ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ อู๋ ปิ่งเฉียน เตี่ยนฉวนซือ  (อ่าน 8289 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

16 กันยายน , 2008, 08:47:54 PM

ชีวประวัติ
อู๋ปิ่งเฉียน  เตี่ยนฉวนซือ

นายวันชาติ  น้อมภักดีกุล

        อู๋ปิ่งเฉียน  เตี่ยนฉวนซือ เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม  พ.ศ. 2492   เป็นบุตรของคุณพ่อปักจั๊ว แซ่โง้ว คุณแม่มุ่ยเอ็ง แซ่โซว  เป็นคนมีนบุรีโดยกำเนิด  มีพี่น้อง 13 คน อู๋ปิ่งเฉียน  เตี่ยนฉวนซือ  เป็นบุตรคนที่ 2 และมีพี่น้องต่างมารดาอีก  7  คน  สมรสกับคุณถนอมศรี  ลิ้มสุวรรณ       มีบุตรด้วยกัน  3  คน   คือ
         1.     นายวรรณชัย      น้อมภักดีกุล 
         2.     นางสาววันเพ็ญ   น้อมภักดีกุล
         3.     นายบุญเชื่อม      น้อมภักดีกุล         
        เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนและมีพี่น้องมาก  ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก   ต้องช่วยคุณพ่อขายปลาทูเพื่อเลี้ยงดูน้อง ๆ  พอเข้าสู่วัยรุ่นได้ไปเป็นลูกจ้างร้านทอง  แต่ก็อยู่อย่างขัดสนจึงลาออก และไปช่วย       น้าชายทำเครื่องกระป๋องเป็นเวลาหลายปี   จนมีความรู้พอที่จะทำเองได้ กอปรกับมีเงินสะสมไว้จำนวนหนึ่ง  เลยตัดสินใจที่จะทำเอง  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จทำให้ต้องเลิกกิจการไป
    
         เพราะช่วงชีวิตในวัยหนุ่มมีความยากลำบากมาก ทำให้ตัดสินใจออกไปหาประสบการณ์ให้ตนเอง  จึงเดินทางไปภาคใต้  และทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายของ  เมื่อแต่งงานแล้วก็ได้นำพาภรรยาและลูกกลับกรุงเทพมหานคร   เขตมีนบุรี   หลังจากนั้นได้ไปรับใช้ชาติเป็นทหารรวมเวลา 2 ปี  เมื่อปลดประจำการจึงเริ่มทำการค้า   ด้วยความที่ท่านมีปัญญาเฉลียวฉลาด  ทำให้อาชีพค้าขายเจริญรุ่งเรืองจนมีฐานะ  แต่น่าเสียดายที่ภรรยาของท่านต้องเสียชีวิตหลังจากคลอดบุตรคนที่  3   หลังจากภรรยาเสียชีวิตเป็นเวลาหลายปี  ท่านได้ใช้ชีวิตร่วมกับ  คุณวรรณา  กระมลตรี (จึงขาฮุ้ง)  ซึ่งช่วยดูแลบุตรของท่านทั้ง 3 คน  จนถึงปัจจุบัน 

         อู๋ปิ่งเฉียน  เตี่ยนฉวนซือ  มีโอกาสได้รับวิถีธรรมเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2531   ท่านเฉินเฉียนเหยินได้เมตตาถ่ายทอดธรรมะให้  หลังจากรับวิถีธรรม   ได้ตั้งใจศึกษาธรรม   บำเพ็ญ  ปฏิบัติ  เมื่อเข้าใจชีวิต  รู้ถึงคุณวิเศษของธรรมะ มีความศรัทธาต่อธรรมะอย่างจริงใจ       จึงเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง  มุ่งมั่นบุกเบิกงานธรรมโดยไม่ย่อท้อด้วยความวิริยะ บำเพ็ญเพียร ท่านเฉินเฉียนเหยินจึงเมตตายกระดับให้เป็นอาจารย์บรรยายธรรม  ด้วยความทุ่มเทของท่าน เพียงไม่กี่ปี  ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม        เมื่อวันที่  18  เมษายน พ.ศ. 2537 

         ตลอดระยะเวลาที่ได้รับวิถีธรรม  จนสิ้นลมหายใจ   ท่านมีจิตหนึ่งใจเดียว มุ่งมั่น อุทิศ  เสียสละ  สรรค์สร้างบุคลากรแห่งฟ้าขึ้นมากมาย  แต่ทว่ากายสังขารมิอาจอยู่ค้ำฟ้า  ท่านได้บรรลุธรรมกลับคืนเบื้องบนอย่างสงบ  เมื่อวันที่ 19  กรกฎาคม  พ.ศ.  2550 เวลา  07.00 น. สิริอายุ  57  ปี 9 เดือน 9 วัน


............................................................


การศึกษา บำเพ็ญธรรม ก้าวสู่เส้นทางธรรม

        ด้วยเหตุแห่งบุญสัมพันธ์  กอปรกับบุญวาระมาถึง  ฟ้าเบื้องบนโปรดเมตตา  อู๋ปิ่งเฉียน  เตี่ยนฉวนซือ ให้ได้รู้จักกับ เฉิงเหลียงต้าเซียน (หลิวเหลียงปิน  เตี่ยนฉวนซือ)  ในปี  พ.ศ. 2530 ท่านเฉิงเหลียงต้าเซียน  ซึ่งเป็นคนไต้หวัน  ได้มาบุกเบิกธรรมะที่ประเทศไทย พยายามหาห้องเช่าเพื่อบรรยายธรรม  แม้ภาษาจะสื่อกันไม่เข้าใจ  แต่เฉิงเหลียงต้าเซียนก็ไม่ย่อท้อ  เนื่องจากเป็นคนมีอัธยาศัยไมตรี  เจอใครก็ทักทาย  และสอบถามหาสถานที่เช่า   จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ไปถามร้านขายผักหัวมุมแฟลตบางชัน   แต่เมื่อไปถึงร้านได้ปิดแล้ว   พอรุ่งเช้าจึงไปติดต่อใหม่  ได้พบกับภรรยาของอู๋เตี่ยนฉวนซือ (จึงขาฮุ้งถันจู่) และสอบถามถึงห้องเช่า  ภรรยาของอู๋เตี่ยนฉวนซือแนะนำให้ไปดูห้องว่างที่แถวชายคลอง   เมื่อไปดูแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม  จึงกลับมาถามอีกครั้งว่า  มีที่อื่นอีกหรือไม่  ซึ่งขณะนั้น อู๋เตี่ยน ฉวนซือ ได้นั่งอยู่ที่นั่นด้วย  เพราะท่านเกิดในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว  จึงพอจะฟังภาษาฮกเกี้ยน และภาษาจีนกลางได้บ้างเล็กน้อย   ทำให้ทราบถึงจุดประสงค์ในการจะหาห้องเช่า  เพื่อกราบไหว้พระแม่กวนอิม  และบรรยายธรรม   ด้วยรากบุญที่หยั่งลึกของ         อู๋เตี่ยนฉวนซือ  จึงบอกว่าที่บ้านของท่าน (ปัจจุบันคือร้านขายเฟอร์นิเจอร์)   ที่ชั้น 3  มีห้องว่างอยู่ 2 ห้อง  ใช้ได้หรือไม่  หากใช้ได้ก็ให้ใช้   โดยไม่คิดค่าเช่า เพราะบรรยายธรรมแค่อาทิตย์ละ 1 วันเท่านั้น   ท่านเฉิงเหลียงต้าเซียน   ดีใจบอกว่าใช้ได้แต่จะจ่ายค่าเช่าให้  ต่างคน      ก็ต่างเข้าใจกัน   แต่คนละความหมาย
ท่านเฉิงเหลียงต้าเซียนรีบโทรศัพท์ไปรายงาน ก๋งเตี่ยนฉวนซือ  ที่ไต้หวัน   ก๋งเตี่ยนฉวนซือ ทั้งดีใจและแปลกใจว่าคนไทยทำไมใจดีเหลือเกิน ยังไม่ได้รับธรรมะ  แต่จะยกสถานที่ให้ตั้งเป็นสถานธรรม       ฉุดช่วยคนบุญ   จึงได้เดินทางมาเมืองไทยพร้อมด้วยอาวุโสหลายท่าน          เพื่อมาแสดงความยินดีกับ อู๋เตี่ยนฉวนซือ 
ส่วนอู๋เตี่ยนฉวนซือ เองก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน ว่าทำไมเพียงให้ใช้สถานที่บรรยายธรรมอาทิตย์ละ 1 วันต้องแสดงความยินดีกันมากมายขนาดนี้
     
         ก๋งเตี่ยนฉวนซือ  เมื่อเห็นสถานที่แล้ว ก็บอกว่าต้องตกแต่งและต่อเติม   เพื่อเปิดเป็นห้องพระ  อู๋เตี่ยนฉวนซือ  คิดในใจว่า  แค่บรรยายธรรม   ทำไมต้องมาต่อเติม   แล้วอย่างนี้จะทำอะไรได้  ขอยกเลิกก็ไม่ได้  เพราะไม่ใช่นิสัยของท่าน  จึงเลยตามเลย  ค่าใช้จ่ายในการตกแต่งสถานที่ทั้งหมด  เฉิงเหลียงต้าเซียนจะเป็นผู้จัดการเอง   แต่อู๋เตี่ยนฉวนซือไม่ยอม   เพราะคิดว่านี่เป็นบ้านของตนเอง  วันหนึ่งเขากลับไต้หวัน   บ้านนี้ก็ยังเป็นของตน   ทำไมต้องเอาเงินเขาและก็ปฏิเสธที่จะรับเงินค่าต่อเติมจากท่านเฉิงเหลียงต้าเซียน
   

         เมื่อต่อเติมเสร็จเรียบร้อย  เฉิงเหลียงต้าเซียนได้รายงานไปที่ เตี่ยนฉวนซือไต้หวัน   ก๋งเตี่ยนฉวนซือ  และ ล่ายเตียนฉวนซือ              จึงเดินทางมาดูสถานที่  ครั้งนั้นอาวุโสทุกท่านต่างแสดงความยินดีกับ         อู๋เตี่ยนฉวนซือ  และได้กำหนดวันเปิดห้องพระ คือวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2531  โดยกราบเรียนเชิญท่านเฉียนเหยินเมตตามาเปิดสถานธรรม   และ อู๋เตี่ยนฉวนซือ ได้รับวิถีธรรมในวันนั้น   ซึ่งท่านเฉียนเหยินเมตตาถ่ายทอดธรรมให้  พร้อมประทานชื่อสถานธรรมแห่งนี้ว่า “ไท่อวิ้น”         ซึ่งหมายถึง...ความสว่างรุ่งโรจน์มีโชควาสนาตลอดกาล  เป็นมงคลนาม       ยังความปลาบปลื้มให้แก่ทุกคน
         
         หลังจากอู๋เตี่ยนฉวนซือ  รับธรรมะแล้ว  ยังขาดความเข้าใจในธรรมะ  เพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจด้วยปัญหาเรื่องภาษา   วันหนึ่งเกิดล้มป่วย กินไม่ได้  ลุกไม่ขึ้น ได้แต่นอนอยู่ในห้อง   ตกกลางคืนครึ่งหลับครึ่งตื่น พลันได้ยินเสียงก้องกังวานที่ข้างหูว่า   “ไป...หมดเวลาของเจ้าแล้ว”  อู๋ เตี่ยนฉวนซือ ฉุกคิดได้ว่า หากออก        จากร่างนี้ต้องตายอย่างแน่นอน  ก็ตกใจบอกว่าไม่ไป ๆ  แต่ไม่สามารถต้านทานได้  จิตจึงออกจากร่างทันที  อู๋ เตี่ยนฉวนซือ   ท่านบอกว่า    “มันเสียวสุด ๆ ตรงจุดนั้น (ญาณทวาร)” มองเห็นร่างของตนเองนอนอยู่บนที่นอน  และก้มมองดูร่างที่ยืนอยู่ของตนเองอีก  เลยอยากทดสอบ        ดูว่าตายจริงไหม  จึงเดินไปที่ฝาผนังห้อง สามารถเดินผ่านทะลุออกไปได้  ก็ยิ่งตกใจ  รีบร้องบอกว่า ยังไม่อยากไป เพราะยังไม่ได้ทำงานธรรมะเลย   ฉับพลันก็มีเสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า  ได้ยินว่าจะทำงานธรรมะ ก็เปิดโอกาสให้เขาสักครั้ง  ให้เขาได้ฉุดช่วยเวไนยและคนบุญทั้งหลาย           เสียงนั้น ก็บอกว่า”  จะให้โอกาสอีกครั้ง”   อู๋ เตี่ยนฉวนซือ ดีใจมาก  แล้วจิตญาณก็กลับเข้าสู่ร่างทันที  หลังจากนั้นอาการเจ็บป่วยก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ  จนหายเป็นปกติ

          วันหนึ่งขณะที่นอนอยู่เวลาประมาณ  17.00 น. ได้ยินเสียงคนมาปลุกให้ลุกขึ้นแล้วบอกว่า “เจ้าต้องขึ้นไปบรรยายธรรมเพราะวันนี้อาจารย์บรรยายธรรมไม่มา”   อู๋ เตี่ยนฉวนซือบอกว่า  “บรรยายไม่เป็น ยังไม่ได้ศึกษาเลย” พระอาจารย์จี้กงก็เมตตาว่า “แล้วทำไมเจ้าไม่ศึกษา เย็นนี้ไม่มีอาจารย์บรรยาย ให้รีบอาบน้ำ แล้วขึ้นไปบนห้องพระ”          ซึ่งเย็นนั้นอาจารย์บรรยายก็ไม่มาจริง  อู๋เตี่ยนฉวนซือจึงขึ้นไปบรรยายประสบการณ์ชีวิตของตนเอง จนจบชั้นเรียน

          นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ท่านศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง  พร้อมกับส่งเสริมนำพาญาติธรรมไปขึ้นชั้นเรียนร่วมกัน  จนญาติธรรมเกิดความเข้าใจต่อธรรมะอย่างมากมาย   สถานธรรมเดิมจึงคับแคบ       ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่  คือสถานธรรมไท่อวิ้นในปัจจุบัน  ซึ่งไม่ห่างจากที่เดิมมากนัก  และยังคงได้รับความเมตตาจากท่านเฉียนเหยิน มาเป็นประธานเปิดสถานธรรม  เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2537  และเมตตาให้ใช้ชื่อ”ไท่อวิ้น”  ดังเดิม

จุดเริ่มต้นของการบุกเบิกแพร่ธรรม

            ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน  พระคุณพระอาจารย์  บารมีคุณท่านธรรมอธิการและท่านรองธรรมอธิการ เมตตาธรรมของอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมทุกท่าน ล่ายเตี่ยนฉวนซือ   ก๋งเตี่ยนฉวนซือ  และ     เฉิงเหลียงต้าเซียน
(หลิวเหลียงปิน เตี่ยนฉวนซือ) ที่ได้เพียรพยายามส่งเสริม  อู๋เตี่ยนฉวนซือ   ด้วยความวิริยะอดทน จนสามารถนำพาเข้าประชุมธรรมฟื้นฟูจิตเดิมแท้ที่สถานธรรมไท่จง  โดยมีท่านเฉียนเหยินมาเป็นประธาน  ในวันนั้นพระอาจารย์จี้กงเมตตาประทับทิพยญาณให้โอวาท “อาจารย์ศิษย์สัมพันธ์” นักเรียนในชั้นต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระอาจารย์  และร้องไห้   มีเพียงอู๋เตี่ยนฉวนซือคนเดียวที่คิดว่า
"ร้องไห้ทำไม  ตนจะไม่ร้องไห้  แต่จะช่วยพระอาจารย์ขายธรรมะ"
            ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ท่านก็ปฏิบัติตามมหาปณิธานคือช่วยพระอาจารย์ขายธรรมะไม่เคยหยุด พบเจอใครก็ชวนรับธรรมะ จาก 1 คน  2 คน  3 คน  ต่อไปเรื่อย ๆ  จนมีญาติธรรมที่เข้าใจธรรมะเพิ่มมากขึ้น และต้องการนำธรรมะไปสู่บ้านเกิดของตน  อู๋เตี่ยนฉวนซือมีความยินดียิ่งนัก             เหตุเพราะยังไม่ได้รับพระโองการสวรรค์   จึงเรียนเชิญล่ายเตี่ยนฉวนซือ     ก๋งเตี่ยนฉวนซือ  หรือเตี่ยนฉวนซือท่านอื่นๆ มาถ่ายทอดธรรมะให้คนบุญด้วยความศรัทธาจริง  และความวิริยะของ  อู๋ เตี่ยนฉวนซือ         

            จากความเสียสละที่อู๋เตี่ยนฉวนซือ   ได้ทุ่มเททั้งแรงกาย  แรงใจ  และกำลังทรัพย์  ประทับใจฟ้าเบื้องบน  งานธรรมกิจ จากกรุงเทพมหานคร  จึงได้แผ่ขยายไปหลายจังหวัดของประเทศไทย     สถานธรรมแห่งแรกที่ท่านได้ไปบุกเบิกในปี พ.ศ.2532  คือ อำเภอเก้าเลี้ยว   จังหวัดนครสวรรค์  แม้จะได้รับการต่อต้านจากคนในท้องที่  แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ  เพียรส่งเสริมจนเกิดบุคลากร และญาติธรรมที่เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง  โดยใช้บ้านบุคลากรเป็นสถานธรรมส่วนรวม  ต่อมาท่านได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดินในราคา 3 แสนบาท  เพื่อใช้เป็น      ที่จัดตั้งสถานธรรมใหญ่   เพื่อรองรับคนบุญที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งทำพิธีเปิดในวันที่  13 มิถุนายน พ.ศ. 2547  ภายใต้ชื่อ  ไท่เสวียน  (ดูรูปในประวัติเฉิงเหลียนต้าเซียน)

            จากนั้นไม่นานท่านได้เดินทางไปบุกเบิกที่ อำเภอจอมพระ  จังหวัดสุรินทร์  ที่นี่ญาติธรรมพูดหลายภาษา อาทิ ภาษาเขมร ภาษาส่วย  ภาษาลาว  ภาษาพวน  เป็นต้น  ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก  แต่อู๋ เตี่ยนฉวนซือ ก็อดทนและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจัดสร้างสถานธรรมใหญ่ภายใต้ชื่อ ไท่หลี  ในวันที่ 5 ธันวาคม  พ.ศ.  2544
ในปี พ.ศ. 2535

             บุคลากรเรียกร้องให้ท่านไปบุกเบิกที่ อำเภอ  ศรีเมืองใหม่  จังหวัดอุบลราชธานี  แม้การเดินทางต้องใช้เวลานานนับ 10 ชั่วโมง  แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่น  ญาติธรรมที่นั่นได้เห็นความมุ่งมั่นของท่าน  จึงมากันมากมาย  ท่านได้สละเงินส่วนตัวซื้อที่ดินในราคา 1 แสนบาท  เพื่อจัดสร้างสถานธรรม  ที่นี่จึงเป็นที่แห่งแรกที่ได้จัดสร้างเป็นสถานธรรมใหญ่  เมื่อวันที่ 26  กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อ ไท่ฟง
 
เมื่อครั้งเริ่มสร้าง ไท่ฟง เป็นสถานธรรม ตจว.แห่งแรก
ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เริ่มสร้างสถานธรรมนั้น เงินทำบุญสร้างตำหนักพระยังมีไม่มากนัก พอสร้างสถานธรรมได้ แต่ไม่อาจจ้างคนงานได้มากนัก ท่านจึงอาศัยแรงกายเป็นทาน ลงมือนำพาญาติธรรม ลุยสร้างเอง







            อู๋เตี่ยนฉวนซือ  มีบุญสัมพันธ์กับคนหลากหลาย โดยเฉพาะชาวบ้านตามชนบท   เมื่อมีคนนำพาท่านไปบุกเบิกแพร่ธรรมที่  อำเภอศรีนคร   จังหวัดสุโขทัย  ในปี พ.ศ.  2535  ท่านรีบรับปากทันที  ที่นี่มีคนบุญมากมายที่ได้รับการฉุดช่วยจิตญาณ  จากสถานธรรมบ้านไม้เล็กๆ  ปัจจุบันได้ขยายเป็นสถานธรรมใหญ่  โดยใช้ชื่อว่า ไท่ฟู่  บุคลากรที่นี่ล้วนเลียนแบบอย่างในความทุ่มเทเสียสละของท่าน  จึงสามารถนำพาคนบุญได้มากมาย

งานเบิกน้าดินสร้าง ไท่ฟู่ และมีการเข้าค่ายทุกวัยชนพร้อมกัน ช่วงปีใหม่ พ.ศ.2545

             จากนั้นธรรมะได้เผยแผ่ไปยัง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่  ในปีพ.ศ.  2539  ช่วงแรกของการบุกเบิกมีเพียงทูตสวรรค์ (เด็กเล็ก) เข้ามาศึกษาเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาถึง  3  ปี   แต่ อู๋เตี่ยนฉวนซือก็ยังคงอดทนทำงานธรรมะอย่างต่อเนื่อง  ฟ้าเบื้องบนจึงเมตตาประทานบุคลากรที่มีความศรัทธาเพียง 1 คน  แต่สามารถนำพาคนบุญได้นับร้อยคน  จนกระทั่งได้จัดตั้งเป็นสถานธรรมไท่ฝอ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.  2543

ช่วงแรกของการบุกเบิกที่ จ.แพร่  อ.ร้องกวาง พ.ศ.2539 ท่านไปอาศัยบ้านญาติธรรม (ลุงมอ) เพื่อถ่ายทอดธรรมะ ที่นี่มีแต่เด็กๆ ถือช้อนคนละใบมากินอาหารเจ ขนม และแอปปเปิ้ล แล้วรับธรรมะ...เสร็จก็กลับบ้าน ใต้ถุนบ้านมีแต่ขี้หมู ขี้ไก่ ขี้ควาย เวลาลมพัดมา ได้กลิ่นมูลเหล่านี้โชยมาอย่างเป็นธรรมะ(ชาติ)

ค่ายทุกวัยชน ไท่ฝอ จ.แพร่ เมื่อปี พ.ศ.2546

            ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า  มุ่งมั่นที่จะฉุดช่วยเวไนย จึงนำธรรมะอันสูงส่งลงสู่ภาคใต้    ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์   จังหวัดสุราษฏร์ธานี  และ อำเภอปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2545  แม้หนทางจะไกลแค่ไหน  ขอเพียงญาติธรรมมีความตั้งใจจริง ท่านก็ยินดีไปส่งเสริม  จนญาติธรรมเข้าใจในหลักธรรม  ได้บริจาคที่ดินจำนวน 2 ไร่เศษ  สำหรับก่อสร้างสถานธรรมไท่เซียน  ณ  อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช  ส่วนที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดซื้อที่ดินเตรียมการก่อสร้างต่อไป

            แม้ในยามที่ท่านเจ็บป่วยในปี พ.ศ. 2547  ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่        อำเภอบ้านฉาง  จังหวัดระยอง  ท่านมีจิตหนึ่งใจเดียว มุ่งมั่นต่องานธรรม  จึงจัดสร้างสถานธรรมไท่กุ้ย เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2548 เพื่อรักษาจิตใจและบำบัดร่างกายของเวไนย  

ขณะที่ท่านพักป่วยอยู่ที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ท่านยังเมตตาให้สร้างสถานธรรมชื่อว่า ไท่กุ้ย


            ส่วนคนบุญที่ กิ่งอำเภอภูเพียง  จังหวัดน่าน  ล้วนมีบุญสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่ออู๋เตี่ยนฉวนซือ  จึงได้บริจาคที่ดินสำหรับสร้างสถานธรรมในปี พ.ศ.  2549  ขณะนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างรอการเปิดอย่างเป็นทางการ

            นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแห่งที่ท่านได้บุกเบิกไว้ คือ  บางโฉลง  กบินทร์บุรี  สรรคบุรี  ขอนแก่น  เพชรบูรณ์  คลอง 8 ปทุมธานี และ กาญจนบุรี

             ด้วยแบบอย่างการอุทิศ เสียสละ และด้วยการเอาใจใส่ ดูแลจากอาวุโส    ล่าย เตี่ยนฉวนซือ, ก๋ง เตี่ยนฉวนซือ, หลิว เตี่ยนฉวนซือ(เฉิงเหลียงต้าเซียน) ทำให้งานธรรมบุกเบิกไกลไปหลายที่ หลายจังหวัด

             เพื่อรองรับศรัทธามหาชนที่ช่วยส่งเสริมผลักดันงานธรรมให้ ก้าวไกล อู๋เตี่ยนฉวนซือได้ขออนุญาตจัดตั้งมูลนิธิอนุเคราะห์ปัญญา    เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2546  เพื่อการศึกษา อบรม ปฏิบัติงานธรรม บำเพ็ญสธารณะกุศลได้ได้ถูกต้องตามยุคสมัยที่มีกฏเกณฑ์อย่างชัดเจน (กฏหมายบ้านเมือง) แต่แม้จะมีการตั้งเป็นมูลนิธิฯ แต่ท่านเมตตาไว้ว่า

       " แม้มีการตั้งเป็นมูลนิธิ แต่...การปฏิบัติบำเพ็ญของเราไม่ใช่แค่ทำแล้วถ่ายรูปมาโชว์ให้คนทั่วไปรู้ว่า...มูลนิธิเราทำงานสาธารณะประโยชน์ แต่เราต้องช่วยคนอย่างสุดจิตสุดใจ สุดความรู้ความสามารถ และช่วยจนสุดท้ายของชีวิต เอาใจของพระโพธิสัตว์มาเป็นใจของเรา เอาใจของพระอาจารย์มาเป็นใจของเรา"

และท่านยังเมตตาด้วยว่า
            "งานธรรมต่อไป เราต้องทำงานเป็นหมู่คณะ เรื่องต่างๆ ปัญหาส่วนรวมต้องมาผ่านที่ประชุม ใช้ที่ประชุมเป็นการตัดสิน"
ซึ่งเป็นแนวทางที่เฉียนเหยินต้ากู (ปู้ซิวสีผู่ซ่า) ได้วางไว้แล้วอย่างอัจฉริยะ

            ด้วยสายตาที่กว้างไกล    ปัญญาญาณที่กระจ่างจากเบื้องบน  อู๋ เตี่ยนฉวนซือ สามารถบริหารงานธรรมได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยให้บุคลากรทุกคนต่างมีโอกาสทำงานธรรมะ สร้างบุญกุศล เจริญปณิธาน ช่วยกันรับผิดชอบงานแต่ละสถานธรรมที่ไปบุกเบิก  ทุกปัญหา  ทุกเรื่องราว ไม่ว่าจะทางโลก หรือทางธรรม  ท่านจะเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้ด้วยจิตใจแห่งความเมตตา

............................................................

งานศูนย์กลางธรรมกิจ ฟาอีฉงเต๋อ (ประเทศไทย)

            เกือบทุกครั้งที่ มีงานที่ศูนย์กลาง หลิวเตี่ยนฉวนซือ(เฉิงเหลียงต้าเซียน)จะเมตตาให้ อู๋ ปิ่งเฉียน เตี่ยนฉวนซือ เข้ามาช่วยในหน่วยธุรการที่ หลิวเตี่ยนฉวนซือดูแลเสมอ และท่านก็ทำอย่างเต็มที่

งาน 20 ปี ฟาอีฉงเต๋อ ประเทศไทย พ.ศ.2545 ที่คลอง 6 ปทุมธานี


งานจราจร(ธุรการ) ที่ต้าเมี่ยว อารามใหญ่ฉงเต๋อ


โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

17 กันยายน , 2008, 11:11:39 AM
ตอบกลับ #1
  • กรรม เป็น ของคู่กาย
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 25
  • อนุโมทนา: 0

 :pen1_60: ขอขอบคุณท่านทัมมะดี มากค่ะ สำหรับข้อมูลค่ะ  :mus_pen04: :mus_pen06:
การยอมรับ เป็นสิ่งจำเป็น ใช้ให้ได้กับทุกสถานการณ์
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

30 กันยายน , 2008, 03:26:27 PM
ตอบกลับ #2

:pen1_60: ขอขอบคุณท่านทัมมะดี มากค่ะ สำหรับข้อมูลค่ะ  :mus_pen04: :mus_pen06:

ขอบคุณ...เตี่ยนฉวนซือ ที่เมตตาทุกๆ อย่างครับ
โลหิตแห่งชีวิตคือ ความรัก กระดูกสันหลังของชีวิตคือ คุณธรรม
(โอวาทพระธรรมจารย์เทียนหยาน ไท่ห่าว 27/9/50)

เมื่อเจ้าเกิดปณิธาน  เวไนยจึงมีความหวัง
(เหล่าซือเมตตา - ไท่อู้ 1/12/50)
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

20 มกราคม , 2010, 02:53:26 PM
ตอบกลับ #3
  • บุคคลทั่วไป

การที่จะทำสิ่งใดก็ต้องมีปัญญาที่แท้จริง :oth_pen20: :oth_pen08:
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

5 กรกฎาคม , 2011, 09:02:25 AM
ตอบกลับ #4
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 5
  • อนุโมทนา: 0
  • ปํญญาญาณล้ำเลิศ คุณธรรมสูงส่ง
    • อีเมล์
  • สถานธรรม 佛堂: ไท่อวิ้น

 :pen1_02:

เมื่อนึกถึง เตี่ยวฉวนซือ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal