ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: 108 - 1009 เหตุผลที่ต้องกินเจ  (อ่าน 38204 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

19 สิงหาคม , 2008, 11:03:20 AM
ตอบกลับ #15
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

อาหารยอดเยี่ยม 5 ชนิด ที่ปฏิเสธไม่ได้

การมีสุขภาพดีเป็นที่ปรารถนาของทุกคน อาหารเพื่อสุขภาพ จึงมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น นอกจากนี้ โรคเรื้อรังบางชนิด ไม่อาจรักษาหรือควบคุมได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยโภชนบำบัดและการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม เพื่อบำรุงร่างกายและต้านโรคด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้นที่หันมาบริโภคอาหารจากธรรมชาติ ชาวต่างชาติก็มีเคล็ดลับในการบริโภคอาหารไม่แพ้กัน แต่ละประเทศก็จมีอาหารยอดเยี่ยมที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ อะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า..

อาหารยอดเยี่ยม 5 ชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้

สเปน : น้ำมันมะกอก

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามะกอกของไทยกับฝรั่งนั้นเป็นคนละพันธุ์กัน มะกอกของฝรั่งที่มีชื่อว่า โอลีฟ (olive) มีน้ำมันที่มีคุณประโยชน์มาก ซึ่งชาวสเปนถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในการปรุงอาหาร ที่ได้รับการสืบทอดกันมานาน และบริโภคกันทุกมื้ออาหาร โดยสเปนถือเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันมะกอกมากกว่า 40% ของโลก

คุณประโยชน์ : น้ำมันกอกมีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง นอกจากจะเป็นไขมันชั้นดีแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่เป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเทอรอลที่ไม่ดีในเลือด และเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลที่ดี (เอชดีแอล) จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ ที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอและอี ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซล และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนั้นงานวิจัยใหม่ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกมีสารพฤกษเคมีตามธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่คล้ายกับที่พบในยาแก้ปวด แก้อักเสบที่ไม่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ (ibuprofen)


ญึ่ปุ่น : ถั่วเหลือง

 ถั่วเหลืองธัญพืชชั้นยอด ที่เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพและมีไขมันที่ดี รวมทั้งยังมีส่วนประกอบของวิตามิน เกลือแร่ และพฤกษเคมีต่างๆ รวมทั้งไขมันโอเมกา 3 และไม่มีคอเลสเทอรอล ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้ถั่วเหลืองในการประกอบอาหารเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ซอสถั่วเหลือง (แพร่หลายเหมือนกับซอสมะเขือเทศ) ไปถึงน้ำมันพืช เต้าหู้ และถั่วเหลืองหมักที่เรียกกันว่า มิโซะ

คุณประโยชน์ : สารไอโซฟลาโวนส์ (isoflavones) ในถั่วเหลืองมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโทรเจน มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่ขึ้นกับระดับฮอร์โมน (มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก) และภาวะกระดูกพรุน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยหลายๆ ชิ้นชี้แนะว่า ถั่วเหลืองมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ


กรีซ : โยเกิร์ต

นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต คือนมสดที่นำมาหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ กระทั่งน้ำตาลแลคโตสในนมเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก มีลักษณะข้นเป็นครีมและมีรสเปรี้ยว มีโปรตีนและแคลเซียมสูง โยเกิร์ตถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ชาวกรีซบริโภคกันมานับพันๆ ปี

คุณประโยชน์ : โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการย่อยน้ำตาลในนม เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทาน ลดความดัน เสริมสร้างสุขภาพในลำไส้และช่องคลอด และอาจมีผลช่วยป้องกันมะเร็งและช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้โยเกิร์ตของชาวกรีซ ไม่ให้น้ำตาลมากเกินไปเหมือนโยเกิร์ตของประเทศอเมริกาด้วย


อินเดีย : ถั่วเลนทิล

เลนทิล (Lentils) เป็นเมล็ดถั่วมีลักษณะกลมๆ แบนๆ มีหลายสี เช่น น้ำตาล เขียว แดง และเหลือง เลนทิลมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มาก ชาวอินเดียจึงนิยมบริโภคพร้อมกับข้าวหรือขนมปังในทุกๆ มื้ออาหารและอินเดียยังเป็นทั้งแหล่งผลิต และแหล่งบริโภคถั่วเลนทิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คุณประโยชน์ : อาหารสุดยอดนี้ให้โปรตีนและไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยลดคอเลสเทอรอลลงได้ และยังให้ธาตุเหล็กมากกว่าพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ถึง 2 เท่า และถั่วเลนทิลยังมีวิตามินบีและโฟเลตสูงอีกด้วย ซึ่งโฟเลตมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของระบบสมองในเด็กทารกแรกคลอด


เกาหลี : กิมจิ

กิมจิ ผักกะหล่ำปลีดองที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศที่ให้รสชาติเผ็ดๆ ถือเป็นอาหารประจำชาติของชาวเกาหลีที่จัดเป็นอาหารประเภท "เครื่องเคียง" ที่ขึ้นโต๊ะอาหารได้ทุกมื้อ ปกติชาวเกาหลีจะบริโภคกิมจิคนละประมาณ 20 กิโลกรัมต่อปี

คุณประโยชน์ : กิมจิ นอกจากกินอร่อยแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก อาทิ อุดมด้วยเส้นใยอาหาร เต็มไปด้วยวิตามินเอ ซี บี และมีแคลอรีต่ำ แต่คุณประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ มีแบคทีเรียชนิดแลคโตแบซิไลที่ให้ประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร


คุณสามารถเลือกอาหารยอดเยี่ยมจาก 5 ประเทศเป็นส่วนหนึ่งในอาหารชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก แล้วคุณจะรู้ว่าสุขภาพดีๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
   
       
    แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 87 กันยายน 2550
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 สิงหาคม , 2008, 12:59:09 PM
ตอบกลับ #16

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ
แนะนำผู้เขียน


        น.พ.ดร. วิชัย เอกทักษิณ นักเรียนที่ ๑ จาก ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา สอบชิงทุนไปเรียนที่คณะแพทย์ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ และทันตแพทย์แห่งโตเกียว จนจบระดับปริญญาเอก ได้สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทย ในฐานะเป็นนักศึกษาแพทย์ ซึ่งมีผลการเรียนดีเด่น และมีผลงานการวิจัยทางวิชาการ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ระดับปริญญาตรี และระหว่างเป็นนักศึกษานั้น ก็บันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับมังสวิรัติไว้ ซึ่งเราได้นำมาตีพิมพ์ ณ ที่นี้
        ปัจจุบัน น.พ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ดำรงตำแหน่งอาจารย์แพทย์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแพทย์ และทันตแพทย์แห่งโตเกียว และยังคงเป็นนักมังสวิรัติมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา ๑๙ ปีแล้ว
--------------------------------------------------------------------------------

(ตอนที่ 1)

        ผมใช้ชีวิตนัก (เอกา) มังสวิรัติ เมื่อได้คุยกับเหล่าปัญญาชน เพื่อนนิสิต อาจารย์ หรือระดับศาสตราจารย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์หลายสาขา และประชาชน แน่นอน ปฏิปทาผมผิดกับทุกคนที่สุด และหากพูดเฉพาะจุด ที่เกี่ยวกับมังสวิรัตินั้น ผู้ที่มีการศึกษาสูงพอ อย่างชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่แล้ว แม้เขาจะไม่ยินดีสนับสนุนด้วย แต่จะไม่มีใครกล้าคัดค้าน หรือจะต่อต้านเลย

        ส่วนใหญ่รู้กันว่ากินผักน่ะดี แต่เพราะตัวยังติดเนื้ออยู่ จึงเลี่ยง และละอายใจ ที่จะพิจารณาโทษภัยของมัน อย่างระดับนิสิตสูงๆ ระดับ อจ. ศจ. ละก้อ ไม่มีท่านใด จะกล้าคัดค้านมังสวิรัติเลย เหตุผลที่จะมาคัดค้าน โต้แย้ง มันหมดสมัยไปแล้วจริงๆ

        ในแบบเรียน ที่ผมถูกกำหนดให้เรียนมาแต่เด็ก ผมถูกหลอกมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านวิชา ที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย สรีรวิทยาของมนุษย์แล้ว สารอาหารจำเป็นของร่างกาย ถูกเน้นไปยังจุดเดียวกันคือ สารอาหารจากสัตว์

        ปัจจุบันนี้ ความเท็จข้อนี้ กำลังจะถูกแก้ไขไปเรื่อยๆ ทุกคราว ที่มีความก้าวหน้าทางวงการแพทย์ ด้านการรักษา และป้องกันโรคต่างๆ การรักษา (Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด (Surgery) การฉายรังสี (Radiotherapy) การใช้ยาและสารเคมี (Chemotherapy) การใช้ฮอร์โมน (Hormones) หรือทางด้านวิทยาภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หรืออื่นใดก็ตาม จะไร้ประสิทธิภาพทันที หากมองข้ามการรักษา ด้วยการให้สารอาหาร ที่ถูกต้องเหมาะควร (Nutrional Therapies) และปัจจุบัน แพทย์ให้ความสนใจ ด้านการรักษาด้วยอาหารกันอย่างยิ่ง เพราะวิธีการอื่น ๆ กำลังพบจุดตันอยู่แล้ว เป็นส่วนใหญ่

        คงไม่มีแบบเรียนใด บันทึกเป็นหลักเป็นฐาน รวบรวมข้อสังเกต น่าสนใจหลายอย่าง ที่ผมจะขออนุญาต นำมาเรียนแก่ทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะผู้สังเกตนักมังสวิรัติ

        ร่างกายมนุษย์ มีโครงสร้างที่แสดงให้เห็นว่า เป็นสัตว์ยังชีพ ด้วยสารอาหารจากพืชเท่านั้นได้ (อาจจะยกเว้นช่วงทารก ที่ต้องดื่มนมมารดา เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่ง และไม่เหมาะ ที่จะเสพย์อาหารจากสัตว์ใดๆ เลย ระบบภายใน มีขบวนการหลายอย่าง ที่ต่อต้านการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากสัตว์

        ยกตัวอย่าง ที่พอจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ เช่น โปรตีนจากสัตว์ ซึ่งเคยถูกกำหนดไว้ว่า มีคุณภาพสูง และซ้ำยังระบุว่า จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย แต่แท้จริงแล้ว เป็นความเท็จอยู่ไม่น้อยทีเดียว ร่างกายเรา ไม่มีความจำเป็น ต้องได้รับโปรตีนจากสัตว์เลย และที่บอกว่า โปรตีนสัตว์ มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนจากพืชนั้น ก็เพียงแค่ข้อที่ว่า โครงสร้างของสัตว์ ใกล้เคียงกับโปรตีนของมนุษย์ เท่านั้นเอง ก็ธรรมดาที่สุดอยู่ดี เพราะมนุษย์เรา ก็สัตว์เช่นกัน (การที่โปรตีนจากสัตว์ใกล้เคียงกับมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายรับมันได้ เพราะแม้แต่เลือด ยังให้ผิดกลุ่มไม่ได้เลย)

        การวิเคราะห์วิจัยกรดอะมิโน (Amino Acids) ที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนนั้น ยืนยันชัดว่า มนุษย์ ได้รับทุกองค์ประกอบจำเป็น จากโปรตีนพืชเท่านั้น ได้อย่างเพียงพอ และอาจเหลือล้น อาหารถั่วนั้น มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนโดยเฉลี่ย สูงกว่าเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำ ถ้ามีข้าว (ข้าวโพด) กับถั่วบริโภคเสมอ ก็แสนเหลือเฟือแล้ว สำหรับโปรตีน
        แต่ที่น่าสังเกตยิ่งคือ ร่างกายเรา มีกลไกต่อต้านโปรตีนจากสัตว์ อยู่ภายในระบบย่อยอาหาร ร่างกาย ไม่สามารถดูดซึม โปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด (เช่นโปรตีนจากเนื้อ, ไข่, ปลา) ส่วนที่ไม่อาจดูดซึมได้ เหลือในลำไส้ จะเกิดการหมักบูด (Putrefaction) เปลี่ยนไปเป็นสารมีกลิ่นเหม็น Indole, Sktol, Sulfur dioxide (ก๊าซไข่เน่า), Methane, Ammonia (อัมโมเนีย) เป็นต้น


        และนี่ เป็นสาเหตุ ที่ทำให้อุจจาระ ของผู้กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีกลิ่นน่ารังเกียจ (ถ้าจะลองสังเกตง่ายๆ ก็จะพบว่า ในธรรมชาติสัตว์กินพืช เช่น แพะ แกะ ม้า ช้าง วัว ควาย กลิ่นอุจจาระของมัน ออกไปเชิงหอมหวาน)


        สารเหลือ จากการหมักบูดโปรตีนสัตว์ ในลำไส้นี้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ข้อมูล หลักฐาน การสำรวจ มีพร้อมที่จะยืนยันเสมอ ก็ขอไม่กล่าวถึง หนังสืออ้างอิง ณ ที่นี้) การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันจึงเน้นไปในทาง ให้บริโภคอาหารจากพืชมากๆ (Dietary fiber)


        ร่างกายเรา ธรรมชาติสร้างมาให้พร้อม ที่จะสร้างโปรตีนจำเป็น ทุกชนิดได้บริบูรณ์ โดยอาศัยวัตถุดิบโปรตีนจากพืช ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า โปรตีนจากสัตว์ เป็นสิ่งจำเป็น ก็กลายเป็นความเท็จไปอีก โดยปริยาย ซ.ต.พ. (=ซึ่งต้องพิสูจน์)

ลองมาพิจารณาดู ไขมันจากสัตว์กันดูบ้าง ลักษณะเด่น ของไขมันสัตว์ คือมีกรดไขมันอิ่มตัว มากอย่างยิ่ง (Saturated Fatty Acids) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ของการเป็นโรคไขมันเฟ้อ (Hyperlipidemia) อันเป็นต้นเหตุ ไปสู่โรคร้ายหลายสิบชนิด ที่กำลังคร่าชีวิตมนุษย์ กันอยู่ทุกวันนี้ ที่รู้จักกันดี ในเมืองไทยก็เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, เส้นโลหิตอุดตัน เป็นต้น ในเมืองไทยเรา ยังรู้จักโรคประเภทนี้ ไม่มากพออย่างชาติทางตะวันตก (ถ้าในอนาคต ยังไม่เปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคแบบนี้ คงจะได้รู้ซึ้งในเมรุ) และในญี่ปุ่นเอง ก็กำลังเป็นแบบเดียวกัน เพราะ ไปเลียนการบริโภคแบบตะวันตก


        การรักษาโรคประเภทนี้ ในปัจจุบัน ที่เชื่อกันว่า ให้ผลแน่นอนที่สุดคือ งดการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เพิ่มปริมาณการบริโภค ไขมันจากพืช เพราะไขมันจากพืช มีลักษณะเด่น คือ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) มากเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยรักษาให้เข้าสู่ภาวะปกติ

ต่อตอน ที่ 2........


หลากหลายที่มา... click google
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

20 สิงหาคม , 2008, 04:05:02 PM
ตอบกลับ #17

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

(ตอน 2)

หากจะมองอีกแง่หนึ่ง คนที่บริโภคไขมันจากสัตว์ ไม่เป็นโรคนี้กันตายหมด ก็เพราะอานิสงส์ แห่งการที่มีไขมันจากพืช เข้าช่วยลดพิษร้ายอยู่นั่นเอง (อนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ปลา นับเป็นสัตว์ที่มีไขมัน ชนิดใกล้เคียงกับพืชมาก จึงมีอานิสงส์ไปในเชิงคล้ายๆ มังสวิรัติด้วย ไทยเราเดิม มีแค่วัฒนธรรมบริโภคข้าวสวย ยอดผักหญ้า แตงกวา กระถิน ตำลึง ถั่ว งา ผลไม้ (ไม่นับอาหารประเภท ลาบ หลู้ แกงอ่อม ของทางเหนือ ซึ่งมีการล้มวัวล้มควายเป็นตัวๆ กรุณาอย่าเอาอย่าง) จะมีสัตว์บ้าง ก็แค่ปลา จึงมีคำพูดติดปาก "กินข้าวกินปลา" โรคร้ายเหล่านี้ จึงไม่อาจชุกชุมได้

สมัยก่อนนั้นเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่เดิมนิยมบริโภคแค่ปลา เช่น ซาชิมิ, ซึชิ คนญี่ปุ่นสมัยก่อน จึงปลอดโรคร้ายของไขมันสัตว์ แต่ปัจจุบัน ตั้งแต่หันไปตามอย่างบริโภคนิยม อย่างอเมริกา ผลคือ คนญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นชาติที่ประชาชน มีอายุเฉลี่ยสูงอันดับโลก ชาย ๗๘ หญิง ๘๐ ปีนั้น ตายกันมากที่สุด เพราะสาเหตุ ความขาดการสังวร ในการบริโภคไขมันสัตว์นี่แหละ)

        ไขมันสัตว์ มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่ง คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) พูดคำนี้ เชื่อว่า แทบทุกท่าน คงทราบอิทธิฤทธิ์ของมันดี ร่างกายเรา จำเป็นใช้คอเลสเตอรอลวันละไม่มาก จึงมีระบบสร้างสารนี้ ขึ้นใช้เองได้ภายในตับ (ออกมาในรูปของ VLDL น้ำดี เป็นต้น) โดยอาศัยวัตถุดิบคือ ผลิตภัณฑ์จากพืช เพราะร่างกาย มีประสิทธิภาพ ในการดูดซึมคอเลสเตอรอลในอาหาร ได้เพียงแค่ ๑๐% เท่านั้น นอกนั้น ที่เหลือต้องถูกขับส่งผ่านต่อๆ ไป จนออกไปกับอุจจาระ (ยิ่งสีของอุจจาระยิ่งเหลืองๆ น้ำตาลๆ มากเท่าไร ก็พอจะคาดคะเน ปริมาณคอเลสเตอรอล ที่ถูกขับออกทิ้งได้ โดยคร่าวๆ เท่านั้น)

        ลองสังเกตดูเถิด แม้ร่างกายจะดูดซึมได้แค่ ๑๐% ก็ยังปรากฏว่า คอเลสเตอรอลเฟ้อในโลหิต (Hyper Choresterolemia) เป็นกันมาก และตายกันกับโรคดังกล่าว อย่างมากด้วย ชาติทางตะวันตก นิยมตายกันด้วยโรคอย่างนี้ มากเป็นกรณีพิเศษ หากธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ พร้อมที่จะดูดซึมสารนี้ได้เต็มที่ ๑๐๐% ละก้อ มนุษย์เรา ก็ไม่จำเป็นต้องอุตส่าห์ ไปบริโภคอาหารจากสัตว์ เพิ่มขึ้น ก็คาดได้ว่า คงจะมีการตาย ด้วยโรคคอเลสเตอรอล เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่ากระมัง

        ส่วนไขมันจากพืชนั้น มีลักษณะเฉพาะคือ มีกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acids) ซึ่งร่างกาย จะขาดมิได้เป็นอันขาด

        แค่นี้คงเพียงพอ สำหรับข้อมูลขั้นต้น ในหัวข้อไขมัน (ยังมีจุดน่าสนใจอีกมาก เกี่ยวกับไขมันพืชและสัตว์ ซึ่งจะอธิบายไปสู่ จุดที่บ่งความมีระบบสรีรวิทยา ของนักมังสวิรัติ อันต่างจากนักมังสบริโภค เช่น เซลล์ทุกเซลล์ มีเยื่อหุ้ม ที่เป็นส่วนประกอบไขมันมากอย่างยิ่ง ยังผลให้โครงสร้างพื้นฐาน ของชีวิตแตกต่างกันแล้ว เส้นประสาทส่วนใหญ่ จะถูกหุ้มด้วยชั้นของไขมัน เป็นคล้ายปลอก ยังผลให้แก่ระบบประสาท ระบบประสาท มีส่วนสัมพันธ์ กับจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างมาก จิตวิญญาณของนักมังสวิรัติ ก็ต่างกันไม่น้อย กับของนักมังสบริโภค)


ต่อ...ตอนที่ 3...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 สิงหาคม , 2008, 04:17:11 PM
ตอบกลับ #18
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

อาหารมังสวิรัติ อาหารเจ-ประโยชน์ของการทานมังสวิรัติ  
   ห
 
   ก่อนจะรับการประทับจิตเข้าสู่ธรรมวิถีกวนอิม ทุกคนจะต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับประทานอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต โดยสามารถกินอาหารที่มาจากพืชรวมทั้งพวกนมและเนยได้ แต่อาหารอย่างอื่นที่มาจากสัตว์รวมทั้งไข่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกิน สำหรับเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่หลายอย่าง แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดมาจากศีลข้อที่หนึ่ง ซึ่งบอกให้เราละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือ “เจ้าต้องไม่ฆ่า” (ในคัมภีร์ไบเบิล)

การไม่ฆ่า หรือไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆนั้น เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ประโยชน์ที่เห็นได้ไม่ชัดเท่าก็คือความจริงที่ว่า การเว้นจากการทำอันตรายผู้อื่นก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเท่าๆกัน ทำไมหรือ? ก็เพราะกฎแห่งกรรมนั่นเอง “หว่านพืชอย่างไร ก็ได้ผลอย่างนั้น” ถ้าเราฆ่าหรือเป็นต้นเหตุให้คนอื่นฆ่าเพื่อตัวเราเพื่อสนองความอยากกินเนื้อของเรา เราก็จะก่อหนี้กรรมขึ้นมา และเราจะต้องชดใช้หนี้นี้ในที่สุด
 
 
  
ดังนั้น การกินมังสวิรัติจึงเป็นของขวัญที่เรามอบให้แก่ตัวเราเองอย่างแท้จริง เราจะรู้สึกดีขึ้น และคุณภาพชีวิตของเราก็จะดีขึ้น เนื่องจากหนี้กรรมที่หนักหน่วงของเราได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว และเราจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ดินแดนสวรรค์อันลี้ลับแห่งใหม่ของประสบการณ์ภายในของเรา ซึ่งมันคุ้มค่ามากกับราคาเพียงเล็กน้อยที่เราต้องจ่ายไป!

สำหรับคนบางคนก็เชื่อในเหตุผลทางศาสนาที่คัดค้านการกินเนื้อ แต่ก็ยังมีเหตุผลจูงใจอื่นๆ อีกมากมายในการที่ควรจะกินมังสวิรัติ ซึ่งทุกเรื่องล้วนมีรากฐานจากสามัญสำนึกทั้งสิ้น เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและโภชนาการของบุคคล เกี่ยวกับนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาและความทุกข์ทรมานของสัตว์ และเกี่ยวกับความอดอยากหิวโหยของคนในโลก
 
  
 สุขภาพและโภชนาการ
  
การศึกษาทางด้านวิวัฒนาการของมนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่า บรรพบุรุษของเราเป็นมังสวิรัติกันโดยธรรมชาติ และโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อ เรื่องนี้ได้รับการอธิบายในข้อเขียนเกี่ยวกับกายวิภาคเปรียบเทียบที่เขียนโดย ดร. จี.เอส. ฮันติงเจน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของอเมริกา เขาอธิบายว่า สัตว์ที่กินเนื้อจะมีลำไส้สั้นมาก และลำไส้ของมันจะตรงและเรียบลื่น ส่วนพวกสัตว์กินพืชกินหญ้ามีลำไส้ที่ยาว ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากอาหารประเภทเนื้อมีเส้นใยน้อยและมีโปรตีนมาก ลำไส้จึงไม่ต้องใช้เวลานานในการดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นลำไส้ของสัตว์กินเนื้อจึงสั้นกว่าลำไส้ของสัตว์กินพืช เนื่องจากเส้นใยของพืชผักค่อนข้างย่อยยาก

มนุษย์เป็นเหมือนพวกสัตว์กินพืชทั่วๆไป คือมีลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ที่ยาว รวมความยาวประมาณยี่สิบแปดฟุต (แปดเมตรครึ่ง) ส่วนลำไส้เล็กขดพับไปมาหลายซับหลายซ้อน และผนังของมันก็เป็นรอยยับย่นไม่เรียบลื่น เนื่องจากลำไส้ของมนุษย์ยาวกว่าลำไส้ของสัตว์กินเนื้อ ดังนั้นเนื้อที่เรากินเข้าไปจึงตกค้างอยู่ในลำไส้ของเราเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการบูดเน่าเหม็นและสร้างสารพิษออกมา สารพิษเหล่านี้เกี่ยวข้องเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งที่ส่วนปลายลำไส้ใหญ่ และยังเพิ่มภาระให้กับตับซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษ ทำให้เกิดโรคตับแข็งและโรคมะเร็งในตับด้วย

เนื้อสัตว์มีโปรตีนยูโรไคเนสและยูเรียมาก ซึ่งเพิ่มภาระแก่ไตและสามารถทำลายการทำงานของไตด้วย ในเนื้อสเต็คหนึ่งปอนด์มีโปรตีนยูโรไคเนสถึงสิบสี่กรัม ถ้าเอาเซลล์ที่ยังมีชีวิตไปแช่ในน้ำโปรตีนยูโรไคเนสนี้ ความสามารถในการเสริมสร้างและเผาผลาญอาหารของมันจะเสื่อมลงทันที นอกจากนี้เนื้อสัตว์ยังขาดเส้นใยหรือเซลลูโลส ทำให้เกิดการท้องผูกได้ง่าย เป็นที่ทราบกันว่าการท้องผูกสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณก่อนถึงทวารหนักและโรคริดสีดวงทวารได้

คอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวในเนื้อสัตว์ยังทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งขณะนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับแรกในสหรัฐอเมริกาและฟอร์โมซา

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับที่สอง การทดลองต่างๆชี้ให้เห็นว่าการย่างเนื้อจะทำให้เกิดสารเคมีชนิดหนึ่งคือเมธิลคอแลน ทรีน (Methylcholanthrene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมาก หนูทดลองที่ได้รับสารเคมีชนิดนี้เข้าไปจะเกิดอาการของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

การวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าลูกหนูที่กินนมแม่หนูที่เป็นมะเร็งเต้านมก็จะเป็นมะเร็งเช่นดียวกัน และเมื่อฉีดเซลล์มะเร็งของมนุษย์เข้าไปในสัตว์ทดลอง สัตว์เหล่านั้นก็จะเป็นมะเร็งไปด้วย ถ้าเนื้อสัตว์ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน มาจากสัตว์ที่เดิมเป็นโรคต่างๆเหล่านี้อยู่ และเราก็รับมันเข้ามาในร่างกายของเรา เราก็จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคเหล่านี้มาก

คนส่วนมากคิดกันเอาเองว่าเนื้อสัตว์พวกนั้นสะอาดและปลอดภัย และมีการตรวจสอบแล้วที่โรงฆ่าสัตว์ แต่ว่าตามความจริงแล้ว มีโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ ถูกฆ่ามาขายในแต่ละวันเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะตรวจสอบได้ครบหมดทุกคัว และก็เป็นการยากมากที่จะตรวจว่าสัตว์ตัวนั้นหรือเนื้อชิ้นนั้นเป็นมะเร็งหรือมีเซลล์มะเร็งหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตรวจสัตว์ทุกตัวก็ได้ ปัจจุบันนี้แม้แต่ในยุโรปและอเมริกา ทางแหล่งผลิตเนื้อสัตว์ก็เพียงแต่ตัดหัวสัตว์ทิ้งไป หากมีปัญหาที่ส่วนหัว หรือว่าตัดขาที่เป็นโรคทิ้ง เอาส่วนที่เสียๆออกไปเท่านั้น แล้วก็จำหน่ายส่วนที่เหลือต่อไปในท้องตลาด

ดร. เจ.เอ็ช. เค็ลล็อก กล่าวว่า “เวลาเรากินอาหารมังสวิรัติ เราก็ไม่ต้องห่วงกังวลว่าอาหารที่เรากินนั้นตายด้วยโรคอะไร กินได้อย่างสบายใจดีจริงๆ!”

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์มียาปฏิชีวนะ รวมทั้งยาอื่นๆ เช่น สเตียรอยด์ และฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโตผสมอยู่ในนั้นด้วย หรือไม่ก็มีการฉีดยาเหล่านี้เข้าไปในตัวสัตว์เลย มีรายงานมาแล้วว่า คนที่กินเนื้อสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับยาเหล่านี้เข้าไปในร่างกายด้วย และมีโอกาสที่ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์จะไปลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะที่มนุษย์เราใช้ในเวลาที่เราเจ็บป่วยไม่สบาย

บางคนคิดว่าอาหารมังสวิรัติจะขาดธาตุบำรุง แต่ ดร. มิลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมชาวอเมริกัน ซึ่งรักษาคนไข้ในฟอร์โมซามาสี่สิบกว่าปีแล้ว เขาตั้งโรงพยาบาลซึ่งมีแต่อาหารมังสวิรัติสำหรับให้เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาลและคนป่วยทุกคน เขากล่าวว่า “หนูเป็นสัตว์ประเภทที่กินได้ทั้งเนื้อและพืชผัก แต่ถ้าแยกหนูสองตัวมาเลี้ยงคนละแบบ ตัวหนึ่งให้กินเนื้อ ส่วนอีกตัวให้กินพืชผัก เราพบว่าการเจริญเติบโตของหนูสองตัวนี้จะเหมือนกัน แต่ว่าหนูตัวที่กินพืชผักจะมีอายุยืนกว่า และมีความต้านทานต่อโรคมากกว่า นอกจากนี้ เมื่อหนูทั้งสองตัวเจ็บป่วย หนูตัวที่กินพืชผักก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า เขายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า“ยารักษาโรคที่เราได้จากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีความก้าวหน้าไปมาก แต่มันก็ได้แต่รักษาโรคเท่านั้น แต่อาหารสามารถรักษาสุขภาพของเราได้” เขาอธิบายว่า “อาหารจากพืชเป็นแหล่งของสารอาหารโดยตรงมากกว่าเนื้อสัตว์ คนกินเนื้อสัตว์ แต่ว่าแหล่งของสารอาหารสำหรับสัตว์ที่เรากินนั้น ก็คือพืช สัตว์ส่วนใหญ่จะอายุไม่ยืน และก็มีโรคเกือบจะทุกชนิดที่มนุษย์เรามี เป็นไปได้มากว่า โรคของมนุษย์เรามาจากการกินเนื้อสัตว์ที่เป็นโรค เพราะฉะนั้น ทำไมคนเราจึงไม่รับเอาสารอาหารจากพืชโดยตรงเล่า?” ดร.มิลเลอร์แนะว่า เพียงแต่เรากินข้าว ถั่ว ผักผลไม้ เราก็จะได้รับธาตุบำรุงที่จำเป็นในการบำรุงรักษาสุขภาพของเราให้ดีแล้ว

หลายคนมีความคิดว่า โปรตีนจากเนื้อสัตว์ดีกว่า เหนือกว่าโปรตีนจากพืช เพราะว่าอย่างแรกถือเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ครบถ้วน และอย่างหลังเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ แต่ความจริงก็คือ โปรตีนของพืชบางชนิดก็สมบูรณ์ครบถ้วนเช่นกัน และการกินอาหารหลายอย่างที่มีโปรตีนไม่ครบถ้วนร่วมกัน ก็สามารถได้รับโปรตีนที่สมบูรณ์ครบถ้วนได้

เมื่อเดือนมีนาคม 1988 สมาคมโภชนาการของอเมริกาประกาศว่า “ทางสมาคมขอยืนยันว่าอาหารมังสวิรัติดีต่อสุขภาพและให้คุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ หากได้รับการจัดวางแผนอย่างถูกต้องและเหมาะสม”

มักจะมีการเชื่อกันผิดๆว่า คนที่กินเนื้อจะแข็งแรงกว่าคนกินมังสวิรัติ แต่ในการทดลองที่ทำโดยศาสตราจารย์เออร์วิง ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเยล กับคนที่กินมังสวิรัติ 32 คน และคนที่กินเนื้อ 15 คน แสดงให้เห็นว่าคนที่กินมังสวิรัติแข็งแรงทนทานมากกว่าคนที่กินเนื้อ โดยเขาให้คนเหล่านี้ยกแขนขึ้นทั้งสองแขนให้นานเท่าที่จะทำได้ ผลของการทดลองปรากฏให้เห็นชัดเจนมากคือ ในระหว่างคนกินเนื้อทั้ง 15 คน มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่สามารถยกแขนได้นานสิบห้าถึงสามสิบนาที แต่ในคนที่กินมังสวิรัติ 32 คนนั้น มีถึง 22 คนที่สามารถยกแขนอยู่นานสิบห้าถึงสามสิบนาทีและมีถึง 15 คน ที่ยกได้นานกว่าสามสิบนาที, 9 คนยกได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมง, 4 คน ยกได้นานกว่าสองชั่วโมง และมีคนที่กินมังสวิรัติ คนหนึ่งสามารถยกแขนอยู่ได้นานกว่าสามชั่วโมง

นักวิ่งมาราธอนหลายคนก่อนจะลงแข่งขันจะกินอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอควรระยะหนึ่ง ดร. บาร์บารา มอร์ ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยอาหารมังสวิรัติ สามารถวิ่งแข่งมาราธอนระยะทางหนึ่งร้อยสิบไมล์ โดยใช้เวลายี่สิบเจ็ดชั่วโมง สามสิบนาที เธอเป็นผู้หญิงอายุถึงห้าสิบหกปีแล้ว ที่สามารถทำลายสถิติที่ผู้ชายหนุ่มๆทั้งหลายเคยทำไว้ เธอกล่าวว่า “ฉันอยากจะเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า ผู้ที่กินมังสวิรัติทุกมื้อจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใสและมีชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์”

คนที่กินมังสวิรัติจะได้รับโปรตีนมากพอหรือในอาหารที่กินเข้าไป? สำหรับเรื่องนี้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้แล้วว่า 4.5% ของจำนวนแคลอรี่ในแต่ละวันควรจะได้มาจากโปรตีน แต่ข้าวสาลีมีจำนวนแคลอรี่จากโปรตีนถึง 17% บร็อคโคลีมี 45% และข้าวมี 8% จึงเป็นการง่ายมากเลยที่จะได้อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนโดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ ทั้งยังได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มีสาเหตุมาจากอาหารที่มีไขมันสูง เช่นโรคหัวใจ และโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ดังนั้น การกินมังสวิรัติจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มีการพิสูจน์แล้วว่า โรคหัวใจ โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการหมดสติกะทันหันจากโรคหัวใจ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการบริโภคเนื้อสัตว์ และอาหารจากสัตว์ที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก และยังมีโรคอื่นๆซึ่งมักจะป้องกันและบางครั้งก็รักษาได้โดยการกินอาหารมังสวิรัติที่มีไขมันต่ำ ได้แก่ โรคนิ่วในไต โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคเบาหวาน โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคลำไส้ โรคข้ออักเสบ โรคเหงือก สิว โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคท้องผูก โรคไดเวอร์ติคูโลสิส โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งรังไข่ โรคริดสีดวง โรคอ้วน และโรคหืด

นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นการเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของคนเรามากกว่าการกินเนื้อ
 
 นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม
การเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อทำให้เกิดผลตามมาได้แก่ การที่ป่าดงดิบจะถูกทำลาย เกิดความร้อนบนโลกสูงขึ้น น้ำเสีย ขาดแคลนน้ำ เกิดภาวะแห้งแล้งเป็นทะเลทราย มีการใช้แหล่งพลังงานไปอย่างผิดๆ และเกิดความอดอยากบนโลก การใช้ผืนดิน น้ำ พลังงาน และกำลังคน เพื่อผลิตเนื้อออกมา ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของโลกเลย

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 มาแล้ว ป่าดงดิบของอเมริกากลางถูกเผาและหักร้างถางพงไปมากกว่า 25% แล้ว เพื่อทำเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว ประมาณกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ทุกๆสี่ออนซ์ได้มาจากการทำลายป่าดงดิบในเขตร้อนไปเป็นเนื้อที่ถึง 55 ตารางฟุต นอกจากนี้การเลี้ยงปศุสัตว์ ยังทำให้เกิดก๊าซสามชนิดที่ทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้เกิดภาวะน้ำเสีย การผลิตเนื้อหนึ่งปอนด์ต้องใช้น้ำในปริมาณที่มากอย่างน่าตกใจ คือใช้น้ำถึง 2464 แกลลอน ในขณะที่การผลิตมะเขือเทศหนึ่งปอนด์จะใช้น้ำเพียง 29 แกลลอนเท่านั้น การผลิตขนมปังโฮลวีทน้ำหนักหนึ่งปอนด์แถวหนึ่งจะใช้น้ำ 139 แกลลอน ปริมาณน้ำที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาเกือบครึ่งหนึ่งเอาไปใช้ในการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงวัวควายและปศุสัตว์อื่นๆ

จะมีคนมากมายกว่านี้ที่สามารถมีอาหารกิน ถ้าทรัพยากรที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์จะถูกใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเลี้ยงประชากรของโลก ผืนดินหนึ่งเอเคอร์ที่ปลูกข้าวโอ๊ตจะทำให้ได้โปรตีนปริมาณ 8 เท่า และได้ปริมาณแคลอรี่ 25 เท่า ถ้าหากว่านำข้าวโอ๊ตนั้นมาเลี้ยงคนแทนที่จะเอาไปเลี้ยงสัตว์ พื้นที่หนึ่งเอเคอร์ที่ใช้ปลูกบร็อคโคลี จะให้ปริมาณโปรตีน, แคลอรี่ และไนอาซิน เป็น 10 เท่า ของการที่จะใช้พื้นที่นั้นมาผลิตเนื้อ สถิติต่างๆทำนองนี้มีอยู่มากมาย ทรัพยากรของโลกจะถูกใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตปศุสัตว์จะถูกเปลี่ยนมาใช้ปลูกพืชผลมาเลี้ยงคนแทน

การกินมังสวิรัติจะทำให้เรา “เหยียบย่ำไปบนแผ่นดินโลกแบบเบาๆมากขึ้น” นอกจากนั้น การที่เราเอาสิ่งใดมาเพียงเท่าที่เราจำเป็นเท่านั้น และลดส่วนที่เกินต้องการลง เราก็จะรู้สึกดีขึ้นด้วยที่รู้ว่า สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งไม่ต้องตายไป ทุกครั้งที่เรากินอาหารมื้อหนึ่ง
 
        ( มีต่อกระทู้ต่อไป ) 
ผู้น้อยยังลิงค์ยังตัดต่อไม่ค่อยเป็นผู้รู้ช่วยชี้แนะหน่อยนะค่ะ
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 สิงหาคม , 2008, 04:20:45 PM
ตอบกลับ #19
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

(ต่อ) จากกระทู้ที่แล้ว
ความหิวโหยในโลก
คนเกือบหนึ่งพันล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและการขาดอาหารในโลกนี้ ทุกๆปีจะมีผู้ที่ตายเพราะความอดอยากเป็นจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน ส่วนมากเป็นพวกเด็กๆ ทั้งๆที่เป็นอย่างนี้ แต่ผลการเก็บเกี่ยวข้าวของโลกมากกว่าหนึ่งในสามกลับเอาไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ แทนที่จะเอามาใช้เลี้ยงคน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปศุสัตว์บริโภคผลผลิตข้าวถึง 70% ของผลิตผลทั้งหมด ถ้าเราเอามาเลี้ยงคนแทนที่จะเลี้ยงสัตว์ ก็จะไม่มีใครหิวโหยเลย
 
 ความทุกข์ทรมานของสัตว์
ทราบไหมว่า วัวมากกว่า 100,000 ตัว ถูกฆ่าทุกวันในสหรัฐอเมริกา?

สัตว์ส่วนมากในประเทศทางตะวันตก ถูกเลี้ยงใน “ฟาร์มแบบโรงงาน” สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ได้รับการออกแบบเพื่อผลิตสัตว์ออกมาสำหรับฆ่าให้ได้จำนวนมากที่สุด โดยเสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด สัตว์ทั้งหลายถูกนำมาเลี้ยงอยู่ด้วยกันอย่างแออัด ทำให้รูปร่างพิกลพิการ และได้รับการปฏิบัติเหมือนกับมันเป็นเครื่องจักร สำหรับเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นเนื้อ เรื่องนี้เป็นความจริงที่พวกเราส่วนใหญ่จะไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราเอง กล่าวกันว่า “การเข้าไปดูในโรงฆ่าสัตว์หนึ่งครั้ง จะทำให้คุณเป็นมังสวิรัติไปตลอดชีวิต”

ลีโอ ตอลสตอย กล่าวว่า “ตราบใดที่ยังมีโรงฆ่าสัตว์ ตราบนั้นก็จะยังมีสงคราม อาหารมังสวิรัติเป็นบททดสอบอันเข้มงวดสำหรับความมีมนุษยธรรมของมนุษย์” ถึงแม้ว่าพวกเราส่วนมากจะไม่ยินยอมหรือให้อภัยต่อการฆ่าเท่าใดนัก แต่เราก็ค่อยๆพัฒนานิสัยในการกินเนื้อกันจนเป็นปกติวิสัย ด้วยการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง โดยไม่ได้รู้หรือไม่ได้สนใจจริงๆเลยว่า สัตว์ที่เรากินกันเข้าไปนั้นถูกกระทำอะไรมาบ้าง และกำลังถูกทำอะไรอยู่
 
 กลุ่มเพื่อนนักบุญ
ตั้งแต่แรกเริ่มของประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ เราจะเห็นได้ว่าพืชเป็นอาหารธรรมชาติของมนุษย์ตลอดมา ในตำนานของกรีกและฮีบรูล้วนเขียนบรรยายว่ามนุษย์เราแต่เดิมนั้นกินผลไม้ พระสงฆ์ของอียิปต์ในสมัยโบราณไม่เคยกินเนื้อสัตว์ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ของกรีกหลายคน เช่น เพลโต ไดโอเจนิส และโสเครติส ล้วนส่งเสริมให้กินมังสวิรัติ

ในประเทศอินเดีย พระศากยมุนีพุทธเจ้าเน้นความสำคัญของอหิงสา (Ahimsa) คือกฎของการไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ท่านเตือนไม่ให้ศิษย์ทั้งหลายของพระองค์กินเนื้อสัตว์ โดยเกรงว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆจะพากันหวาดกลัวพวกเขา ท่านตรัสไว้ดังนี้ “การกินเนื้อเป็นเพียงนิสัยที่สะสมมาอย่างหนึ่งเท่านั้น ในตอนแรกเริ่มนั้น เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความอยากที่จะกินเนื้อสัตว์” “คนที่กินเนื้อสัตว์จะทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตาธรรมของพวกเขา” “คนกินเนื้อสัตว์จะฆ่ากันไปฆ่ากันมา และกินกันไปกินกันมา..... ชาตินี้ฉันกินเธอ ชาติหน้าเธอกินฉัน...... เป็นอย่างนี้ตลอดไปเสมอ แล้วพวกเขาจะออกจากไตรภูมิ(แห่งมายา) นี้ได้อย่างไรกัน?”

ผู้ที่นับถือเต๋าในยุคแรกๆ และผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนายิวในยุคแรกๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นมังสวิรัติ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลว่า “และพระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ฉันให้เมล็ดพืชและผลไม้นานาชนิด เพื่อให้เธอกิน แต่สำหรับสัตว์ป่าและนกทั้งหลาย ฉันให้หญ้าและใบพืชทั้งหลายเป็นอาหาร” (เจเนซิส 1: 29) ตัวอย่างอื่นๆที่ห้ามการกินเนื้อในคัมภีร์ไบเบิลก็มีอีกเช่น “เธอต้องไม่กินเนื้อและเลือด เพราะว่าชีวิตอยู่ในเลือดนั้น” (เจเนซีส 9:4) “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ใครบอกให้เธอฆ่าวัวตัวผู้และแพะตัวเมียมาบูชาฉัน? จงล้างตนเองออกจากเลือดของผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ เพื่อที่ฉันอาจจะฟังคำอธิษฐานของเธอ มิฉะนั้น ฉันจะหันหน้าหนี เพราะว่ามือของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด จงสำนึกผิดและสารภาพบาปเสีย เพื่อที่ฉันจะได้ให้อภัยแก่เธอ” และนักบุญปอล, ศิษย์ของพระเยซูคนหนึ่ง, ก็ได้กล่าวไว้ในจดหมายที่เขียนถึงชาวโรมันว่า “ทางที่ดีที่สุดก็คือ อย่ากินเนื้อ หรือดื่มไวน์” (โรมัน 14:21)

เมื่อเร็วๆนี้ นักประวัติศาสตร์ได้พบหนังสือโบราณที่เขียนบรรยายชีวิตความเป็นอยู่และคำสอนของพระเยซู พระเยซูกล่าวไว้ว่า “คนที่กินเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นหลุมฝังศพของตัวเอง ฉันขอบอกพวกเธอตามความจริงว่า คนที่ฆ่าผู้อื่นก็จะถูกฆ่าด้วย คนที่ฆ่าสิ่งมีชีวิตและกินเนื้อของมัน ผู้นั้นกำลังกินเนื้อของคนตาย”

ศาสนาต่างๆของอินเดียก็หลีกเลี่ยงการกินเนื้อเช่นกัน มีกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เราไม่มีทางกินเนื้อสัตว์ได้ โดยที่ไม่มีการฆ่ามัน ผู้ที่ทำร้ายสรรพสัตว์ทั้งหลายจะไม่มีวันได้รับพรจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์!” (กฎศาสนาฮินดู)

คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม คือคัมภีร์กุรอ่าน ก็ห้าม “การกินสัตว์ที่ตายแล้ว ทั้งเลือดและเนื้อ”

อาจารย์เซ็นผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีนผู้หนึ่งคือท่าน ฮั่น ชัน จื๊อ เขียนบทกวีที่ต่อต้านการกินเนื้ออย่างแข็งขันว่า “รีบไปตลาดหาซื้อเนื้อซื้อปลามาให้ภรรยาและลูกๆของเธอกิน แต่ทำไมชีวิตของมันจึงจำต้องถูกคร่าไป เพื่อบำรุงรักษาชีวิตของเธอด้วยเล่า? มันไม่มีเหตุผลเลย มันจะไม่ทำให้เธอมีบุญสัมพันธ์กับสวรรค์ แต่กลับจะทำให้เธอกลายเป็นกากตะกอนในนรก!”

นักเขียน ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกมากมายหลายคนก็เป็นผู้กินมังสวิรัติ บุคคลต่างๆต่อไปนี้ล้วนยอมรับการกินมังสวิรัติอย่างมากทั้งสิ้น ได้แก่ พระศากยมุนีพุทธเจ้า, พระเยซู, เวอร์จิล, ฮอเรซ, เพลโต, โอวิด, เพแทรค, ปิธาโกรัส, โสเครติส, วิลเลียม เช็คสเปียร์, วอลแตร์, เซอร์ไอแซค นิวตัน, ลีโอนาโด ดาวินชี, ชารลส์ ดาร์วิน, เบนจามิน แฟรงคลิน, ราลฟ์ วอลโด อีเมอร์สัน, เฮนรี่ เดวิด ธอโร, เอมิล โซลา, เบอร์ตรานด์ รัสเซล, ริชาร์ด วากเนอร์, เปอรซี่ บิสเช เชลลี่, เอช.จี. เวลส์, อัลเบิร์ต ไอนสไตน์, ระพินทรนาถ ตากอร์, ลีโอ ตอลสตอย, จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์, มหาตมะ คานธี, อัลเบิร์ต ชวิตเซอร์ และในสมัยนี้ก็มี พอล นิวแมน, มาดอนนา, เจ้าหญิงไดอานา, ลินด์เซย์ วากเนอร์, พอล แมคคาร์ทนี และแคนดิซ เบอร์เกน

อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า “ฉันคิดว่าการเปลี่ยนแปลงและผลของอาหารมังสวิรัติที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มีความบริสุทธิ์ขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากทีเดียว ดังนั้นมันจึงเป็นสิริมงคลและมีสันติสุขสำหรับคนเราที่จะเลือกการกินมังสวิรัติ” คำกล่าวเหล่านี้เป็นคำแนะนำร่วมกันของนักปราชญ์และบุคคลสำคัญหลายท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน!
 
     (โปรดติดตามตามต่อไปที่กระทู้ต่อไป) ขอบพระคุณค่ะ
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

21 สิงหาคม , 2008, 04:22:39 PM
ตอบกลับ #20
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

ถึงตอนจบแล้วจ้า..........

อาจารย์ตอบคำถาม
ถ : การกินเนื้อสัตว์เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่แล้ว แต่ว่า การกินพืชไม่ได้เป็นการฆ่าด้วยหรอกหรือ?

อ : การกินพืชก็เป็นการฆ่าเช่นกัน และทำให้เกิดกรรมกีดขวางบ้างเหมือนกัน แต่ว่าผลกรรมนี้จะน้อยมาก ถ้าเราบำเพ็ญธรรมวิถีกวนอิม เป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่งทุกๆวัน ก็จะสามารถขจัดผลกรรมนี้ได้ เพราะว่า เราต้องกินเพื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ เราจึงเลือกกินแต่สิ่งที่มีจิตสำนึกน้อยที่สุด และเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด พืชประกอบด้วยน้ำ 90% ดังนั้นระดับของจิตสำนึกของมันจึงต่ำมาก จนมันแทบจะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใดๆเลย นอกจากนี้ เวลาที่เรากินผัก หลายๆอย่างเราไม่ได้ตัดรากของมันด้วย แต่กลับช่วยให้มันแพร่พันธุ์แบบไม่ใช้เพศด้วยการตัดกิ่งและใบของมัน ผลสุดท้ายก็เป็นประโยชน์ต่อพืชนั้นจริงๆ ดังนั้น นักตกแต่งสวนจึงบอกว่า การตัดเล็มต้นไม้จะช่วยให้มันเจริญเติบโตและสวยงามมากขึ้น

สำหรับผลไม้ ก็ยิ่งเห็นได้ชัด เวลามันสุกงอม มันก็จะดึงดูดให้คนมากินมัน โดยส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ใช้สีสันอันสวยงามและรสชาติอันหวานอร่อยของมันมาล่อ ทำให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ในการแพร่เมล็ดพันธุ์ของมันไปไกลๆ ถ้าเราไม่เด็ดมันมากิน ผลของมันก็จะสุกงอมเกินไป แล้วก็ร่วงหล่นลงมาเน่าอยู่บนพื้น เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะถูกกิ่งใบของต้นไม้นี้บดบังแสงแดด มันก็ต้องตายไปในที่สุด เพราะฉะนั้น การกินพืชผักและผลไม้จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ทำให้มันเจ็บปวดทุกข์ทรมานเลย
 
ถ : คนส่วนมากมีความคิดว่า คนกินมังสวิรัติจะมีร่างกายเล็กและผอม ส่วนคนที่กินเนื้อจะสูงใหญ่กว่า เป็นความจริงหรือไม่?

อ : คนกินมังสวิรัติไม่จำเป็นจะต้องตัวเล็กและผอมกว่าเสมอไป ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมีความสมดุล พวกเขาก็เติบโตขึ้นสูงใหญ่ได้เช่นกัน เธอเห็นสัตว์ตัวใหญ่ทั้งหลายไหม เช่น ช้าง วัว ควาย ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส ม้า เป็นต้น พวกมันกินแต่พืชผักและผลไม้ แต่พวกมันกลับแข็งแรงกว่าสัตว์กินเนื้อ และยังเชื่องไม่ดุร้าย ทั้งมีประโยชน์ต่อมนุษย์อีกด้วย ส่วนสัตว์กินเนื้อทั้งหลาย จะทั้งดุร้ายมากและก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ามนุษย์เรากินเนื้อสัตว์มากๆ ก็จะได้รับผล กระทบจากสัญชาตญาณและลักษณะของสัตว์ คนที่กินเนื้อสัตว์ไม่จำเป็นจะต้องตัวสูงและแข็งแรงเสมอไป แต่ว่าอายุของพวกเขาโดยเฉลี่ยจะสั้นมาก ชาวเอสกิโมแทบจะกินเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่พวกเขาสูงใหญ่ และแข็งแรงหรือเปล่า ? อายุยืนหรือเปล่า? เรื่องนี้ฉันคิดว่าเธอน่าจะเข้าใจได้ดี
 
ถ : คนกินมังสวิรัติจะกินไข่ได้ไหม?

อ : ไม่ได้ เวลาเรากินไข่ เราจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย บางคนกล่าวว่าไข่ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเวลานี้เป็นไข่ที่ไม่ได้รับเชื้อ ฉะนั้นการกินไข่จึงไม่ใช่การฆ่าสัตว์ นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูคล้ายกับจะถูกต้อง ไข่ที่ยังไม่ได้รับเชื้อนั้น เป็นเพราะมันไม่มีโอกาส ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้มันถูกผสม ดังนั้นมันจึงไม่สามารถพัฒนาไปเป็นไก่ตัวหนึ่งได้ตามวัตถุประสงค์ตามธรรมชาติของมัน แต่ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพัฒนาแบบนี้ มันก็ยังคงมีพลังชีวิตที่มีอยู่แต่กำเนิดสำหรับการพัฒนานี้อยู่ เรารู้ว่าไข่มีพลังชีวิตแต่กำเนิด ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมไข่จึงเป็นเซลล์ชนิดเดียวที่สามารถปฏิสนธิได้ล่ะ? บางคนบอกว่า ไข่มีสารอาหารที่จำเป็น มีโปรตีน ฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่เต้าหู้ก็มีโปรตีนเหมือนกัน และฟอสฟอรัสก็มีในพืชผักหลายอย่างเช่นมันฝรั่ง

เราทราบว่าตั้งแต่สมัยโบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มีพระสงฆ์สำคัญๆหลายท่านที่ไม่กินเนื้อหรือไข่ ซึ่งมีอายุยืนมาก ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์อิ้งกวง แต่ละมื้อท่านจะมีผักหนึ่งถ้วยกับข้าวเท่านั้น แต่ท่านก็มีอายุยืนถึงแปดสิบกว่าปี นอกจากนี้ ไข่แดงยังมีคอเลสเตอรอลสูงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับหนึ่งของฟอร์โมซาและอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่กินไข่!
 
ถ : คนเราเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น หมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เป็นต้น ทำไมเราจึงกินมันไม่ได้ล่ะ?

อ : แล้วยังไงล่ะ? พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเหมือนกันนี่ แล้วพ่อแม่มีสิทธิที่จะกินลูกของตัวเองหรือเปล่า? สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมีสิทธิที่จะมีชีวิต ไม่มีใครควรจะไปลิดรอนสิทธินี้ของมัน ถ้าเธอดูในกฎหมายของฮ่องกง มีบัญญัติไว้ แม้แต่การฆ่าตัวตายก็ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น การฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นจะยิ่งผิดกฎหมายมากกว่านี้สักแค่ไหน?
 
ถ : สัตว์เกิดมาเพื่อให้คนกิน ถ้าเราไม่กินมัน มันจะไม่ล้นโลกหรอกหรือ ใช่ไหม?

อ : นี่เป็นความคิดที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ก่อนที่เธอจะฆ่าสัตว์ เธอเคยถามมันไหมว่า มันอยากให้เราฆ่าและกินมันหรือไม่? สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนอยากมีชีวิต และรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น เราไม่อยากให้เสือกินเรา แล้วทำไมสัตว์อื่นๆจึงสมควรจะให้มนุษย์กินมันล่ะ? โลกนี้เพิ่งจะมีมนุษย์เกิดขึ้นเพียงเมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี้ ก่อนหน้าที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น ก็มีสัตว์หลายชนิดดำรงอยู่ก่อนแล้ว แล้วมันล้นโลกหรือเปล่าล่ะ? สิ่งมีชีวิตจะรักษาสมดุลทางด้านนิเวศวิทยาตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เมื่อใดที่มีอาหารน้อยมีเนื้อที่จำกัด ก็จะเป็นสาเหตุให้มีการลดจำนวนประชากรลงอย่างมาก จึงเป็นวิธีการรักษาปริมาณประชากรให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม
 
ถ : ทำไมฉันจึงควรจะเป็นมังสวิรัติ?

อ : ฉันเองเป็นมังสวิรัติก็เพราะพระเจ้าภายในต้องการให้ฉันเป็นเช่นนั้น เข้าใจไหม? การกินเนื้อเป็นการขัดกับกฎแห่งจักรวาลของการไม่อยากถูกฆ่า เราเองก็ไม่อยากจะถูกฆ่า และเราเองก็ไม่อยากจะถูกขโมย ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติเช่นนั้นต่อผู้อื่น เราก็กระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับตัวของเราเอง ซึ่งจะทำให้เราเกิดความทุกข์ทรมาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอกระทำไปโดยฝ่าฝืนความรู้สึกของผู้อื่น จะทำให้เธอเกิดความทุกข์ เธอไม่สามารถจะกัดตัวเธอเอง ไม่ควรจะทิ่มแทงตนเอง ในทำนองเดียวกัน เธอก็ไม่ควรจะฆ่า เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืนกฎแห่งชีวิต เข้าใจไหม? มันจะทำให้เราทุกข์ทรมาน ดังนั้นเราจึงไม่ทำ ไม่ได้หมายความว่าเราพยายามจำกัดตนเองไม่ให้ทำโน่นทำนี่ แต่หมายความว่า เราแผ่ขยายชีวิตของเราออกไปสู่ชีวิตอื่นๆทุกชนิด ชีวิตของเราจะไม่ถูกจำกัดอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้น แต่จะแผ่ออกไปยังชีวิตของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆทั้งหมด ทำให้ตัวเราขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น มีความสุขมากขึ้น และไม่มีความจำกัด โอเค?
 
ถ : ขอให้ท่านช่วยพูดถึงการกินมังสวิรัติ และมันจะมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพในโลกได้อย่างไร?

อ : ได้ เธอคงทราบแล้วว่า สงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีสาเหตุมาจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เราควรจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงนี้ ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งจะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนทันที ถ้าเกิดความหิวโหย เกิดการขาดแคลนอาหาร หรือไม่ได้มีการกระจายอาหารไปอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างประเทศต่างๆ ถ้าเธอยอมเสียเวลาอ่านหนังสือนิตยสาร และลองศึกษาความเป็นจริงต่างๆเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ เธอก็จะรู้เรื่องพวกนี้อย่างดี การทำปศุสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหารนั้น เป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจของเราล้มละลายในทุกๆด้าน ทำให้เกิดความหิวโหยไปทั่วโลก อย่างน้อยก็ในกลุ่มประเทศโลกที่สาม ฉันไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเองนะ

มีชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และเขียนไว้ในหนังสือของเขา เธออาจจะไปดูตามร้านหนังสือและลองอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติรวมทั้งกระบวนการผลิตอาหารดูก็ได้ หรือจะอ่านหนังสือเรื่อง “อาหารสำหรับอเมริกายุคใหม่” เขียนโดย จอห์น ร็อบบินส์ ก็ได้ เขาเป็นมหาเศรษฐีจากกิจการไอศกรีมผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขาเลิกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะหันมากินมังสวิรัติ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับมังสวิรัติ ทั้งๆที่เป็นการขัดแย้งกับประเพณีของครอบครัวและกิจการของเขา เขาต้องสูญเสียเงินจำนวนมากรวมทั้งชื่อเสียงและกิจการของเขา แต่เขาก็ทำไปเพื่อเห็นแก่สัจธรรม หนังสือเล่มนั้นดีมาก ยังมีหนังสือและนิตยสารอื่นๆอีกหลายเล่มซึ่งสามารถให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมายที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ รวมทั้งวิธีการซึ่งอาหารมังสวิรัติสามารถมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก

เธอคงรู้ว่า เราเอาอาหารของเราเกือบทั้งหมดมาเลี้ยงปศุสัตว์ เธอรู้ไหมว่า เราต้องสูญเสียโปรตีน, ยา, น้ำที่ใช้บริโภค, กำลังคน, รถยนต์, รถบรรทุก, การสร้างถนน ไปจำนวนเท่าไร และต้องใช้เนื้อที่กี่แสนเอเคอร์ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพื่อให้วัวหนึ่งตัวเจริญขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นอาหารของเราเพียงหนึ่งมื้อ เข้าใจไหม? สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถนำไปใช้แจกจ่ายให้แก่ผู้คนในประเทศด้อยพัฒนา และจะช่วยให้เราแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารได้ สำหรับตอนนี้ หากประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดการขาดแคลนอาหาร ก็อาจจะเข้าไปรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพื่อช่วยประชาชนของตนเองให้รอด การใช้วิธีนี้เป็นการสร้างกรรมและทำให้เกิดการจองเวรแก้แค้นกันเป็นเวลานานแล้ว เข้าใจไหม? “หว่านพืชอย่างไร ก็จะได้ผลอย่างนั้น” ถ้าเราฆ่าใครเพื่อแย่งเอาอาหาร เราก็จะถูกฆ่าด้วยเหตุผลเรื่องอาหารในเวลาต่อมา อาจจะออกมาในรูปแบบอื่นในคราวหน้า หรือในลูกหลานรุ่นต่อไป เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ พวกเราเฉลียวฉลาดขนาดนี้ มีอารยธรรมสูงส่งขนาดนี้ แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังทุกข์ทรมานด้วยเหตุผลอะไร มันเนื่องมาจากปากของเรา ลิ้นของเรา กระเพาะของเรา

เพียงเพื่อที่จะเลี้ยงดูร่างกายร่างเดียว เราก็ฆ่าสิ่งต่างๆไปมากมาย ทำให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากต้องอดอยาก นี่ยังไม่ได้พูดถึงเลยสัตว์นะ เข้าใจไหม? แล้วความผิดอันนี้ไม่ว่าเราจะทำไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ก็จะถมทับลงมาบนจิตสำนึกของเรา ทำให้เราต้องทรมานจากโรคมะเร็ง วัณโรค และโรคที่รักษาไม่หายโรคอื่นๆ รวมทั้งโรคเอดส์ด้วย ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศอเมริกาของเธอจึงได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าใครเพื่อน? มีอัตราการเกิดมะเร็งสูงที่สุดในโลก ก็เพราะคนอเมริกันกินเนื้อกันมาก กินเนื้อมากกว่าประเทศอื่นๆทั้งหมด ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศจีนหรือประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆจึงไม่มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่สูงนัก ก็เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อกันมาก เข้าใจไหม? เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากงานวิจัย ฉันไม่ได้เป็นคนพูดขึ้นมาเอง โอเค? อย่ามาตำหนิฉันล่ะ
 
ถ : การเป็นมังสวิรัติจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณอย่างไร?

อ : ฉันรู้สึกยินดีที่เธอถามคำถามแบบนี้ เพราะแสดงว่าเธอสนใจมุ่งมั่นอยู่กับผลประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่จะสนใจแต่เรื่องสุขภาพ, อาหาร, หรือรูปร่าง เวลาที่เขาถามคำถามเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ ในแง่ทางจิตวิญญาณนั้น อาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่สะอาดมากและไม่แฝงด้วยความรุนแรง “เจ้าต้องไม่ฆ่า” เมื่อพระเจ้ากล่าวกับเราเช่นนี้ ท่านไม่ได้บอกว่า อย่าฆ่าคน ท่านบอกว่าอย่าฆ่าสิ่งต่างๆ ท่านบอกเราไว้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าท่านสร้างสัตว์ทั้งหลายให้เป็นเพื่อนของเรา เพื่อช่วยเหลือเรา? ท่านไม่ได้มอบสัตว์ต่างๆไว้ในความดูแลของเราหรอกหรือ? ท่านกล่าวไว้ว่า จงดูแลมัน จงปกครองมัน เวลาเธอปกครองประชาชนของเธอ เธอจะฆ่าคนของเธอ และกินคนของเธอไหม? ถ้าทำอย่างนั้นเธอก็จะกลายเป็นกษัตริย์ซึ่งไม่มีใครอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วนะว่าพระเจ้าพูดไว้เช่นนั้น เราก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องไปซักถามคำถามอะไร ท่านพูดไว้ชัดเจนดีมาก แต่ใครล่ะจะเข้าใจพระเจ้าได้เว้นแต่พระเจ้าเอง? ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นพระเจ้าจะได้สามารถเข้าใจพระเจ้า ฉันขอเชื้อเชิญให้เธอกลับมาเป็นเหมือนพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เป็นตัวของเธอเอง ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น

การทำสมาธิถึงพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเธอกราบไหว้บูชาพระเจ้า แต่หมายความว่าเธอกลายเป็นพระเจ้า เธอได้รู้ชัดว่าเธอและพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน “เราและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน” พระเยซูกล่าวไว้เช่นนั้นมิใช่หรือ? ถ้าท่านกล่าวว่า ท่านและพระบิดาของท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัวเราและพระบิดาองค์นั้นก็สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย เพราะเราเป็นลูกๆของพระเจ้าเช่นกัน พระเยซูยังกล่าวไว้ด้วยว่า ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม เราก็สามารถทำได้ดีกว่าท่านด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น เราอาจจะดีกว่าพระเจ้าก็ยังได้ ใครจะไปรู้? หากเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าเลย แล้วเราไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าทำไมกันล่ะ? ทำไมจึงใช้ความเชื่ออย่างตาบอดล่ะ? ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังกราบไหว้บูชาสิ่งใดอยู่ ก็เหมือนกับที่เราต้องรู้จักหญิงสาวที่เรากำลังจะแต่งงานด้วย ก่อนที่เราจะแต่งงานกับเธอจริงๆ ในปัจจุบันนี้ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่วไปแล้วว่า เราจะไม่แต่งงานก่อนที่เราจะออกเดททำความรู้จักกันก่อน แล้วทำไมเราถึงไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าด้วยความเชื่ออันมืดบอดล่ะ? เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องให้พระเจ้าปรากฏมาให้เราเห็น ให้เรารู้จักพระองค์ก่อน เรามีสิทธิที่จะเลือกว่าเราจะเชื่อพระเจ้าองค์ไหน ดังนั้นเธอก็คงจะเห็นชัดเจนจากคัมภีร์ไบเบิลแล้วว่าเราควรจะต้องเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางด้านสุขภาพทั้งหลาย เราก็ควรจะเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลแห่งความเมตตาทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ รวมทั้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือโลกให้รอด เราก็ควรเป็นมังสวิรัติเช่นกัน มีกล่าวไว้ในงานวิจัยว่า ถ้าคนทางแถบตะวันตก, ในอเมริกา, กินมังสวิรัติเพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เราก็สามารถจะช่วยคนที่อดอยากได้ถึงสิบหกล้านคนทุกๆปี เพราะฉะนั้นจงเป็นวีรบุรุษเถอะ เป็นมังสวิรัติกันเถอะ จากเหตุผลทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ปฏิบัติตามคำสอนของฉัน ไม่ได้ปฏิบัติธรรมวิถีเดียวกับฉัน ก็ขอให้เป็นมังสวิรัติเพื่อเห็นแก่ตัวเธอเอง เห็นแก่โลกของเราด้วยเถิด
 
ถ : ถ้าทุกคนกินพืชกันหมด จะทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารหรือไม่?

อ : ไม่หรอก การใช้ที่ดินผืนหนึ่งปลูกพืชผักจะให้ผลิตผลที่เป็นอาหารมากถึงสิบสี่เท่า เมื่อเทียบกับการใช้เนื้อที่เท่ากันปลูกหญ้าให้สัตว์กิน ในแต่ละเอเคอร์ พืชผักสามารถให้พลังงานได้ถึง 800,000 แคลอรี่ แต่ถ้าเรานำพืชเหล่านี้มาใช้เลี้ยงสัตว์และกินสัตว์นั้นเป็นอาหาร เนื้อจากสัตว์จำนวนนั้นจะสามารถให้พลังงานได้เพียง 200,000 แคลอรี่ เท่านั้น หมายความว่าในกระบวนการนี้มีการสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 600,000 แคลอรี่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่า อาหารมังสวิรัติให้ประสิทธิภาพสูงกว่า และประหยัดกว่าอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์
 
ถ : ผู้ที่กินมังสวิรัติ จะกินปลาได้หรือไม่?

อ : มันก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธออยากจะกินปลา แต่ถ้าเธออยากจะกินมังสวิรัติแล้วละก็ ปลาไม่ได้จัดอยู่ในพวกพืชผักนะ
 
ถ : บางคนกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจดี แต่การเป็นมังสวิรัติไม่ใช่เรื่องจำเป็น คำกล่าวนี้สมเหตุสมผลหรือไม่?

อ : ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจดีอย่างแท้จริง แล้วทำไมเขาจะต้องกินเนื้อของสรรพสัตว์อื่นด้วยล่ะ เมื่อได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เขาก็ไม่ควรจะกินเนื้อมันเข้าไปได้ลง การกินเนื้อเป็นการขาดความเมตตากรุณา แล้วผู้ที่มีจิตใจดีจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร อาจารย์เหลียนฉือ เคยกล่าวไว้ว่า “การฆ่าตัวเขาแล้วเชือดเอาเนื้อมากินนั้น ในโลกนี้ไม่มีใครจะโหดเหี้ยม ใจอำมหิตร้ายกาจไปกว่าบุคคลนี้อีกแล้ว” แล้วเขายังจะบอกว่าตนเองเป็นผู้มีจิตใจดีได้อย่างไรกัน? เม่งจื๊อก็กล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านได้เห็นมันมีชีวิตอยู่ ท่านก็ไม่อาจจะทนเห็นมันตายได้ และถ้าท่านได้ยินเสียงมันร้องคร่ำครวญ ท่านก็ไม่อาจจะกินเนื้อมันได้ลงคอ ดังนั้นสุภาพบุรุษที่แท้จริงจึงออกห่างจากโรงครัว” สติปัญญาของมนุษย์นั้นสูงกว่าสัตว์มาก เราสามารถใช้อาวุธเครื่องมือต่างๆทำให้สัตว์ไม่มีทางต่อสู้ต้านทานเราได้ ดังนั้นพวกมันจึงต้องตายไปด้วยความเกลียดชังคับแค้น ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้คือรังแกผู้ที่เล็กกว่าและอ่อนแอกว่า ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อสัตว์กำลังถูกฆ่านั้น มันจะได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก มันจะมีความกลัว และโกรธแค้นอย่างรุนแรง สิ่งนี้จะทำให้เกิดการสร้างสารพิษซึ่งตกค้างอยู่ในเนื้อของมัน ใครบริโภคเข้าไปก็จะได้รับอันตราย และเนื่องจากความถี่ของแรงสั่นสะเทือนของสัตว์ต่ำกว่ามนุษย์ จึงมีผลกระทบต่อแรงสั่นสะเทือนของเราด้วย และมีผลต่อการพัฒนาปัญญาของเรา
 
ถ : การเป็นมังสวิรัติตามสะดวกจะใช้ได้หรือไม่? (มังสวิรัติตามสะดวก คือผู้ที่ไม่เคร่งครัดมาก จะกินผักในอาหารที่มีเนื้อสัตว์ปนอยู่)

อ : ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอาหารจุ่มอยู่ในยาพิษ แล้วนำอาหารนั้นออกมาจากยาพิษ เธอคิดว่าอาหารนั้นจะมีพิษหรือเปล่าล่ะ? ใน มหาปรินิพพานสูตร พระมหากัสสปถามพระพุทธเจ้าว่า “ถ้าออกบิณฑบาตได้อาหารซึ่งปะปนอยู่กับเนื้อสัตว์ เราจะสามารถฉันอาหารนั้นได้หรือไม่? เราจะทำให้อาหารนั้นสะอาดได้อย่างไร?” พระพุทธเจ้าตอบว่า “ให้ใช้น้ำล้าง แยกผักออกจากเนื้อก่อน จึงจะสามารถฉันได้” จากบทสนทนานี้เราจะเข้าใจได้เลยว่า ไม่ควรกินแม้แต่ผักที่ปนอยู่กับเนื้อ เว้นแต่จะนำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดเสียก่อน อย่าว่าแต่จะกินเนื้อเลย! ดังนั้นจึงเห็นได้ง่ายมากว่า พระพุทธเจ้าและสาวกของพระองค์ล้วนแต่ฉันอาหารมังสวิรัติทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี บางคนถึงกับจาบจ้วงต่อพระพุทธเจ้าโดยกล่าวว่า ท่านเป็น ‘มังสวิรัติตามสะดวก’ ถ้ามีคนถวายเนื้อท่านก็ฉันเนื้อ นี่เป็นคำพูดที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี คนที่กล่าวเช่นนั้น อ่านคัมภีร์พระสูตรน้อยมาก หรือมิฉะนั้นก็ไม่เข้าใจคัมภีร์พระสูตรที่เขาอ่านเลย ในประเทศอินเดีย คนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นมังสวิรัติ เมื่อผู้คนเห็นพระภิกษุห่มผ้าเหลือง พวกเขาก็รู้กันว่าจะต้องถวายแต่อาหารมังสวิรัติเท่านั้น ยังมิต้องคำนึงถึงว่า คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเนื้อที่จะเอามาถวายด้วยซ้ำอีกนะ!
 
ถ : นานมาแล้ว ฉันเคยได้ยินพระธรรมาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระพุทธเจ้าฉันขาหมู จึงเกิดอาการท้องร่วงแล้วก็ตายไป” เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?

อ : ไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด พระพุทธเจ้ามรณภาพเนื่องจากได้ฉันเห็ดชนิดหนึ่ง ถ้าเราแปลตรงตัวจากภาษาของพราหมณ์ เห็ดชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “ขาหมู” แต่มิใช่เป็นขาหมูจริงๆ ก็เหมือนกับที่เราเรียกลำใยว่า หลงเอี่ยน (ตามอักษรจีนหมายถึง “ตามังกร”) ของหลายอย่างแม้ชื่อเรียกจะไม่ใช่พืชผัก แต่จริงๆแล้ว เป็นอาหารมังสวิรัติ เช่น “ตามังกร” เห็ดชนิดนี้ในภาษาพราหมณ์ เรียกว่า “ขาหมู” หรือ “หมูชอบ” ทั้งสองคำก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมูทั้งสิ้น เห็ดแบบนี้เป็นของที่หาได้ยากในอินเดียโบราณ เป็นอาหารอร่อยที่หาได้ยาก จึงมีคนนำมาถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นเห็ดที่ไม่สามารถพบได้เหนือพื้นดิน มันงอกลงไปใต้ดิน ถ้าใครต้องการก็ต้องค้นหาโดยใช้หมูแก่ๆมาช่วย เพราะหมูชอบกินเห็ดชนิดนี้มาก มันจะหาพบด้วยการสูดดมกลิ่น เมื่อพบก็จะเอาเท้าขุดลงไปในดินโคลนเพื่อเอาขึ้นมากิน จึงเป็นเหตุผลที่เรียกเห็ดชนิดนี้ว่า “หมูชอบ” หรือ “ขาหมู” ทั้งสองชื่อนี้หมายถึงเห็ดชนิดเดียวกัน เนื่องจากมีการแปลโดยไม่ระมัดระวัง คนรุ่นต่อๆมาจึงเข้าใจผิดและคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นพุทธะเถื่อนซึ่งบริโภคเนื้อ เป็นเรื่องที่น่าอนาถจริงๆ
 
ถ : คนที่ชอบกินเนื้อบางคนกล่าวว่า พวกเขาซื้อเนื้อมาจากคนขายเนื้อ เขาไม่ได้เป็นคนฆ่าเอง ดังนั้น การกินเนื้อจึงไม่เป็นไร ท่านคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

อ : เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เธอต้องรู้ว่าคนขายเนื้อเขาฆ่าสัตว์ก็เพราะมีคนต้องการกิน ในลังกาวตารสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ถ้าไม่มีคนกินเนื้อ ก็จะไม่มีการฆ่าเกิดขึ้น ดังนั้นการกินเนื้อและการฆ่าสัตว์จึงเป็นบาปอย่างเดียวกัน” เพราะมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจำนวนมากนี้เอง เราจึงมีภัยธรรมชาติและความหายนะต่างๆที่เกิดจากมือมนุษย์ สงครามก็มีสาเหตุมาจากการฆ่าที่มีมากเกินไปนั่นเอง
 
ถ : บางคนกล่าวว่า ถึงแม้พืชจะไม่ผลิตสารที่เป็นพิษ เช่นพวกยูเรีย หรือยูโรไคเนส แต่คนที่ปลูกผักและผลไม้ก็ใช้ยาฆ่าแมลงกันเป็นจำนวนมาก พืชเหล่านั้นจึงไม่ดีต่อสุขภาพของเรา เป็นเช่นนั้นหรือไม่?

อ : ถ้าคนปลูกผักใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีที่มีพิษสูง เช่น ดี.ดี.ที. ฉีดพ่นบนพืช ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็ง การเป็นหมัน และโรคต่างๆของตับได้ สารพิษต่างๆเช่น ดี.ดี.ที. สามารถซึมแทรกเข้าไปอยู่ในไขมัน และปกติจะถูกเก็บสะสมอยู่ในไขมันของสัตว์ เมื่อเธอกินเนื้อก็หมายความว่า เธอก็กินยาฆ่าแมลงและสารพิษอื่นๆซึ่งสะสมอยู่ในไขมันสัตว์เป็นปริมาณความเข้มข้นที่สูงมาก สารเหล่านี้ค่อยๆสะสมมากขึ้นเมื่อสัตว์นั้นเจริญเติบโตขึ้นมา ปริมาณที่สะสมนี้อาจมีมากถึงสิบสามเท่าของที่พบในผลไม้, ผัก หรือเมล็ดพืช เราสามารถจะล้างเอายาฆ่าแมลงที่พ่นเคลือบอยู่บนผิวของผลไม้ออกไปได้ แต่เราไม่สามารถจะเอายาฆ่าแมลงที่สะสมอยู่ในไขมันสัตว์ออกได้ กระบวนการสะสมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากยาฆ่าแมลงเหล่านี้ค่อยๆสะสมเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นผู้ที่บริโภคตรงส่วนยอดสุดของสายโซ่อาหารจึงได้รับอันตรายมากที่สุด การทดลองจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ได้แสดงว่ายาฆ่าแมลงที่พบในร่างกายของมนุษย์นั้น เกือบทั้งหมดมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ และยังพบว่าระดับของยาฆ่าแมลงในร่างกายของผู้ที่กินมังสวิรัติมีปริมาณน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของยาฆ่าแมลงที่พบในผู้กินเนื้อสัตว์ จริงๆแล้วยังมีสารพิษอื่นๆที่พบในเนื้อสัตว์อีกนอกเหนือจากยาฆ่าแมลง ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์นั้น อาหารสัตว์หลายอย่างมีสารเคมีซึ่งกระตุ้นให้สัตว์เจริญเติบโตเร็วขึ้น หรือเพื่อเปลี่ยนสีของเนื้อ รสชาติ และลักษณะของเนื้อ รวมทั้งมีสารกันไม่ให้เนื้อบูดเน่าเร็ว ฯลฯ ตัวอย่างเช่น สารกันบูดที่ผลิตจากไนเตรทเป็นสารที่มีพิษสงมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ฉบับวันที่ 18 กรกฏาคม 1971 รายงานไว้ว่า “อันตรายแฝงเร้นอันยิ่งใหญ่ต่อสุขภาพของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ ก็คือมลพิษซึ่งมองไม่เห็นในเนื้อสัตว์นั้น เช่น แบคทีเรียในปลาแซลมอน, ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่, สารกันบูด, ฮอร์โมน, ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีอื่นๆที่ใส่เพิ่มเติมเข้าไป”

นอกจากนี้สัตว์ยังได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจตกค้างอยู่ในเนื้อของมันอีกด้วย จากความรู้เหล่านี้จะเห็นว่าโปรตีนในผลไม้, ลูกนัท, ถั่ว, ข้าวโพด และนม มีความบริสุทธิ์กว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์มาก เพราะในเนื้อสัตว์มีสารไม่บริสุทธิ์ซึ่งไม่สามารถละลายได้ในน้ำอยู่ถึง 56% งานวิจัยยังแสดงให้ทราบด้วยว่า สารที่มนุษย์ใส่เพิ่มเข้าไปนี้อาจนำไปสู่โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ รวมทั้งความพิการของทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงยิ่งควรจะต้องกินอาหารมังสวิรัติแบบบริสุทธิ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ถ้าเธอดื่มนมมากเธอก็จะได้แคลเซี่ยมเพียงพอ ส่วนอาหารประเภทถั่วจะให้โปรตีน และพวกผักและผลไม้จะให้วิตามินและเกลือแร่
 [/size] [/font]    ที่มา : http://www.godsdirectact-thai.com/recipe.htm

           :pen1_10:
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

23 สิงหาคม , 2008, 06:58:26 PM
ตอบกลับ #21

ไม่น่าเชื่อ... กินเจตั้งนาน ยังไม่รู้คุณค่า...ว่ามีมากมายกระนี้
จงรู้จักให้ รู้จักรัก รู้จักรอ รู้จักพอ และรู้จักเกรงใจ แล้วชีวิตจะมีสุข
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

25 สิงหาคม , 2008, 07:12:09 PM
ตอบกลับ #22

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

(ตอน 3)

เส้นใยพืช เคยถูกกำหนดว่า ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายย่อยมิได้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีอานิสงส์คุณอเนกอนันต์ ดังที่เพิ่งค้นพบกันแล้วว่า มีผลช่วยรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคเบาหวาน, โรคไขมันเฟ้อ ทั้งนี้ เนื่องจาก เส้นใยอาหารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการดูดจับ สารอันตรายที่หลงเหลืออยู่ในลำไส้ เช่น คอเลสเตอรอล และสารเหลือจากโปรตีนสัตว์, น้ำดี และอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ทำความสะอาด ขจัดพิษภายในทางเดินอาหารนี่เอง แล้วท้ายที่สุด ยังไปช่วยกระตุ้นให้ถ่ายคล่อง ปราศจากท้องผูกอีกด้วย

        นักมังสบริโภคนั้น หากจะพูดในอีกแง่แล้ว ก็ยังนับว่า ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์ จากเส้นใยพืชเหล่านี้ ไม่ให้ต้องเสวยพิษร้าย ของอาหารสัตว์เร็วจนเกินไป หากจะพิสูจน์ดู ก็ลองทานแต่อาหารสัตว์ ไม่ทานพืชใดๆ เลยดูเถิด ภายในระยะเวลาสั้น คงได้รับความสำเร็จ ในการค้นพบว่า มนุษย์ขาดพืชมิได้เด็ดขาด
       
     ที่กำหนดเป็นตารางว่า ร่างกายควรได้รับสารนั่นสารนี่ วันละเท่านั้นเท่านี้กรัมนั้น ก็มองได้โดยง่ายดายว่า เป็นความเท็จอยู่ไม่น้อย เพราะ เมื่อหันมาสู่มังสวิรัติปฏิปทาจริงแล้ว ร่างกาย จะประหยัดแคลอรีได้อย่างมากทีเดียว จึงไม่มีความจำเป็น ต้องไปหลงบริโภค ตามที่เขากำหนด ให้เรียนกันเลย

        ผมเองบริโภควันละประมาณ ๑,๕๐๐ แคลอรี แต่ตามตารางกำหนด จะต้องประมาณ ๓,๐๐๐ แคลอรี (๒,๕๐๐-๓,๒๐๐) แค่นี้ผมก็ทำได้ปกติ พิสูจน์ได้เสมอๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่า สิ่งที่เขากำหนดให้เรียน ตั้งอยู่บนสมมุติฐาน ของความเท็จบ้าง
        ร่างกาย ที่เข้าสู่ระบบปกติธรรมชาติ ยิ่งใกล้เท่าใด ก็ยิ่งเปลือง (ผลาญ) ธรรมชาติน้อยลงๆ เท่านั้นแล
        เกี่ยวกับสารอาหารจำเป็นหลัก ๓ อย่าง คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ไขมัน ขอเรียนไว้เพียงนี้ก่อน ยังมีอีกมาก แต่ไม่อาจพูดกันให้เข้าใจได้ง่าย ในระดับธรรมดา

ลองมาพิจารณาคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ พลังงานที่มนุษย์ใช้ วันละหลายร้อย หลายพันแคลอรีต่อวัน แทบทั้งหมด ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต และแทบทั้งหมด เป็นสารมีต้นตอมาจากพืชทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ที่มักกล่าวว่า ไม่กินเนื้อแล้วจะอ่อนเพลีย ไม่มีแรง จึงเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก เพราะเขากล่าว อย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง


        ชาวตะวันออก นิยมบริโภคอาหารจำพวกข้าว แป้ง เป็นหลักอยู่แล้ว จึงอาจไม่รู้สึก ถึงอานิสงส์อันนี้ดีนัก แต่ชาวตะวันตก ชอบไขมันจากสัตว์กันนัก อ้างว่า ใช้ทดแทนพลังงาน จากคาร์โบไฮเดรตได้ ก็อาจจะจริง แต่... ที่จริงยิ่งกว่าคือ ผลของโรคไขมันเฟ้อนี่เอง

          วงการแพทย์ทุกวันนี้ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ร่างกาย จะต้องได้รับอาหารเส้นใยจากพืช เพื่อรักษา และทั้งป้องกันโรคร้าย หลายต่อหลายอย่าง และที่สำคัญคือ จะต้องเป็นอาหารพืช ที่มีสภาพใกล้เคียงธรรมชาติ เพราะถ้านำมาผ่านขบวนการ เช่น ขัดสีหมดเกลี้ยง หรือ สกัดเอาส่วนที่คิดว่า เป็นสารอาหาร ทิ้งกากออกไป (เช่น แป้งข้าวโพด, แป้งมันสำปะหลัง) จะยังผลร้าย ให้แก่ระบบของร่างกายหลายอย่าง ในข้าวโพด ที่ยังไม่สกัดเป็นแป้ง หรือมันชนิดต่างๆ รวมทั้งพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด มีองค์ประกอบที่เรียกว่า เส้นใยอาหาร หรือเส้นใยพืช (เช่น พวก Cellulose, Hemicellulose, Pectin, Lignin, Mannan เป็นต้น)


ต่อตอน 4...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 สิงหาคม , 2008, 04:48:39 PM
ตอบกลับ #23

ความรู้สึก...ฝังตรึงลูกกะตา (1)

อาวุโสรู้จักลิงไหมคับ...
ลิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่าง สันฐาน โครงสร้าง หน้าตา ท่าทางที่ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด และเป็นสิ่งมีชีวิตที่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์

แต่ที่น่าสนใจคือ...ลิงมีอารมณ์ ความรู้สึก และกิริยาท่าทางที่คล้ายมนุษย์มาก...
(พวกมนุษย์ชอบเรียกตัวเองว่า...สัตว์ประเสริฐ แต่ฆ่าสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกกลืนกินกันทุกวัน...)


เรื่องมีอยู่ว่า...

ตอนสมัยที่ผู้น้อยยังเรียนอยู่ ม.ปลาย  ตอนนั้นมีเพื่อนบ้านไปเสาะป่า(ล่าสัตว์)กลับมา

แกเล่าว่า....แกไปในป่าลึก ไปเจอลิงแม่ลูกอ่อน (ลูก 2 ตัว) พอแม่ลิงเห็นตนมา...แม่ลิงจะไต่ไม้หนี แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อยก็ไม่ยอมหนี จึงวิ่งกลับมาอุ้มลูก แต่ก็ใช้มือเดียวอุ้มลูก 2 ตัวไม่ไหว เพราะต้องใช้มืออีกข้างจับไม้กิ่งไม้หนี แม่ลิงจึงได้แต่อุ้มลูกลิงไว้แล้วก็ ปีนขึ้นไปสุดยอดไม้  หาที่หลบที่มีใบไม้หนาทึบมากๆ  แต่ด้วยที่ลูกลิงซนจึงทำให้ใบไม้สั่นไหวไปมา แกก็เลงปืนไปที่พุ่มไม้อันสูงลิ่ว ประมาณ เกือบ 300 เมตร แล้วก็ลั่นไกด้วยปืนลูกซองขนาด 9 มม. ดังสนั่นทั่วผืนป่าดงใหญ่

ทุกอย่างก็เงียบ...สงบ นิ่งไปสักพัก แกก็นึกว่าคงไม่โดนแล้ว แต่ก็ยังคอยไปสักพักหนึ่ง ปรากฎว่า ตรงพุ่มไม้อันหนาทึบไกลสุดยอดไม้ก็เริ่มสั่นรัว แกก็ใส่กระสุนลูกที่สอง เตรียมพร้อมเลงขึ้นอีกครั้ง

สักพักนึง...ลูกลิงก็ร้องเจี๊ยกๆๆๆ ด้วยเสียงอันแหลมเสียดแทงลูกหูนายพราน และแล้วพุ่มไม้อันหนาทึบบนยอดก็เริ่มคลี่ลงมา...แม่ลิงก็ห้อยตัวลงมา ค่อยๆปล่อยแขนข้างหนึ่ง แต่ก่อนที่แขนอีกข้างหนึ่งจะหลุดจากกิ่งไม้อันน้อยๆ ลูกลิงน้อยทั้งสองตัวก็กระโดดมากโอบแม่ลิง ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น มือที่จับกิ่งไม้ก็เริ่มหมดแรง จึงปล่อยตัวตกลงมาอย่างช้าๆ โดยมีกิ่งก้านไม้มากมายรองรับแรงตกลงมาอย่างเบาๆ พลิกซ้า-ขาวตลบลิ่วลงมาเรื่อยๆ แม่ลิงก็เปื้อนไปด้วยเลือดที่ออกมาจากแผลกระสุนหลายจุด

แต่...มีอย่างหนึ่งที่เพื่อนบ้านนายพรานคนนี้ตาค้างขณะเลงปืนจะยิงนัดที่ 2 กันไม่ให้หนีตาย คือ...ขณะที่แม่ลิงตกลงมา มือเท้าไม่จับอะไรแล้ว นอกจากอุ้มลูกลิงสองตัวไว้ที่อ้อมอก ไหลตกลงมาอย่างไม่คิดถึงสิ่งได

เมื่อแม่ลิงค่อยๆ ตกลงมาถึงกิ่งไม้ที่ใหญ่ที่สุด แม่ลิงพยายามใช้เท้าโอบไว้ แต่...ในที่สุดก็ต้องตกลงมาสู่พื้นด้วยระยะความสูงประมาณ บ้าน 2 ชั้น เมื่อตกถึงพื้นแม่ลิงก็ยังโอบกอดลูกลิงไว้แน่นโดยเอาหลังของตนลงพื้นก่อน

พอแกเห็นแม่ลิงตกลงมาสู่อีกฟากหนึ่งของต้นไม้ก็รีบวิ่งไปดู ภาพที่เห็นคือ...ลูกลิงสองตัวร้องเจี้ยว เจี๊ยก ๆๆ ลูกลิงไม่โดนกระสุนลูกซองสักเม็ดเลย ส่วนแม่ลิงก็นอนหายใจแผ่วเบาๆ มือก็จับแขนลูกลิงไว้...น้ำตาไหลคลอเบ้าตา เลือดก็นองเต็มพื้น ใบไม้แห้งๆ ที่พื้นก็เปื้อนเลือดเป็นสีแดงฉาน ลูกลิงสองตัวก็ได้แต่วิ่งร้องลั่น...รอบๆแม่ลิง

แกก็เดินเข้ามาใกล้ๆ เมื่อเห็นภาพนี้แล้ว...อึ้งไปสักครู่....แล้วก็คลี่กระสอบปุ๋ยเปล่าที่พับมากับถุงย่ามออกมาแล้วจับลูกลิงยัดใส่ถุง แล้วก็ใช้ต้นกระบอกปืนทุบหัวแม่ลิงด้วยใจที่กล้าๆกลัว หัวใจเต้นแรงมาก ใจสั่นระรัวๆ

แกบอกว่า...ขณะทุบหัวแม่ลิง ลูกลิงสองตัวในกระสอบก็ร้องลั่นอย่างไม่เป็นภาษา แม่ลิงก็ได้แต่อ้าปาก...ค้างใบหน้าเต็มด้วยเลือด จนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของหมดลง ลูกลิงจึงค่อยๆ เงียบเสียงแผ่วเบาลงๆ


เมื่อเพื่อนบ้านคนนี้เล่าเหตุการณ์นี้ให้ฟังจบ เค้าก็บอกว่า...สงสารลูกลิงน้อยๆนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเลี้ยงมันยังไง ก็เลยขายให้พี่ชายผู้น้อย พี่ชายก็ไม่สนใจนะ...แต่พอหลานสาว(ลูกพี่ชาย)มาเห็นเข้า หลานชอบใจใหญ่เลย...ลูกลิงน้อยๆน่ารักมาก...หลานก็เล่นกับมันสนุกดี พี่ชายไม่ยอมซื้อให้ หลานก็ร้องไห้....พี่ก็เลยซื้อไว้ 200 บาท

คืนนั้น...ที่ลูกลิงน้อยๆตัวนี้มาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้าน หลานสาวนอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะ...หลานก็เอามันไปนอนด้วย  เจ้าลิงน้อยหลับๆ ตื่นๆ เดี๋ยวก็ร้อง...เจี๊ยวจ๊าวๆๆ ดังๆขึ้นๆลงๆ... สักพักก็ร้องจ๋อจ๋อๆๆ..หายใจเข้า - ออกแรงๆ บางครั้งหลับๆอยู่ มันก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องดังลั่นยาวๆ....แล้วก็ค่อยๆ...เบาลงแล้วก็ฟุบหัวนอน...พอเอาไฟฉายส่องดูมันก็นอนขดตัว ตัวสั่นระริกๆเหมือนจะเป็นไข้ ตาสองข้างปิดสนิทแต่มีน้ำตาขาวๆออกมาเปียกขนรอบๆตาจนฉ่ำ เหมือนมันกลัวอะไร เหมือนมีอะไรอยู่ในความทรงจำ ความฝัน ความรู้สึกมันยังฝังใจอยู่

รุ่งเช้ามาพี่ชาย...


ติดตามต่อ...
ยังไม่จบนะคับ...
ตอนต่อไปเศร้ากว่านี้อีก...
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 สิงหาคม , 2008, 07:29:00 PM
ตอบกลับ #24

ความรู้สึก...ฝังตรึงลูกกะตา (2)


รุ่งเช้ามา...
พี่ชายก็บอกให้หลานเอาลิงขายต่อนะ...ไม่ต้องเลี้ยงแล้ว หลานก็ร้องไห้ ไม่ยอม....ก็เลยต้องให้เลี้ยงต่อ ช่วงแรกที่มันมาอยู่ที่บ้านมันดูหงอยๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร อายคนมากเลยนะ มันไม่อยากเจอหน้าผู้คนเลย แต่พออยู่กับหลานได้สักพักก็เริ่มชิน เริ่มเล่นกับหลาน (ตอนนั้นหลานอายุ 7 ขวบ) นานเข้าก็ไปนอนกับหลาน กอดกันนอน เวลามีขนมกินก็แบ่งให้ลิงน้อยกิน กินข้าวก็กินด้วยกัน เวลาหลานได้อะไรก็จะมาเล่นกับลิงเสมอ เวลาหลานจะไปไหน ลิงน้อยก็เกาะใหล่-แข้งขาไปด้วย เวลามีคนแปลกหน้ามาหรือญาติต่างบ้านเข้ามาที่บ้าน ลิงน้อยก็จะหลบไปออยู่ข้างหลัง เกาะขาหลานไว้


มีอยู่ครั้งหนึ่ง...มีเด็กๆ ข้างบ้านมาเล่นด้วย เด็กข้างบ้านตัวโตกว่าก็เอาตุ๊กตาหลานไป พอลิงน้อยเห็นก็กระโจมเข้าเอาเล็บอันแหลมคมเกาที่แขนจนเลือดออกซิบๆ แล้วก็ยักเขี้ยว ร้องเจี๊ยกๆ...ปกป้องอย่างสุดความสามารถ

พอเลี้ยงมันได้ระยะหนึ่งมันเริ่มโตแล้ว มันเริ่มสนุกสนานไม่ค่อยหงอยเหมือนตอนยังเล็กๆ ตอนนี้มันทำหน้าที่เหมือนบอดี้กาดให้หลานเลย รู้สึกว่าหลานคนนี้กับลิงน้อยคู่นี้มีความสุขกันมากเลย แม้กระทั่งเวลาหลานกลับจากโรงเรียนมาก็ต้องมากอดลิงน้อย หอมแก้ม พาไปเดินเล่น เวลาดูละครหลังอาหารเย็นก็ชวนกันดูสนุกสนาน

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง...
พี่ชาย พี่สะไภ้ และหลาน 2 คน กับผู้น้อยก็ไป ตัดหญ้าที่สวนลิ้นจี่ จำได้ว่าวันนั้นผู้น้อย ใช้เครื่องตัดอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนพี่ชายอยู่ทางทิศใต้ ส่วนหลานๆกับลิงน้อยก็เล่นกันอยู่ที่กระต๊อบกลางสวน

พอพี่ชายตัดหญ้าทางทิศใต้เสร็จ ก็หันมาเพื่อจะตัดทางทางตะวันตกต่อ ทันไดนั้นเจ้าลิงน้อยก็เล่นสนุกอะไรไม่รู้ ก็วิ่งเข้าไปข้างหลังพี่ชาย พอพี่ชายหันเครื่องตัดหญ้ามาอีกด้านหนึ่ง ก็เจอเจ้าลิงน้อยเข้ามาจ่อ...พอดีเลย เครื่องตัดหญ้าดายตรงกระดูกซี่โครงซ้ายหัก เลือดกระฉุกออกมาอย่างแรง...มันก็ร้อง เจี๊ย...ก.....ๆๆๆๆ อย่างโหยหวน ทันทีที่หลานได้ยิน เหมือนหลานรู้เลยว่าเกิดอะไรกับลิงน้อย จึงวางก้านกล้วย ใบกล้วยที่เล่นอยู่ วิ่งเข้ามาหา พี่ชายก็ดับเครื่องทันที....

พอหลานเห็นลิงน้อยบาดเจ็บเลือดเริ่มออกไม่หยุด หลานก็มาอุ้มมันไว้แล้วก็จับแผลดู...
จับไปจับมาปรากฏว่า...ลำไส้ทะลักออกมาให้เห็น
กลัวก็กลัว ลิงน้อยก็ร้องไห้   แต่หลานก็ร้องให้  บอกว่า "พ่อทำอะไรเจ้าลิงน้อย ทำไมพ่อทำอย่างนี้"
พี่ชายก็บอกว่า "มันวิ่งมาหาเครื่องเอง พ่อไม่ได้ทำหรอก" แต่หลานก็ยังไม่วาย จึงฉีกผ้าขาวม้ามาพันท้องให้ แต่เลือดก็ไม่ยอมหยุด หลานก็ได้แต่ร้องให้ ลิงน้อยมองหน้าหลาน ทั้งสองจ้องหน้ากันด้วยน้ำตานอง ผู้น้อยมาเห็นแล้วก็อดน้ำตาซึมออกมาไม่ได้ ลิงน้อยก็มองตาแป๋วๆ อย่างน่าเวทนา... มาทางผู้น้อย ไปทางพี่ชาย พี่สะไภ้ แล้วก็กลับมาที่หลานแล้วก็ร้อง...จ๋อๆ...อ้าปากขึ้นๆลงๆ เลือดไหลมาเต็มฝ่ามือหลาน  เสียงมันหายใจขัดๆ ด้วยเสียงอันสลด เหมือนมันจะบอกว่าเจ็ปปวดเหลือเกิน...น้ำตาก็ไหลออกมาจากในตาใสกลมน่ารักๆคู่นั้น มันหันหน้ามาหาทีละคนๆ อีกครั้ง เหมือนมันจะบอกว่าช่วยมันด้วยๆ ๆ... พวกเราก็ต่างร้องไห้สงสารมันสุดขั้วหัวใจ


พี่สะไภ้บอกว่า...ให้พาไปโรงพยาบาลดีมั้ย  พี่ชายบอกคงไม่ทันแน่...ระยะทางจากสวนไปโรงบาลเป็นร้อยกี่โล...

หลานก็ไร้เดียงสา ไม่รู้จะทำอะไร ก็ได้แต่ร้องให้ เจ้าลิงน้อยก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามนุษย์มีการพยาล ผ่าตัดให้ มันได้แต่ร้องออดๆ น้ำตาเต็มเบ้าตา แล้วก็กอดหลานอย่างแน่นหนา

ในที่สุด....
พี่ชายทนดูภาพเหตุการณ์นี้ไม่ไหว ก็ตัดสินใจ บอกให้หลานยื่นลิงน้อยให้ หลานก็ยื่นให้แต่เจ้าลิงน้อยไม่ยอมออกจากอ้อมกอดหลานเลย หลานก็ร้อง มันก็ร้อง เหมือนใครจะพลัดพรากมันให้ไปจากกันอีก มันก็ใช้เล็บกอดเสื้อขุดเกี่ยวเสื้อหลานจนเป็นรู รู เสื้อก็เปื้อนเลือดไปหมด  พอพี่ชายได้ลิงมาก็อุ้มมาที่กระต๊อบ แล้วใช้ด้ามเสียมทุบหัวมัน เมื่อหลานเห็นก็ร้องไห้โฮ...วิ่งไปหาพ่อแล้วเกาะขาพ่อไว้....ขอร้องอย่าทำเจ้าลิงน้อย...แต่พี่ชายผู้น้อยก็ทุบหัวอีก ทุบด้วยน้ำตา....ร้องไห้ไปกับหลานอย่างสลดหดหู่ ทั้งผู้น้อย พี่สะไภ้ หลานชาย เราทุกคนจ้องตาไปที่เจ้าลิงน้อยดิ้น กระตุกๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร...จนนาทีสุดท้ายของมัน พอมันหมดลมหายใจแล้ว หลานสาวก็อุ้มมันมากอดไว้เหมือนมันเป็นคน เหมือนมันเป็นพี่น้อง เหมือนมันเพื่อนเล่น เหมือนมันเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องจากโลกนี้ไป เราทุกคนต่างร้องไห้


สักพักใหญ่ๆ พี่ชายก็ไปเอาลิงน้อยออกจากอ้อมกอดหลาน หลานก็ไม่ยอมนะ...แต่ก็ต้องให้  พี่ชายก็เอาไปท้ายสวนแล้วก็ขุดหลุม แล้วก็ฝังมันไป พร้อมกับจุดธูปบอกกล่าวขอขมา ขอให้ดวงวิญญาณลิงไปสู่สุขติ...

คืนนั้นหลานผู้น้อย นอนร้องให้ทั้งคืนเลย
ตื่นเช้ามาตาบวมไปโรงเรียน...

เรื่องจริงนะคับ

อาวุโสทุกท่านคับ...ท่านเคยสังเกตุความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตนอกเหนือจากฅนไหม...
ว่าพวกเค้ามีความคิด ความรู้สึก และมีความต้องการเหมือนสัตว์ที่ชื่อว่า
ฅน เหมือนกัน
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

29 สิงหาคม , 2008, 11:03:41 AM
ตอบกลับ #25

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

ตอนที่ 4

เส้นใยพืช เคยถูกกำหนดว่า ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายย่อยมิได้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีอานิสงส์คุณอเนกอนันต์ ดังที่เพิ่งค้นพบกันแล้วว่า มีผลช่วยรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคเบาหวาน, โรคไขมันเฟ้อ ทั้งนี้ เนื่องจาก เส้นใยอาหารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการดูดจับ สารอันตรายที่หลงเหลืออยู่ในลำไส้ เช่น คอเลสเตอรอล และสารเหลือจากโปรตีนสัตว์, น้ำดี และอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ทำความสะอาด ขจัดพิษภายในทางเดินอาหารนี่เอง แล้วท้ายที่สุด ยังไปช่วยกระตุ้นให้ถ่ายคล่อง ปราศจากท้องผูกอีกด้วย

        นักมังสบริโภคนั้น หากจะพูดในอีกแง่แล้ว ก็ยังนับว่า ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์ จากเส้นใยพืชเหล่านี้ ไม่ให้ต้องเสวยพิษร้าย ของอาหารสัตว์เร็วจนเกินไป หากจะพิสูจน์ดู ก็ลองทานแต่อาหารสัตว์ ไม่ทานพืชใดๆ เลยดูเถิด ภายในระยะเวลาสั้น คงได้รับความสำเร็จ ในการค้นพบว่า มนุษย์ขาดพืชมิได้เด็ดขาด
       
ลองดูสารพวกวิตามินกันดูบ้าง สารประเภทนี้ ร่างกายต้องการวันละไม่มาก แต่ก็ขาดมิได้ วิตามิน ที่เป็นลักษณะเด่นของพืชที่สุด คือ วิตามินซี และวิตามินอี ทั้งสองมีคุณสมบัติร่วมกันอีกอย่างคือเป็น Antioxidants สารป้องกันการเผาผลาญ (รวมตัว) ไปกับออกซิเจน ทำหน้าที่ คุ้มครองสารสำคัญ ภายในหลายอย่าง มิให้สูญเสียสภาพ ที่เหมาะแก่การทำหน้าที่สำคัญๆ ทั้งหลายไป

        ทั้งสองวิตามินนี้ ได้ถูกค้นพบกันแล้วว่า มีอานิสงส์มหึมา ใช้รักษา และป้องกันโรคร้ายต่างๆ อย่างมหาศาล (มองให้ดีอีกแง่หนึ่ง มันก็คือ อานิสงส์ร่วมอันเดียวกัน แต่ผู้สังเกตผู้วิจัย เขามิได้มอง จากจุดเริ่มต้น จากปฏิปทามังสวิรัติ แค่นั้นเอง) กำลังเป็นที่ตื่นตากันอย่างยิ่ง ในวงการค้นคว้าวิจัย ทางการแพทย์หลายสาขา

        โดยเฉพาะวิตามินซีนั้น มีหน้าที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ การสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน (Collagen fiber) เส้นใยคอลลาเจนนี้ ถ้าจะพูดเปรียบเทียบ ก็เทียบได้กับ เส้นใยจากสัตว์นี่เอง (คู่กับเซลลูโลส ที่เป็นเส้นใยจากพืช) เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ ของเนื้อเยื่อในร่างกายสัตว์ ส่วนใหญ่ เซลล์ทุกเซลล์ จะต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด, พันห่อ, ประสาน, เสริมสร้างเครื่องคุ้มกันความแข็งแรง ให้เป็นเสมือนรั้วกั้นบ้าน ก็ว่าได้ หากรั้วไม่แข็งแรง หรือสร้างไม่ดีพอ ก็จะเป็นเหตุ ให้โจรผู้ร้ายเข้าปล้น คือ ถูกเชื้อโรคแทรกแซง เข้าทำลายได้โดยง่าย นี่คือสมมุติฐานเบื้องต้น ขั้นพื้นฐานที่สุด ที่อธิบายถึง การเกิดโรคทุกชนิดในสัตว์


        Dr.Linus Pauling นายแพทย์นักวิทยาศาสตร์ ชื่อก้องโลก ผู้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง อ้างยืนยันว่า วิตามินซีนี่แหละ จะรักษาโรค ป้องกันโรคทั้งหลายได้ ท่านประสบผลสำเร็จ ในการใช้วิตามินซี รักษาโรคเนื้องอก เนื้อร้ายมะเร็ง มาแทบนับไม่ถ้วนราย
       
        วิตามินซี มีบทบาทสำคัญ ต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค ของร่างกาย (Immune System) ซึ่งเป็นผล ให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน สามารถต่อสู้เชื้อโรคได้หลายชนิด

        ผมมองในสายตานักมังสวิรัติ ส่วนในคำแนะนำ ของท่านผู้วิจัยนั้นแนะว่า ต้องรับวิตามินเสริมทุกวันเสมอด้วย
ป้องกันการติดเชื้ออื่น หลังการผ่าตัด

        การขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ นับแทบไม่จบสิ้น ที่ชื่อภาษาไทยรู้จักกันดี เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม วัณโรค อีสุกอีใส ฯลฯ หลายโรค ที่ไม่รู้จักกันในเมืองไทยเรา เพราะอานิสงส์ ที่ไทยเรา เป็นชาติที่อุดมไปด้วยผลไม้นับร้อยๆ ชนิด ซึ่งหาบริโภคไม่ได้ จากที่เดียวกันในส่วนใดๆ ของพวกตะวันตก

        แต่โบราณมา ไทยเราจึงได้รับอานิสงส์แห่งพืชพันธุ์ ในอาหารธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว จนทำให้ถึงกับบางผู้มีความเห็นว่า การแพทย์ของไทย ไม่เจริญสู้ต่างชาติไม่ได้ ซึ่งก็น่าเสียใจ ที่ไปมองร้าย เรามีของดีอยู่ แต่กลับไปมองร้าย ก็ถ้ามีอาหารธรรมชาติ บริโภคอยู่ประจำอย่างนี้ แทบไม่มีความจำเป็น ต้องไปกังวลกับโรคร้าย อย่างชาวตะวันตกเขาเลย ซึ่งพวกเขา ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมบริโภคผลไม้ ได้มากเท่าไทย (ประเทศไทย ก็ได้ชื่อในสายตาชาวต่างชาติว่า แดนอุดมด้วยผลไม้)

        แต่เพราะความไม่รู้เท่าทันของดี อันมีในเมืองเราเอง การหันไปสู่การบริโภคนิยม (บริโภคเนื้อๆ)  จึงเป็นเหตุ ให้โรคร้ายชุกชุมอย่างผิดหูผิดตา กว่าที่โบราณเคยเป็นมา

        เคยสังเกตหรือเปล่าว่า ผู้บริโภคอาหารธรรมชาติ อยู่เป็นปกติวิสัย เยี่ยงนักมังสวิรัตินั้น สภาพอารมณ์ ความเครียด ความกดดัน (Stress)ฯลฯ จะน้อยกว่านักมังสบริโภค อย่างเห็นความแตกต่างกันชัดเจน

        ปกติ ร่างกายเรา ก็มีกลไกในการยับยั้งความเครียด ทางอารมณ์ ทางสรีระ โดยเซลล์ชั้นผิว ของต่อมหมวกไต (Adrenal Cortex) จะผลิตฮอร์โมนออกมา ในการผลิตฮอร์โมนดังกล่าว ต้องอาศัยวิตามินซี (พร้อมกับวิตามินอี) เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่แนะนำกันว่า ในสภาวะสังคม ซึ่งมีสภาพกดดัน, ความเครียดทางอารมณ์มาก เช่นปัจจุบันนี้ ควรบริโภควิตามินซี (และอี) ในปริมาณสูงเป็นพิเศษ ส่วน ผู้ที่ไม่ค่อยเจอสภาวะดังกล่าว ความต้องการจะลดลงมาเอง

        นี่ก็ถ้ามองจากสายตานักมังสวิรัติ ก็เป็นสัจธรรมอีกที่สุด ผู้ที่มีปฏิปทามังสวิรัติได้ปกติจริงแล้ว คือสามารถเป็นไปได้โดยง่ายแล้ว จะไม่เกิดความเครียดได้เอานักเลย และจะรู้สึกเองว่า ร่างกายต้องการบริโภคแต่ละวัน เพียงปริมาณแต่น้อยก็พอ และก็มีแนวโน้มจะน้อยลงๆ อีกด้วย (นี่เอง คือ "สันโดษ" ของจริง)

        นอกจากนี้ ยังมีผลทางด้าน รักษาโรคมะเร็งได้ เช่นเดียวกับวิตามินซีอีกด้วย ทั้งสองวิตามินนี้ แทบจะพูดได้ว่า มีเฉพาะในพืชเท่านั้น และก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า เกิดภาวะเฟ้อ ของวิตามินดังกล่าวได้เลย

        พึงสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์ (เช่นเดียวกับหนูตะเภา) เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติ ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินซีเองได้ ผิดกับม้า วัว ควาย และสัตว์อื่น ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ร่างกายคนเรา จะขาดอาหารพืชผัก ผลไม้ อันเป็นแหล่งวิตามินซีนี้ ไม่ได้เด็ดขาดทีเดียว

        ส่วนวิตามินอีมีมาก อุดมในน้ำมันพืช, รำข้าวฯลฯ ดังคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น จึงมีชื่อเรียกว่า วิตามินชะลอการแก่ เพราะป้องกันโรค เกี่ยวกับหลอดโลหิต ซึ่งเป็นโรคของคนสูงอายุ ที่ได้สะสมพิษ ของมังสบริโภคมานี่เอง       

อนึ่ง วิตามินบี ๑๒ เคยเชื่อว่า จะไม่เพียงพอ สำหรับนักมังสวิรัติ แต่จากการวิจัยนักมังสวิรัติ พบว่า เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้คน ช่วยสังเคราะห์วิตามินบี ๑๒ ได้วันละเกินกว่า ที่มนุษย์ต้องการ ในแต่ละวันเสียอีก ทดสอบง่ายๆ ได้จากการตรวจพบวิตามินบี ๑๒ เหลือปนมา กับในอุจจาระด้วย (ไม่มีในพืช แต่เราสร้างเองได้ จะต้องไปขวนขวายหาทำไม? ทั้งนี้ ที่อ้างว่า วิตามินบี ๑๒ มีเฉพาะในสัตว์นั้น ตัวเราก็เป็นสัตว์เช่นกัน)


ต่อตอนที่ 5
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

1 กันยายน , 2008, 07:25:32 PM
ตอบกลับ #26

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

ตอน...สุดท้าย


อานิสงส์แห่งมังสวิรัติปฏิปทา ยังมีอีกมาก มากมายจริงๆ

โดยแท้จริงแล้ว น่าจะพูดรวมไป เป็นอานิสงส์ แห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท "ปฏิบัติพุทธธรรม" มากกว่า ซึ่งเท่าที่ผมมีประสบการณ์ มาบ้างแล้ว จากการศึกษาทางธรรม กับการศึกษาทางโลก ผมยืนยันกับตัวเองได้ว่า วิทยาศาสตร์ วิทยาการการแพทย์ ที่กำลังศึกษาอยู่ กำลังเผยพิสูจน์อานิสงส์ แห่งพุทธปฏิปทาอย่างมหึมา จนมีบ่อยครั้ง ที่ขณะกำลังศึกษาไป เรียนไป ถึงกับโอ้โฮ กับตัวเองอยู่ในใจ อยากจะเปิดเผย ให้ผู้อื่นมาร่วมรับรู้ว่า ไอ้ที่โลกสอนอยู่ การค้นคว้าผลงานใหม่ๆ อันเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์นั้น พระพุทธองค์ทรงพาทำพารู้มาก่อน และผมเอง ก็มีอานิสงส์นั้นเองอยู่แท้ๆ แล้วด้วย

        ผมไม่ทราบดีนัก เกี่ยวกับการศึกษา ในบ้านเรา ว่าจะเจริญรุดหน้าอยู่ปานใด แต่ในญี่ปุ่น วิทยาการแพทย์ของเขา ก้าวล้ำนำหน้ามาก แม้จะไม่ทัดเทียมในสหรัฐฯ แต่บางสาขา ก็เป็นอันดับหนึ่งของโลกทีเดียว มีการวิจัยกันมากมาย ยิ่งที่ค้นพบใหม่ๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ชัด ถึงอานิสงส์ของพุทธปฏิปทาจริงๆ

        ขอยกตัวอย่างอีกสักอัน น่าสนใจอยู่คือ เพิ่งค้นพบกันว่า ในน้ำลาย มีฤทธิ์ต่อต้าน สารที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง (ฤทธิ์ต้าน Carcinogens) ในน้ำลาย มีน้ำย่อยปนอยู่ราว ๑๐ ชนิด วิตามินอีกหลายชนิด รวมทั้งกรดอะมิโน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Catalase, Peroxidase ในน้ำลาย มีฤทธิ์ฆ่าพิษสูงมาก

        การทดลอง นำสารสาเหตุมะเร็งต่างๆ ราว ๒๐ ชนิด (เช่น ส่วนไหม้ของปลาปิ้ง เนื้อย่าง ได้แก่ Tryp-p เชื้อ Aflatoxin B1 ที่เกิดในรา ที่ขึ้นในถั่วลิสงชื้น, สารเคมีผสมอาหารอีกหลายชนิด) แช่ในน้ำลายราว ๓๐ วินาที แล้วนำสารนั้นไปฉีดในแบคทีเรีย ปรากฏว่าไม่เกิด Mutation ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฤทธิ์สาเหตุมะเร็งถูกทำลายไป (จึงมีการแนะนำกันว่า อาหาร ๑ คำ ควรเคี้ยวอย่างน้อย ๓๐ ครั้ง)

        การมีความสำรวมอินทรีย์ กอปรกับโภชเนมัตตัญญุตานั้น ทุกคราวที่บริโภคอาหาร (มังสวิรัติ) จะต้องมีสติ เคี้ยวทุกคำให้ละเอียด ไม่รีบกลืน มิใช่กินเพราะอร่อยติดรส (ผมสังเกตตัวเองว่า อาหาร ๑ คำ ปกติจะเคี้ยวประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ ครั้ง) หากเป็นอาหารเนื้อสัตว์แล้ว เพราะความหลงรส ติดอร่อย จะกลืน โดยมิได้เคี้ยว ให้ละเอียดก่อนได้เลย เช่นเดียวกัน กับอาหารปรุงแต่งทั้งหลาย

        ที่มีการสำรวจพบเชื้อรา อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ในถั่วลิสงในประเทศไทยนั้น คนไทยที่บริโภคๆ กันอยู่ ยังไม่ร้ายแรง ถึงกับก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้นั้น ก็อาจมาจาก อานิสงส์ของน้ำลายกระมัง ทั้งๆ ที่จากการทดสอบพบว่า เชื้อนี้ไม่อาจถูกทำลายไปได้ ด้วยความร้อนสูงปานใด

        แต่น่าแปลก เพียงแค่การมีความสังวร ในการกินอาหาร ยังมีอานิสงส์ได้ถึงปานนี้ อาจพูดได้อีกแง่หนึ่งว่า นี่เป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยให้มีความปลอดโรคร้าย ก็ว่าได้เช่นเดียวกัน และมันก็จริงอีก เพราะน้ำลาย ที่ออกมามาก จากการเคี้ยวนานๆ นอกจากจะทำลายเชื้อ, พิษแล้ว ยังเข้าไปช่วยเคลือบผิวกระเพาะ ให้ทนต่อสภาพกรดอีกด้วย

        วารสารสุขภาพการแพทย์ ที่ออกทั่วไปในญี่ปุ่น กำลังเผยอานิสงส์ ของลัทธิบริโภคผักอย่างยิ่ง แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่มีผู้นำพุทธธรรม มาเผยแพร่กันจริง ในหมู่คนทั้งหลาย จึงยังคงคิดค้น เอาผลดีจากอาหารมังสวิรัติธรรมชาติ โดยไม่พยายามปราบปราม การบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ การบริโภคอาหารเนื้อ เป็นการติดตาม อำนาจกิเลสอย่างยิ่งทีเดียว

        เมืองไทยเรามีพุทธศาสนาอยู่แล้ว ยิ่งน่าจะได้มีการสนับสนุน ปฏิปทามังสวิรัติให้มากๆ โดยเฉพาะสภาพในเมืองไทย ยังนับว่า ถูกย้อมมอมกับกิเลสโลกย์ น้อยกว่าในประเทศพัฒนาแล้วมาก จึงน่าจะเป็นโอกาสดี ภาวะเหมาะจริงๆ สิ่งดีอานิสงส์ล้ำ พุทธมรดก ที่ไทยเราได้รับมาแต่โบราณนั้น โลกเพิ่งมาค้นพบอานิสงส์ ยิ่งคิด ยิ่งพิจารณา ก็ต้องยิ่งยอมรับอย่างยิ่งว่า พระธรรมเป็น "อกาลิโก" จริงๆ (แต่ทำไม ผู้ที่ถือมังสวิรัติ ในประเทศไทย จึงมักจะโดนดูถูกดูแคลน อยู่เสมอๆ?)

        ที่ได้เรียนมาทั้งหมดนี้ อาจจะมีสิ่งผิดพลาด ขาดตกบกพร่อง ก็โปรดได้ถือว่า เป็นความรู้น้อยของผมเอง บางสิ่งก็ดูขัดหู สำหรับผู้มิเคยทราบมาก่อน แต่ถ้าเป็นสัจธรรมจริงแล้วไซร้ ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์เสมอ



หลากหลายที่มา... click google
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

3 กันยายน , 2008, 04:35:00 PM
ตอบกลับ #27

คนตกปลา


   คุณประชุมเป็นข้าราชการทหารเรือ  งานอดิเรกคือตกปลา  จะเข้าร่วมขบวนตกปลาของสโมสรในสังกัด  ออกท่องทะเลตกปลาเป็นประจำ  ชมรมตกปลาตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารสโมสร มีสมาชิกเกือบร้อยคน  แต่ที่ออกทะเลกันเป็นประจำมีอยู่สามสิบกว่าคน

   ทุกวันอาทิตย์สมาชิกเหล่านี้จะเตรียมเหล้ายาปลาปิ้ง ใช้เรือลาดตระเวนเก่าที่ปลดระวางแล้วของทางกองทัพออกทะเลไป    ปลาเป็นๆที่ตกได้  จะถูกย่างสดแกล้มเหล้า กลั้วเพลงกรอก เสียงหัวเราะเฮฮาตลอดเวลาจนกระทั่งบ่ายสี่โมงจึงกลับขึ้นฝั่ง  ปลาที่ตกได้มากมายอีกส่วนหนึ่งต่างคนต่างนำกลับบ้าน อีกส่วนหนึ่งให้สโมสรทำอาหารกินมื้อต่อไป   ทุกคนรู้สึกคุ้มค่ามากกับความสุขในวันหยุดที่ได้ดื่มกิน เล่นไพ่ แทงสนุกเกอร์ พูดคุย จนถึงเที่ยงคืน รุ่งเช้าจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน

   แรกเริ่มทีเดียว ชมรมตกปลาของสโมสรมีสมาชิกอยู่แค่เจ็ดคน  ต่อมาเพิ่มเป็นเกือบร้อยคน
   คุณประชุมเป็นสมาชิกคนสำคัญ ถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า บ้านของเขาอยู่กับสโมสร  ภรรยาก็คือเบ็ดตกปลา  คุณประชุมเองก็เห็นด้วย
   
             แต่...ด้วยเหตุอันใดหนอ  เริ่มจากปีที่แล้วเป็นต้นมา  สมาชิกตกปลาหายไปมาก  จากที่มีขาประจำรวมหัวทุกอาทิตย์สามสิบคนอยู่ๆ ก็เหลือเพียงเจ็ดแปดคนเท่านั้น
   ความคึกคักของชมรมตกปลา เหลือแต่บรรยากาศเงียบเหงาซบเซา  จนเห็นทีจะต้องสลายตัวเสียแล้ว
   การตกปลาคร่าชีวิตเขาเป็นเรื่องผิดศีล เป็นบาป ซึ่งคุณประชุมไม่เคยเชื่อ  แต่ระยะนี้มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นในชมรม  ทำให้คุณประชุมหมดสนุกไป
 
   เรื่องแรก...เกิดขึ้นกับเพื่อนชมรมที่ชื่อคุณปาน
   วันอาทิตย์หนึ่งซึ่งเขาจะต้องออกทะเลตกปลา แต่กลับต้องงดเพราะมีงานวันเกิดที่บ้านแม่ยายทางต่างจังหวัด  แขกเหรื่อมาอวยพรกันคับคั่งทั้งหมู่บ้าน
   อาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลักถูกปรุงแต่งเป็นอาหารพิเศษด้วยฝีมือเหล่าแม่บ้าน  เหล้ายาเสพกันเต็มที่ได้ทั้งวันไม่จำกัดมื้อ  ถ้าไม่พอ ล้มหมู ล้มวัวอีกตัว  วิดบ่อปลามาเพิ่มเติมได้อีก   
อาหารพื้นฐานของชาวไทยเราเกือบทุกงานคือขนมจีนน้ำยา    คุณปานคนหนึ่งล่ะที่กินไม่หยุดปาก  ที่เขาชอบที่สุดคือพุงปลาซึ่งใครๆก็รู้ วันนี้ได้ปลาตัวใหญ่มา พุงปลาต้องเป็นของคุณปาน วันนั้นขณะที่เขากลืนพุงปลาพวงใหญ่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
   คุณปานตาเหลือก  หายใจไม่ออก  อ้าปากค้างจนเห็นพุงปลาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจุกอยู่กับลำคอ   เขาแสดงอาการเจ็บปวดมาก 
   มีคนช่วยเอามือล้วงพุงปลาในลำคอให้  เพื่อจะดึงมันออกมาแต่ดึงไม่ออก  ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้น
   น้องชายคุณปานกับเพื่อนบ้านรีบช่วยกันหามคุณปานขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล
   แต่  คุณปานขาดใจตายเสียก่อนระหว่างทาง
   แพทย์ผ่าลำคอคุณปานเพื่อทราบสาเหตุ ได้พบว่าคุณปานตายเพราะเบ็ดตกปลาที่ค้างอยู่ในพุงปลา    เบ็ดเกี่ยวเข้ากับคอหอยด้านบน  จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดึงไม่หลุด  หายใจไม่ได้
   
              อีกรายหนึ่ง...คือคุณปิยะ  นักตกปลามือฉมังเหมือนกัน  เคยแข่งขันได้อันดับที่หนึ่งสองครั้ง
   ไม่นานมานี้ คุณปิยะซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ให้แฟนซ้อนท้ายไปกินลมชมวิว
   
             คืนหนึ่งเสร็จจากงานศพเพื่อนร่วมสโมสรแล้วกลับบ้านประมาณเที่ยงคืน เส้นทางกลับบ้าน คุ้นเคยจนแม้หลับตาก็ยังขับได้  แต่อยู่ๆ ทำไมเกิดมีลำคลองขวางถนน 
   คุณปิยะรีบเบรกและหักหลบลำคลองกระชั้นชิดด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงรถของคุณปิยะปะทะกับเสาไฟฟ้าข้างทางดังสนั่น 
   คุณปิยะถูกเย็บทั่วตัวหลายสิบเข็ม
   บาดแผลมีอาการดีขึ้นในหลายวันต่อมา
   อุบัติเหตุครั้งนี้คุณปิยะเสียฟันไปหมดทั้งปาก  กินข้าวไม่ได้  เดือนกว่าแล้วยังต้องกินอาหารทางสายยาง 
แต่ที่หมอหนักใจมากคือบาดแผลที่ปาก 
   ริมฝีปากบนและล่างเย็บแล้วเย็บใหม่ไปเจ็ดครั้ง  ดูอย่างกับจะดีแต่พอตัดไหมแผลก็แยกออก  เนื้อเปื่อยอักเสบบวมมากขึ้นมาอีก 
   เปลี่ยนใช้ไหมละลาย  ไหมละลายหมดแล้วเนื้อก็ยังไม่ติดกัน 
   หมอเจ้าของไข้หมดปัญญา  พยายามแล้วสิบกว่าครั้ง
   คุณปิยะทุกข์ทรมานกับแผลที่ปากอยู่นานหลายเดือน 
   วันหนึ่งแฟนคุณปิยะมาเยี่ยม  ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดว่า
   ปากคุณบาดเจ็บเหวอะหวะเหมือนปลากินเบ็ด
   คุณปิยะสะดุ้ง  ใช่สิ  เมื่อเรากระชากเบ็ดออกจากปากปลา……
   คุณปิยะสำนึกได้แล้ว  เขากับแฟนทำพิธีขอขมากรรมต่อปลามากมายที่ได้เกี่ยวกรรมไว้  และสาบานว่าจะไม่เกี่ยวเบ็ดเกี่ยวกรรมต่อไปอีกเลย คุณปิยะดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาลได้  หลังจากสำนึกขอขมาแล้วไม่นานนัก  คุณประชุมผู้รักกีฬาตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ  ไม่ได้ออกเรือเพื่อตกปลาอีกนับแต่นั้น



ที่มา...หนังสือกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์
สำนักพิมพ์เทิดคุณธรรม
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

5 กันยายน , 2008, 04:11:32 PM
ตอบกลับ #28
  • ถ้าเราหลุดจากสิ่งที่เป็น...เราก็จะพบซึ่งธรรมะ...พบแท้ซึ่งความสุข
  • Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 3956
  • อนุโมทนา: 83
  • จิตธรรม
    • อีเมล์

สัมภาษณ์กินเจ

[wma=300,300]http://www.hotlinkfiles.com/files/1839490_3vf27/kinje.wmv[/wma]
ถ้าบนทางเดินที่ผ่านมาเราก้าวเร็วเกินไป
มองย้อนกลับไปดูตัวเองใหม่...แล้วหัดเดินให้ช้าลง



ขอให้ท่านบุคคลทั่วไปมีความสุขทุกวัน...แม้วันเวลาจะเปลี่ยนแปลง
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 กันยายน , 2008, 03:46:27 PM
ตอบกลับ #29
  • SINCETRITY สอนตนให้รู้ฝืนใจ สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สอนตนให้พ้นจากอบาย สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร
  • ประสานงาน เขตนครปฐม
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 722
  • อนุโมทนา: 35
  • เจินอี้

อาหารเจเพื่อสุขภาพ
ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลกินเจ จึงได้หาข้อมูลเกี่ยว การกินเจเพื่อคุณๆ ทั้งหลาย คำว่า "เจ" หรือ "แจ" ในภาษาจีนมีความหมายในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า อุโบสถ และแปลได้ อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีคาว ซึ่งความหมายที่แท้จริงของคำว่า "กินเจ" คือ การรับประทาน อาหารก่อนเที่ยงวัน หรือที่ชาวพุทธในไทยถือ "อุโบสถศีล" หรือคือ "การรักษาศีล 8 " โดยหลัง จากเที่ยงวันแล้วจะไม่รับประทาน อาหารอีก

แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยม"การไม่กิน เนื้อสัตว์" ไปรวม กับคำว่า "กินเจ" ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วยทุกวันนี้ถึงแม้จะรับประทานอาหาร ทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ฉะนั้นความหมายก็คือ "คนที่กินเจ" ไม่ใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คนกินเจยังต้อง ดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาดงดงามทั้งกาย วาจา และใจ และเป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกันจึงเรียกว่า "กินเจที่แท้จริง"

วันเวลาของการกินเจ

เราสามารถแบ่งการกินเจได้ 2 แบบ คือ

1. การกินเป็นกิจวัตร คือ การละเว้นการกินเนื้อสัตว์ทั้ง 3 มื้อ เป็นประจำทุกวัน
2. การกินเฉพาะช่วงประเพณีกินเจ คือ การกินเจในช่วงวันขึ้น ๑ ค่ำถึง ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน ซึ่งวันเวลา ของการกินเจทั้ง 9 วันนั้น จะมีชื่อเรียกดังนี้คือ ชิวอิก ชิวยี่ ชิวซา ชิวสี่ ชิวโหงว ชิวลัก ชิวฉิก ชิวโป๊ย และชิวเก้าด้วย

โดยที่เจอิ๊วหรือผู้ร่วมพิธีกินเจจะมีการทำบุญในระหว่าง 9 วันที่เรียกว่า "เจคี้" หรือ "ซาลักเก้า" ซึ่งประกอบด้วย วันชิวซา ชิวลัก และชิวเก้าด้วย โดยการนำโหงวก้วยหรือซาก้วย ผลไม้ 5 หรือ 3 อย่างมาไหว้ ซึ่งมักนิยมใช้ผลไม้ ที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ส้ม ซึ่งในภาษีจีนเรียกว่า ไต้กิก แปลว่า โชคดี องุ่น หรือ พู่ท้อ หมายถึง งอกงาม สับปะรด หรืออั้งไล้ แปลว่า มีโชค และกล้วย ที่หมายถึง การมีลูกหลานสืบสกุล

การกินเจอย่างถูกต้อง

"อาหารเจ" เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากพืชผักธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ปน และที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วย ผักฉุนทั้ง 5 อันได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยฉ่าย ใบยาสูบ เนื่องจากผักดังกล่าวเหล่านี้เป็นผักที่มี รสหนัก กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง นอกจากนี้ยังมีพิษทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ ซึ่งผู้ที่กินเจถือว่า

กระเทียม ซึ่งรวมไปถึง หัวกระเทียม ต้นกระเทียม จะไปทำลายการทำงานของหัวใจและกระทบกระเทือนต่อธาตุไฟในกาย ถึงแม้ว่ากระเทียมจะมีสารที่สามารถละลายไขมันใน เส้นเลือด (คลอเลสเตอรอล) ได้ แต่กระเทียมก็มีความระคายเคืองสูง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอาหารเป็นแผลและโรคตับจึงไม่ควรรับประทานมาก

หัวหอม ซึ่งรวมไปถึงต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ ตามหลักเวชศาสตร์และเภสัชศาสตร์ โบราณของจีนถือว่า หัวหอมจะไปทำลายการ ทำงานของไตและกระทบกระเทือนต่อธาตุน้ำในกาย ถึงแม้ว่า หอมแดงจะช่วยขับพยาธิ ขับลม แก้ท้องอืดแน่น ปวดประจำเดือน และอาการบวมน้ำได้ แต่การบริโภคเป็น ประจำหรือ มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการหลงลืมง่าย ประสาทเสีย มีกลิ่นตัว ฟันเสีย เลือดน้อย และนัยตาฝ้ามัว

หลักเกียว คือ กระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม แต่มีขนาดเล็กและยาวกว่า ในประเทศไทยไม่พบว่า มีการปลูกแพร่หลาย ซึ่งหลักเกียวจะไปทำลายการ ทำงานของตับและกระทบกระเทือนต่อธาตุไม้ในกาย

ใบยาสูบ ซึ่งหมายถึง บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมึนเมาโดยใบยาสูบจะไปทำลายการทำงาน ของปอด และ กระทบกระเทือนต่อธาตุโลหะในกาย

ประโยชน์ของการกินเจในมุมมองทางศาสนา
ในมุมมองของศาสนาจะมองประโยชน์ของการกินเจในแง่ของชีวิตและจิตใจ ซึ่งได้แก่

1. บังเกิดเมตตาจิต เกิดความสงบ สุขุม เยือกเย็น อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่หุนหันพลันแล่น โมโหง่าย ดวง ธรรมญาณอันบริสุทธิ์จะปรากฏออกมาซึ่งจะช่วยเกื้อกูลส่งเสริม ให้บารมี ธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ

2. ทำให้มีสติมั่นคง มีสมาธิแน่วแน่ ไม่ประมาทเลินเล่อ เป็นประโยชน์ต่อการดำเนิน ชีวิตและการทำงาน สามารถรอดพ้นจากภัยต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ ภัยจากเคราะห์กรรม เมื่อวิญญาณออกจาก ร่าง ก็จะไปสู่ภพภูมิที่ดี

3. หยุดการทำบาป ตัดเวรกรรมที่ผูกพัน ทำให้ไม่เกิดการอาฆาตพยาบาท ทำให้ปราศจากศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่คิดมุ่งร้ายตามจองเวร

4. สิ่งไม่ดีจะถูกขับออกไป ความรู้สึกขุ่นมัว มืดมนจะหมดไป หลังจากกินเจต่อเนื่องกัน เป็นระยะเวลานานๆ ความสดใสจะปรากฏขึ้นในจิตใจ และถ่ายทอดออกไปสู่ใบ หน้าให้มีความสะอาดสดใส

5. ผู้ที่กินเจ รวมทั้งครอบครัวและบุตรหลาน และคนในปกครองจะเกิดความรุ่งเรืองในชีวิต มีเหตุให้เกิด อยู่ในดินแดนอารยะ มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากการทำร้ายรบราฆ่าฟัน ไม่มุ่งร้ายทำลายชีวิตซึ่งกัน และกัน

6. ทำให้จิตใจสะอาดไม่ฟุ้งซ่าน จิตใจที่สะอาดทำให้มองเห็นกายอันแท้จริง สามารถสู่นิพพานได้ในที่สุด

7. เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ความคุ้มครองอารักขาไม่ให้สิ่งเลวร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำเข้ามาทำร้าย

ผู้ที่มองประโยชน์ของการกินเจในแง่ของศาสนา จะมีการปฏิบัติที่เคร่งครัดว่า การมองประโยชน์ของการ กินเจในแง่อื่น ซึ่งมักจะให้ผลที่สามารถมองเห็นได้อย่างเกินคาด เกินความคิดคำนึงพื้นฐานของคนทั่วไป เช่น การลุยไฟ การใช้เหล็กเสียบแทงตนเอง หรือม้าทรงต่างๆ ในเทศกาลกินเจที่จังหวัดตรัง นั่นคือ ความเชื่ออันแรงกล้าทำให้เกิดสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เสมอ

ประโยชน์ของการกินเจในมุมมองของแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณ

1. ให้พลังเย็น โดยได้รับพลังงานจากฟรุกโตส ซึ่งมีในผัก ผลไม้ เป็นพลังที่ไม่ทำร้ายร่างกาย

2. ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืช ผัก ผลไม้ ช่วยระบบ การย่อยและระบบขับถ่าย ทำให้ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ รวมถึงโรคที่เกิด จากระบบขับถ่ายผิดปกติต่างๆ เช่น โรคริดสีดวงทวาร

3. หากรับประทานประจำจะช่วยฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาด เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะเสื่อมช้าลง ทำให้ ผิวพรรณผ่องใส มีอายุยืนยาว สายตาดี แววตาสดใส ร่างกายแข็งแรงมีความต้านทานโรค มีความคล่อง ตัวรู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด

4. ทำให้ปราศจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคตับ โรคลำไส้ โรคเก๊าต์ ฯลฯ เพราะได้รับอาหารธรรมชาติที่มี ประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นสาเหตุ ุและยังช่วยป้องกันโรคเหล่านี้

5. อวัยวะหลักของร่างกาย และอวัยวะเสริมทั้ง 5 ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถภาพอวัยวะหลัก ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด อวัยวะเสริมทั้ง 5 ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี

6. ผู้ที่กินเจจะมีร่างกายที่สามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งได้แก่ ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีที่เป็นอันตรายอื่นๆ มลภาวะที่เกิดจากการ เผาไหม้ของเครื่องยนต์ ทั้งจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งมีปะปนอยู่ในอากาศ รวมถึงแหล่งอาหารและน้ำดื่ม

จะเห็นได้ว่าในทางกานแพทย์นั้น การกินเจมีประโยชน์ในการรักษา ที่สามารถพิสูจน์และ มองเห็นได้ชัดเจน กว่าประโยชน์ในทางศาสนา แม้ว่าการปฏิบัติจะไม่เคร่งครัดเท่ากับความ ต้องการประโยชน์ทางด้านศาสนา

ประโยชน์ของการกินเจ ในมุมมองทางด้านโภชนาการ

มักมีการสงสัยกันอยู่เสมอว่า การกินเจ จะได้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่หรือไม่ โดยเฉพาะ โปรตีน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโปรตีนในเนื้อสัตว์เป็นโปรตีน ที่มีคุณภาพดีมากกว่า โปรตีนในพืช ซึ่งเป็นความ เข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะแท้ที่จริงแล้วโปรตีนในผัก มีคุณค่าที่ใกล้เคียงกัน ในส่วนของอาหารหลัก 5 หมู่ เป็นสิ่งที่กังวลกันอีกประการ หนึ่งว่าจะได้ครบหรือไม่ ถ้าคิดในทางกลับกัน สิ่งที่คิดว่าจะขาดมาก ที่สุดคือโปรตีน ในอาหารเจยังมีครบ จึงไม่น่าเป็น ห่วงว่าจะขาดสารอาหารในหมู่อื่น เพราะนอกจากโปรตีน แล้วสารอาหาร หมู่อื่นจะมีอยู่ใน พืชผักผลไม้ทั้งสิ้น ดังนั้น การจะขาดสารอาหาร จึงน่าจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม การบริโภคมาก กว่า ว่าเป็นคนเลือกกิน หรือไม่ ส่วนสารอาหารที่ได้จากการกินเจในที่นี้ จะขอกล่าวถึงเฉพาะ ส่วนของโปรตีนเท่านั้น เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีผู้สงสัยมากที่สุดว่า โปรตีนจากพืชจะ ทดแทน โปรตีนจาก สัตว์ได้หรือไม่

โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายคนเรา มีมากในอาหารประเภทถั่ว
โปรตีน คือ สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทั่วไป รวมทั้งในไข่ขาวและผัก และจะมีมากในถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และถั่วอื่นๆ โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายจริงๆ มีอยู่ 10 ชนิด ซึ่งมีอยู่ทั้งในเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ  ที่แตกต่างกันก็คือ ในเนื้อสัตว์จะมีไขมันมากกว่าถั่วต่างๆ เมื่อกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์จึงได้รับไขมันมากขึ้นไปด้วย ทำให้อ้วนรวมไปถึงระบบการย่อยอาหาร ก็ต้องทำงานหนักขึ้นไปด้วย ต่างจากโปรตีนที่ได้จากถั่วซึ่งมีปริมาณไขมันน้อยกว่า และร่างกายสามารถนำไปใช้ได้พอดี โดยไม่เหลือเป็นส่วนเกิน และยังมีกากใยช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และที่สำคัญ ไม่มีคลอเลสเตอรอลเหมือนในเนื้อสัตว์

โปรตีนที่มีความสำคัญต่อร่างกายของคนเรา 10 ชนิด ซึ่งมีอยู่ครบในถั่วต่างๆ คือ

1. ไลซีน มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโต และสร้างความต้านทานให้แก่ร่างกาย หากขาดไลซีน ร่างกายจะแสดงอาการผิดปกติ เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นต้น

2. กลูตามิก เป็นกรดอะมิโนที่บำรุงรักษาความเป็นปกติของเซลล์สมอง หากขาด กลูตามิก จะเกิด อาการผิดปกติทางสมองควบคุมความรู้สึกและจิตใจตนเอง ลำบากจะมีอาการเฉยเมย และซึมเศร้า แก่เร็ว ไม่สดใส ร่างกายไม่เจริญเติบโต

3. วาลีน เป็นกรด อะมิโนที่สร้างความเป็นปกติแก่สมองอีกชนิดหนึ่ง รวมถึงกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การรับรู้ ความรู้สึกนึกคิด ซึ่งขึ้นอยู่กับกรดอะมิโนชนิดนี้

4. อาร์จีนีน เป็นส่วนประกอบของอสุจิในเพศชาย หากขาดจะทำให้มีโอกาสเป็นหมัน เพราะเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง ทำให้ไม่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ของเพศหญิงได้ นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายไม่สดใส ไม่มีความกระชุ่มกระชวย จิตใจไม่ผ่องใส ทำให้แก่เร็ว

5. ซิสตีน เป็นกรด อะมิโนที่ร่างกายนำมาใช้สร้างเซลล์เส้นผมและอินซูลิน ทำให้ร่างกายต่อต้านสิ่งที่เป็นพิษได้ดีขึ้น สร้างภูมิต้านทานและสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทางลมหายใจ ผู้ที่ขาดซิสตีนจะเกิดอาการ เป็นกังวล หงุดหงิด ตับผิดปกติ เส้นผมหลุดร่วง

6. ฟีนายอะลานีน หากขาดกรด อะมิโนตัวนี้จะทำให้ควบคุมตนเองไม่อยู่ในเรื่อง การรับประทานอาหาร จะทำให้รับประทานอาหารไม่หยุด ทำให้เกิดโรคอ้วนและอาการมึน ซึม หรือปวดหัว ฟีนายอะลานีนสามารถนำมาสร้างฮอร์โมนไทร็อกซีนของต่อมไธรอยด์ได้อีกด้วย

7. ทรีโอนีน มีความสำคัญต่อระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหาร หากขาดทรีโอนีนจะเกิดปัญหาในการย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด เรอเปรี้ยว

8. อิสติดีน ช่วยดูแลรักษาทำให้ประสาทหูทำงานเป็นปกติ หากขาดอิสติดีนจะเกิด ความเสียหายกับประสาทหู และเกิดอาการหูอื้อ หูตึง ความสามารถในการได้ยินลดลง

9. ทริปโตเฟน ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารร่วมกับทรีโอนีน นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเส้นผม ทำให้เส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย รากผมแข็งแรง นอกจากนี้ยังทำให้ผิวพรรณผ่องใส และช่วยสร้างเม็ดโลหิตอีกด้วย

10. เมทีโอนีน ช่วยดูแลรักษาตับ ขับของเสียออกจากตับ ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย หากขาดจะทำให้เส้นตับผิดปกติรวมถึงไตด้วย นอกจากนั้นยังทำให้เส้นผมหลุดร่วงง่าย ร่างกายไม่สดชื่น ผิวพรรณหมองคล้ำ
          ที่มา: http://irrigation.rid.go.th
...ไม่มีภูเขาลูกใด ที่สองเท้าจะก้าวข้ามฝ่าไปไม่ได้...
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal