธรรมะนะเขาถามกลับมาว่า  รับที่ไหน  ผู้น้อยบอกว่ารับกับอาจารย์ที่ติดต่อท่านมานี่ก็ได้ค่ะ หรือสถานธรรมที่เราเพิ่งเดินทางมาเมื่อเช้า หลังจากนั้นกลับเข้าสู่ที่พัก ส่งน้องเข้าสู่ที่พัก  5 ทุ่มกว่า ๆ ผู้น้อยเดินหาที่นอน  รุ่งขึ้นอีกวันเช้าวันที่  9  มค. 54  บางคนตื่นตีสามกว่า บางคนตื่นตีสี่ทั้งพี่และน้อง  ทยอยกันขึ้นรถ เคลื่อนคนเข้าสู่อาคารที่จัดสถานที่ทำการแสดง  ทานข้าวเช้าเรียบร้อย นัดสถานที่และพากันเข้าไปเก็บตัวที่ห้องนักแสดง ห้องแรกแคบไปไม่พอ ต้องย้ายไปอีกห้องหนึ่ง และได้ขึ้นไปซ้อมบนเวทีจริงอีกหนึ่งรอบ ตอนเกือบเก้าโมงของวันนั้น  และหลังจากนั้นทุกคนแต่งหน้า เตรียมอุปกรณ์ ซ่อมอุปกรณ์และเก็บตัวกันอยู่ในห้องนั้น  น้อง ๆก็ บ้างหิวขนม บ้างไปเข้าห้องน้ำ บ้างไปหาอะไรกินกันเป็นระยะ ๆ  ได้ติดต่อกับครัวให้แล้วพี่เลี้ยงสามท่านหนึ่งในนั้นมีผู้น้อยด้วยได้ไปรับอาหารกลางวันมาให้ทุกคน 11 โมงทุกคนหิวข้าว และเริ่มทานข้าวเที่ยงกัน  หลังจากนั้นเกือบสี่โมงเย็นทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะไปทำการแสดง  เกือบสี่โมงเย็นผู้ดูแลเวที  มาบอกกลับเราใกล้ถึงคิวแล้วให้พาน้องออกไปรอขึ้นเวทีแสดงได้   หลังจากแสดงเสร็จ  ก็นัดแนะกันถ่ายรูปร่วมกันเป็นหมู่ ทั้งนักแสดง สต๊าฟผู้ฝึกสอน พี่เลี้ยงและผู้ปกครอง  16.30 น.กว่าได้เวลานั้น  ผู้น้อยกลัวภาพไม่สวยทอดกระเป๋าสะพายซึ่งเป็นกระเป๋าสตางค์กองไว้กับพื้นเพื่อเข้าไปถ่ายรูปแล้วก็ลืม หลังจากแยกกันเสร็จพาน้องเข้าไปรวมกันอยู่ห้องพักเดิม  20 นาทีผ่านไปผู้น้อยนึกได้กระเป๋าสะพายข้างค้องคอ หายไปไหน  นึกได้วางไว้ก่อนที่จะขึ้นไปถ่ายรูปกับน้อง ๆจุดนั้นอยู่ตรงบันไดข้างด้านหน้าอาคารจัดงานพอดี กองไว้กับพื้น  น้อง ๆบอกกับผู้น้อยว่าพี่หาอะไร น้องเขามาช่วยหาด้วย  ผู้น้อยบอกหากระเป๋าพี่ลืมไว้ กลับมาดูเชื่อไหม มีผู้บำเพ็ญท่านใดไม่ทราบนำแขวนไว้ตรงต้นไม้บริเวณใกล้กับพื้นที่ผู้น้อยวางไว้ เท่ากับว่าอยู่จุดเดิม  ของในกระเป๋าก็อยู่เท่าเดิม  สบายใจไปขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณคนที่ช่วยแขวนไว้ กับมาเก็บของและเคลียร์ห้อง ไปรับข้าวกล่องที่เต้นท์อำนวยการ   ช่วยกันหิ้วมา สองร้อยกล่องหนักเหมือนกัน  ไกลด้วย มีเจ้าหน้าที่จากเต้นท์สองคนและพี่เลี้ยง 3 คนที่ไปด้วยกันรับมาส่งที่ห้องพัก และก็พากันรวบรวมคนและของไปสู่จุดด้านหน้างานที่รถจอดรถอยู่  5 โมงกว่า ๆ ออกเดินทางกลับสู่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยไม่ได้กลับรถคันเดิม  แต่บางส่วนเดินทางกลับกันเองกลับรถสถานธรรมที่มีอาวุโสไปร่วมงาน ทุกอย่างเรียบร้อย  ออกเดินทางกลับถึงต้าเมี่ยว สองทุ่มกว่านิด ๆ  รถคันที่ผู้น้อยและเยาวชนและฑูตสวรรค์บางส่วนนั่งกลับมาแบบไม่แน่น  มาถึงต้าเมี่ยวก่อน  มีท่านอาจารย์ประวัติ เตี่ยนฉวนซือ มานั่งรอและเปิดประตูไว้แล้วผู้น้อยไม่เห็นใครเลยนอกจาก อ.ประวัติเตี่ยนฉวนซือ ในเวลานั้น
และอีกครึ่ง ชม.ให้หลังกว่ารถอีกสองคันจะมาถึงต้าเมี่ยวพร้อม ๆกัน  ทยอยขนของลงมารวบรวมไว้ที่ห้องพระชั้นหนึ่งเหมือนเดิม  ไม่มีคนช่วยจัดเก็บ ค่ำมากแล้วทุกคนต้องเดินทางกลับ  และขณะที่ขนของอยู่ ผู้น้อยเจอคนขับที่พาเขาไปกินข้าวเย็นวันนั้น เขาจำผู้น้อยได้ แล้วถามพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าว่า  เหนื่อยไหม  ผู้น้อยตอบแบบยิ้ม ๆว่า  ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกค่ะแล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไป  เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองในวันทำงานวันจันทร์ต่อมา   
        


                      เรื่องราวความประทับใจ  ความจริงที่ได้ประสบผ่านมาในงาน 30  ปีครั้งนี้เท่าที่พอจะจำรายละเอียดได้ก็มีเท่านี้  อาจจะยาวไปสักนิด   หากทุกท่านค่อย ๆ อ่าน ก็จะเข้าใจความรู้สึกจากงานครั้งนี้ของหลาย ๆคนนะคะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา  หากมีผิดพลาดประการใด  อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะ ขอบคุณค่ะ



บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว  /   งานฉลอง 30 ปีฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย
อวี้หาน/ร่วมศึกษาการบันทึก


...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

7 กุมภาพันธ์ , 2011, 09:22:22 PM
ตอบกลับ #114



ได้ยินน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

เมื่อปลายปี 53 ที่ผ่านมา

ประชุมธรรมที่หัวหิน  วันประชุมธรรม มีนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ติดเบอร์ 1 นั่งหน้าสุด ขวามือ ติดฝังผู้ชาย ซ้ายมือเป็นนักเรียนเบอร์ 2 นั่งติดกัน ขณะฟังธรรมเธอก็เห็นมีเด็กวิ่งขึ้นวิ่งลง ไต่แข้งไต่ขาบ้าง ขี่คอบ้าง กระโดดไปมาบ้าง อยู่รอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 ไม่ยอมไปไหนเลย...จนเธอไม่มีสมาธิฟังธรรมเลย รู้สึกรำคาญมาก จึงลงมาชั้นล่าง และไม่ยอมขึ้นไปฟัง

จนพี่เลี้ยงตามหาเจอตัว และก็เชิญไปขึ้นไปฟังธรรมที่ชั้น 3 เธอก็เลยเล่าให้ฟังว่ามีเด็กกระโดดวิ่งเล่นรอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 จนรำคาญฟังธรรมไม่ได้ ก็เลยมานั่งอยู่ชั้นล่างนี้ ....พอช่วงพัก อาวุโสท่านหนึ่งก็เชิญ นักเรียนหญิงเบอร์ 2 มาคุย และถามว่า  เธอเคยทำแท้งมาไหม...?  พอผู้หญิงเบอร์ 2 ได้ยินเท่านั้นเอง...เธอก็ตกใจว่า...รู้ได้อย่างไร ? ....เธอไม่เคยบอกใครเลยว่าเธอทำแท้ง นอกจากแฟนเธอแล้วไม่มีใครรู้ด้วย อาวุโสท่านนั้นก็เลยให้นักเรียนหญิงเบอร์ 1 เล่าให้ฟัง เธอน้ำตาคลอ แล้วบอกว่า...ใช่จริงๆ เธอทำแท้งมา และรู้สึกใจคอไม่ดีเลย...ก็เลยอยากทำบุญ สร้างบุญอุทิศกุศลไปให้ ก็เลยมาร่วมประชุมธรรมครั้งนี้


บันทึก
7/2/54


โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

23 กุมภาพันธ์ , 2011, 11:45:05 PM
ตอบกลับ #115


เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ผู้น้อยได้ลุปณิธาน เดินทางไป ตจว. จัดชั้นเรียนที่ที่รับผิดชอบอยู่

ครั้งนี้รู้สึกว่า...ไม่ค่อยมีพลัง ไม่ค่อยมีกำลังใจที่จะส่งเสริมญาติต่อไป อ่อนแรงไปหน่อย ขับรถทั้งคืน ไปถึงได้นอน 2 ชม. แล้วก็ต้องตื่นมา ไปรับญาติ ขับรถไปรับญาติเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร กายสังขารก็ทำงานไปตามหน้าที่ แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับงานเลย รู้สึกอ่อนล้ามาก ไม่อยากทำอีกเลย ญาติฯ ก็มีแต่คนสูงวัย สถานธรรมก็อยู่ในตัวอำเภอเล็กๆ ส่งเสริมมาหลายปีแล้ว มีบุคลากรเกิดใหม่ไม่กี่คน ยิ่งคนมีความรู้ความสามารถ คนพอมีฐานะ คนที่มีระดับในชุมชนยิ่งหายาก มีแต่คนแก่ๆ และเด็กๆ ยิ่งนับวันบุคลากรยิ่งแก่มากขึ้น เพราะความความสามารถเรามีแค่นี้ บารมีเรามีแค่นี้ก็แค่นี้ คิดมากก็เปล่าการ ยิ่งคิดยิ่งทำให้หัวใจห่อเหี่ยว ยิ่งบั่นทอนกำลังใจตัวเอง  แต่...นึกอีกทีว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ...สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนค่ำ




 เย็นวันอาทิตย์ขณะนั่งรถกลับ กทม.  ก็ได้คุยกับพี่หลิน  พี่หลินก็เล่าให้ฟังว่า มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นคนพื้นที่ เกือบทุกครั้งที่มีงานธรรมะ ท่านก็มาช่วยทำกับข้าวประจำ  ครั้งนี้ท่านก็บอกกับพี่หลินว่า...

"จริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนของสถานธรรมนี้นะ เรารับธรรมะอีกสายธรรมหนึ่ง (สายเทียนจง) เราอย่าลืมอาวุโสเรา อย่าลืมพ่อแม่เรา ถึงแม้เราจะมาศึกษาที่นี่ แต่เราก็ต้องกลับไปหาพ่อหาแม่เราด้วย..."

พี่หลินก็ได้แต่ฟังๆ ไปแล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร...แล้วก็มาเล่าให้ผู้น้อยฟังว่า จริงๆ พี่หลินรับธรรมะสายธรรมอื่น(เทียนจง) และบุคลากรที่นี่หลายคนก็รับธรรมะที่เดียวกัน แต่ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เลยมาศึกษาที่สายธรรมฟาอีฉงเต๋อ แล้วก็เชิญอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไปบุกเบิกที่บ้าน จนสร้างสถานธรรมส่วนรวมขึ้นมาทุกวันนี้ ส่วน อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เมตตาว่า

 "ไม่ว่าใครมาจากไหน สายธรรมอะไร เมื่อมาเข้าบ้านเราแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงเขา อบรมสั่งสอนเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่มีแบ่งแยก"

พี่หลินก็เสริมว่า...ส่วนลูกเรา (เยาวชน) เมื่อส่งเสริมได้ระยะหนึ่ง ถ้าเขาจะไปอยู่ที่ไหน ทำมาหากินที่ไหน เจอสถานธรรมและศึกษาที่ไหนก็สุดแต่บุญสัมพันธ์ของเขา
 
ดุจคำพูดอาวุโสท่านหนึ่งว่า... "ถ้าแม้นมีบุญสัมพันธ์กับเราจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ย่อมกลับมา หากแม้นไม่มีบุญสัมพันธ์แล้ว อยู่ข้างบ้านกันก็หาได้ร่วมบุญด้วยกันไม่"

ส่วนเรื่องของความกตัญญู หรืออกตัญญูต่อ อาวุโสผู้นำพา-รับรองของเรานั้น เราไม่รู้จะพูดอย่างไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...ไม่พูดให้เสียบุญกุศลดีกว่า ใครจะมองอย่างไร จะพูดว่าเราไม่กลับไปหาผู้นำพา-รับรอง อย่างไร...? แม้เราบอกผู้นำพารับรอง และอาวุโสสายธรรมเราแล้ว...ว่าเราจะไปศึกษาที่นั่นที่นี่ เราก็ยังรู้สึกผิดต่ออาวุโสอยู่ดี...?

แล้วจะทำอย่างไร?

เหตุผลของพี่หลินอยู่ที่สะดวก ใกล้ที่ไหน ศึกษาที่นั่น...

ไม่เอา ไม่คิดมาก ทำงานธรรมะไปข้างหน้าดีกว่า สบายใจกว่าเย้อ...



เสียงจากใจ ...ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ


โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 กุมภาพันธ์ , 2011, 02:56:43 AM
ตอบกลับ #116
  • ชมรมเทิดคุณธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 267
  • อนุโมทนา: 5
    • อีเมล์

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

24 กุมภาพันธ์ , 2011, 03:51:13 PM
ตอบกลับ #117
  • I love Chongter
  • ประสานงาน เขตกำแพงเพชร
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 812
  • อนุโมทนา: 9
  • ดำรงจิต ดำรงตน ดำรงธรรม

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
ทันทีที่เจ้าคุกเข่าลงขอรับธรรม อาจารย์บัดนั้นรับเจ้าไว้เป็นศิษย์เอ๋ย  ดุจดังพ่อลูก  ตราบนานเท่านานไม่ผัน  สักขีพยานธูปจันทร์กำยาน  พุทธายินดี
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

25 กุมภาพันธ์ , 2011, 12:38:03 AM
ตอบกลับ #118
  • ชมรมเทิดคุณธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ประสานงาน เขตเชียงใหม่
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 267
  • อนุโมทนา: 5
    • อีเมล์

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
๕๕๕ คือ คือ กัน น้องปาล์ม
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

20 เมษายน , 2011, 03:33:22 PM
ตอบกลับ #119
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

มีใจที่จะทำ แล้วก็ทำจนเห็นผล (ไม่รู้จะให้ชื่อเรื่องว่าอะไร เป็นเรื่องความทรงจำและอีกหนึ่งในความประทับใจ)
       
                 ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 54 ปีนี้ มีคนไต้หวันกลุ่มหนึ่ง 10 ท่านด้วยกัน เป็นผู้ดูแลเยาวชนและหลายท่านเป็นพี่เลี้ยงและปัญญาชน  เทศกาลนี้นับว่ามีความสำคัญกับคนจีน มากๆ ครอบครัวต้องอยู่พร้อมหน้า และก็ทำกิจกรรมทานอาหารร่วมกัน แต่ว่า ทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น เดินทางมาเมืองไทย ด้วยเงินที่ตัวเอง สะสมไว้ โดยที่ไม่ได้รบกวน พ่อแม่ หรือคนในครอบครัว มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นผู้หญิง น่าตาดีมาก คุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงมากๆ แต่ท่านขออนุญาติ คุณพ่อคุณแม่ว่าตรุษจีนปีนี้ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ขอสร้างบุญผูกบุญสัมพันธ์กับญาติธรรมที่เมืองไทย   ติดตามนักธรรมอาวุโสมา ผู้น้อยได้มีโอกาสร่วมงานและเห็นฟังการบรรยายและการส่งเสริมจากอาวุโสกลุ่มนี้ หลายท่านอายุยังไม่มาก อายุน้อยกว่าผู้น้อยก็มี แต่ภูมิธรรมและการปฏิบัติบำเพ็ญ มีความงดงามและเป็นแบบอย่างที่ดีมาก   

                  ในวันที่ 5- 6 ก.พ.54 ก็มีค่าย ๆ หนึ่งขึ้นชื่อว่าจตุรธรรม ทุกท่านทุ่มเทลงเรี่ยวลงแรงกับการเตรียมกิจกรรมและข้อมูลมากๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้พักผ่อน ผู้น้อยเดินทาง จาก บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไปถึง สุรินทร์ วันนั้น จำได้ ตี 4 ยังไม่ถึง ตี 5 มีอาจารย์บรรยายท่านหนึ่ง หนึ่งในกลุ่มอาวุโสไต้หวันนี้ ลงมาทำกิจวัตรส่วนตัวตอนเช้าแล้วก็ออกมาต้อนรับเรา งานทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี คืนวันแรกหลังจากน้องนอน 4 ทุ่มกว่าๆ อากาศหนาวเย็นมากๆ อาวุโสไต้หวัน และพี่เลี้ยงทุกคนประชุมและพูดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาหนึ่งวันและกิจกรรมของวันพรุ่งนี้  และอาจาย์ไต้หวันท่านหนึ่งได้ส่งเสริมให้กำลังใจว่า  น้องคนหนึ่งที่ติดตามอาจารย์มาในครั้งนี้ เราดูออกไหมว่าเขาเป็นคนใหม่ มือใหม่  เขาอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม 10 คนที่มาคราวนี้  เจี่ยงซือท่านนี้เล่าให้ฟังว่า อาวุโสไต้หวันคนนี้เป็นลูกหลานญาติธรรม และเจี่ยงซือท่านนี้เห็นเขาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เป็นฑูตย์สวรรค์ ตั้งแต่เธออายุได้ 9 ขวบพูดไปเจี่ยงซือท่านก็ยิ้มไป แววตาอ่อนโยนมีเมตตามากๆ และได้ดูแลส่งเสริม ให้โอกาสและให้กำลังใจจนมาถึงวันนี้ น้องคนนี้ อาวุโสไต้หวัน วันนี้ เติบโตท่ามกลางอาณาจักรธรรม และได้รับการดูแลส่งเสริมอย่างต่องเนี่อง จนวันนี้เธออายุ  15 ปีสามารถ  เจี่ยงซือท่านนี้บอกว่ามาเป็น " มือช่วย"  มือช่วยของอาวุโสผู้นำพากลุ่ม สามารถเข้าใจงาน รู้งาน รับงาน และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำงานได้อย่างกลมกลืน เธอได้เรียนรู้และสัมผัสและก่อเกิดความเข้าใจ จนมาถึงวันนี้ 
       
               คงมิใช่ง่ายเลยที่จะทำให้น้องคนหนึ่งจากฑูตย์สวรรค์ 9 ขวบ ให้อยู่ในกลุ่มและขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงเยาวชนและสามารถเข้าใจงานทำงานแทนอาวุโสได้ แต่ก็คงมีไม่น้อยที่เราจะได้พบกรณีแบบนี้  ผู้น้อยอธิบายไม่ได้ว่า จะต้องอุทิศกายใจ ทุ่มเท มอบความรักเมตตา และเอาใจใส่ ขนาดไหน แต่ผู้น้อยรับรู้และรู้สึกได้ว่า ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ   และผลนั้นเห็นได้จริงๆ  เก็บไว้ในความทรงจำประทับใจจริงๆค่ะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณอาวุโสส่งเสริม



บันทึกความทรงจำยุคขาว
20/04/54


           
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal