ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกความทรงจำยุคขาว...  (อ่าน 231134 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

21 เมษายน , 2011, 04:15:04 AM
ตอบกลับ #120
  • 一切法,為治一切病;若無一切病,焉用一切法。
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 30
  • อนุโมทนา: 0
  • ขอให้เวไนย์ กลับคืนฝั่งธรรม
    • อีเมล์

ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้น้อยเอง
ย้อนหลังไปเมื่อประมาณปี หลายๆๆปี  หลักจากที่ผู้น้อยรับธรรมได้ไม่นาน ในชีวิตของผู้น้อยก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อก่อน แทนที่จะใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป กลับต้องมาอยู่สถานธรรม เข้า ๆ ออกๆ เป็นว่าเล่น (หมายถึงมานอนที่สถานธรรม ถ้าเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผู้น้อยก็จะขออนุญาตที่บ้านมานอนที่สถานธรรม โดยอ้างว่ามาเรียนภาษาจีน แต่แท้จริงแล้ว ช่วงวันศุกร์ก็มีชั้นเรียน วันเสาร์ก็ไปส่งเสริมกับ อวส. วันอาทิตย์โดยส่วนมากแล้วเป็นประชุมธรรม ) ต้องขอบคุณเบื้องบนเมตตา ที่หลังจากผู้น้อยรับธรรมแล้วมีโอกาสได้ใกล้ชิดอยู่ในอาณาจักรธรรมมาโดยตลอด นักธรรมอวส. ต่างโอบอุ้มเมตตาชี้แนะผู้น้อย ปัจจุบันนี้ ท่านทั้งหลายยังมองผู้น้อย เป็นเด็กน้อยๆ ตัวเล็กๆอยู่เลย เหมือนกับวันที่มารับธรรมวันแรกๆ ยังไงอย่างงั้นเลย สายตาเหมือนพ่อแม่ กำลังเฝ้ามองลูกอย่างเอ็นดู รอคอยวันเจริญเติบโตของต้นกล้าน้อยๆ ต้นนี้เติบโตขึ้นมา
ช่วงนั้น ผู้น้อย เรียนอยู่ ม. 4 พึ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน ที่สถานธรรมก็มีประชุมธรรมเหมือนเดิม(ก็เป็นอย่างนี้ทุกทีนั้นแหละ) ทุกครั้งผู้น้อยและเพื่อนๆ ก็จะมาพักที่สถานธรรม มาช่วยเตรียมงาน และหนึ่งวันก่อนประชุมธรรม ผู้น้อยขออนุญาตอวส.กลับไปที่บ้านเพื่อกลับไปบอกที่บ้านว่าจะขอพักอยู่ที่สถานธรรมต่อ (เนื่องจากว่าพึ่งเปิดเทอมที่บ้านจึงอยากให้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมากกว่า) แต่ก็นั้นแหละ อีกจนได้ เบื้องบนเมตตาผู้น้อย นอกจากทางบ้านจะยอมให้มาช่วยงานที่สถานธรรมแล้ว ยังแถมลิ้นจี่พวงงามๆ มาให้หนึ่งพวกใหญ่เพื่อเอาไปถวายในงาน ปชธ ในวันพรุ่งนี้
ในวันนั้นผู้น้อยเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซด์ และมีเพื่อนที่สถานธรรมมาด้วยคนหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่จะขับรถข้ามถนนนั้นเองก็มีรถยนต์ป้ายแดง ยี่ห้อ ดีเม็ก มาด้วยความเร็วสูง ประมาณร้อยกว่าได้ ขับเร็วมาก ประจวบกับที่ผู้น้อยกับลังขับรถข้ามถนนนั้นเอง
รถทั้งสองคันชนเข้าอย่างจัง อวส ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ?
ตัวของผู้น้อยครึ่งตัว ติดอยู่ใต้ท้องรถ พร้อมมอเตอร์ไซด์ เพื่อนผู้น้อยกระเด็นไปสามเมตรจากที่เกิดเหตุ(ตอนผู้น้อยหันไป เพื่อนผู้น้อยล่ะตีลังกาเลยแหละ) รถยนต์ดีเม็ก ฝั่งตรงข้ามคนขับ กระบะยุบไปประมาณเมตรครึ่งได้ แล้วรถได้เหวียงทิศทางหันไปประมาณเก้าสิบห้าองศาจากถนน (คือตอนที่เขาขับมาช่วงที่หลบมอเตอร์ไซด์ผู้น้อย)
รถยนต์หันหัวไปทางสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าโต๊ะพระพอดีๆ
แต่ผู้น้อยและเพื่อนทั้งสองคนไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีแม้แต่รอบขีดขวด ไม่มีแม้แต่เลือดหยดเดียวให้เห็น แต่ตอนนั้นผู้น้อยยังเด็กมากยังคงตกใจกับเรื่องรวบที่เกิดขึ้น กางเกงของเพื่อนที่ใส่มาเป็นกางเกงวอม ว่าหนาแล้วนะ ก็ฉีกตั้งแต่ต้นขาลงมา สงสัยตอนที่ไถลไปกับพื้น หรือตอนตีลังกาชัวร์ รถมอเตอร์ไซด์ ตรงสวยของเกียร์หัก แล้วหม้อน้ำมีน้ำมันไหลออกมาคือว่ามันแตก
เบื้องบนเมตตาแค่ไหนที่หม้อน้ำไม่ระเบิด (ถามอวส.ปกติหม้อน้ำ มันแข็งแรงมาก เอาค้อนเอาอะไรทุบ มันก็ไม่เป็นอะไร)แต่เหตุการณ์นี้ เจ้าของรถเขาก็ลงมาด่าผู้น้อยใหญ่เลยว่า  ............................................  เป็นที่รู้กันเลยเขาตกใจที่ผู้น้อยและเพื่อนไม่เป็นอะไร แต่รถของเขานี้ แทบดูได้ได้ คิดดูแล้วกระบะมันทำไมถึงยุบ แต่คนไม่เป็นอะไร ก็ไม่มีใครหาคำตอบได้
   แต่ทีเด็ดอยู่ที่ลิ้นจี่พวงงามโดนเหวี่ยงไปอย่างจัง ไม่มีมีลูกไหนหลุดจากพวก งามเหมือนเดิม
   ตอนนี้ทั้งรูป รถ และรูปลิ้นจี่ยังมีอยู่ที่สถานธรรมเพื่อเป็นประจักหลักฐานให้คนรุ่นหลังไว้ดู (ศึกษา)ต่อไป...
   วันนั้นก็จัดชุดใหญ่เลย คนละกี่พันกราบก็ว่ากันไป ขอบคุณอวส.เมตตาให้กำลังใจในวันนั้น
แต่หลังจากวันนั้น สามวันต่อมาผู้น้อยก็ไปสอบคัดเลือก เป็นนักเรียน นักศึกษาวิชาทหารค่ะ โดนซะขนาดนั้น ยังมีแรงวิ่งสี่สิบคนเข้า รอบ สิบคนแรก (เบื้องบนเมตตา) จนทุกวันนี้เหตุการณ์ผ่านไปหลายปี ผู้น้อยเป็นว่าที่ร้อยตรีได้มาสมใจ แต่เรื่องราววันนั้นยังไม่เคยลืม ถ้าไม่ใช่เบื้องบนเมตตาในตอนนั้น ถังน้ำมันคงจะระเบิดไปแล้ว
เพราะสิ่งนี้ละมั้งทำให้ผู้น้อยและเพื่อนบำเพ็ญกันมาได้ถึงทุกวันนี้ ตอนนี้เพื่อนผู้น้อยติดตามอวส.อยู่ที่สถานธรรมที่เชียงใหม่(เป็นฟู่ถันจู่อยู่ที่สถานธรรมใหญ่เลย) ส่วนตัวผู้น้อยเรียนอยู่ทางรังสิต ก็ช่วยงานธรรมกิจของทางสถานธรรมไท่เย่า (แต่สถานธรรมของผู้น้อย จริงๆ เป็นสายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง ค่ะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่)
ขอบคุณเบื้องบนเมตตาที่ให้ผู้น้อยได้มีโอกาสมาสืบสานปณิธานต่อ ขอบพระคุณฉือหนิงผู่ซ่า (ท่านเฉียนเหริน สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง)ขอบคุณบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ของ ท่านรองธรรมอธิการ ปู้ซิวสีผู่ซ่า เมตตา .....................มีอาณาจักรธรรมสายธรรมฟาอีฉงเต๋อ
ให้ผู้น้อยได้ศึกษา และได้บำเพ็ญเมื่อเรียนอยู่ทางนี้
และสิ้นเดือนนี้เอง ผู้น้อยก็จะขึ้นไปช่วยงานที่ สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง บ้านเดิมของตัวเอง มีประชุมธรรมที่   อ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ค่ะ อวส.ท่านใด มีญาติหรือ มีญาติธรรมอยู่ทางนั้นเรียนเชิญนะคะ
ต่อแต่นี้ไปผู้น้อยขอใช้ชื่อว่า ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ รู้สึกว่าคำนี้มัน กินใจ บรรยายไม่ถูกยังไงอย่างงั้นเลยล่ะค่ะ

活佛師尊慈示:
對人生要有無常的覺醒。
對物質要有淡薄的看法。
對真理要有追求的熱誠。
對眾生要有服務的犧牲。
對自己要有嚴格的修持。
對同修要有平等的觀念。
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

25 เมษายน , 2011, 02:11:38 PM
ตอบกลับ #121



ยินดีครับ

ร่วมศึกษากัน ถ้าเป็นไปได้ หากได้เห็นรูปลิ้นจี่ ก็จะเป็นกุศลยิ่งครับ

เราเป็นศิษย์จี้กงทุกคนทุกท่าน ธรรมะมีหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งชาติ ศาสนา และสายธรรม ให้ดูตามความเหมาะสม ความสมควร

โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 มีนาคม , 2012, 11:23:20 PM
ตอบกลับ #122

หายไปนานเลยครับ...
ว่าจะมาบันทึกต่ออีกหลายเรื่อง

แต่...เรื่องต่อไปนี้จะยังไม่เอามาลงในนี้
จะเอาไปทำเป็นเล่ม + ที่เคยบันทึกผ่านๆ มา

แล้ว.......จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน 

เนื่องจาก...พ่อผู้น้อยได้รับวิบากกรรมอย่างหนัก คือ ถูกปืนแก๊ปเพื่อนบ้าน ลั่นกระสุนเข้าที่หน้าอกและไหล่ขวา แก้ม ปาก จมูก และตรงหน้าผาก ณ ตอนนี้ ผ่านมา ประมาณ 7 วันแล้ว คุณพ่อหายดีแล้ว กลับไปอยู่บ้านได้แล้ว เริ่มกินอาหารอ่อนๆ ได้แล้ว เหลือแต่กระสุนที่ฝังอยู่ตามจุดต่างๆ เบื้องบนเมตตามาก...(รายละเอียด ไว้อ่านในเล่มจริง)

วันที่เกิดเหตุแม่เล่าว่า เลือดโชกเต็มตัว อาการสาหัสมาก ปาก จมูก มีแต่เลือดไหล ส่งไป รพ.เอกชน หมอไม่กล้ารักษา เลยส่งตัวไป รพ.ประจำภาคเหนือ ต้องอยู่ห้อง ไอซียู 7 วัน 5 วันแรกต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 วันแรก ตัวบวม ระบมครึ่งตัว พี่น้องภาวนาให้รอด ใครๆ มาเห็นก็ร้องไห้สงสารพ่อ พ่ออายุ 71 ยังแข็งแรงทำได้ทุกอย่าง แ่ต่จู่ๆ ต้องมาเจออบุติเหตุเช่นนี้

(เหตุที่มาของอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่รู้ว่ามาจากวิบากกรรมอะไร?...แต่โดยปกติชีวิตของคุณพ่อผู้น้อย จะเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น ทำพิธีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ พิีธีเข้า-ออกพรรษาตามประเพณี และเซ่นบูชาต่างๆ ซึ่งแต่ละพิธีกรรมต้องมีหมูบ้าง ไก่บ้าง วัวบ้าง  และคุณพ่อทำมานานแล้ว และผู้สืบทอดพิธีนี้ก็หาตัวยากขึ้นทุกวัน ....ซึ่งผู้น้อยเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากวิบากกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา การเรียนรู้ด้วยเหตุและผลจึงจะเข้าใจ...(เพิ่มเติมในเล่ม))


ตามที่ตัวเองได้ตั้งจิตอธิฐานเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า "อย่าเป็นอะไรมาก ให้คุณพ่อหายไวๆ และคุณพ่อต้องรอด" ผู้น้อยไม่มีอะไรต่อรองกับวิบากกรรมที่คุณพ่อต้องรับ จึงตั้งใจว่าจะรวบรวมเนื้อหาที่ผู้น้อยบันทึกไว้นี้เข้าเป็นรูปเล่ม แล้วจะให้ทุกท่านจองในราคาที่ถูกๆ ที่เหลือจะเอาไปตกแต่งภายในสถานธรรมที่ยังขาดงบฯ เพื่อเป็นกุศลทานให้คุณพ่อ

ตรงส่วนของเนื้อหาหนังสือ จะมีเนื้อหาประมาณดังนี้

บันทึกความทรงจำยุคขาว
1.คำนำ 1%
2.ความประสงค์ผู้เขียน 2%
3.วิเคราะห์ธรรมะกับศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ (เบื้องต้น) 5%
4.ธรรมกาลต่างๆ 10%
   4.1 กาลเวลาของโลกและจักรวาล (ดูความเหมาะสมอีกที)
   4.2 ธรรมกาลแต่ละยุค
   4.4 ธรรมกาลยุคขาว
5.บันทึกความทรงจำยุคขาว 80%
6.บทส่งท้าย 2%



การทำหนังสือเล่มนี้ ผู้น้อยยังด้อยประสบการณ์ อาจมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จึงต้องขอคำชี้แนะจากอาวุโสทุกท่าน



ปล.หนังสือเล่มนี้เปิดกว้าง ไม่กระทบกับบุคคลการเมือง ศาสนา ความเชื่อ แต่เขียนด้วยเหตุและผล บอกถึงวิถีชีวิตของผู้บำเพ็ญในยุคขาว ไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา กลมกลืนด้วยความเมตตา กรุณา การให้ การอุทิศ การเสียสละ (อื่นๆ นึกได้แล้วจะมาเติม555)
และในส่วนเรื่องของคนอื่นๆ ที่ร่วมบันทึกในกระทู้นี้ ต้องขอปรึกษา คุยกันเป็นการส่วนตัวว่าจะขอเข้ารวมเล่มด้วยหรือไม่


บันทึก (ไว้ก่อน)
29/3/55
(วันเกิด)
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 มีนาคม , 2012, 11:58:28 PM
ตอบกลับ #123
  • คำว่า "อภัย" นี้ ถ้าทำได้ คนที่เป็นสุขก็คือตัวเราเอง
  • Administrator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4142
  • อนุโมทนา: 183
    • อีเมล์
  • สถานธรรม 佛堂: ฉงเต๋อฝอเอวี้ยน

ดีแล้วครับ สร้างบุญให้พ่อเป็นเรื่องน่ายินดี

การทำหนังสือแนวนี้สำคัญคือ "ยอดจองที่น่าเชื่อถือ"
คือ จองไว้ พอหนังสือเสร็จ เราส่งให้ ส่งเงินกลับมา  เงินที่กลับมาและส่วนต่างที่เรียกว่ากำไร
ตรงนี้คือส่วนที่เราจะนำไปสร้างบุญต่อ   

ลองเปิดจองครับ  ถ้าไม่ถึง 500 เล่ม อย่าส่งพิมพ์  ใช้วิธีทำมือดีกว่า
เพราะพิมพ์ทีนึงก็ต้อง 3,000 เล่ม  ถ้าเหลือค้างที่เรา 2500 เล่ม แบบนี้จะยุ่งมาก
ต้นทุนเบื้องต้น "จม" ที่คิดว่าจะได้สร้างบุญก็คงไม่ได้สร้าง  นอกจากแจกฟรีกันไป เป็นธรรมทาน
(ถ้ารับแบบนี้ได้ ก็ส่งพิมพ์ได้ครับ)

อย่างที่ผมทำ เขาก็หนึ่งเราก็หนึ่ง  ทำกี่รอบก็ออกหมดครับ เพราะเนื้อหาในเล่มเป็นแนวที่แจกง่ายอยู่แล้ว
พิมพ์มาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30,000 เล่ม  ณ ปัจจุบันผมยังเป็นหนี้โรงพิมพ์ 10,000 บาท
เพราะหนังสือที่ออกมา  "แจกฟรี" มากกว่า "ร่วมบุญ"
(ไม่ซีเรียสครับ ผมมีความสุขดีกับหนี้ก้อนนี้) 
 
ลองดูครับ
ถ้าดูแล้วจะเกินกำลังก็ไม่ต้องคิดมาก หนังสือธรรมะ แจกเล่มไหน ก็ได้บุญกุศลเหมือนกัน
ถ้าอยู่ในกำลังที่ทำได้ ปรึกษาเตี่ยนฉวนซือแล้วก็ลุยครับ
ปณิธานต้องแกร่งกล้า  จิตศรัทธาต้องคงมั่น
เจอสิ่งใดอย่าไหวหวั่น จุดหมายตนนั้นต้องแน่วแน่
อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

15 เมษายน , 2012, 09:24:28 AM
ตอบกลับ #124

เรื่องที่จะบันทึกต่อ...
-ออมสินบุญ
-ครูขี้เหล้ากลับตัวกลับใจ
-น้องนัทเลิกเล่นเกมส์
-หนูไปสถานธรรมกับพ่อกะแม่
-ป้าไม่เสียชาติเกิดแล้ว
-นางมารร้ายกลับตัวเป็นนางสาวคนหนึ่ง
-เพื่อนผมโง่
-เดี๋ยวนี้เป็นควายกินหญ้าแล้ว
-ไปหุงข้าว 500 กม.

 ฯลฯ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

2 กรกฎาคม , 2012, 03:39:54 PM
ตอบกลับ #125
  • มิตรธรรม
  • *****
  • กระทู้: 1
  • อนุโมทนา: 0
    • อาหารเพื่อสุขภาพ
  • สถานธรรม 佛堂: พุทธ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

20 พฤศจิกายน , 2012, 11:03:43 PM
ตอบกลับ #126
  • บุคคลทั่วไป

ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง......วันที่ผู้น้อยคุกเข่ารับธรรมะเมื่อ27/12/40 เป็นชั้นฟื้นฟูจิตเดิมแท้ หลังรับธรรมก็กินเจทันทีเพราะวันนั้นพระอาจารย์มาประทับฯจิตตื่นทันที พอประชุมครบ
สองวันจึงไปยืมหนังสือทางสถานธรรมไปอ่านที่บ้าน พอเข้าสู่วันที่สามนับจากวันรับธรรมะ ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณสองทุ่มเศษๆ ผู้น้อยอยู่บ้านคนเดียวจึงต้องปิด
บ้านอย่างมิดชิด และนั่งอ่านหนังสือธรรมะพร้อมกับคัดลอกประโยคธรรมที่จะเก็บไว้เตือนสติไว้ในสมุด พลางคิดไปว่า"หากทุกคนในโลกนี้มีคุณธรรมโลกนี้ก็จะเป็นดิน
แดนดอกบัวบาน" สักครู่ก็มีลำแสงสีนวล ปลายลำแสงที่อยู่ตรงหน้าจะแหลมเหมือนกรวย ค่อยๆเคลื่อนมาหาผู้น้อยช้าๆเลยเงยหน้ามอง ลำแสงนั้นเคลื่อนมาถึงใบหน้าและ
ผ่านเข้าไปที่ตรงจุดญาณทวารแรกสัมผัสคือรู้สึกเสียวๆและอุ่นๆตรงจุดญารทวาร นั้นแล้วสักพักเท่านั้น......เดี๋ยวจะเล่าต่อ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 พฤศจิกายน , 2012, 01:23:43 AM
ตอบกลับ #127
  • บุคคลทั่วไป

เล่าต่อค่ะ...สักพัก รู้สึกว่ามีลมแรงอยู่นอกบ้านเหมือนพายุเล็กๆ คิดไปว่าทำไมลมแรงมาไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย กะว่าจะออกไปเปิดบ้านดูลม แต่ใจนึงคิด ไม่ดูดีกว่า พรุ่งนี้ต้น
ไม้ใบหญ้าพังราบเดี่ยวก็เห็นเอง ก็เลยนั่งอ่านหนังสือธรรมะต่อไป อีกสักพักก็ได้ยินคนคุยกันอยู่หน้าบ้าน ก็หยุดอ่านแล้วคิดว่าลมแรงขนาดนี้ใครยังสามารถต้านลมคุยกันอยู่ได้เลยเงี่ยหูฟัง รู้ว่าเป็นผู้ชายสองคน คนนึงพูดจาเกรี้ยวกราดเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ อีกคนพูดจาอ่อนโยนใจเย็น จับใจความได้ว่า" ไม่ยอม ยังไงฉันก็ไม่ยอม ไม่ยอมให้มันสำเร็จแน่" "เอาเถอะนะยอมให้เขาได้บำเพ็ญธรรมเถิดเรารับรองว่าเขาจะสร้างบุญสร้างกุศลไปให้เจ้า" อีกคนเงียบไป แล้วพูดขึ้นว่า"ก็ได้ แล้วชั้นจะรอดูว่ามันจะทำให้ชั้นมั้ย ไม่งั้นชั้นไม่ยอม" คราวนี้ผู้น้อยตกใจมากว่าใครมายืนต่อรองบุญกุศลกันหน้าบ้าน ใช่ไม่ใช่พระอาจารย์จี้กงกำลังต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรของผู้น้อย แหล่ะนี่คือประจักษ์หลักฐานที่พระอาจารย์ต้องการให้ผู้น้อยได้รู้แล้วให้เร่งสร้างกุศลเร่งปฏิบัติงานธรรมอย่างเร่งด่วน
 เรื่องที่สอง...หลังจากเหตุการณ์แรกไม่นาน ก็มีผู้อาวุโสมาชวนผู้น้อยไปประชุมชั้นบุคคลากร ที่ต้าเมี่ยว ผู้น้อยก็ไป และไปรวมตัวกันของสถานธรรมภายใต้การดูแลของ อ.หวงจิ้นซุ่น เจี่ยงซือ จ.พิษณุโลก ในสมัยนั้น แล้วจึงเดินทางพร้อมกัน เมื่อถึงต้าเมี่ยวทุกคนก็เอาสัมภาระของตนไปเก็บ และ อ.หวง เจี่ยงซือ บอกจะพาญาติธรรมไปงานวัดในองค์พระปฐมเจดีย์ แล้วจะพาไปดูนรกทั้งเป็น ผู้น้อยตื่นเต้นอยากไปจึงตามไป เชื่อไหมว่าเขาพาไปดูตลาดชำแหละหมู โอย นรกทั้งเป็นจริงๆผู้น้อยเศร้าใจ สะเทือนใจมาก จนพากันกลับแต่ภาพมันติดตา หดหู่ใจอยู่ พอกลับถึงต้าเมี่ยว อ.หวง(อ.หมอ)บอกว่าเดี๋ยวไปที่ชั้นสอง อ.จางเตี่ยนฉวนซือจะเมตตาญาติธรรมคณะนี้ พอกราบพระโองการเสร็จก็นั่งฟัง อ.จาง ท่านเมตตา ทันใดนั้น จู่ๆก็มีลุงคนหนึ่งน่าจะเดินลงมาจากชั้นสาม พอถึงบันไดชั้นสองตรงที่ อ.จางกำลังเมตตาญาติธรรมอยู่ เกิดล้มฟาดพื้น แล้วกัดลิ้นตัวเองเหมือนลมบ้าหมู ก็มีอาวุโสต้าเมี่ยววิ่งไปเอาช้อนจากในครัวมาใส่ปากลุงเอาไว้ แล้วก็มีญาติธรรมท่านหนึ่งบอกว่าเห็นเงาดำร่างใหญ่ผลักลุงตกลงมา แค่นั้นแหล่ะจิตของผู้น้อยยิ่งหวาดกลัว ความหดหู่ใจทั้งสองเรื่องมาประดังในใจแทบจะเสียสติ หลังจากนั้นก็ต้องไปเอาเครื่องนอนของต้าเมี่ยวมาไว้นอน แล้วได้ไปนอนในห้องประชุมเล็กๆ(ก็ไม่เล็กเท่าไหร่)กลางห้องมีโต๊ะประชุมตั้งอยู่(ถ้าจำไม่ผิด) แล้วไปอาบน้ำ กลับมาห้องที่นอนก็ปิดไฟมืด ผู้น้อยก็ค่อยๆย่องไปตรงที่เราจัดไว้ ในใจคิดแต่เรื่องสะเทือนใจที่พบมาทั้งสองเรื่อง ถึงตอนนี้จิตกระเจิงแล้ว  นั่งลงแล้วกวาดตามองรอบๆไม่มีคนที่เรารู้จักเลย อยากกลับบ้าน ไม่อยากประชุมธรรมแล้ว จะไปหาอาวุโสได้ที่ไหน จะให้เขาพาไปส่งบ้านที่ พิษณุโลก เมื่อจนปัญญาไม่รู้จะหาใครมาช่วย เลยนั่งกอดเข่าหลังติดฝา มองซ้ายขวาเหมือนคนบ้า บอกจริงๆว่า ควบคุมจิตและร่างกายไม่ได้แล้ว มือเท้าสั่น หลับตาลงไม่ได้แล้วก็จะนั่งอย่างนี้ไปถึงเช้าแล้วค่อยกลับ นั่งอยู่ท่านั้นจนหลับไป แล้วฝันไปว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์หนึ่ง มวยผมสูง ห่มจีวรทองอร่ามตามาก ลอยลงมาตรงหน้าพระพักตร์ยิ้ม แววตามีเมตตาหาสุดประมาณได้ แสงสว่างมาก ผู้น้อยเห็นดังนั้นเกิดความปิติ ใจเย็นลง อาการที่เป็นหายไปแล้ว ผู้น้อยเลยก้มกราบรับพระบาทสามครั้ง กราบถึงกราบที่สามแล้วก็สะดุ้งตื่น เพราะเป็นเวลาตีห้า ญาติธรรมท่านหนึ่งเตรียมตัวไปอาบน้ำแล้วมาสะดุดขาผู้น้อย ตื่นมาพบว่าตัวเองนอนหงายราบและห่มผ้าด้วย อาการหวาดกลัวก็หายไป เลยลุกไปทำภารกิจส่วนตัว ในใจคิดว่าคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโปรดให้เราหายกลัวเป็นแน่ คิดอยู่ตลอดว่าเป็นพระองค์ใด พอถึงเวลาเปิดชั้นเรียน ผู้เข้าชั้นเรียนก็กำลังชื่นชมถึงความกว้างใหญ่ของต้าเมี่ยว ตาก็เหลือบไปเห็นรูปปั้นองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามพระองค์ ผู้น้อยเลยถามอาวุโส(ยกมือชี้ไปด้วย)ว่าองค์ นั้นคือใคร เพราะองค์นี้แหละทีมาโปรดให้เราหายกลัว คำตอบก็คือ พระโพธิสัตว์จันทรปัญญา!!!!!!
  เรื่องที่สาม....หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วผู้น้อยเริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากร บางทีก็มานอนที่สถานธรรมช่วยปัดกวาดเช็ดถูสถานธรรม ไหว้พระ มีวันหนึ่งหลังจากที่กวาดถูสถานธรรมและก็ขอนอนพักสักครู่เพราะเป็นไข้ทับระดู แน่ใจเลยว่าผู้น้อยไม่ได้หลับ และยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ มีความรู้สึกว่ามีใครบางคนมานั่งทางหัวนอนเราเลยเงยหน้าไปมอง แต่จะลางๆ ต้องขมวดคิ้ว หลี่ตามอง เห็นเป็นผู้หญิงร่างท้วม นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อยืดมีปกสีบานเย็นนั่งพับเพียบอยู่ ผู้น้อยมองพิจารณาเขาไปทั้งตัว เห็นอกเหนือราวนมซ้ายมีดอกบัวสีขาว เล็กเท่านิ้วก้อย ปักอยู่ที่อกซ้ายนั่น เขาบอกว่าเราให้เขา เขาเป็นแม่ในชาติก่อน จากนั้นผู้น้อยทักทายเขาเหมือนเรารู้จักกัน ทั้งๆที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ผู้น้อยทักไปว่า แม่สบายดีไหม เขาตอบ เเม่สบายดีไม่ต้องเป็นห่วง" "แล้วพี่เจี๊ยบล่ะสบายดีไหม" เขาตอบมาว่า"เจี๊ยบก็สบายดี ไปเกิดใหม่แล้วไม่ต้องห่วง ส่วนแม่เองก็ตายเพราะถูกพ่อเลี้ยงฆ่าตาย" ผู้น้อยก็ยิ้ม และรำพึงว่า เหรอ


ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 พฤศจิกายน , 2012, 09:37:08 AM
ตอบกลับ #128

ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง.....


...อนุโมทนาครับ สำหรับ เรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง

แต่ผู้น้อยอยากผู้อ่านทั้งหลาย อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมอ่ะคับ เพื่อเป็นความรู้ วิธีการ การเสริมปัญญาให้เรานะครับ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151344961679810&set=a.10150647894084810.459473.566159809&type=3&theater

จะไ้ด้ใช้พิจารณญาณอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การงมงาย การถูกหลอกลวง หรือการเสแสร้ง แกล้งทำ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 พฤศจิกายน , 2012, 11:43:15 AM
ตอบกลับ #129

เนื่องจากมีบางคนอาจไม่เชื่อเรื่อง การเข้าทรง ผีสิง วิญญาณอาศัยร่าง สิ่งศักดิ์สิทธิประทับญาณ บางคนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย ไม่มีจริงในโลก มีแต่หลอกลวง งมงาย ซึ่งจริงๆ แล้วมีทั้งหลอกลวง งมงาย ทั้งมีจริงและไม่จริง แต่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงของผู้น้อยเอง ที่เคยสัมผัสเอง ด้วยตัวของตัวเองจริงๆ จึงนำมาร่วมศึกษากัน
แรกๆ ผู้น้อยคิดว่าไม่ควรเล่า เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เจอด้วยตัวเอง แต่อาวุโสแนะนำว่า เรื่องที่เจอด้วยตัวเอง จึงจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อที่สุด
จึงนำมาร่วมศึกษากัน เพื่อเป็นประจักษ์ ยืนยันถึงเรื่องวิญญาณมีอยู่จริง

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อปี พ.ศ.2545 ( 10 ปีที่แล้ว)
ตอนนั้นเพิ่งรับธรรมะได้ 2-3 ปี ยังไม่มีชั้นเรียนซินหมิน จื้อซั่นปัน มีแต่ชั้นเรียนประชุมธรรม กับหัวข้อทั่วๆไป

ผู้น้อยได้ไปเข้าค่าย ค่ายหนึ่ง ที่ จ.สุโขทัย ช่วงเช้าเป็นพิธีเบิกหน้าดิน เพื่อจะสร้างเป็นสถานธรรมส่วนร่วม กลางวันก็มีการฟังหัวข้อ มีกิจกรรม มีละครให้ชม พอตกกลางคืน ญาติธรรมทั้งหลายที่มาจากหลายสถานธรรม หลายที่ หลายจังหวัดรวมๆ ประมาณ 100 กว่าคน ก็ไปนั่งล้อม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม กับอาวุโสท่านหนึ่ง(ซึ่งเป็นร่างให้พ่อขุนรามคำแหง) ก็นั่งอยู่ตรงกลาง พ่อขุนฯ ท่านพูดธรรมะยุคโบราณ สมัยนั้นที่ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรก็มาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ท่านก็จะมาตัดสินคดีให้ชาวสุโขทัย

ท่านก็เล่าจนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ท่านก็บอกว่าธรรมะมาโปรดถึงที่กรุงเ่ก่า มีทหาร นักรบตกตายทับถมบนแผ่นดินนี้มากมาย วันนี้ได้รับน้ำทิพย์ชะโลมชุมชื้นไปทั่ว มีการเบิกหน้าดินสร้างตำหนักพระโปรดคนหลง ให้ผู้คนได้ฟังธรรม บุญกุศลก่อเกิดมากมาย วิญญาณนักรบ วิญญาณบรรบุรุษ  บรรพชนต่างแซ่ซ้องยินดี ดีใจล้นพ้น ... ท่านก็บอกว่า...ทุกท่านอยากเห็นมั้ยถ้าอยากเห็นให้ทำใจให้สงบ นิ่ง แล้วพ่อจะพาไปดู .... ผู้น้อยก็นั่งสมาธิ ทำใจให้ว่างเปล่า...สักพัก ก็เหมือนตัวเองดิ่งลงไปข้างล่าง ลึกมาก แต่ดิ่งลงไปด้วยความเร็วมากๆ สักพักหนึ่ง ก็นิ่ง ได้ยินเีสียงพ่อขุนฯ พูดว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้นึกถึงพ่อขุนฯ กับ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม เท่านั้นเอง ผู้น้อยเริ่มรู้สึกปวดเมื่อบริเวณเอว ปวดมากขึ้นๆ จนปวดไปทั้งตัว คิดว่าตัวเองอยู่ๆ ก็ปวดขึ้นมาทรมานมาก มันเป็นอะไรหรือ? สักพัก ก็มีหน้าคนลอยมาตรงหน้าผู้น้อย ลอยมาทีละหน้าๆ บางหน้าก็ยิ้มให้ บางหน้าก็ร้องไห้ บางหน้าก็เฉยๆ ซึ่งผู้น้อยไม่รู้จักใครเลย ประกอบกับเมื่อยไปทั้งตัว ก็ได้แต่นิ่งๆ ไว้ รู้สึกได้ว่าร่างกาย ความรู้สึกส่วนหนึ่งไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นใครไม่รู้ ความรู้สึกว่าร่างกายตัวนี้เป็นเรา 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เป็นใครไม่รู้...สักพักรู้สึกว่ามีน้ำไหลมาจากในตา(หลับตาอยู่) ก็ลองเอามือไปปัดที่แก้ม เอ้า...น้ำตานี่...ก็บอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ร้องไห้ แล้วใครล่ะ? ทำให้น้ำตาผมไหลได้ยังไง ผมไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่มีเรื่องเศร้า เท่านั้นเอง อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เดินมาด้านหลัง แล้วตบไหล ผมก็รู้สึกตัวขึ้นมา อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมบอกว่า "เจ้าเป็นใคร มาจากไหน ทุกข์ร้อนอะไร บอกมาเดี๋ยวจะให้ลูกหลานสร้างบุญไปให้..." ตอนนั้นก็รู้สึกตัวมากขึ้นๆ จนได้สติ อาการเมื่อย เจ็บปวดตามตัวก็หายไป ก็บอกกับตัวเองว่า ...ไม่เป็นไร ผมจะสร้างบุญให้พวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักรบ บรรพบุรุษในแผ่นดินนี้ หรือเป็นบรรชน ผมจะช่วยงานธรรมะ สร้างบุญให้ ... แล้วก็เงียบ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ไม่เห็นตอบอะไร ก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ที่เดิม ผู้น้อยก็ค่อยๆ ลืมตามองไปรอบด้าน ทุกคนก็ยังนั่งปกติเหมือนเดิม แต่ทำไมน้ำตาเต็มแก้มตัวเอง

ตอนนั้นก็คิดได้แค่ว่า มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แปลก ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือมาจนจบ ม.6 ไม่เคยมีวิชาไหนสอนเรื่องแบบนี้ แต่นี่มีอยู่จริง สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ จนได้ติดตามอาวุโส ได้ช่วยงานธรรมะ ศึกษาเรียนรู้ เจอเรื่องราวแบบนี้จากหลายๆ ที่ หลายคน และจากตำราต่างๆ ทำให้ประจักษ์เชื่อมั่นว่า ชีวิต วิญญาณ มีอยู่จริง การเวียนว่าย ตายเกิด ของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ตอนมีชีวิตอยู่

10 ปีก่อน ก็ตอบไม่ได้ว่า ทำไมพ่อขุนฯ ท่านเป็นเทพฯ ทำไมยังต้องมาอาศัยร่างคน รู้ด้วยว่าใครคิดอะไร อย่างไร? รู้ใจหมด และทำไม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ถึงมาอยู่ที่นี่ เป็นเหมือนหัวหน้าในการสร้างบุญใหญ่สะเทือนถึงวิญญาณทั้งหลายได้ ทำไมวิญญาณนักรบที่ตกตายทับถมอยู่ใต้แผ่นดินนี้เป็นร้อยๆ ปี สามารถลุกขึ้นมารับส่วนบุญ รับกุศลได้เช่นนี้...

...นี่จึงเป็นการฉุดช่วยครั้งสำคัญ ทำบุญจริง กุศลแท้ ใจบริสุทธิ์ และบุญสัมพันธ์ วาระถึง โอกาสเหมาะพอดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์หนุนนำ จึงเกิดได้เช่นนี้ซึ่งมิใช่หาได้ง่าย ทั้งคน ทังวิญญาณทั่วไป ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่า ทั้ง 3 ภพภูมิได้มาร่วมบุญเช่นนี้ มิใช่ธรรมดา

***แต่ถึงแม้เรื่องเหล่านี้จะมีอยู่จริง แต่เราก็อย่ายึดติด หนทางสู่ความหลุดพ้นคือ สร้างบุญชดใช้กรรม บำเพ็ญจิต แก้ไขอารมณ์นิสัยความเคยชินที่ไม่ดีของตนให้ดี ทุกอย่างก็ดีเอง
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

28 พฤศจิกายน , 2012, 04:51:12 PM
ตอบกลับ #130
  • บุคคลทั่วไป

 :kiss:ส่วนเรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ ผู้น้อยขอออกตัวก่อนว่า โปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่าน เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ประสบด้วยตัวเอง และร่วมศึกษากับนักธรรมอาวุโสทั้งหลาย สมควรหรือไม่สมควรประการใดอาวุโสช่วยชี้แนะค่ะ เรื่องนี้ทำให้ผู้น้อยเชื่อถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ( โดยปกติจะเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว)มีจริง นรกสวรรค์มีจริง และที่สำคัญ กฏแห่งกรรมไม่มีการละเว้นแม้กระทั่งผู้อ่อนวัยหากกระทำสิ่งผิด ความผิดบาปเล็กน้อยที่ส่วนใหญ่มักถูกมองข้าม แต่หากความผิดนั้นสะสมทีละเ็ล็กทีละน้อยก็จะใหญ่หลวงเช่นกัน ....เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผู้น้อยนอนฝันไปว่า ได้ลงไปแดนนรก ด้วยความที่ตัวเองไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้จึงเดินไปเรื่อยๆตามแสงไฟ (เหมือนแสงไฟฟืน) มันมืดมาก เดินไปจนเห็นกระทะใบหนึ่งเป็นเหล็ก กว้างใหญ่มากจนมองหาขอบกระทะนั้นไม่เจอ ในกระทะมีน้ำและควันขาวๆลอยคลุ้ง เห็นผู้คนทั้งชายหญิงเปลือยร่างกายกำลังเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานในน้ำ เราเห็นอย่างนั้นมันเกิดแรงจูงใจอยากลงไปเล่นกะเขาด้วย เลยปีนกระทะขึ้นไปแล้วกระโดดลงน้ำทันทีไม่รอช้า ทันทีที่ตัวเราสัมผัสกับน้ำ ภาพชายหญิงที่เห็นว่ากำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานอยู่นั้นกลายเป็นเสียงร้องโหยหวน ร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน น่าเวทนาที่สุด บางคนพยายามปีนหนี แต่ไม่สามารถหนีไปได้ เนื้อหนังที่จมอยู่ใต้น้ำมันหลุดละลายรวมปนเปไปกับน้ำ เสียงโหยหวนมันเสียดแทงเข้าหัวใจแทบจะทนได้ยินต่อไปไม่ได้ และไม่เชื่อในภาพที่เห็นจึงลองวักน้ำมารดที่ตัวเอง มันไม่เห็นจะร้อนอย่างเขาเลย เอ้า!!!ลองอีกที่...วักน้ำมารดตัวเองอีกรอบก็เป็นน้ำเย็นธรรมดา ขณะที่ยังสงสัยระคนแปลกใจอยู่ จู่ๆตัวเราเองก็ถูกรวบผมดึงขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว และวางตัวเราลงบนพื้นลานหินกว้างพร้อมกับได้ยินเสียงหนึ่งบอกผู้น้อยว่า "ศิษย์พี่ ลงไปทำอะไรกับเขาในนั้น" ผู้น้อยก็หันไปตามเสียงก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเ็ล็กน่ารักมากๆ นุ่งเอี๊ยมสีแดง มัดจุกด้วยโบว์สีแดง ผู้น้อยเลยยิ้มไปแต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็มีพระชราองค์หนึ่งเดินตรงมาที่ผู้น้อย ที่เอวมีผลน้ำเต้าแห้งมัดอยู่ ในมือถือพัด โบกไปมา พระพักตร์ยิ้มมีพระมหาเมตตาอย่างประมาณไม่ได้ ขณะนั้นลำตัวผู้น้อยยังเปียกโชกอยู่เลย และมองไปที่พระองค์ แล้วนึกคำถามในใจว่า "ใครวะ" (ขออนุญาติชี้แจงนะคะ ในฝันมันไม่สุภาพอย่างที่เล่าจริงๆ) แค่นั้นแหล่ะ พัดที่อยู่ในมือพระองค์ฟาดมาที่หัวผู้น้อยเบาๆอย่างเอ็นดู (รู้สึกอย่างนั้นค่ะ) แล้วท่านก็ตอบมา ( ตอบอย่างที่ปากไม่ขยับเลย) "จำอาจารย์ไม่ได้เหรอ ไหว้อาจารย์อยู่ทุกวัน" ถึงตอนนี้จึงรู้ว่าท่านคือพระอาจารย์จี้กง ผู้น้อยเลยกราบรับพระบาทพระอาจารย์ห้ากราบ (ผู้น้อยพูดออกเสียงด้วย เหมือนในพุทธระเบียบที่ปฏิบัติกันในสถานธรรมเลย) พระอาจารย์ว่า "ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก มานี่... ตามอาจารย์มาอาจารย์จะพาไปดูอะไร"ผู้น้อยเลยเดินตามหลังพระอาจารย์ไป ระหว่างทางก็มืดมากมองอะไรไม่เห็น พระอาจารย์บอกว่ารีบๆหน่อยนะไม่มีเวลา ผู้น้อยก็รีบไป ข้างทางได้ยินเสียงร้องไห้มากมายนะแต่มองไม่เห็น เดินไปถึงที่หนึ่ง ที่นั่นมีต้นเสาเหล็กมีหนามรอบต้น และมีนับเป็นร้อยๆต้นได้ ที่นั่นผู้น้อยไม่เห็นพระอาจารย์แล้ว มองไปเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่ง ปีนไปร้องไห้ไปเลือดไหลท่วมร่างกายแต่หยุดปีนไม่ได้ ปีนช้าก็ไม่พ้นคมหอกด้านล่าง รีบปีนจนสูงสุดก็ต้องรุดตัวเองลงมาให้พ้นนกตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มาก ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถ้าหลบนกตัวนี้พ้นแต่ไม่พ้นคมหอก ถ้าจะหลบคมหอก ก็ถูกนกจิกหัวจนเหวอะหวะ น่าเวทนามาก ในใจอยากเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนี้มาก  แล้วผู้น้อยได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นคนพูด ห้ามผู้น้อยว่าไม่ให้เข้าไป (เหมือนอ่านใจเราออกว่ากำลังคิดอะไร) ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฏแห่งกรรม ผู้น้อยเลยถอดใจแต่ก็อดเวทนาเธอไม่ได้ หันมองไปรอบๆพบว่ามีเด็กผู้ชายอายุประมาณ10 ขวบ กำลังปีนต้นหนามเหล็กอยู่ ผู้น้อยแปลกใจและตกใจมากด้วยเลยพูดออกไปว่า " ที่นี่คือมีแต่ผู้ผิดศีลข้อสามละเมิดศีลกาเม แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงต้องมาที่นี่ด้วย เขาเป็นเด็กนะ ทันได้ทำความผิดศีลข้อนี้แล้วเหรอ" แล้วจึงมีเสียงตอบผู้น้อยว่า "เด็กผู้นี้ถูกรถชนตายเสียชีวิต แต่เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เขาค้าขายซีดี,วีซีดี,ดีวีดี หนังโป๊ลามกอนาจาร" ผู้น้อยก็ยังแย้งต่อไปว่า " แต่เขาเป็นเด็กอยู่ แล้วสิ่งที่เขาทำก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวนะนั่นเพราะเขายากจนจริง" เสียงนั้นตอบมาว่า"ต่อให้เป็นเด็กแล้วทำความผิดบาปก็อาจละเว้น อาชีพมีร้อยแปดพันอย่า่งที่บริสุทธิ์แต่ไม่เลือกทำ เหตุเพราะมีผู้ซื้อ ซื้อซีดีของที่เด็กผู้นี้ขายไปแล้วเปิดดู เกิดความกำหนัดในกามารมณ์จนอดกลั้นไม่อยู่ไปก่อกรรมกับผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เด็กผู้นี้มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบการกระทำแม้จะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม" พอถึงตรงนี้เราก็พูดไม่ออก ได้แต่อึ้งกิมกี่ สักพักก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์บอกว่า "พอแล้วหล่ะ กลับเถอะ หมดเวลาแล้ว" ผู้จึงเดินตามพระอาจารย์ไป แล้วก็ตื่นขึ้นมา มือไม้ยังไม่หายสั่นเลย นึกไปถึงสิ่งที่เห็น ผู้น้อยกินข้าวไปค่อยลงรู้สึกผะอืดผะอมมากไปหนึ่งวันเต็มๆ.....และนี่คือสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเองและเป็นเรื่องที่ใครหลายคนเข้าใจได้ยาก แต่ผู้น้อยว่ายามนี้เรายังมีลมหายใจอยู่ รีบเร่งสร้างบุญกุศลเถิด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน เราจึงมีโอกาสพ้นจากชาติกำเนิดสี่ ภูมิวิถีหก บำเพ็ญอย่างแท้จริงหลุดพ้นได้จริง  และผู้น้อยร่วมแบ่งปันเล่าประสบการณ์และก็ไม่ควรยึดติดกับสิ่งนี้ ใช้วิจารณาญาณนะคะ แต่สำหรับตัวผู้น้อยเองไม่ว่าพบเจอเรื่องใดก็จะเก็บไว้เป็นสิ่งเตือนใจให้เราประคองจิตตนเองมิให้ตกต่ำเพราะวิสัยโลกีย์มนุษย์กระแสมันแรงหากปล่อยตัวปล่อยใจไปตามนั้นยากจะผ่านมันไปได้ค่ะ...ร่วมศึกษาค่ะ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 ธันวาคม , 2012, 07:59:18 PM
ตอบกลับ #131
  • บุคคลทั่วไป

มีคืนวันหนึ่ง   ผมฝันว่าพระอาจารย์จี้กง   มาจับมือ         พอตื่นขึ้นจะไปเข้าชั้นเรียนชั้นที่ 3    ก็ได้ยินเสียงเพลง    ที่นักเรียนในชั้นกำลังร้องเพลงอยู่      คือ   มือจูงมือจูงใจเดิน   ร่วมทาง    มั่นคงเดินด้วยตนของตน    ฯลฯ     ซึ้งตรงกับความฝันที่พระอาจารย์จับมือพอดี    ผมเลยขนลุกเลยครับ      ธรรมะดีมากๆ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal