ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ตอบ

ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: เก่ง
« เมื่อ: 19 ธันวาคม , 2012, 07:59:18 PM »

มีคืนวันหนึ่ง   ผมฝันว่าพระอาจารย์จี้กง   มาจับมือ         พอตื่นขึ้นจะไปเข้าชั้นเรียนชั้นที่ 3    ก็ได้ยินเสียงเพลง    ที่นักเรียนในชั้นกำลังร้องเพลงอยู่      คือ   มือจูงมือจูงใจเดิน   ร่วมทาง    มั่นคงเดินด้วยตนของตน    ฯลฯ     ซึ้งตรงกับความฝันที่พระอาจารย์จับมือพอดี    ผมเลยขนลุกเลยครับ      ธรรมะดีมากๆ
ข้อความโดย: เฉิง หุ้ย
« เมื่อ: 28 พฤศจิกายน , 2012, 04:51:12 PM »

 :kiss:ส่วนเรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ ผู้น้อยขอออกตัวก่อนว่า โปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่าน เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ประสบด้วยตัวเอง และร่วมศึกษากับนักธรรมอาวุโสทั้งหลาย สมควรหรือไม่สมควรประการใดอาวุโสช่วยชี้แนะค่ะ เรื่องนี้ทำให้ผู้น้อยเชื่อถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ( โดยปกติจะเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว)มีจริง นรกสวรรค์มีจริง และที่สำคัญ กฏแห่งกรรมไม่มีการละเว้นแม้กระทั่งผู้อ่อนวัยหากกระทำสิ่งผิด ความผิดบาปเล็กน้อยที่ส่วนใหญ่มักถูกมองข้าม แต่หากความผิดนั้นสะสมทีละเ็ล็กทีละน้อยก็จะใหญ่หลวงเช่นกัน ....เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผู้น้อยนอนฝันไปว่า ได้ลงไปแดนนรก ด้วยความที่ตัวเองไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้จึงเดินไปเรื่อยๆตามแสงไฟ (เหมือนแสงไฟฟืน) มันมืดมาก เดินไปจนเห็นกระทะใบหนึ่งเป็นเหล็ก กว้างใหญ่มากจนมองหาขอบกระทะนั้นไม่เจอ ในกระทะมีน้ำและควันขาวๆลอยคลุ้ง เห็นผู้คนทั้งชายหญิงเปลือยร่างกายกำลังเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานในน้ำ เราเห็นอย่างนั้นมันเกิดแรงจูงใจอยากลงไปเล่นกะเขาด้วย เลยปีนกระทะขึ้นไปแล้วกระโดดลงน้ำทันทีไม่รอช้า ทันทีที่ตัวเราสัมผัสกับน้ำ ภาพชายหญิงที่เห็นว่ากำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานอยู่นั้นกลายเป็นเสียงร้องโหยหวน ร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน น่าเวทนาที่สุด บางคนพยายามปีนหนี แต่ไม่สามารถหนีไปได้ เนื้อหนังที่จมอยู่ใต้น้ำมันหลุดละลายรวมปนเปไปกับน้ำ เสียงโหยหวนมันเสียดแทงเข้าหัวใจแทบจะทนได้ยินต่อไปไม่ได้ และไม่เชื่อในภาพที่เห็นจึงลองวักน้ำมารดที่ตัวเอง มันไม่เห็นจะร้อนอย่างเขาเลย เอ้า!!!ลองอีกที่...วักน้ำมารดตัวเองอีกรอบก็เป็นน้ำเย็นธรรมดา ขณะที่ยังสงสัยระคนแปลกใจอยู่ จู่ๆตัวเราเองก็ถูกรวบผมดึงขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว และวางตัวเราลงบนพื้นลานหินกว้างพร้อมกับได้ยินเสียงหนึ่งบอกผู้น้อยว่า "ศิษย์พี่ ลงไปทำอะไรกับเขาในนั้น" ผู้น้อยก็หันไปตามเสียงก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเ็ล็กน่ารักมากๆ นุ่งเอี๊ยมสีแดง มัดจุกด้วยโบว์สีแดง ผู้น้อยเลยยิ้มไปแต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็มีพระชราองค์หนึ่งเดินตรงมาที่ผู้น้อย ที่เอวมีผลน้ำเต้าแห้งมัดอยู่ ในมือถือพัด โบกไปมา พระพักตร์ยิ้มมีพระมหาเมตตาอย่างประมาณไม่ได้ ขณะนั้นลำตัวผู้น้อยยังเปียกโชกอยู่เลย และมองไปที่พระองค์ แล้วนึกคำถามในใจว่า "ใครวะ" (ขออนุญาติชี้แจงนะคะ ในฝันมันไม่สุภาพอย่างที่เล่าจริงๆ) แค่นั้นแหล่ะ พัดที่อยู่ในมือพระองค์ฟาดมาที่หัวผู้น้อยเบาๆอย่างเอ็นดู (รู้สึกอย่างนั้นค่ะ) แล้วท่านก็ตอบมา ( ตอบอย่างที่ปากไม่ขยับเลย) "จำอาจารย์ไม่ได้เหรอ ไหว้อาจารย์อยู่ทุกวัน" ถึงตอนนี้จึงรู้ว่าท่านคือพระอาจารย์จี้กง ผู้น้อยเลยกราบรับพระบาทพระอาจารย์ห้ากราบ (ผู้น้อยพูดออกเสียงด้วย เหมือนในพุทธระเบียบที่ปฏิบัติกันในสถานธรรมเลย) พระอาจารย์ว่า "ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก มานี่... ตามอาจารย์มาอาจารย์จะพาไปดูอะไร"ผู้น้อยเลยเดินตามหลังพระอาจารย์ไป ระหว่างทางก็มืดมากมองอะไรไม่เห็น พระอาจารย์บอกว่ารีบๆหน่อยนะไม่มีเวลา ผู้น้อยก็รีบไป ข้างทางได้ยินเสียงร้องไห้มากมายนะแต่มองไม่เห็น เดินไปถึงที่หนึ่ง ที่นั่นมีต้นเสาเหล็กมีหนามรอบต้น และมีนับเป็นร้อยๆต้นได้ ที่นั่นผู้น้อยไม่เห็นพระอาจารย์แล้ว มองไปเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่ง ปีนไปร้องไห้ไปเลือดไหลท่วมร่างกายแต่หยุดปีนไม่ได้ ปีนช้าก็ไม่พ้นคมหอกด้านล่าง รีบปีนจนสูงสุดก็ต้องรุดตัวเองลงมาให้พ้นนกตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มาก ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถ้าหลบนกตัวนี้พ้นแต่ไม่พ้นคมหอก ถ้าจะหลบคมหอก ก็ถูกนกจิกหัวจนเหวอะหวะ น่าเวทนามาก ในใจอยากเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนี้มาก  แล้วผู้น้อยได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นคนพูด ห้ามผู้น้อยว่าไม่ให้เข้าไป (เหมือนอ่านใจเราออกว่ากำลังคิดอะไร) ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฏแห่งกรรม ผู้น้อยเลยถอดใจแต่ก็อดเวทนาเธอไม่ได้ หันมองไปรอบๆพบว่ามีเด็กผู้ชายอายุประมาณ10 ขวบ กำลังปีนต้นหนามเหล็กอยู่ ผู้น้อยแปลกใจและตกใจมากด้วยเลยพูดออกไปว่า " ที่นี่คือมีแต่ผู้ผิดศีลข้อสามละเมิดศีลกาเม แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงต้องมาที่นี่ด้วย เขาเป็นเด็กนะ ทันได้ทำความผิดศีลข้อนี้แล้วเหรอ" แล้วจึงมีเสียงตอบผู้น้อยว่า "เด็กผู้นี้ถูกรถชนตายเสียชีวิต แต่เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เขาค้าขายซีดี,วีซีดี,ดีวีดี หนังโป๊ลามกอนาจาร" ผู้น้อยก็ยังแย้งต่อไปว่า " แต่เขาเป็นเด็กอยู่ แล้วสิ่งที่เขาทำก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวนะนั่นเพราะเขายากจนจริง" เสียงนั้นตอบมาว่า"ต่อให้เป็นเด็กแล้วทำความผิดบาปก็อาจละเว้น อาชีพมีร้อยแปดพันอย่า่งที่บริสุทธิ์แต่ไม่เลือกทำ เหตุเพราะมีผู้ซื้อ ซื้อซีดีของที่เด็กผู้นี้ขายไปแล้วเปิดดู เกิดความกำหนัดในกามารมณ์จนอดกลั้นไม่อยู่ไปก่อกรรมกับผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เด็กผู้นี้มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบการกระทำแม้จะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม" พอถึงตรงนี้เราก็พูดไม่ออก ได้แต่อึ้งกิมกี่ สักพักก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์บอกว่า "พอแล้วหล่ะ กลับเถอะ หมดเวลาแล้ว" ผู้จึงเดินตามพระอาจารย์ไป แล้วก็ตื่นขึ้นมา มือไม้ยังไม่หายสั่นเลย นึกไปถึงสิ่งที่เห็น ผู้น้อยกินข้าวไปค่อยลงรู้สึกผะอืดผะอมมากไปหนึ่งวันเต็มๆ.....และนี่คือสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเองและเป็นเรื่องที่ใครหลายคนเข้าใจได้ยาก แต่ผู้น้อยว่ายามนี้เรายังมีลมหายใจอยู่ รีบเร่งสร้างบุญกุศลเถิด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน เราจึงมีโอกาสพ้นจากชาติกำเนิดสี่ ภูมิวิถีหก บำเพ็ญอย่างแท้จริงหลุดพ้นได้จริง  และผู้น้อยร่วมแบ่งปันเล่าประสบการณ์และก็ไม่ควรยึดติดกับสิ่งนี้ ใช้วิจารณาญาณนะคะ แต่สำหรับตัวผู้น้อยเองไม่ว่าพบเจอเรื่องใดก็จะเก็บไว้เป็นสิ่งเตือนใจให้เราประคองจิตตนเองมิให้ตกต่ำเพราะวิสัยโลกีย์มนุษย์กระแสมันแรงหากปล่อยตัวปล่อยใจไปตามนั้นยากจะผ่านมันไปได้ค่ะ...ร่วมศึกษาค่ะ
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน , 2012, 11:43:15 AM »

เนื่องจากมีบางคนอาจไม่เชื่อเรื่อง การเข้าทรง ผีสิง วิญญาณอาศัยร่าง สิ่งศักดิ์สิทธิประทับญาณ บางคนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย ไม่มีจริงในโลก มีแต่หลอกลวง งมงาย ซึ่งจริงๆ แล้วมีทั้งหลอกลวง งมงาย ทั้งมีจริงและไม่จริง แต่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงของผู้น้อยเอง ที่เคยสัมผัสเอง ด้วยตัวของตัวเองจริงๆ จึงนำมาร่วมศึกษากัน
แรกๆ ผู้น้อยคิดว่าไม่ควรเล่า เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เจอด้วยตัวเอง แต่อาวุโสแนะนำว่า เรื่องที่เจอด้วยตัวเอง จึงจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อที่สุด
จึงนำมาร่วมศึกษากัน เพื่อเป็นประจักษ์ ยืนยันถึงเรื่องวิญญาณมีอยู่จริง

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อปี พ.ศ.2545 ( 10 ปีที่แล้ว)
ตอนนั้นเพิ่งรับธรรมะได้ 2-3 ปี ยังไม่มีชั้นเรียนซินหมิน จื้อซั่นปัน มีแต่ชั้นเรียนประชุมธรรม กับหัวข้อทั่วๆไป

ผู้น้อยได้ไปเข้าค่าย ค่ายหนึ่ง ที่ จ.สุโขทัย ช่วงเช้าเป็นพิธีเบิกหน้าดิน เพื่อจะสร้างเป็นสถานธรรมส่วนร่วม กลางวันก็มีการฟังหัวข้อ มีกิจกรรม มีละครให้ชม พอตกกลางคืน ญาติธรรมทั้งหลายที่มาจากหลายสถานธรรม หลายที่ หลายจังหวัดรวมๆ ประมาณ 100 กว่าคน ก็ไปนั่งล้อม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม กับอาวุโสท่านหนึ่ง(ซึ่งเป็นร่างให้พ่อขุนรามคำแหง) ก็นั่งอยู่ตรงกลาง พ่อขุนฯ ท่านพูดธรรมะยุคโบราณ สมัยนั้นที่ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรก็มาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ท่านก็จะมาตัดสินคดีให้ชาวสุโขทัย

ท่านก็เล่าจนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ท่านก็บอกว่าธรรมะมาโปรดถึงที่กรุงเ่ก่า มีทหาร นักรบตกตายทับถมบนแผ่นดินนี้มากมาย วันนี้ได้รับน้ำทิพย์ชะโลมชุมชื้นไปทั่ว มีการเบิกหน้าดินสร้างตำหนักพระโปรดคนหลง ให้ผู้คนได้ฟังธรรม บุญกุศลก่อเกิดมากมาย วิญญาณนักรบ วิญญาณบรรบุรุษ  บรรพชนต่างแซ่ซ้องยินดี ดีใจล้นพ้น ... ท่านก็บอกว่า...ทุกท่านอยากเห็นมั้ยถ้าอยากเห็นให้ทำใจให้สงบ นิ่ง แล้วพ่อจะพาไปดู .... ผู้น้อยก็นั่งสมาธิ ทำใจให้ว่างเปล่า...สักพัก ก็เหมือนตัวเองดิ่งลงไปข้างล่าง ลึกมาก แต่ดิ่งลงไปด้วยความเร็วมากๆ สักพักหนึ่ง ก็นิ่ง ได้ยินเีสียงพ่อขุนฯ พูดว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้นึกถึงพ่อขุนฯ กับ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม เท่านั้นเอง ผู้น้อยเริ่มรู้สึกปวดเมื่อบริเวณเอว ปวดมากขึ้นๆ จนปวดไปทั้งตัว คิดว่าตัวเองอยู่ๆ ก็ปวดขึ้นมาทรมานมาก มันเป็นอะไรหรือ? สักพัก ก็มีหน้าคนลอยมาตรงหน้าผู้น้อย ลอยมาทีละหน้าๆ บางหน้าก็ยิ้มให้ บางหน้าก็ร้องไห้ บางหน้าก็เฉยๆ ซึ่งผู้น้อยไม่รู้จักใครเลย ประกอบกับเมื่อยไปทั้งตัว ก็ได้แต่นิ่งๆ ไว้ รู้สึกได้ว่าร่างกาย ความรู้สึกส่วนหนึ่งไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นใครไม่รู้ ความรู้สึกว่าร่างกายตัวนี้เป็นเรา 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เป็นใครไม่รู้...สักพักรู้สึกว่ามีน้ำไหลมาจากในตา(หลับตาอยู่) ก็ลองเอามือไปปัดที่แก้ม เอ้า...น้ำตานี่...ก็บอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ร้องไห้ แล้วใครล่ะ? ทำให้น้ำตาผมไหลได้ยังไง ผมไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่มีเรื่องเศร้า เท่านั้นเอง อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เดินมาด้านหลัง แล้วตบไหล ผมก็รู้สึกตัวขึ้นมา อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมบอกว่า "เจ้าเป็นใคร มาจากไหน ทุกข์ร้อนอะไร บอกมาเดี๋ยวจะให้ลูกหลานสร้างบุญไปให้..." ตอนนั้นก็รู้สึกตัวมากขึ้นๆ จนได้สติ อาการเมื่อย เจ็บปวดตามตัวก็หายไป ก็บอกกับตัวเองว่า ...ไม่เป็นไร ผมจะสร้างบุญให้พวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักรบ บรรพบุรุษในแผ่นดินนี้ หรือเป็นบรรชน ผมจะช่วยงานธรรมะ สร้างบุญให้ ... แล้วก็เงียบ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ไม่เห็นตอบอะไร ก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ที่เดิม ผู้น้อยก็ค่อยๆ ลืมตามองไปรอบด้าน ทุกคนก็ยังนั่งปกติเหมือนเดิม แต่ทำไมน้ำตาเต็มแก้มตัวเอง

ตอนนั้นก็คิดได้แค่ว่า มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แปลก ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือมาจนจบ ม.6 ไม่เคยมีวิชาไหนสอนเรื่องแบบนี้ แต่นี่มีอยู่จริง สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ จนได้ติดตามอาวุโส ได้ช่วยงานธรรมะ ศึกษาเรียนรู้ เจอเรื่องราวแบบนี้จากหลายๆ ที่ หลายคน และจากตำราต่างๆ ทำให้ประจักษ์เชื่อมั่นว่า ชีวิต วิญญาณ มีอยู่จริง การเวียนว่าย ตายเกิด ของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ตอนมีชีวิตอยู่

10 ปีก่อน ก็ตอบไม่ได้ว่า ทำไมพ่อขุนฯ ท่านเป็นเทพฯ ทำไมยังต้องมาอาศัยร่างคน รู้ด้วยว่าใครคิดอะไร อย่างไร? รู้ใจหมด และทำไม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ถึงมาอยู่ที่นี่ เป็นเหมือนหัวหน้าในการสร้างบุญใหญ่สะเทือนถึงวิญญาณทั้งหลายได้ ทำไมวิญญาณนักรบที่ตกตายทับถมอยู่ใต้แผ่นดินนี้เป็นร้อยๆ ปี สามารถลุกขึ้นมารับส่วนบุญ รับกุศลได้เช่นนี้...

...นี่จึงเป็นการฉุดช่วยครั้งสำคัญ ทำบุญจริง กุศลแท้ ใจบริสุทธิ์ และบุญสัมพันธ์ วาระถึง โอกาสเหมาะพอดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์หนุนนำ จึงเกิดได้เช่นนี้ซึ่งมิใช่หาได้ง่าย ทั้งคน ทังวิญญาณทั่วไป ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่า ทั้ง 3 ภพภูมิได้มาร่วมบุญเช่นนี้ มิใช่ธรรมดา

***แต่ถึงแม้เรื่องเหล่านี้จะมีอยู่จริง แต่เราก็อย่ายึดติด หนทางสู่ความหลุดพ้นคือ สร้างบุญชดใช้กรรม บำเพ็ญจิต แก้ไขอารมณ์นิสัยความเคยชินที่ไม่ดีของตนให้ดี ทุกอย่างก็ดีเอง
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน , 2012, 09:37:08 AM »

ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง.....


...อนุโมทนาครับ สำหรับ เรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง

แต่ผู้น้อยอยากผู้อ่านทั้งหลาย อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมอ่ะคับ เพื่อเป็นความรู้ วิธีการ การเสริมปัญญาให้เรานะครับ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151344961679810&set=a.10150647894084810.459473.566159809&type=3&theater

จะไ้ด้ใช้พิจารณญาณอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การงมงาย การถูกหลอกลวง หรือการเสแสร้ง แกล้งทำ
ข้อความโดย: เฉิง หุ้ย
« เมื่อ: 21 พฤศจิกายน , 2012, 01:23:43 AM »

เล่าต่อค่ะ...สักพัก รู้สึกว่ามีลมแรงอยู่นอกบ้านเหมือนพายุเล็กๆ คิดไปว่าทำไมลมแรงมาไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย กะว่าจะออกไปเปิดบ้านดูลม แต่ใจนึงคิด ไม่ดูดีกว่า พรุ่งนี้ต้น
ไม้ใบหญ้าพังราบเดี่ยวก็เห็นเอง ก็เลยนั่งอ่านหนังสือธรรมะต่อไป อีกสักพักก็ได้ยินคนคุยกันอยู่หน้าบ้าน ก็หยุดอ่านแล้วคิดว่าลมแรงขนาดนี้ใครยังสามารถต้านลมคุยกันอยู่ได้เลยเงี่ยหูฟัง รู้ว่าเป็นผู้ชายสองคน คนนึงพูดจาเกรี้ยวกราดเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ อีกคนพูดจาอ่อนโยนใจเย็น จับใจความได้ว่า" ไม่ยอม ยังไงฉันก็ไม่ยอม ไม่ยอมให้มันสำเร็จแน่" "เอาเถอะนะยอมให้เขาได้บำเพ็ญธรรมเถิดเรารับรองว่าเขาจะสร้างบุญสร้างกุศลไปให้เจ้า" อีกคนเงียบไป แล้วพูดขึ้นว่า"ก็ได้ แล้วชั้นจะรอดูว่ามันจะทำให้ชั้นมั้ย ไม่งั้นชั้นไม่ยอม" คราวนี้ผู้น้อยตกใจมากว่าใครมายืนต่อรองบุญกุศลกันหน้าบ้าน ใช่ไม่ใช่พระอาจารย์จี้กงกำลังต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรของผู้น้อย แหล่ะนี่คือประจักษ์หลักฐานที่พระอาจารย์ต้องการให้ผู้น้อยได้รู้แล้วให้เร่งสร้างกุศลเร่งปฏิบัติงานธรรมอย่างเร่งด่วน
 เรื่องที่สอง...หลังจากเหตุการณ์แรกไม่นาน ก็มีผู้อาวุโสมาชวนผู้น้อยไปประชุมชั้นบุคคลากร ที่ต้าเมี่ยว ผู้น้อยก็ไป และไปรวมตัวกันของสถานธรรมภายใต้การดูแลของ อ.หวงจิ้นซุ่น เจี่ยงซือ จ.พิษณุโลก ในสมัยนั้น แล้วจึงเดินทางพร้อมกัน เมื่อถึงต้าเมี่ยวทุกคนก็เอาสัมภาระของตนไปเก็บ และ อ.หวง เจี่ยงซือ บอกจะพาญาติธรรมไปงานวัดในองค์พระปฐมเจดีย์ แล้วจะพาไปดูนรกทั้งเป็น ผู้น้อยตื่นเต้นอยากไปจึงตามไป เชื่อไหมว่าเขาพาไปดูตลาดชำแหละหมู โอย นรกทั้งเป็นจริงๆผู้น้อยเศร้าใจ สะเทือนใจมาก จนพากันกลับแต่ภาพมันติดตา หดหู่ใจอยู่ พอกลับถึงต้าเมี่ยว อ.หวง(อ.หมอ)บอกว่าเดี๋ยวไปที่ชั้นสอง อ.จางเตี่ยนฉวนซือจะเมตตาญาติธรรมคณะนี้ พอกราบพระโองการเสร็จก็นั่งฟัง อ.จาง ท่านเมตตา ทันใดนั้น จู่ๆก็มีลุงคนหนึ่งน่าจะเดินลงมาจากชั้นสาม พอถึงบันไดชั้นสองตรงที่ อ.จางกำลังเมตตาญาติธรรมอยู่ เกิดล้มฟาดพื้น แล้วกัดลิ้นตัวเองเหมือนลมบ้าหมู ก็มีอาวุโสต้าเมี่ยววิ่งไปเอาช้อนจากในครัวมาใส่ปากลุงเอาไว้ แล้วก็มีญาติธรรมท่านหนึ่งบอกว่าเห็นเงาดำร่างใหญ่ผลักลุงตกลงมา แค่นั้นแหล่ะจิตของผู้น้อยยิ่งหวาดกลัว ความหดหู่ใจทั้งสองเรื่องมาประดังในใจแทบจะเสียสติ หลังจากนั้นก็ต้องไปเอาเครื่องนอนของต้าเมี่ยวมาไว้นอน แล้วได้ไปนอนในห้องประชุมเล็กๆ(ก็ไม่เล็กเท่าไหร่)กลางห้องมีโต๊ะประชุมตั้งอยู่(ถ้าจำไม่ผิด) แล้วไปอาบน้ำ กลับมาห้องที่นอนก็ปิดไฟมืด ผู้น้อยก็ค่อยๆย่องไปตรงที่เราจัดไว้ ในใจคิดแต่เรื่องสะเทือนใจที่พบมาทั้งสองเรื่อง ถึงตอนนี้จิตกระเจิงแล้ว  นั่งลงแล้วกวาดตามองรอบๆไม่มีคนที่เรารู้จักเลย อยากกลับบ้าน ไม่อยากประชุมธรรมแล้ว จะไปหาอาวุโสได้ที่ไหน จะให้เขาพาไปส่งบ้านที่ พิษณุโลก เมื่อจนปัญญาไม่รู้จะหาใครมาช่วย เลยนั่งกอดเข่าหลังติดฝา มองซ้ายขวาเหมือนคนบ้า บอกจริงๆว่า ควบคุมจิตและร่างกายไม่ได้แล้ว มือเท้าสั่น หลับตาลงไม่ได้แล้วก็จะนั่งอย่างนี้ไปถึงเช้าแล้วค่อยกลับ นั่งอยู่ท่านั้นจนหลับไป แล้วฝันไปว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์หนึ่ง มวยผมสูง ห่มจีวรทองอร่ามตามาก ลอยลงมาตรงหน้าพระพักตร์ยิ้ม แววตามีเมตตาหาสุดประมาณได้ แสงสว่างมาก ผู้น้อยเห็นดังนั้นเกิดความปิติ ใจเย็นลง อาการที่เป็นหายไปแล้ว ผู้น้อยเลยก้มกราบรับพระบาทสามครั้ง กราบถึงกราบที่สามแล้วก็สะดุ้งตื่น เพราะเป็นเวลาตีห้า ญาติธรรมท่านหนึ่งเตรียมตัวไปอาบน้ำแล้วมาสะดุดขาผู้น้อย ตื่นมาพบว่าตัวเองนอนหงายราบและห่มผ้าด้วย อาการหวาดกลัวก็หายไป เลยลุกไปทำภารกิจส่วนตัว ในใจคิดว่าคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโปรดให้เราหายกลัวเป็นแน่ คิดอยู่ตลอดว่าเป็นพระองค์ใด พอถึงเวลาเปิดชั้นเรียน ผู้เข้าชั้นเรียนก็กำลังชื่นชมถึงความกว้างใหญ่ของต้าเมี่ยว ตาก็เหลือบไปเห็นรูปปั้นองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามพระองค์ ผู้น้อยเลยถามอาวุโส(ยกมือชี้ไปด้วย)ว่าองค์ นั้นคือใคร เพราะองค์นี้แหละทีมาโปรดให้เราหายกลัว คำตอบก็คือ พระโพธิสัตว์จันทรปัญญา!!!!!!
  เรื่องที่สาม....หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วผู้น้อยเริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากร บางทีก็มานอนที่สถานธรรมช่วยปัดกวาดเช็ดถูสถานธรรม ไหว้พระ มีวันหนึ่งหลังจากที่กวาดถูสถานธรรมและก็ขอนอนพักสักครู่เพราะเป็นไข้ทับระดู แน่ใจเลยว่าผู้น้อยไม่ได้หลับ และยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ มีความรู้สึกว่ามีใครบางคนมานั่งทางหัวนอนเราเลยเงยหน้าไปมอง แต่จะลางๆ ต้องขมวดคิ้ว หลี่ตามอง เห็นเป็นผู้หญิงร่างท้วม นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อยืดมีปกสีบานเย็นนั่งพับเพียบอยู่ ผู้น้อยมองพิจารณาเขาไปทั้งตัว เห็นอกเหนือราวนมซ้ายมีดอกบัวสีขาว เล็กเท่านิ้วก้อย ปักอยู่ที่อกซ้ายนั่น เขาบอกว่าเราให้เขา เขาเป็นแม่ในชาติก่อน จากนั้นผู้น้อยทักทายเขาเหมือนเรารู้จักกัน ทั้งๆที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ผู้น้อยทักไปว่า แม่สบายดีไหม เขาตอบ เเม่สบายดีไม่ต้องเป็นห่วง" "แล้วพี่เจี๊ยบล่ะสบายดีไหม" เขาตอบมาว่า"เจี๊ยบก็สบายดี ไปเกิดใหม่แล้วไม่ต้องห่วง ส่วนแม่เองก็ตายเพราะถูกพ่อเลี้ยงฆ่าตาย" ผู้น้อยก็ยิ้ม และรำพึงว่า เหรอ


ข้อความโดย: เฉิง หุ้ย
« เมื่อ: 20 พฤศจิกายน , 2012, 11:03:43 PM »

ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง......วันที่ผู้น้อยคุกเข่ารับธรรมะเมื่อ27/12/40 เป็นชั้นฟื้นฟูจิตเดิมแท้ หลังรับธรรมก็กินเจทันทีเพราะวันนั้นพระอาจารย์มาประทับฯจิตตื่นทันที พอประชุมครบ
สองวันจึงไปยืมหนังสือทางสถานธรรมไปอ่านที่บ้าน พอเข้าสู่วันที่สามนับจากวันรับธรรมะ ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณสองทุ่มเศษๆ ผู้น้อยอยู่บ้านคนเดียวจึงต้องปิด
บ้านอย่างมิดชิด และนั่งอ่านหนังสือธรรมะพร้อมกับคัดลอกประโยคธรรมที่จะเก็บไว้เตือนสติไว้ในสมุด พลางคิดไปว่า"หากทุกคนในโลกนี้มีคุณธรรมโลกนี้ก็จะเป็นดิน
แดนดอกบัวบาน" สักครู่ก็มีลำแสงสีนวล ปลายลำแสงที่อยู่ตรงหน้าจะแหลมเหมือนกรวย ค่อยๆเคลื่อนมาหาผู้น้อยช้าๆเลยเงยหน้ามอง ลำแสงนั้นเคลื่อนมาถึงใบหน้าและ
ผ่านเข้าไปที่ตรงจุดญาณทวารแรกสัมผัสคือรู้สึกเสียวๆและอุ่นๆตรงจุดญารทวาร นั้นแล้วสักพักเท่านั้น......เดี๋ยวจะเล่าต่อ
ข้อความโดย: TuaZAFd
« เมื่อ: 2 กรกฎาคม , 2012, 03:39:54 PM »

ขอบคุณคับ
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 15 เมษายน , 2012, 09:24:28 AM »

เรื่องที่จะบันทึกต่อ...
-ออมสินบุญ
-ครูขี้เหล้ากลับตัวกลับใจ
-น้องนัทเลิกเล่นเกมส์
-หนูไปสถานธรรมกับพ่อกะแม่
-ป้าไม่เสียชาติเกิดแล้ว
-นางมารร้ายกลับตัวเป็นนางสาวคนหนึ่ง
-เพื่อนผมโง่
-เดี๋ยวนี้เป็นควายกินหญ้าแล้ว
-ไปหุงข้าว 500 กม.

 ฯลฯ
ข้อความโดย: chongter
« เมื่อ: 29 มีนาคม , 2012, 11:58:28 PM »

ดีแล้วครับ สร้างบุญให้พ่อเป็นเรื่องน่ายินดี

การทำหนังสือแนวนี้สำคัญคือ "ยอดจองที่น่าเชื่อถือ"
คือ จองไว้ พอหนังสือเสร็จ เราส่งให้ ส่งเงินกลับมา  เงินที่กลับมาและส่วนต่างที่เรียกว่ากำไร
ตรงนี้คือส่วนที่เราจะนำไปสร้างบุญต่อ   

ลองเปิดจองครับ  ถ้าไม่ถึง 500 เล่ม อย่าส่งพิมพ์  ใช้วิธีทำมือดีกว่า
เพราะพิมพ์ทีนึงก็ต้อง 3,000 เล่ม  ถ้าเหลือค้างที่เรา 2500 เล่ม แบบนี้จะยุ่งมาก
ต้นทุนเบื้องต้น "จม" ที่คิดว่าจะได้สร้างบุญก็คงไม่ได้สร้าง  นอกจากแจกฟรีกันไป เป็นธรรมทาน
(ถ้ารับแบบนี้ได้ ก็ส่งพิมพ์ได้ครับ)

อย่างที่ผมทำ เขาก็หนึ่งเราก็หนึ่ง  ทำกี่รอบก็ออกหมดครับ เพราะเนื้อหาในเล่มเป็นแนวที่แจกง่ายอยู่แล้ว
พิมพ์มาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30,000 เล่ม  ณ ปัจจุบันผมยังเป็นหนี้โรงพิมพ์ 10,000 บาท
เพราะหนังสือที่ออกมา  "แจกฟรี" มากกว่า "ร่วมบุญ"
(ไม่ซีเรียสครับ ผมมีความสุขดีกับหนี้ก้อนนี้) 
 
ลองดูครับ
ถ้าดูแล้วจะเกินกำลังก็ไม่ต้องคิดมาก หนังสือธรรมะ แจกเล่มไหน ก็ได้บุญกุศลเหมือนกัน
ถ้าอยู่ในกำลังที่ทำได้ ปรึกษาเตี่ยนฉวนซือแล้วก็ลุยครับ
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 29 มีนาคม , 2012, 11:23:20 PM »

หายไปนานเลยครับ...
ว่าจะมาบันทึกต่ออีกหลายเรื่อง

แต่...เรื่องต่อไปนี้จะยังไม่เอามาลงในนี้
จะเอาไปทำเป็นเล่ม + ที่เคยบันทึกผ่านๆ มา

แล้ว.......จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน 

เนื่องจาก...พ่อผู้น้อยได้รับวิบากกรรมอย่างหนัก คือ ถูกปืนแก๊ปเพื่อนบ้าน ลั่นกระสุนเข้าที่หน้าอกและไหล่ขวา แก้ม ปาก จมูก และตรงหน้าผาก ณ ตอนนี้ ผ่านมา ประมาณ 7 วันแล้ว คุณพ่อหายดีแล้ว กลับไปอยู่บ้านได้แล้ว เริ่มกินอาหารอ่อนๆ ได้แล้ว เหลือแต่กระสุนที่ฝังอยู่ตามจุดต่างๆ เบื้องบนเมตตามาก...(รายละเอียด ไว้อ่านในเล่มจริง)

วันที่เกิดเหตุแม่เล่าว่า เลือดโชกเต็มตัว อาการสาหัสมาก ปาก จมูก มีแต่เลือดไหล ส่งไป รพ.เอกชน หมอไม่กล้ารักษา เลยส่งตัวไป รพ.ประจำภาคเหนือ ต้องอยู่ห้อง ไอซียู 7 วัน 5 วันแรกต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 วันแรก ตัวบวม ระบมครึ่งตัว พี่น้องภาวนาให้รอด ใครๆ มาเห็นก็ร้องไห้สงสารพ่อ พ่ออายุ 71 ยังแข็งแรงทำได้ทุกอย่าง แ่ต่จู่ๆ ต้องมาเจออบุติเหตุเช่นนี้

(เหตุที่มาของอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่รู้ว่ามาจากวิบากกรรมอะไร?...แต่โดยปกติชีวิตของคุณพ่อผู้น้อย จะเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น ทำพิธีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ พิีธีเข้า-ออกพรรษาตามประเพณี และเซ่นบูชาต่างๆ ซึ่งแต่ละพิธีกรรมต้องมีหมูบ้าง ไก่บ้าง วัวบ้าง  และคุณพ่อทำมานานแล้ว และผู้สืบทอดพิธีนี้ก็หาตัวยากขึ้นทุกวัน ....ซึ่งผู้น้อยเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากวิบากกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา การเรียนรู้ด้วยเหตุและผลจึงจะเข้าใจ...(เพิ่มเติมในเล่ม))


ตามที่ตัวเองได้ตั้งจิตอธิฐานเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า "อย่าเป็นอะไรมาก ให้คุณพ่อหายไวๆ และคุณพ่อต้องรอด" ผู้น้อยไม่มีอะไรต่อรองกับวิบากกรรมที่คุณพ่อต้องรับ จึงตั้งใจว่าจะรวบรวมเนื้อหาที่ผู้น้อยบันทึกไว้นี้เข้าเป็นรูปเล่ม แล้วจะให้ทุกท่านจองในราคาที่ถูกๆ ที่เหลือจะเอาไปตกแต่งภายในสถานธรรมที่ยังขาดงบฯ เพื่อเป็นกุศลทานให้คุณพ่อ

ตรงส่วนของเนื้อหาหนังสือ จะมีเนื้อหาประมาณดังนี้

บันทึกความทรงจำยุคขาว
1.คำนำ 1%
2.ความประสงค์ผู้เขียน 2%
3.วิเคราะห์ธรรมะกับศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ (เบื้องต้น) 5%
4.ธรรมกาลต่างๆ 10%
   4.1 กาลเวลาของโลกและจักรวาล (ดูความเหมาะสมอีกที)
   4.2 ธรรมกาลแต่ละยุค
   4.4 ธรรมกาลยุคขาว
5.บันทึกความทรงจำยุคขาว 80%
6.บทส่งท้าย 2%



การทำหนังสือเล่มนี้ ผู้น้อยยังด้อยประสบการณ์ อาจมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จึงต้องขอคำชี้แนะจากอาวุโสทุกท่าน



ปล.หนังสือเล่มนี้เปิดกว้าง ไม่กระทบกับบุคคลการเมือง ศาสนา ความเชื่อ แต่เขียนด้วยเหตุและผล บอกถึงวิถีชีวิตของผู้บำเพ็ญในยุคขาว ไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา กลมกลืนด้วยความเมตตา กรุณา การให้ การอุทิศ การเสียสละ (อื่นๆ นึกได้แล้วจะมาเติม555)
และในส่วนเรื่องของคนอื่นๆ ที่ร่วมบันทึกในกระทู้นี้ ต้องขอปรึกษา คุยกันเป็นการส่วนตัวว่าจะขอเข้ารวมเล่มด้วยหรือไม่


บันทึก (ไว้ก่อน)
29/3/55
(วันเกิด)
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 25 เมษายน , 2011, 02:11:38 PM »



ยินดีครับ

ร่วมศึกษากัน ถ้าเป็นไปได้ หากได้เห็นรูปลิ้นจี่ ก็จะเป็นกุศลยิ่งครับ

เราเป็นศิษย์จี้กงทุกคนทุกท่าน ธรรมะมีหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งชาติ ศาสนา และสายธรรม ให้ดูตามความเหมาะสม ความสมควร

ข้อความโดย: LittleJasmine
« เมื่อ: 21 เมษายน , 2011, 04:15:04 AM »

ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้น้อยเอง
ย้อนหลังไปเมื่อประมาณปี หลายๆๆปี  หลักจากที่ผู้น้อยรับธรรมได้ไม่นาน ในชีวิตของผู้น้อยก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อก่อน แทนที่จะใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป กลับต้องมาอยู่สถานธรรม เข้า ๆ ออกๆ เป็นว่าเล่น (หมายถึงมานอนที่สถานธรรม ถ้าเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผู้น้อยก็จะขออนุญาตที่บ้านมานอนที่สถานธรรม โดยอ้างว่ามาเรียนภาษาจีน แต่แท้จริงแล้ว ช่วงวันศุกร์ก็มีชั้นเรียน วันเสาร์ก็ไปส่งเสริมกับ อวส. วันอาทิตย์โดยส่วนมากแล้วเป็นประชุมธรรม ) ต้องขอบคุณเบื้องบนเมตตา ที่หลังจากผู้น้อยรับธรรมแล้วมีโอกาสได้ใกล้ชิดอยู่ในอาณาจักรธรรมมาโดยตลอด นักธรรมอวส. ต่างโอบอุ้มเมตตาชี้แนะผู้น้อย ปัจจุบันนี้ ท่านทั้งหลายยังมองผู้น้อย เป็นเด็กน้อยๆ ตัวเล็กๆอยู่เลย เหมือนกับวันที่มารับธรรมวันแรกๆ ยังไงอย่างงั้นเลย สายตาเหมือนพ่อแม่ กำลังเฝ้ามองลูกอย่างเอ็นดู รอคอยวันเจริญเติบโตของต้นกล้าน้อยๆ ต้นนี้เติบโตขึ้นมา
ช่วงนั้น ผู้น้อย เรียนอยู่ ม. 4 พึ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน ที่สถานธรรมก็มีประชุมธรรมเหมือนเดิม(ก็เป็นอย่างนี้ทุกทีนั้นแหละ) ทุกครั้งผู้น้อยและเพื่อนๆ ก็จะมาพักที่สถานธรรม มาช่วยเตรียมงาน และหนึ่งวันก่อนประชุมธรรม ผู้น้อยขออนุญาตอวส.กลับไปที่บ้านเพื่อกลับไปบอกที่บ้านว่าจะขอพักอยู่ที่สถานธรรมต่อ (เนื่องจากว่าพึ่งเปิดเทอมที่บ้านจึงอยากให้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมากกว่า) แต่ก็นั้นแหละ อีกจนได้ เบื้องบนเมตตาผู้น้อย นอกจากทางบ้านจะยอมให้มาช่วยงานที่สถานธรรมแล้ว ยังแถมลิ้นจี่พวงงามๆ มาให้หนึ่งพวกใหญ่เพื่อเอาไปถวายในงาน ปชธ ในวันพรุ่งนี้
ในวันนั้นผู้น้อยเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซด์ และมีเพื่อนที่สถานธรรมมาด้วยคนหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่จะขับรถข้ามถนนนั้นเองก็มีรถยนต์ป้ายแดง ยี่ห้อ ดีเม็ก มาด้วยความเร็วสูง ประมาณร้อยกว่าได้ ขับเร็วมาก ประจวบกับที่ผู้น้อยกับลังขับรถข้ามถนนนั้นเอง
รถทั้งสองคันชนเข้าอย่างจัง อวส ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ?
ตัวของผู้น้อยครึ่งตัว ติดอยู่ใต้ท้องรถ พร้อมมอเตอร์ไซด์ เพื่อนผู้น้อยกระเด็นไปสามเมตรจากที่เกิดเหตุ(ตอนผู้น้อยหันไป เพื่อนผู้น้อยล่ะตีลังกาเลยแหละ) รถยนต์ดีเม็ก ฝั่งตรงข้ามคนขับ กระบะยุบไปประมาณเมตรครึ่งได้ แล้วรถได้เหวียงทิศทางหันไปประมาณเก้าสิบห้าองศาจากถนน (คือตอนที่เขาขับมาช่วงที่หลบมอเตอร์ไซด์ผู้น้อย)
รถยนต์หันหัวไปทางสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าโต๊ะพระพอดีๆ
แต่ผู้น้อยและเพื่อนทั้งสองคนไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีแม้แต่รอบขีดขวด ไม่มีแม้แต่เลือดหยดเดียวให้เห็น แต่ตอนนั้นผู้น้อยยังเด็กมากยังคงตกใจกับเรื่องรวบที่เกิดขึ้น กางเกงของเพื่อนที่ใส่มาเป็นกางเกงวอม ว่าหนาแล้วนะ ก็ฉีกตั้งแต่ต้นขาลงมา สงสัยตอนที่ไถลไปกับพื้น หรือตอนตีลังกาชัวร์ รถมอเตอร์ไซด์ ตรงสวยของเกียร์หัก แล้วหม้อน้ำมีน้ำมันไหลออกมาคือว่ามันแตก
เบื้องบนเมตตาแค่ไหนที่หม้อน้ำไม่ระเบิด (ถามอวส.ปกติหม้อน้ำ มันแข็งแรงมาก เอาค้อนเอาอะไรทุบ มันก็ไม่เป็นอะไร)แต่เหตุการณ์นี้ เจ้าของรถเขาก็ลงมาด่าผู้น้อยใหญ่เลยว่า  ............................................  เป็นที่รู้กันเลยเขาตกใจที่ผู้น้อยและเพื่อนไม่เป็นอะไร แต่รถของเขานี้ แทบดูได้ได้ คิดดูแล้วกระบะมันทำไมถึงยุบ แต่คนไม่เป็นอะไร ก็ไม่มีใครหาคำตอบได้
   แต่ทีเด็ดอยู่ที่ลิ้นจี่พวงงามโดนเหวี่ยงไปอย่างจัง ไม่มีมีลูกไหนหลุดจากพวก งามเหมือนเดิม
   ตอนนี้ทั้งรูป รถ และรูปลิ้นจี่ยังมีอยู่ที่สถานธรรมเพื่อเป็นประจักหลักฐานให้คนรุ่นหลังไว้ดู (ศึกษา)ต่อไป...
   วันนั้นก็จัดชุดใหญ่เลย คนละกี่พันกราบก็ว่ากันไป ขอบคุณอวส.เมตตาให้กำลังใจในวันนั้น
แต่หลังจากวันนั้น สามวันต่อมาผู้น้อยก็ไปสอบคัดเลือก เป็นนักเรียน นักศึกษาวิชาทหารค่ะ โดนซะขนาดนั้น ยังมีแรงวิ่งสี่สิบคนเข้า รอบ สิบคนแรก (เบื้องบนเมตตา) จนทุกวันนี้เหตุการณ์ผ่านไปหลายปี ผู้น้อยเป็นว่าที่ร้อยตรีได้มาสมใจ แต่เรื่องราววันนั้นยังไม่เคยลืม ถ้าไม่ใช่เบื้องบนเมตตาในตอนนั้น ถังน้ำมันคงจะระเบิดไปแล้ว
เพราะสิ่งนี้ละมั้งทำให้ผู้น้อยและเพื่อนบำเพ็ญกันมาได้ถึงทุกวันนี้ ตอนนี้เพื่อนผู้น้อยติดตามอวส.อยู่ที่สถานธรรมที่เชียงใหม่(เป็นฟู่ถันจู่อยู่ที่สถานธรรมใหญ่เลย) ส่วนตัวผู้น้อยเรียนอยู่ทางรังสิต ก็ช่วยงานธรรมกิจของทางสถานธรรมไท่เย่า (แต่สถานธรรมของผู้น้อย จริงๆ เป็นสายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง ค่ะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่)
ขอบคุณเบื้องบนเมตตาที่ให้ผู้น้อยได้มีโอกาสมาสืบสานปณิธานต่อ ขอบพระคุณฉือหนิงผู่ซ่า (ท่านเฉียนเหริน สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง)ขอบคุณบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ของ ท่านรองธรรมอธิการ ปู้ซิวสีผู่ซ่า เมตตา .....................มีอาณาจักรธรรมสายธรรมฟาอีฉงเต๋อ
ให้ผู้น้อยได้ศึกษา และได้บำเพ็ญเมื่อเรียนอยู่ทางนี้
และสิ้นเดือนนี้เอง ผู้น้อยก็จะขึ้นไปช่วยงานที่ สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง บ้านเดิมของตัวเอง มีประชุมธรรมที่   อ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ค่ะ อวส.ท่านใด มีญาติหรือ มีญาติธรรมอยู่ทางนั้นเรียนเชิญนะคะ
ต่อแต่นี้ไปผู้น้อยขอใช้ชื่อว่า ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ รู้สึกว่าคำนี้มัน กินใจ บรรยายไม่ถูกยังไงอย่างงั้นเลยล่ะค่ะ

ข้อความโดย: อวี้หาน
« เมื่อ: 20 เมษายน , 2011, 03:33:22 PM »

มีใจที่จะทำ แล้วก็ทำจนเห็นผล (ไม่รู้จะให้ชื่อเรื่องว่าอะไร เป็นเรื่องความทรงจำและอีกหนึ่งในความประทับใจ)
       
                 ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 54 ปีนี้ มีคนไต้หวันกลุ่มหนึ่ง 10 ท่านด้วยกัน เป็นผู้ดูแลเยาวชนและหลายท่านเป็นพี่เลี้ยงและปัญญาชน  เทศกาลนี้นับว่ามีความสำคัญกับคนจีน มากๆ ครอบครัวต้องอยู่พร้อมหน้า และก็ทำกิจกรรมทานอาหารร่วมกัน แต่ว่า ทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น เดินทางมาเมืองไทย ด้วยเงินที่ตัวเอง สะสมไว้ โดยที่ไม่ได้รบกวน พ่อแม่ หรือคนในครอบครัว มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นผู้หญิง น่าตาดีมาก คุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงมากๆ แต่ท่านขออนุญาติ คุณพ่อคุณแม่ว่าตรุษจีนปีนี้ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ขอสร้างบุญผูกบุญสัมพันธ์กับญาติธรรมที่เมืองไทย   ติดตามนักธรรมอาวุโสมา ผู้น้อยได้มีโอกาสร่วมงานและเห็นฟังการบรรยายและการส่งเสริมจากอาวุโสกลุ่มนี้ หลายท่านอายุยังไม่มาก อายุน้อยกว่าผู้น้อยก็มี แต่ภูมิธรรมและการปฏิบัติบำเพ็ญ มีความงดงามและเป็นแบบอย่างที่ดีมาก   

                  ในวันที่ 5- 6 ก.พ.54 ก็มีค่าย ๆ หนึ่งขึ้นชื่อว่าจตุรธรรม ทุกท่านทุ่มเทลงเรี่ยวลงแรงกับการเตรียมกิจกรรมและข้อมูลมากๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้พักผ่อน ผู้น้อยเดินทาง จาก บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไปถึง สุรินทร์ วันนั้น จำได้ ตี 4 ยังไม่ถึง ตี 5 มีอาจารย์บรรยายท่านหนึ่ง หนึ่งในกลุ่มอาวุโสไต้หวันนี้ ลงมาทำกิจวัตรส่วนตัวตอนเช้าแล้วก็ออกมาต้อนรับเรา งานทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี คืนวันแรกหลังจากน้องนอน 4 ทุ่มกว่าๆ อากาศหนาวเย็นมากๆ อาวุโสไต้หวัน และพี่เลี้ยงทุกคนประชุมและพูดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาหนึ่งวันและกิจกรรมของวันพรุ่งนี้  และอาจาย์ไต้หวันท่านหนึ่งได้ส่งเสริมให้กำลังใจว่า  น้องคนหนึ่งที่ติดตามอาจารย์มาในครั้งนี้ เราดูออกไหมว่าเขาเป็นคนใหม่ มือใหม่  เขาอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม 10 คนที่มาคราวนี้  เจี่ยงซือท่านนี้เล่าให้ฟังว่า อาวุโสไต้หวันคนนี้เป็นลูกหลานญาติธรรม และเจี่ยงซือท่านนี้เห็นเขาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เป็นฑูตย์สวรรค์ ตั้งแต่เธออายุได้ 9 ขวบพูดไปเจี่ยงซือท่านก็ยิ้มไป แววตาอ่อนโยนมีเมตตามากๆ และได้ดูแลส่งเสริม ให้โอกาสและให้กำลังใจจนมาถึงวันนี้ น้องคนนี้ อาวุโสไต้หวัน วันนี้ เติบโตท่ามกลางอาณาจักรธรรม และได้รับการดูแลส่งเสริมอย่างต่องเนี่อง จนวันนี้เธออายุ  15 ปีสามารถ  เจี่ยงซือท่านนี้บอกว่ามาเป็น " มือช่วย"  มือช่วยของอาวุโสผู้นำพากลุ่ม สามารถเข้าใจงาน รู้งาน รับงาน และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำงานได้อย่างกลมกลืน เธอได้เรียนรู้และสัมผัสและก่อเกิดความเข้าใจ จนมาถึงวันนี้ 
       
               คงมิใช่ง่ายเลยที่จะทำให้น้องคนหนึ่งจากฑูตย์สวรรค์ 9 ขวบ ให้อยู่ในกลุ่มและขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงเยาวชนและสามารถเข้าใจงานทำงานแทนอาวุโสได้ แต่ก็คงมีไม่น้อยที่เราจะได้พบกรณีแบบนี้  ผู้น้อยอธิบายไม่ได้ว่า จะต้องอุทิศกายใจ ทุ่มเท มอบความรักเมตตา และเอาใจใส่ ขนาดไหน แต่ผู้น้อยรับรู้และรู้สึกได้ว่า ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ   และผลนั้นเห็นได้จริงๆ  เก็บไว้ในความทรงจำประทับใจจริงๆค่ะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณอาวุโสส่งเสริม



บันทึกความทรงจำยุคขาว
20/04/54


           
ข้อความโดย: zamcmu
« เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ , 2011, 12:38:03 AM »

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
๕๕๕ คือ คือ กัน น้องปาล์ม
ข้อความโดย: M a P a l M
« เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ , 2011, 03:51:13 PM »

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
ข้อความโดย: zamcmu
« เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ , 2011, 02:56:43 AM »

^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม
ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ , 2011, 11:45:05 PM »


เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ผู้น้อยได้ลุปณิธาน เดินทางไป ตจว. จัดชั้นเรียนที่ที่รับผิดชอบอยู่

ครั้งนี้รู้สึกว่า...ไม่ค่อยมีพลัง ไม่ค่อยมีกำลังใจที่จะส่งเสริมญาติต่อไป อ่อนแรงไปหน่อย ขับรถทั้งคืน ไปถึงได้นอน 2 ชม. แล้วก็ต้องตื่นมา ไปรับญาติ ขับรถไปรับญาติเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร กายสังขารก็ทำงานไปตามหน้าที่ แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับงานเลย รู้สึกอ่อนล้ามาก ไม่อยากทำอีกเลย ญาติฯ ก็มีแต่คนสูงวัย สถานธรรมก็อยู่ในตัวอำเภอเล็กๆ ส่งเสริมมาหลายปีแล้ว มีบุคลากรเกิดใหม่ไม่กี่คน ยิ่งคนมีความรู้ความสามารถ คนพอมีฐานะ คนที่มีระดับในชุมชนยิ่งหายาก มีแต่คนแก่ๆ และเด็กๆ ยิ่งนับวันบุคลากรยิ่งแก่มากขึ้น เพราะความความสามารถเรามีแค่นี้ บารมีเรามีแค่นี้ก็แค่นี้ คิดมากก็เปล่าการ ยิ่งคิดยิ่งทำให้หัวใจห่อเหี่ยว ยิ่งบั่นทอนกำลังใจตัวเอง  แต่...นึกอีกทีว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ...สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนค่ำ




 เย็นวันอาทิตย์ขณะนั่งรถกลับ กทม.  ก็ได้คุยกับพี่หลิน  พี่หลินก็เล่าให้ฟังว่า มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นคนพื้นที่ เกือบทุกครั้งที่มีงานธรรมะ ท่านก็มาช่วยทำกับข้าวประจำ  ครั้งนี้ท่านก็บอกกับพี่หลินว่า...

"จริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนของสถานธรรมนี้นะ เรารับธรรมะอีกสายธรรมหนึ่ง (สายเทียนจง) เราอย่าลืมอาวุโสเรา อย่าลืมพ่อแม่เรา ถึงแม้เราจะมาศึกษาที่นี่ แต่เราก็ต้องกลับไปหาพ่อหาแม่เราด้วย..."

พี่หลินก็ได้แต่ฟังๆ ไปแล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร...แล้วก็มาเล่าให้ผู้น้อยฟังว่า จริงๆ พี่หลินรับธรรมะสายธรรมอื่น(เทียนจง) และบุคลากรที่นี่หลายคนก็รับธรรมะที่เดียวกัน แต่ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เลยมาศึกษาที่สายธรรมฟาอีฉงเต๋อ แล้วก็เชิญอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไปบุกเบิกที่บ้าน จนสร้างสถานธรรมส่วนรวมขึ้นมาทุกวันนี้ ส่วน อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เมตตาว่า

 "ไม่ว่าใครมาจากไหน สายธรรมอะไร เมื่อมาเข้าบ้านเราแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงเขา อบรมสั่งสอนเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่มีแบ่งแยก"

พี่หลินก็เสริมว่า...ส่วนลูกเรา (เยาวชน) เมื่อส่งเสริมได้ระยะหนึ่ง ถ้าเขาจะไปอยู่ที่ไหน ทำมาหากินที่ไหน เจอสถานธรรมและศึกษาที่ไหนก็สุดแต่บุญสัมพันธ์ของเขา
 
ดุจคำพูดอาวุโสท่านหนึ่งว่า... "ถ้าแม้นมีบุญสัมพันธ์กับเราจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ย่อมกลับมา หากแม้นไม่มีบุญสัมพันธ์แล้ว อยู่ข้างบ้านกันก็หาได้ร่วมบุญด้วยกันไม่"

ส่วนเรื่องของความกตัญญู หรืออกตัญญูต่อ อาวุโสผู้นำพา-รับรองของเรานั้น เราไม่รู้จะพูดอย่างไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...ไม่พูดให้เสียบุญกุศลดีกว่า ใครจะมองอย่างไร จะพูดว่าเราไม่กลับไปหาผู้นำพา-รับรอง อย่างไร...? แม้เราบอกผู้นำพารับรอง และอาวุโสสายธรรมเราแล้ว...ว่าเราจะไปศึกษาที่นั่นที่นี่ เราก็ยังรู้สึกผิดต่ออาวุโสอยู่ดี...?

แล้วจะทำอย่างไร?

เหตุผลของพี่หลินอยู่ที่สะดวก ใกล้ที่ไหน ศึกษาที่นั่น...

ไม่เอา ไม่คิดมาก ทำงานธรรมะไปข้างหน้าดีกว่า สบายใจกว่าเย้อ...



เสียงจากใจ ...ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ


ข้อความโดย: ธรรมคือธรรมชาติ
« เมื่อ: 7 กุมภาพันธ์ , 2011, 09:22:22 PM »



ได้ยินน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

เมื่อปลายปี 53 ที่ผ่านมา

ประชุมธรรมที่หัวหิน  วันประชุมธรรม มีนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ติดเบอร์ 1 นั่งหน้าสุด ขวามือ ติดฝังผู้ชาย ซ้ายมือเป็นนักเรียนเบอร์ 2 นั่งติดกัน ขณะฟังธรรมเธอก็เห็นมีเด็กวิ่งขึ้นวิ่งลง ไต่แข้งไต่ขาบ้าง ขี่คอบ้าง กระโดดไปมาบ้าง อยู่รอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 ไม่ยอมไปไหนเลย...จนเธอไม่มีสมาธิฟังธรรมเลย รู้สึกรำคาญมาก จึงลงมาชั้นล่าง และไม่ยอมขึ้นไปฟัง

จนพี่เลี้ยงตามหาเจอตัว และก็เชิญไปขึ้นไปฟังธรรมที่ชั้น 3 เธอก็เลยเล่าให้ฟังว่ามีเด็กกระโดดวิ่งเล่นรอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 จนรำคาญฟังธรรมไม่ได้ ก็เลยมานั่งอยู่ชั้นล่างนี้ ....พอช่วงพัก อาวุโสท่านหนึ่งก็เชิญ นักเรียนหญิงเบอร์ 2 มาคุย และถามว่า  เธอเคยทำแท้งมาไหม...?  พอผู้หญิงเบอร์ 2 ได้ยินเท่านั้นเอง...เธอก็ตกใจว่า...รู้ได้อย่างไร ? ....เธอไม่เคยบอกใครเลยว่าเธอทำแท้ง นอกจากแฟนเธอแล้วไม่มีใครรู้ด้วย อาวุโสท่านนั้นก็เลยให้นักเรียนหญิงเบอร์ 1 เล่าให้ฟัง เธอน้ำตาคลอ แล้วบอกว่า...ใช่จริงๆ เธอทำแท้งมา และรู้สึกใจคอไม่ดีเลย...ก็เลยอยากทำบุญ สร้างบุญอุทิศกุศลไปให้ ก็เลยมาร่วมประชุมธรรมครั้งนี้


บันทึก
7/2/54


ข้อความโดย: อวี้หาน
« เมื่อ: 12 มกราคม , 2011, 03:13:31 PM »

วันซ้อมใหญ่ฉลองงาน 30 ปี ฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย 
                     
                   
                ขอเล่าเท้าความเรื่องราวความประทับใจตั้งแต่วันที่ 7  ม.ค.54  มีรายละเอียดของความประทับใจที่เป็นความรู้สึกที่ดี ๆ  มีมากและหลายคนได้ทุ่มเทกันมากจริงๆ  ให้เราได้ตระหนักถึงพระคุณของฟ้าเบื้องบน และงานที่ยิ่งใหญ่ทรงคุณค่านี้  ข้อมูลนี้เป็นความรู้สึกคิดเห็นของผู้น้อยที่ได้รับรู้สัมผัสมา จากการเตรียมงาน ในวันที่ใกล้จะถึงงานฉลอง 30 ปี ในวันที่ 9 ม.ค.54  จริง ๆแล้วมีการเตรียมงานที่หลายฝ่ายหลายด้านมากกว่านี้  แต่ผู้น้อยก็รู้ไม่หมดแล้วก็เล่าไม่หมด   จึงขออนุญาติเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาที่ตัวเองได้รู้เห็นมาและรู้สึกประทับใจก็แล้วกันค่ะ       
                 


                เย็นวันที่ 7  เลิกงาน 4.30 น.ได้เดินทางโดยอาศัยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อนร่วมงานซึ่งไม่ได้รับธรรมะพร้อมกับช่างแต่งหน้าของการแสดงหนึ่งคนบุคลากรของสถานธรรม  ออกเดินทางเกือบ 5 โมงเย็นเคลียร์งานเสร็จ  จะขอลงที่หน้ารีเวอร์ปากทางเข้าต้าเมี่ยว  ด้วยความเกรงใจเพื่อนร่วมงาน เพราะเมื่อ 2 วันก่อนหน้าก็ขอโดยสารมากับเขาเหมือนกัน  มาหาอุปกรณ์ที่ต้าเมี่ยว  แต่เขาบอกว่าโห่แค่นี้เองหอบของกันมาอีกเข้าไปลำบาก  เขาเลี้ยวเข้าไปส่งเราถึงหน้าประตูสถานธรรมต้าเมี่ยว  แล้วก็กลับไปทางเดิม  มีบุคลากรอยู่ไม่กี่ท่านที่อยู่รอเก็บงานที่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยและอาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยกันถึงเป็นเจ้าแรกในจำนวนนักแสดงและบุคลากรที่จะเดินทางในเช้าตีห้าของอีกวัน   มีแม่ครัวเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เสร็จ  ผู้น้อยได้มีโอกาสลาน้ำชาที่ต้าเมี่ยวเป็นครั้งแรกทั้งสามชั้นกับอาวุโสที่ไปด้วยกัน ช่วยงานอาวุโสที่ต้าเมี่ยว  หลังจากนั้นต้องเตรียมผ้าห่มและหมอนสำหรับเผื่อที่พักไม่มีจัดเตรียมไว้ให้  ตอนนั้นก็ยังไม่มีพี่เลื้ยงและบุคลากรมาถึง  เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้วในตอนนั้น  มีอาวุโสชายศูนย์กลางหนึ่งท่าน แนะนำว่าจะต้องขนจากตรงไหนบ้าง  จะจัดใส่อะไรไป แล้วก็ช่วยกัน  มีน้องฑุตสวรรค์  หญิงและชาย  4-5 คนช่วยกันนับและลำเลียงผ้า ห่ม หมอน ลงมาเตรียมรอที่ห้องพระชั้นหนึ่ง  จำนวน อย่างละ 200 ชุด  เตรียมจนเสร็จประมาณ 3 ทุ่ม  มีอาวุโสพี่เลี้ยงจากต่างสถานธรรมเริ่มเดินทางกันมาและมีเยาวชนบางส่วนมาช่วยงาน ย้ายจากหน้าลิฟท์มาจัดเตรียมไว้ที่จุดรวมของห้องพระชั้น 1  นักแสดงและพี่เลี้ยงเริ่มทยอยกันมาทีละแห่ง  พี่เลี้ยงผู้รับผิดชอบและผู้ที่มาถึง ร่วมกันสำรวจอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง  ตรวจสอบความเรียบร้อยและซ่อมแซม   5 ทุ่มกว่า ๆ  เตรียมเสร็จ ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอน รุ่งเช้า ตีสี่ทุกคนทั้งพี่เลี้ยงทีมแต่งหน้าและนักแสดงฑูตสวรรค์ ทุกคนต้องตื่นนอนและเตรียมตัวเดินทาง  นาฬืกาปลุกผู้น้อยยังไม่ปลุกน้องเลี้ยงผู้น้อยที่ได้บอกกล่าวกันไว้ว่าถ้าตื่นก่อนปลุกพี่ด้วยนะน้อง  มีน้องสองคนมาเรียกผู้น้อยจริง ๆ ตามเวลาที่บอกไว้  อีก 2 นาทีตีสี่  เมื่อทุกคนตื่นนอนเตรียมของสัมภาระเสร็จแล้ว  น้องบางกลุ่มเตรียมแต่งตัว แต่งหน้า โดยมีช่างพี่เลี้ยง ร่วมไม้ร่วมมือกันทำ  เพื่อเตรียมตัวไปซ้อมใหญ่ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต  ตีห้ากว่า ๆ เกือบหกโมงหลังจากเช็คความพร้อม อุปกรณ์และจำนวนนักแสดงและผู้ร่วมเดินทางเรียบร้อยออกเดินทางโดยรถบัสที่ติดต่อมา ทั้งหมด 3 คันรถด้วยกัน  ประมาณ 8 โมงกว่านิด ๆ ถึงที่หมาย มธ.รังสิต  ขนของและเช็คจำนวนคน  เคลื่อนคนและของเข้าสู่สถานที่จัดงาน ประมาณ 400 เมตรถึงที่กลางหอประชุมด้านหน้าของฮอล์ที่ใช้จัดงาน   เวลา  10.30 น. หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวและทานอาหารเช้าเสร็จ  เข้าไปซ้อมใหญ่ด้านในเวทีที่ใช้แสดงจริง  กว่าจะรวบรวมน้องได้ อาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน  บางครั้งต้องเอาใจน้องบ้าง บางครั้งต้องสอนเตือนให้ข้อคิดบ้าง  การซ้อมครั้งแรกรอบเช้าผ่านไปด้วยดี  ช่วงที่ระหว่างรอขึ้นซ้อมน้องจะตั้งคำถามกับผู้น้อยซึ่งเป็นสต๊าฟ บ่อยมาก  พี่เมื่อไรจะถึงเรา  อีกคนหนึ่งก็พี่อีกนานไหม  พี่จะเสร็จพี่โมง  ผู้น้อยก็ประนีประนอมสุดชีวิต  รอบเช้าผ่านไป รอบบ่าย  หลังจากทานข้าวเที่ยงบ่าย ๆจริง ๆค่ะ กว่าจะพร้อมให้น้องได้ทานข้าว  บ่ายโมงกว่า ๆ ซ้อมเตรียมความพร้อมด้านนอกหนึ่งรอบเกือบบ่ายสองได้เข้าไปรอซ้อมใหญ่เหมือนจริงด้านใน ไม่มีพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับนักแสดงชุดนี้ก็เลยได้มีโอกาสได้พากันไปนั่งเก้าอี้แขก วีไอพี ด้านหน้าเวที  เบื้องบนเมตตาจริงๆ  ให้เราให้เห็นการแสดงชุดอื่น ก่อนที่จะไม่ได้ดูในวันแสดงจริง  รอกันตั้งแต่ สองโมงกว่า จนสามโมงครึ่งกว่า  ยังไม่ถึงคิวซ้อม  มีแขกและเตียนฉวนซืออาวุโสได้หวัน  และท่านหันเหล่าเตี่ยนฉวนซือเดินทางมาถึง  มีบุคลากรมาขอพื้นที่ ต้องย้ายนักแสดงและอุปกรณ์ไปหาพื้นที่ว่างด้านข้างของเวที  ตอนนั้นใกล้ถึงคิวแสดงพอดี  รออีกครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ 2 ชุดการแสดง  ก็ถึงคิวซ้อมใหญ่รอบสุดท้ายของวัน  หลังจากซ้อมใหญ่บนเวทีจบ พานักแสดงออกมาด้านนอกถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและเก็บอุปกรณ์เก็บชุดนักแสดง  ย้ายคนและของ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครทราบที่พักเลยว่าอยู่นะจุดใด  เกือบ 2 ชม.ผ่านไปทุกคนจึงได้ขึ้นรถบัสและพากันไปสู่ที่พัก  เนื่องจากไม่ทราบทางเข้า มีน้องและพี่เลี้ยงกลุ่มหนึ่งในรถคันแรกที่ไปถึงที่พัก เดินประมาณ กิโลกว่า ๆ ถึงที่พักและได้พยามติดต่อหาทางเข้าเพื่อนำรถบัสเข้าไปให้ใกล้ที่พักมากที่สุดเพราะข้าวของสัมภาระหนักและขนลำบากมาก  ผู้น้อยกับอาวุโสหญิง อายุประมาณ 55 ได้ช่วยกันหิ้วผ้าห่มหนึ่งถุงน้ำหนักประมาณ30 กก.ได้ เดินไปเพื่อไปสู่ที่พัก ได้ประมาณ  500 เมตรมีอาวุโสชายที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับการแสดงเขตเรา ได้กลับมาจากที่พักแล้วมาบอกผู้น้อยว่าให้ขนกลับมาที่รถเถอะ  ขนไปต่อไม่ไหวแน่ไกลมาก  และอาวุโสชายท่านนี้ก็ได้ช่วยผู้น้อยหิ้วถุงผ้าห่อมหมอนนี้กลับมาสู่ถนนที่รถจอดรออยู่  แล้วก็พากันอ้อมออกไปด้านนอกเพื่อหาทางเข้าแต่ไม่เปิดประตู  จึงต้องกลับเข้ามาสู่จุดเดิมที่จอดไว้ตอนแรก  สักพักประมาณ 15 นาที มีพลเมืองดีผู้ชายอายุราว 50 ปี  ขี่รถมอเตอร์ไซด์มาบอกกับเราที่จอดรถหาทางเข้าอยู่  บอกเส้นทางให้กับเราเขาบอกว่าเห็นเด็ก ๆกลุ่มหนึ่งเดินกันไปเมื่อครู่นี้รู้สึกสงสาร  ผู้น้อยก็เลยบอกกับเขาว่าให้ช่วยนำทางไปหน่อยได้ไหม เขาตอบตกลงด้วยความเต็มใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ พี่เลี้ยงชายท่านหนึ่งซ้อนมอเตอร์ไซด์คันนั้นไปด้วยกัน(น้ำใจของคนไทยที่อยู่ในเมืองกรุงฯ)  จนส่งถึงหน้าห้องพักเสร็จ  ชี้แจงทางเข้าออกเสร็จ  ท่านก็จากเราไปน้อง ๆทุกคนและเราทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยกมือไหว้และกล่าวขอบพระคุณ ทยอยกันเข้าสู่ที่พักผู้น้อยยังไม่ทันได้ขึ้นไปถึงที่พักมีงานต้องรอรถและญาติธรรมที่ยังมาไม่ถึงออกมาไม่พร้อมกันหาทางเข้ายังไม่เจอเหมือนกัน กว่าจะเรียบร้อยส่งน้องทุกคนเข้าห้องพัก ถามขนขับรถว่าทานข้าวยัง เขายังไม่ได้ทานเขาหาที่อาบน้ำผู้น้อยแนะนำให้และตัดสินใจบอกกับเขาว่าเดี๋ยวผู้น้อยพาไปทาน  พอดีข้าวห่อที่เตรียมมาไม่พอ  แล้วเราก็โบกรถบริการของทางมหาวิทยาลัยเรียกว่าเป็นเที่ยวสุดท้าย ของวันกลับมาที่อาคารอำนวยการ มีพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งและคนขับรถท่านนี้มาทานข้าวที่โรงครัวและคิดว่าจะมานำข้าวห่อที่บางคนยังไม่ได้ทานข้าวนำไปให้ทุกคนด้วยแต่ขากลับไม่มีรถแล้ว  ไม่ทราบว่าขนขับรถไปไหนนัดกันว่าจะกลับพร้อมกัน ผู้น้อยพร้อมพี่เลี้ยงที่มาด้วยกันพยายามตามหาอยู่พักหนึ่งแล้วนึกได้ว่ามีเบอร์คนขับคนนี้ ก็เลยโทรถามเขาบอกว่าเขากลับไปเอารถเสียค่ารถกลับไปคนเดียวเพื่อมารับผู้น้อย แต่พอดีอาวุโสพี่เลี้ยงที่อยู่ทางห้องพักแจ้งว่ามีน้องอีกหลายคนรวมผู้ปกครอง 30-40 คนยังไม่ได้ทานข้าว  คนขับบอกให้ผู้น้อยรออยู่ที่นี่เดี๋ยวพาน้อง ๆ มาทานข้าวที่นี่และจะมารับ   ช่วงที่ระหว่างพาเดินเข้ามาถึงโรงครัวได้พูดธรรมะกับเขาอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับงานนี้และทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ ระหว่างทางมีอาวุโสฝ่ายจัดสถานที่และธุรการและครัวกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น  เขาก็พยักหน้าเข้าใจบอกเขาว่ามีโอกาสรับธรรมะนะเขาถามกลับมาว่า  รับที่ไหน  ผู้น้อยบอกว่ารับกับอาจารย์ที่ติดต่อท่านมานี่ก็ได้ค่ะ หรือสถานธรรมที่เราเพิ่งเดินทางมาเมื่อเช้า หลังจากนั้นกลับเข้าสู่ที่พัก ส่งน้องเข้าสู่ที่พัก  5 ทุ่มกว่า ๆ ผู้น้อยเดินหาที่นอน  รุ่งขึ้นอีกวันเช้าวันที่  9  มค. 54  บางคนตื่นตีสามกว่า บางคนตื่นตีสี่ทั้งพี่และน้อง  ทยอยกันขึ้นรถ เคลื่อนคนเข้าสู่อาคารที่จัดสถานที่ทำการแสดง  ทานข้าวเช้าเรียบร้อย นัดสถานที่และพากันเข้าไปเก็บตัวที่ห้องนักแสดง ห้องแรกแคบไปไม่พอ ต้องย้ายไปอีกห้องหนึ่ง และได้ขึ้นไปซ้อมบนเวทีจริงอีกหนึ่งรอบ ตอนเกือบเก้าโมงของวันนั้น  และหลังจากนั้นทุกคนแต่งหน้า เตรียมอุปกรณ์ ซ่อมอุปกรณ์และเก็บตัวกันอยู่ในห้องนั้น  น้อง ๆก็ บ้างหิวขนม บ้างไปเข้าห้องน้ำ บ้างไปหาอะไรกินกันเป็นระยะ ๆ  ได้ติดต่อกับครัวให้แล้วพี่เลี้ยงสามท่านหนึ่งในนั้นมีผู้น้อยด้วยได้ไปรับอาหารกลางวันมาให้ทุกคน 11 โมงทุกคนหิวข้าว และเริ่มทานข้าวเที่ยงกัน  หลังจากนั้นเกือบสี่โมงเย็นทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะไปทำการแสดง  เกือบสี่โมงเย็นผู้ดูแลเวที  มาบอกกลับเราใกล้ถึงคิวแล้วให้พาน้องออกไปรอขึ้นเวทีแสดงได้   หลังจากแสดงเสร็จ  ก็นัดแนะกันถ่ายรูปร่วมกันเป็นหมู่ ทั้งนักแสดง สต๊าฟผู้ฝึกสอน พี่เลี้ยงและผู้ปกครอง  16.30 น.กว่าได้เวลานั้น  ผู้น้อยกลัวภาพไม่สวยทอดกระเป๋าสะพายซึ่งเป็นกระเป๋าสตางค์กองไว้กับพื้นเพื่อเข้าไปถ่ายรูปแล้วก็ลืม หลังจากแยกกันเสร็จพาน้องเข้าไปรวมกันอยู่ห้องพักเดิม  20 นาทีผ่านไปผู้น้อยนึกได้กระเป๋าสะพายข้างค้องคอ หายไปไหน  นึกได้วางไว้ก่อนที่จะขึ้นไปถ่ายรูปกับน้อง ๆจุดนั้นอยู่ตรงบันไดข้างด้านหน้าอาคารจัดงานพอดี กองไว้กับพื้น  น้อง ๆบอกกับผู้น้อยว่าพี่หาอะไร น้องเขามาช่วยหาด้วย  ผู้น้อยบอกหากระเป๋าพี่ลืมไว้ กลับมาดูเชื่อไหม มีผู้บำเพ็ญท่านใดไม่ทราบนำแขวนไว้ตรงต้นไม้บริเวณใกล้กับพื้นที่ผู้น้อยวางไว้ เท่ากับว่าอยู่จุดเดิม  ของในกระเป๋าก็อยู่เท่าเดิม  สบายใจไปขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณคนที่ช่วยแขวนไว้ กับมาเก็บของและเคลียร์ห้อง ไปรับข้าวกล่องที่เต้นท์อำนวยการ   ช่วยกันหิ้วมา สองร้อยกล่องหนักเหมือนกัน  ไกลด้วย มีเจ้าหน้าที่จากเต้นท์สองคนและพี่เลี้ยง 3 คนที่ไปด้วยกันรับมาส่งที่ห้องพัก และก็พากันรวบรวมคนและของไปสู่จุดด้านหน้างานที่รถจอดรถอยู่  5 โมงกว่า ๆ ออกเดินทางกลับสู่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยไม่ได้กลับรถคันเดิม  แต่บางส่วนเดินทางกลับกันเองกลับรถสถานธรรมที่มีอาวุโสไปร่วมงาน ทุกอย่างเรียบร้อย  ออกเดินทางกลับถึงต้าเมี่ยว สองทุ่มกว่านิด ๆ  รถคันที่ผู้น้อยและเยาวชนและฑูตสวรรค์บางส่วนนั่งกลับมาแบบไม่แน่น  มาถึงต้าเมี่ยวก่อน  มีท่านอาจารย์ประวัติ เตี่ยนฉวนซือ มานั่งรอและเปิดประตูไว้แล้วผู้น้อยไม่เห็นใครเลยนอกจาก อ.ประวัติเตี่ยนฉวนซือ ในเวลานั้น
และอีกครึ่ง ชม.ให้หลังกว่ารถอีกสองคันจะมาถึงต้าเมี่ยวพร้อม ๆกัน  ทยอยขนของลงมารวบรวมไว้ที่ห้องพระชั้นหนึ่งเหมือนเดิม  ไม่มีคนช่วยจัดเก็บ ค่ำมากแล้วทุกคนต้องเดินทางกลับ  และขณะที่ขนของอยู่ ผู้น้อยเจอคนขับที่พาเขาไปกินข้าวเย็นวันนั้น เขาจำผู้น้อยได้ แล้วถามพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าว่า  เหนื่อยไหม  ผู้น้อยตอบแบบยิ้ม ๆว่า  ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกค่ะแล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไป  เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองในวันทำงานวันจันทร์ต่อมา   
        


                      เรื่องราวความประทับใจ  ความจริงที่ได้ประสบผ่านมาในงาน 30  ปีครั้งนี้เท่าที่พอจะจำรายละเอียดได้ก็มีเท่านี้  อาจจะยาวไปสักนิด   หากทุกท่านค่อย ๆ อ่าน ก็จะเข้าใจความรู้สึกจากงานครั้งนี้ของหลาย ๆคนนะคะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา  หากมีผิดพลาดประการใด  อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะ ขอบคุณค่ะ



บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว  /   งานฉลอง 30 ปีฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย
อวี้หาน/ร่วมศึกษาการบันทึก


ข้อความโดย: อวี้หาน
« เมื่อ: 14 ธันวาคม , 2010, 08:55:25 AM »

สองอาทิตย์ที่แล้ว...เจี่ยงซือท่านหนึ่งพูดให้ฟัง
 
  ท่านได้ร่วมศึกษาในชั้นเรียนส่งเสริมค่ะ มีชายขี้เมาคนหนึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับเจี่ยงซือท่านนี้นั่น

แหละ  แต่ว่าเขาไม่เคยมาบ้านของเจี่ยงซือท่านนี้เลย  พอดีวันนั้นท่านอยู่บ้าน ชายขี้เมาคนนี้เขาก็มานอนอยู่ใต้ถุนบ้าน บ้านของท่าน

เป็นสถานธรรมครัวเรือน มีโต๊ะพระอยู่ด้านบน เป็นบ้านเรือนไม้สองชั้น เมื่อเจี่ยงซือท่านนี้พบชายขี้เมาก็แปลกใจและตกใจเล็กน้อย

ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้และรู้สึกไม่ดีจึงบอกให้ชายขี้เมากลับไปเถอะที่นี่เป็นสถานธรรมครัวเรือนเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เจี่ยงซือท่านนี้จึงไม่  อยากให้ชายขี้เมาอยู่ตรงนี้ แล้วก็ถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ ทำไมวันนี้มาที่บ้านฉัน ชายคนนี้ไม่รู้จักว่าที่นี่คือสถานธรรมครัวเรือน ไม่รู้จักธรรมะมาก่อน แต่ทราบว่าเจี่ยงซือท่านนี้ทานเจ พอเจี่ยงซือบอกให้ออกไปเขาก็เชื่อฟังเพราะรู้ว่าตัวเองดื่มเหล้าเมาไม่สะอาด และได้

ตอบคำถามกับเจี่ยงซือท่านนี้ว่าผมฝันถึงบรรพบุรุษมากมายเลย น่ากลัวบอกว่าถ้าไม่อยากทรมานและทุกข์เหมือนกับบรรพบุรุษให้ไปหาหนทาง ชายคนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน บรรพบุรุษบอกว่าให้ไปที่ "บ้านตาเจ๊ก"  ซึ่งเป็นสถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้นั่นเอง เจี่ยงซือท่านนี้

เป็นภรรยา ของคนที่ชื่อเจ๊ก ซึ่งเป็นถันจู่  แต่ชายขี้เมาไม่เคยรู้เรื่องราวไม่เคยสนใจ และไม่มีใครฉุดช่วย จนเมื่อถึงเหตุการณ์วันที่พูดถึงนี้   เจี่ยงซือท่านนี้ขณะที่กำลังบอกให้ชายนี้กลับไป ก็บอกว่าเดี๋ยวเองดีแล้วจะบอกให้ ให้หายเมาก่อน เจี่ยงซือท่านนี้เมื่อประจักษ์เช่นนี้จึงมีปณิธานความมุ่งมั่นที่จะต้องฉุดช่วยชายผู้นี้ให้ได้  และอีกไม่นานเมื่อถึงบุญวาระ ก็จะพาเขามารับวิถีธรรม 

ปัจจุบันผู้น้อยยังไม่ได้ติดตาม   ความคืบหน้า  จึงฟังแล้วจำมาเล่าได้เพียงเท่านี้ เป็นความทรงจำอยู่อีกหนึ่งในบันทึกความทรงจำยุคขาวค่ะ  ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่อง...



อวี้หาน/บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
2/11/53






ปัจจุบัน ชายคนนี้รับธรรมะเรียบร้อยแล้วค่ะ ณ สถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้  ไม่น่าเชื่อ วันรับธรรมะ เขาก็ยังดื่มเหล้ามาแต่อยู่ในอาการที่ไม่เมา มีสติดีอยู่หลังจากรับธรรมะฟังไตรรัตน์เข้าใจ  อาทิตย์ถัดมาเขาก็มาเข้าชั้นเรียน โดยเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ไม่ดื่มเหล้าแล้ว แล้วก็ใส่ชุดเรียบร้อย ใบหน้าสดใส ดูมีราศีขึ้น สร้างความแปลกตาแปลกใจสำหรับญาติธรรมผู้พบเห็น ที่มาเข้าชั้นเรียนด้วยกัน รวมถึงตัวผู้น้อยด้วยเช่นกัน เป็นเพราะคุณานุคุณแห่งธรรมโดย   แท้  3 ครั้งแล้วที่เขามาเข้าชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ดื่มเหล้าเลย




บันทึกความทรงจำธรรมกาลยุคขาว

อวี้หาน/14/12/53


Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal