มูลนิธิปฐมธรรม ฟาอีฉงเต๋อ

ข้อมูล-หัวข้อธรรมะ บทความต่างๆ 傳題/資料/文章 => บทความเผยแพร่ 有意義文章 => ข้อความที่เริ่มโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 09:05:24 PM

หัวข้อ: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 09:05:24 PM
วันนี้ประชุมธรรม ฟื้นฟูที่ต้าเมี่ยว
มีญาติธรรมเป็นสามีภรรยาคู่นึง ชื่อ...(จำชื่อไม่ได้) มารับธรรมะแล้วตั้งใจจะมาประชุมธรรมให้ได้
วันนี้จึงตั้งใจจะมาแต่เช้าตรู่เลย ปรากฎว่าตื่นแต่เช้าไปส่งของ ตอนกลับมาแวะที่บ้านแล้วล็อคประตูรถ พอจะขึ้นรถหากุญแจรถไม่เจอ หาตั้งหลายนาทีก็ไม่เจอ
พอลงจากบ้านมาดูที่หน้ารถยนต์ปรากฎว่า...กุญแจติดอยู่ในรถ ทำยังไงก็ไม่ได้ กลัวว่าจะมาถึงต้าเมี่ยวสาย
เลยปรึกษาหารึกกันสักพัก สองสามีภรรยาด้วยความศรัทธาอย่างยิ่งต่อธรรมะ จะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เลยตัดสินใจทุบกระจกรถเลยครับพี่น้อง
สุดท้ายก็มาถึงต้าเมี่ยวจนได้ครบสองวัน
(เรื่องจริงนะ...วันหลังรู้ชื่อตัวจริงเสียงจริงจะขอถ่ายรูปมาโชว์เลยหละ)

ลงชื่อ ทัมมะดี
20/07/51 -- 21.09 น.
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: LittleCat ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 09:09:37 PM

อนุโมทนาบุญด้วยจริงๆ
เบื้องบนเมตตา

เขาพูดในช่วงเสียงสะท้อนจากใจ เหรอจ๊ะ?
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 09:15:55 PM

อนุโมทนาบุญด้วยจริงๆ

เบื้องบนเมตตา

เขาพูดในช่วงเสียงสะท้อนจากใจ เหรอจ๊ะ?


พี่เค้าแนะนำให้คุยเล่นๆเลยได้รับรู้ความเป็นมา....

แต่...ก่อนที่เขาจะมาประชุมธรรมนะ เค้าได้มารับธรรมะโดยที่เขามาตามที่อยู่และเบอร์โทรในซันเป่านะ...เค้าศรัทธามากมากเลย
คนอย่างนี้หาได้ยากยิ่งนะ
 

 :oth_pen51:
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: Doraemon ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 10:03:44 PM
เหมือนกับของที่หงฮุ่ยเลยครับ
เมื่อาทิตย์ที่แล้วมีประชุมธรรม
แรกๆก็ไม่คิดอะไร
ปรากฎว่าช่วงเสียงสะท้อนจากใจ....
เล่นเรียกทั้งน้ำตา ทั้งความแปลกใจจากอาวุโสเกือบจะทั้งสถานธรรมเลยครับ
มันอยากเกินกว่าจะบรรยายได้อ่ะครับ...
บอกได้อย่างเดียวว่างานนี้มีอะไรเหนือความคาดหมายมากกว่าที่ตามองเห็นครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: chongter ที่ 20 กรกฎาคม , 2008, 11:16:15 PM
ใครมีเรื่องประทับใจ เรื่องเล่างานธรรม ปกิณกะธรรมะ ก็เอามาเล่านะครับ
เล่ากันเยอะๆ จะได้ปักหมุดไว้ วันหลังจะได้รวมเล่มง่ายๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ออโรร่า ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 12:22:35 AM
มีญาติธรรมท่านหนึ่งเพิ่งรับธรรมะและประชุมธรรมที่ต้าเมี่ยว(19-20ก.ค.)เขาค่อนข้างเป็นคนแข็งและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ  ก่อนไปเขาบอกว่า"ไม่ค่อยศรัทธาแต่จะลองไปดูและถ้าไปแล้วเขาไม่ศรัทธาก็อย่าว่าเขาและอย่ามายุ่งกับเขาอีก"  อาวุโสก็ได้แต่ลุ้น  เพราะไปยุ่งกับเขามากไม่ได้  สุดท้ายเขาก็ถามว่า"มีชั้นเรียนวันไหนอีก เขาจะลองศึกษาให้ต่อเนื่อง"   
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: **ญาดา** ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 09:49:19 AM
ชื่อ...เอ๋กับวุฒิ

อยู่งามวงศ์วานอ่า

ยินดี๊ยินดี
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: PoONiM ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 10:05:30 AM
ชื่อ...เอ๋กับวุฒิ
อยู่งามวงศ์วานอ่า
ยินดี๊ยินดี

หุ . . . อยู่งามวงศ์วานด้วยเหรอครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 10:58:05 AM
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2545

ข่อยมีอากาส(โอกาส) ติดตาม เตี่ยนฉวนซือไปทำงานธรรม ที่ อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์
สมัยนั้นเป็นบ้านญาติธรรม ก็มีญาติธรรมมารับธรรม และฟังธรรม ประมาณ 50 คน รวมเด็กๆกลุ่มหนึ่งด้วย วันนันเตี่ยนฉวนซือเมตตาให้ดูเด็กๆ ก็ให้เล่นเกมส์ แห่เสียงร้องเพลงหน้าบ้านญาติธรรม เล่านิทาน จนเย็น ก่อนกลับบ้านก็บอกให้น้องๆไปกราบลาพระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้เมตตาให้เรียนเก่งๆ

พอกราบเสร็จเท่านั้นเอง มีน้องคนนึงชื่อ เจก อายุ 10 ปี อยู่บ้าน...(จำไม่ได้แย้ว...)แต่อยู่ในตัว อ.เก้าเลี้ยวหล่ะ)น้องแกก็ร้องให้ขึ้นมา เลยถามดุๆว่าใครตีเพื่อน แต่...ทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครตอบ และพวกเด็กๆด้วยกันก็งงๆ พอถามอีกครั้งน้องก้ร้องให้บอกว่า
"คุณปู่ที่ตายไปแล้ว 2 ปี ท่านมาขอบคุณน้องเจกที่มารับธรรมะ และยังมีพ่อของปู่ และพ่อของพ่อของปู่ อีก 5-6 ท่านยืนเป็นแถวข้างโต๊ะพระ...พี่เห็นมั้ย..." (ฮว่า...ขนลุก)
น้องเจกแกก็ร้องให้ไป ดีใจไปนะ ยิ้มๆแต่น้ำตาก็ไหล

น้องเจกยังบอกอีกว่า คืนก่อนที่จะมารับธรรมะ ก็ฝันเห็นปู่บอกว่า
"พรุ่งนี้เช้าป้าข้างบ้านจะมาพาไปรับธรรมะให้ไปรับธรรมะกับป้าเค้านะ"
พอรุ่งเช้า ป้าข้างบ้านก็มาเรียกไปสถานธรรมจริงด้วย จึงไปตามที่ปู่บอกแต่ไม่ได้คิดอะไรหรอก
ที่น้องเจกร้องให้ แกบอกว่าคิดถึง เพราะตั้งแต่เล็กจนโต อยู่กับปู่ นอนกับปู่เที่ยวสวน ทุ่งนา เล่นกับปู่มาแต่เล็ก ปู่เพิ่งจากไป เมื่อ 2 ปีที่แล้วเอง

ตอนออกจากสถานธรรมมาหน้าประตูบ้าน(ตำหนักพระครัวเรือน) น้องเจกมาสะกิดแขนข่อย แล้วกระซิบเบาๆว่า
"พี่ๆ พี่เห็นมั้ยปู่มาส่งหน้าสถานธรรมด้วยนะ(ขนลุกอีกแล้ว...)
แต่น่าแปลกนะ ตอนที่น้องแกออกจากรั้วสถานธรรมปั๊บ ปู่หายเลย...?

ครั้งแรกที่ทำให้ข่อยเข้าใจถึงบรรพชนมีจริง และมาจังๆ (ที่ผ่านมาแค่เรียนรู้จากคำพูดอาวุโส)

ลงแส้(ชื่อ)...ทัมมะดี
21/07/51 - 10.59 น.


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 11:18:38 AM
ชื่อ...เอ๋กับวุฒิ

อยู่งามวงศ์วานอ่า

ยินดี๊ยินดี

ใช่เค้าชื่อ พี่เอ๋ กับพี่วุฒิ และยังได้ความเพิ่มเติมอีกนะ...
 คือพี่เค้าบอกว่า...วันที่ 18 (วันศุกร์) ก่อนประชุมธรรม พี่เค้าสองสามีภรรยา นั่งรถอยู่แล้วก็เปิดเพลงธรรมฟัง พี่เอ๋ก็เห็นภาพบรรยากาศงานประชุมธรรม และการลงกระบะทรายพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พี่เอ๋ถามพี่วุฒิ พี่วุฒิก็บอกว่าเห็นเหมือนกัน

พอมาประชุมธรรม 2 วันแล้ว จึงรู้ว่า...ภาพที่เห็นขณะฟังเพลงธรรมอยู่ในรถ ก็คือภาพบรรยากาศการฟังธรรมในอารามใหญ่นี้นี่เอง

ถึงว่า...ทำไมถึงกล้าทุบกระจกรถเอากุญแจขับมาฟังธรรม
เบื้องบนเมตตาๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: LittleCat ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 12:06:09 PM

ฮา .... ลงแส้ ... เลยเหรอ ...... (สยิวกิ้ว...)


ของข้าเจ้า .... ราบเรียบ ... ไร้ร่องรอยสะดุด ... เหอๆๆ รับธรรมะ ผ่านประชุมธรรม ... อย่างเรียบง่ายสุดๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: Doraemon ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 03:07:38 PM
ขอเล่าบ้างครับ...หลังจากที่เกิ่นเรื่องไว้แล้ว
ที่หงฮุ่ยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีประชุมธรรม
ช่วงเวลาเสียงสะท้อนจากใจ...ที่ผมเกิ่นไว้แล้วว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เห็นนั้น
วันนี้ขอเล่าอาวุโสท่านแรกก่อนแล้วกันครับ
อาวุโสท่านนี้เป็นผู้หญิงนะครับ
ออกมาพูดความในใจ....พูดไปพูดมาเค้าก็เล่าให้ฟังว่า
เค้าอ่ะมีเนื้องอกที่ตรงอวัยวะเพศมานานแล้ว...ยังไม่ได้ไปผ่าออก
แล้วก็บอกอีกด้วยว่าปวดท้องอยู่บ่อยๆ......
เค้าเล่าให้ฟังว่า....ตอนที่มาประชุมธรรมวันแรกพอตอนกลางคืนกลับไป
เค้าบอกว่าเค้าเห็นวิญญาณเด็กมาหาครับ
เค้าก็เลยเล่าให้ฟังว่าเค้าเคยทำแท้งมาครับ

แล้ววันนั้นวิญญาณลูกเค้าก็มาหา....วิญญาณก็ร้องไห้แล้วก็บอกว่า
แม่ทำหนูทำไม....แม่รู้ไหมว่าหนูเจ็บปวดขนาดไหน
แล้วที่แม่...ปวดท้องบ่อยๆ ก็เพราะว่าหนูเป็นคนทำแม่เอง

อาวุโสท่านนี้เล่าไปก็ร้องไห้ไป....ร้องด้วยความสำนึกในความผิดบาปที่ได้ทำไป
แล้วท่านก็เล่าให้ฟังอีกว่า....วันเสาร์ที่มาประชุมธรรมอ่ะครับปวดบ่าไปหมดทั้งสองข้างเลยครับ
พอกลับไปวันเสาร์ก็รู้สึกว่าเบาไปข้างนึง...แล้วมาวันอาทิตย์ตอนเช้าก็ยังปวดอยู่อีกข้างนึง
แต่พอผ่านไปถึงช่วงเย็นก็รู้สึกดีขึ้นแล้วครับ.... ท่านเล่าให้ฟังว่าบ่าซ้ายเหมือนแบกบรรพบุรุษอยู่
ส่วนบ่าขวาก็เจ้ากรรมนายเวร....แต่พอได้มาสองวันก็รู้สึกว่าหายปวดแล้ว

และที่น่าอัศจรรย์มากกว่านั้นก็คือ....ท่านเล่าให้ฟังว่าเนื้องอกที่อยู่ตรงอวัยวะเพศนั้น
เมื่อวันเสาร์หลังจากที่ได้กลับไปบ้านตอนอาบน้ำ....ก็รู้สึกเหมือนว่ามันฝ่อลงไปเอง
ท่านดูแล้วก็บอกว่ามันฝ่อจริงๆไม่ได้คิดไปเอง.....หลังจากนั้นภาพแห่งความประทับใจก็เกิดขึ้น
อาวุโสได้รู้สึกถึงพระคุณของอาจาย์ สวี เตี่ยนฉวนซือ
จึงขอเป็นตัวแทนของทุกคนในห้องพระ....ลงไปกราบที่เท้าท่าน
เป็นอะไรที่ประทับใจสุดๆเลยครับ

ปล. ผมอาจจะเล่าได้ไม่ครบถ้วนกระบวนความ หรืออาจจะเล่าได้ไม่ซึ้งเหมือนในเหตุการณ์จริง
ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอเบื้องบนเมตตาอภัยด้วยครับ.....
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: PoONiM ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 03:12:02 PM

UU แค่อ่านดูยังรู้สึกดีเลยน้อ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: **ญาดา** ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 03:15:05 PM
อ่ะนะ...

สงสัยถ้าเขียนหนังสือ  คงจะเป็นเล่มแล้วมั้ง 
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 03:22:34 PM
เรียนเพื่อนๆสมาชิกทุกท่าน
ไม่ทราบ เราควรให้บอร์ดนี้ออกเผยแพร่ให้คนที่เข้ามาที่ยังไม่เป็นสมาชิกอ่านบ้างดีมั้ย...
เพราะบอร์ดนี้เป็นบอร์ดที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก แต่คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาส่วนมากเป็นคนทั่วไปมากว่า
และบอร์ดนี้เป็นบอร์ดที่สร้างความศรัทธาให้เราได้มากมายเลย และยังมีเรื่องราวมากมายที่จะมาแชร์กัน

ที่สำคัญอย่าลืม...
เอาเรื่องบำเพ็ญจิต ความเสียสละ อุทิศของอาวุโส  ความเมตตาในอาณาจักรธรรม มาร่วมด้วยหล่ะ
เพราะเดี๋ยวคนเค้าจะหาว่าเรา งมงาย

ขอความเห็นหน่อยฮะ
ช่วยกันพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย แล้วเรารายงานท่านประมุกกันดีมะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 03:30:10 PM
อีกอย่าง...
ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเล่าเรื่อง และมีรูป ชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของเรื่องได้ แต่ต้องขออนุญาติเจ้าของเรื่องก่อนนะ
หากขอได้ ก็จะยิ่งดีเลยครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: รักษ์วัฒนธรรม ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 07:42:36 PM
ผมยังประชุมธรรมไม่ได้อะครั้บ ผมอายุแค่ 12 เอง T^T
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: LittleCat ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 08:11:36 PM
อีกอย่าง...
ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเล่าเรื่อง และมีรูป ชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของเรื่องได้ แต่ต้องขออนุญาติเจ้าของเรื่องก่อนนะ
หากขอได้ ก็จะยิ่งดีเลยครับ

ไม่มีอะไรจะเล่า .... ก็ไม่ต้องโชว์รูป ...
อุอุอุ ...

รอดตัว


อ่ะ .. เรื่องจริง ไปรับธรรมะอย่างง่ายดายมาก ประชุมธรรมอย่างง่ายดายมาก ทำงานธรรมอย่างง่ายดายมาก .... ชีวิตนี้ไม่มีอะไรตื้นเต้นน่าพิสวงเลยซักนิด .... (ให้ตายสิโรบิ้น)

เลยไม่รู้จะเอาอะไรมาเล่า
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 21 กรกฎาคม , 2008, 09:57:09 PM
เมื่อประมาณต้นเดือนสิบ ปี 2548

มีข่าวน้ำท่วมที่ จ.น่าน น้ำป่าไหลบ่ามาท่วมตัว อ.เมือง และสองริมฝั่งแม่น้ำน่าน
จนท.เทศกิจประกาศให้ประชาชนที่อยู่สองฟากแม่น้ำน่าน ขนของชั้นล่างขึ้นไปไว้ชั้น 2
พ่อค้าแม่ค้า ตึกพานิชย์ส่วนใหญ่แถวริมฝั่งน้ำน่านไม่สนใจ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีน้ำท่วมใหญ่เลยไม่สนใจ
พอน้ำป่าใหลมาก็ขนกันไม่ทันจนต้องเสียสินค้ามากมาย

ขณะเกิดเหตุน้ำท่วม บริเวณฝั่งแม่น้ำน่าน แถว ต.เมืองจัง อ.มือง เพิ่งสร้างสถานธรรมเสร็จพอดี ทาสีขาวใหม่เอี่ยม
น้ำก็ท่วมเลยปลั๊กไฟมานิดนึง(ดูรูปประกอบ) ขี้โคลนเต็มพื้นไปหมด ผู้คนต่างอพยพไปอยู่บนดอยที่วัด หมู่ 3 
2 วันผ่านไป น้ำลดทุกคนก็มาเก็บข้าวของ ล้างทำความสะอาดบ้านกัน ไม่มีน้ำดื่ม น้ำกิน น้ำใช้ หุงหาอาหารก็ยังไม่ได้ ต้องอาศัยทางการและคนบริจาคน้ำ อาหารแห้ง

ชาวบ้านก็มีเสียงกันว่า
"ต้องเป็นสถานธรรมนั่นแหละ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีน้ำท่วมใหญ่อย่างนี้มาก่อน
เพราะสถานธรรมมาสร้าง...น้ำก็เลยท่วม"

แต่...ที่น่าแปลกมากคือ ลุงแสวง เจ้าของที่ที่บริจาคที่ดินให้สร้างสถานธรรมนั้น
ท่านบอกว่า ก่อนวันน้ำท่วมท่านได้วางแก้วน้ำพลาสติกพร้อมถาดพลาสติกไว้ข้างอ่างล้างจาน(ดูรูป)
(http://img231.imageshack.us/img231/2224/copydx2.jpg)
และกระติกน้ำวางในอ่างล้างจาน
พอหลังจากน้ำลดแล้ว กระติกน้ำลอยตกลงไปอยู่กับพื้นเปื้อนขี้โคลนหมด แต่...แก้วพลาสติกซึ่งเบากว่ากลับอยู่ที่เดิมและไม่เปื้อนขี้โคลนด้วย


และยังมีญาติธรรมท่านหนึ่ง ชื่อป้านวย บ้านชั้นเดียวอยู่ไม่ห่างสถานธรรมนัก ท่านบอกว่าวันที่น้ำท่วม ท่านลืมองค์พระอาจารย์จี้กง ทำด้วยทองแดง ขนาดเท่านิ้วโป้ง ท่านวางไว้ที่ขอบอ่างอาบน้ำในห้องน้ำ ลืมเอาไปติดตัว ตอนน้ำท่วมก็หนีน้ำไปอยู่วัด แต่หลังจากน้ำลดก็มาดู ปรากฏว่า องค์พระอาจารย์ยังออยู่ที่เดิม ทั้งๆที่น้ำไหลมาแรงมากขนาดเตียงนอนน้ำยังพัดจนพลิกคว่ำหงายท้องขึ้น เสื้อผ้า ของใช้บางส่วนถูกน้ำพัดพาไปหมด แต่...องค์พระอาจารย์ยังอยู่ แม้แต่บริเวณห้องน้ำ สบู่ ยาสีฟัน ฝงซักฟอก ในห้องน้ำก็เปื้อนขี้โคลน น้ำพัดไปบ้างบางส่วน

แม้ชาวบ้านแถวนั้นเค้าจะว่าสถานธรรมอย่างไร แต่ญาติธรรมที่นั่นก็ได้รับกำลังใจจาก  ได้รับความเมตตาจากสิ่งศักสิทธิ์ที่ทิ้งประจักษ์ให้ญาติธรรมที่นั่นเข้าใจ ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดไดๆ ของชาวบ้าน

ผู้น้อยเคยถามอาวุโสที่นั่น เค้าก็บอกว่าตอนแรกก็รู้สึกไม่ดี กลัว แต่พอรู้เห็นประจักษ์ด้วยตัวเองแล้วยิ่งสร้างความศรัทธา จริงใจต่อความยิ่งใหญ่ในพระโองการฟ้าฯ บางคนไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เชื่อ แต่เราเห็นเรารู้ เราย่อมเข้าใจเอง

พระอาจารย์เคยเมตตาไว้ว่า...
"งานปรกโปรดฉุดช่วยเวไนย ทุกอย่างย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง หนุนหลังเสมอ เพียงเรามีใจศรัทธาจริง ไม่เสแสร้ง ทำด้วยใจเมตตาอย่างพระพุทธะ พระโพธิสัตว์ที่มีต่อคนผู้หลงเวียนว่าย เบื้องบนจะไม่ทอดทิ้ง"
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.john ที่ 22 กรกฎาคม , 2008, 07:24:54 PM
จำได้ว่าเมื่อ 4 ปีก่อน

ได้มีโอกาสนั่งรถแคปไปงานธรรมะกับเตี่ยนฉวนซือ ทางภาคเหนือ นั่งรถข้างหลังกับพวกพี่ๆ
ตอนนั้นพี่เค้าเรียนมหาลัยใกล้จบแล้ว ส่วนผมกำลังเรียนปีหนึ่งเอง

วันนั้นเดินทางตอนกลางวัน ออกตั้งแต่ ตี 5 พอตอนสายๆอากาศก็ร้อนมาก...(เมษาฯ) ข้างหลังไม่มีแอร์ อากาศร้อนอบอ้าวไปหมด พวกผมก็นั่งกัน 5 คน และยังมีของสดเจ ของแห้ง ผลไม้  ขนมฝากญาติ กับข้าวกินมื้อเที่ยงและกระเป๋าเสื้อผ้าของแต่ละคนอีก  พอถึงปั้ม จอดรถทีไรเหงื่อแตกทุกที ต้องวิ่งลงมาหลบที่ร่ม รอจนกว่ารถจะออก

ช่วงนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ รายได้ก็ไม่มี การไปงานธรรมะ ตจว. คือ แค่อยากไปเที่ยว

มีพี่คนหนึ่งใจดีมาก(ชื่อโอ)...รีบเข้าเซเว่นแล้วซื้อน้ำมาครึ่งโหล แบ่งให้พวกเราที่นั่งข้างหลังด้วยกันดื่ม
พี่เค้าจะรอให้เราดื่มจนหมดแล้วแกค่อยดื่มทีหลัง พอเตี่ยนฉวนซือเข้าห้องน้ำมา ท่านก็บอกว่า
"พวกเจ้าเห็นมั้ย...ไอ้โอมันเสียสละขนาดไหน  ขนาดในกระเป๋ามันมีเงินแค่ 50 บาท เอง อากาศร้อนๆ อย่างนี้
มันยังอุตสาห์ควักกระเป๋าเกลี้ยงไปซื้อน้ำให้พวกเจ้าอีกแน่ะ"

อาจารย์ก็เลยเอาเงินให้พี่คนหนึ่งไปซื้อน้ำเพิ่มและขนมมาให้เรากินกัน
ขอบคุณอาจารย์เมตตา...
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 25 กรกฎาคม , 2008, 05:40:32 PM
ชื่อ...เอ๋กับวุฒิ
อยู่งามวงศ์วานอ่า
ยินดี๊ยินดี

หุ . . . อยู่งามวงศ์วานด้วยเหรอครับ

มีต่อคับ....
หลังจากประชุมธรรมวันอาทิตย์แล้วพี่วุฒิยังไม่เชื่อ  คิดว่าผู้หญิงคนนั้นต้องท่องมาแน่เลย  ซึ่งพระอาจารย์มาเมตตาประทานธรรมะโอวาท และเพลงธรรมทำนองเพลง...คืนข้ามปี กับพระโพธิสัตว์กวนอิม...

พอกลับถึงบ้านพี่แกก็จุดธูปบอก ถ้าเป็นจริงขอให้มาเข้าฝัน    คืนวันอาทิตย์ แกนอนอย่างตั้งใจที่จะได้เจอในฝัน  แต่...ไม่เป็นอย่างที่คิดครับ พอวันรุ่งขึ้น(วันจันทร์)พี่วุฒกับแฟนก็ไปส่งของเหมือนเดิม วันนี้พี่แกบอกว่า
"ไหนๆก็ฟังเพลงธรรมแล้ว ลองตั้งใจฟังสักตั้งหนึ่งซิ..."
ทีนี้หละคับ พอแกเปิดเพลง "ศิษย์เราอย่ากลัว" อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา พี่วุฒิบอกว่าน้ำตาลูกผู้ชาย
ตั้งแต่เกิดมาน้ำตาไม่เคยไหลง่ายๆอย่างนี้ ฟังไปสักพักน้ำตาไหลออกมาเอง
แล้วก็เห็นพระอาจารย์จี้กงอยู่ข้างหน้ารถอีก...แกยิ่งปีติใหญ่เลยคับ แกบอกว่าเชื่อสนิทเลย....

พอวันพฤหัสที่ 24 พี่วุฒิกับแฟนแวะที่ต้าเมี่ยวซื้อเพลงธรรม ตอนขึ้นไปไหว้พระเย็นชั้น 3 แกบอกนี่แหละใช่เลย องค์ใหญ่ๆขวาสุดเนี่ย ที่เห็นหน้ารถ...
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 29 กรกฎาคม , 2008, 02:58:57 PM
ไม่มีใครบันทึก อั้วจะบันทึกต่อละนะ....
....
เมื่อกลางปี 50
ที่สถานธรรม ไท่ฝอ อ.ร้องกวาง จ.แพร่
มีญาติธรรมคนหนึ่งชื่อ โกบิน(หญิง) อยู่บ้าน แม่ทราย อ.ร้องกวาง คุณโกบินรับธรรมะมาหลายปีแล้ว
คุณโกบินมีอาชีพทำสวนและรับเหมาต่อเติมบ้าน
ทุกครั้งที่มีชั้นเรียนก็มาช่วยแม่ครัวทำกับข้าวให้ญาติธรรมกินเสมอๆ

ช่วงหลังสงกรานต์ไปรับงานต่อเติมมากหน่อย ทำงานจนเมื่อยแข้งขา ก็เลยไปหาหมอนวด
(หมอนวดคนนี้ดูดวงเป็นด้วย) ก็ให้หมอนวด นวดทั้งตัวเลย พอนวดๆ ถึงที่ฝ่ามือ หมอนวดก็หยุดนวด
จ้องตาค้างที่ฝ่ามือ สักครู่แล้วพูดกับคุณโกบินว่า

"คุณโกบิน มีคาถาศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว เป็นคาถาชั้นสูงของเบื้องบน ขอหน่อยได้มั้ย...."

คุณโกบินก็ตอบอย่างงงๆว่า
"คาถาอะไร...ฉันไม่ได้สักติดตัวเลยนี่"

"แล้วคุณโกบินไปรับคาถามาจากที่ไหนเหรอ...ดูลายมือแล้วก็เห็นเลย...มี 5 คำ เป็นคาถาที่สูงส่งนะ แม้เทพชั้นสวรรค์ก็ยังรับไม่ได้ แต่คุณโกบินรับมาจากใคร...?"

คุณโกบินก็นั่งนึก...
"อ่อ...คาถา 5 คำนั่นเหรอ ฉันรับจากที่สถานธรรม แต่...บอกไม่ได้นะ ถ้าอยากได้วันหลังต้องไปกับฉันนะ..."

....
....
....
บันทึก 29/07/51
15.00 น.
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 30 กรกฎาคม , 2008, 08:39:43 PM
หลังสงกรานต์ที่ผ่านมา...ก่อนชั้นประชุมธรรม

ผู้น้อยได้มีโอกาสไปชวนญาติธรรมบ้าง
มีอยู่วันหนึ่งป้าอารีก็พาไปหาญาติแถวๆ บ้านแก(บ้านวังโป่ง อ.ร้องกวาง จ.แพร่) ตอนกลางวันไปแล้ว...เงียบ...
ไม่ค่อยมีคนอยู่เลย คนเค้าไปทำนาทำสวนกัน ต้องกลับสถานธรรมก่อน

ตอนเย็น...คนเริ่มกลับจากทำงาน รอให้ชาวบ้านกินข้าวเย็นเสร็จ แล้วค่อยเข้าไปคุย
ก็ได้มีโอกาสไปหลายบ้านหน่อย และก็มีบ้านหลังหนึ่งอยู่กัน 4 คน มียายเตียว ลูกสาว ลูกเขย
และหลานสาวอีกคน พอผ่านหน้าบ้านยาย แกก็เรียกหา...และเชิญให้เข้ามาในบ้าน
ผู้น้อยก็งง...ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักยายคนนี้มาก่อนเลยนะ...

ยายเตียวก็เชิญให้นั่งหน้าบ้าน เปิดไฟสว่างๆ เอาน้ำมาต้อนรับ แกก็ดีใจใหญ่เลย
คุยไปคุยมาจึงรู้ว่า....ยายเตียวเพิ่งได้รับธรรมะเมื่อเดือนที่แล้ว จริงๆมีคนมาชวนยายไปหลายครั้ง
และหลายปีมาแล้ว แม้แต่ลูกสาวแกก็บอกให้แม่ไปรับธรรมะด้วยกัน แต่แกไม่ยอมไป

จนกระทั่งหลังจากที่หลานสาว (ชื่อพิมพ์ - ดูรูป) เสียไปแล้ว ก็มาเข้าฝัน บอกให้ยายไปรับธรรมะ
พร้อมกับพายายไปเที่ยวข้างบน ยายเตียวบอกว่าสวย...ม้าก...เป็นที่ที่สงบ มีแต่สวนดอกไม้ กลิ่นหอมอบอวนไปทั่ว
และมีหลายสถานที่ แต่ละที่ก็แตกต่างกันไป

(http://img145.imageshack.us/img145/8080/12am0.jpg)

หลังจากหลานสาวมาเข้าฝันแล้ว ยายเตียวก็นึกทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ดังนี้
1.ก่อนที่หลานสาว(ทิพย์)จะเสีย 2-3 วัน แม่น้องทิพย์บอกว่า เห็นลูกมักพูดว่า "เจ้าแม่กวนอิมจะมารับหนูไป"
แต่แม่ก็ไม่คิดอะไร แค่บอกให้ลูกไม่ต้องพูดมันไม่เป็นมงคล
2.ตอนที่เสีย ก็หลายชั่วโมงแล้ว ก่อนเอาเข้าโลงตัวยังนิ่มเหมือนคนนอนหลับ แม้แต่น้องสาวอีกคนที่อายุน้อยกว่า ปีสองปียังบอกกับแม่ว่า..."แม่เอาเข้าไปในโลงทำไม พี่ทิพย์เค้านอนหลับบ่ดาย" และยังพูดอีกว่า "แม่...พี่ทิพย์เค้าพนมมือเหมือนเจ้าแม่กวนอิมเลย"
3.น้องทิพย์มักมาสถานธรรมบ่อยๆ มากับป้าคนข้างบ้าน เวลามาสถานธรรมก็ได้มาไหว้พระ เล่นกิจกรรมกับพี่เลี้ยงเด็กอยู่เป็นประจำ

หลังจากที่ยายเตียวทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด จึงเข้าใจว่า...อย่างนี้นี่เอง....
ยายก็เลยยอมมารับธรรมะ และเข้าประชุมธรรมในวันที่ 26-27 เม.ย. ที่ไท่ฝอ

ยายเตียวก็เลยเอารูปนี้มาให้ดู และก็บอกว่าเก็บไว้สักรูปนึงก็ได้...
ก็เลยขอมา...ให้ดูกันหล่ะคับ

คำเตือน...
เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีเสียง เอาไปทดลองในห้องแล็บไม่ได้
ต้องใช้วิจารณญาณตนเอง...
แต่...เป็นสิ่งที่มีปรากฏทุกที่ ทุกเชื้อชาติ ยิ่งวงการบำเพ็ญธรรมต่างๆ แล้วยิ่งมีให้เห็นบ่อยๆ  

สำคัญ...อย่ายึดติด เพราะสิ่งเหล่านี้ เพียงทำให้เราเข้าใจชีวิตการเกิดตาย
และทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าหนทางที่ดี ที่ทำให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ คือ อะไร...และอะไรดีที่สุด...
นั่นก็คือ...การบำเพ็ญ...


30/7/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ปังคุง(รีเทิน) ที่ 1 สิงหาคม , 2008, 12:18:35 AM
สาธุ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 4 สิงหาคม , 2008, 07:39:47 PM
เมื่อต้นปี 50
ผู้น้อยมีโอกาสไปช่วยงานธรรมะ ที่สถานธรรม ไท่เซียน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
ผู้น้อยเดินทางไปก่อน 4-5 วัน (เตรียมงานชั้นประชุมธรรม)

มีอยู่วันหนึ่งตอนเช้าๆ ไปซื้อผักกับพี่นงมาทำกับข้าวกินกัน
ตอนถึงที่ตลาดก็เจอพี่เล็กขายดอกไม้ พี่นงก็ให้ผู้น้อยนั่งเฝ้าดอกไม้ของพี่เล็ก แล้วพี่เล็กกับพี่นงก็ไปซื้อผัก
ผู้น้อยก็ซื้อหนมครกมานั่งกินเฝ้าร้านดอกไม้สักพัก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวๆ 30 กว่าปี เดินเข้ามา และถามว่า
"พี๋เล้กอยู่มั่ย...นอง"

ผู้น้อยตอบไปว่า
"พี่เล็กกับพี่นง ไปซื้อผัก...ไม่ทราบเอาดอกไม้อะไรหรือ...?"

"อา...เห็นพี่เล็กบอกว่า ที่บ้านพี่เล็กจะมีทำบุญ...อืมไม่ใช่...รับธรรม ๆๆ อะไรสักอย่างนึงแล...
...พอดีวันก่อนคุยกันไม่ค่อยสนใจก็เลยจำไม่ได้ว่าวันไหน..."

"อ่อ...ดีเลยคับ...วันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี่เหละ จะมีรับธรรมะกับชั้นเรียนใหญ่แล้ว คนมากันมากมายเลยนะ"
ผู้น้อยก็พูดต่อว่า
"แล้ว...พี่เล็กเค้าชวนพี่ไว้เหรอ"

"ก็ไม่เชิงนะ...พอดีที่บ้านดิฉันมีองค์(ร่างทรง) องค์ท่านบอกว่า ที่บ้านพ่อมวญ(พ่อพี่เล็กและพี่นง)
มีเทพองค์ใหญ่ๆ ใหญ่มากๆ และมีองค์นึงท้องใหญ่ๆ และมีแสงสว่างจ้า...แผ่ทั่วปากพนังตะวันตกเลย"

"โอโห...พี่...พี่โชคดีมากเลย.. งานนี้พี่อย่าพลาดเลยหล่ะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพท่านบอกทางดีให้แล้ว
พี่ต้องไปให้ได้นะ"

พี่เค้าก็คุยกับผู้น้อยสักพักนึง  เขาก็ฝากบอกพี่เล็กว่ามาหาที่ร้าน...แล้วเขาก็หิ้วของกลับบ้าน
แต่ผู้น้อยไม่แน่ใจว่าวันงานประชุมฯพี่คนนี้ได้มารึเปล่า เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่ทั้ง 2 วันเลย

แต่ถึงยังไง...
ผู้น้อยก็เชื่อได้ว่างานปรกโปรดยุคนี้ มี 3 พระบรรพจารย์ของเรามาทำหน้าที่ครั้งนี้ ทั้งๆที่ตอนนั้น การกราบไหว้พระและชั้นเรียน จัดกันที่บ้านพ่อมวญ (ตำหนักพระครัวเรือน) ซึ่งเป็นบ้านธรรมดาๆ


บันทึก
4/08/51



หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: **ญาดา** ที่ 5 สิงหาคม , 2008, 08:08:26 AM
(ที่อื่นไม่มีบ้างเหรอค่ะ)

มีแต่ของในเครืออ่ะ

เฮ้อๆๆๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 5 สิงหาคม , 2008, 02:21:58 PM
(ที่อื่นไม่มีบ้างเหรอค่ะ)

มีแต่ของในเครืออ่ะ

เฮ้อๆๆๆ

รอแล้วรออีก... แต่ไม่มีใครมาช่วยลงให้บ้างเล้ย....
อยากให้หลายๆที่ หลายๆ คน และทุกๆ คน มีส่วนร่วมในการมาบันทึกเรื่องราวต่างๆ

แต่....รู้มั้ยเสียใจนะเนี่ย....ที่คนอื่นเขาไม่เข้ามาบันทึกเลย
มีแต่เขียนเรื่องที่มีสาระไม่มาก(โทษนะคับ)
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ปราชญ์เดินดิน ที่ 7 สิงหาคม , 2008, 11:01:40 AM
เอามาเล่าอีกนะครับ  อ่านแล้วทำให้เข้าใจถึงวาระโปรดสามโลก   มีเหตุการณ์ต่างๆเป็นประจักษ์หลักฐานมากมายแล้วผู้น้อยจะติดตามอ่านตลอดครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 7 สิงหาคม , 2008, 11:33:04 AM
เอามาเล่าอีกนะครับ  อ่านแล้วทำให้เข้าใจถึงวาระโปรดสามโลก   มีเหตุการณ์ต่างๆเป็นประจักษ์หลักฐานมากมายแล้วผู้น้อยจะติดตามอ่านตลอดครับ

ผู้น้อยเชื่อว่าอาวุโสหลายท่าน และหลายที่มีเรื่องราวประจักษ์เกี่ยวกับการปรกโปรดมากมายนะคับ แต่บางทีเราจำไม่ได้ หรือไม่ได้คุยกับคนอื่น หรือหรือไม่ได้เข้ามาเล่นในบอร์ดนี้ หรือเค้าไม่รู้จะเล่าไปทำไม...

แต่อย่างไรก็ตาม...อยากให้นักรบแห่งธรรมกาลยุคขาวทุกท่านแบ่งปันประสบการณ์สู่กันฟังนะคับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Je ann ที่ 7 สิงหาคม , 2008, 11:58:01 AM
อยากจะทำงาน เพื่อพระอาจารย์ไหม ทุกคน  อยากจะตอบแทนพระคุณของเบื้องบนด้วยจิตสำนึกคุณที่แท้จริงแล้วหรือยัง
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 15 สิงหาคม , 2008, 08:47:44 PM
เมื่อต้นปี 49 (ปัจจุบันปี 2551)

ครั้งหนึ่งมีการจัดประชุมธรรมทางภาคเหนือ อาวุโสผู้รับผิดชอบจากกรุงเทพฯ
ให้ผู้น้อยได้ไปก่อนงาน ไปชวนคนมาประชุมธรรม ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว อากาศเย็นยะเยือก

ครั้งนั้นก็มีเพื่อนผู้ร่วมศึกษาธรรมไปด้วย ตอนนั้นที่ยังเป็นนักศึกษา แต่เป็นเด็กใต้ 2 คน (เป็นคนใต้) แกเห็นแม่ครัวต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อกับข้าวที่ตลาด 2-3 วันแล้ว (ซื้อมาทำให้เรากิน) วันนั้นแกคิดจะไปด้วย จึงขอซ้อนมอไซค์ไปกับแม่ครัวและขอเป็นคนขับ แกบอกว่าหนาวสุดยอดเลย ตั้งแต่เกิดมา ชีวิตไม่เคยเจออากาศหนาวแบบนี้มาก่อน มีอเท้าเย็น ชาไปหมด จับไม่ถูกเลย ผิวหน้าก็แตก แถมผิวยังคล้ำๆ(ผิวคนใต้แน่ะ) แล้วยังเอาครีม และแป้งมาทาด้วย...ตอนที่ทาก็เห็นเป็นรอยแตกขาวๆ ติดด้วยแป้งเหมือนดินแตกระแหง  ดูแล้วน่ารักแบบขำๆ อานะ...

แกไปกับแม่ครัว 2 วันติดต่อกัน กลางวันก็ไปลงพื้นที่หาญาติ พอใกล้ถึงวันประชุมธรรมปรากฏว่า ไข้ขึ้นสูงลิ่วเลย เป็นกันสองคนด้วยนะ แต่แกก็บอกว่าสนุกดี :oth_pen01:

แต่...ที่น่าสนใจมากคือ...มีอยู่วันหนึ่ง
หลังจากที่เราห่อข้าว เตรียมน้ำ แก้วน้ำ กระติกน้ำ ช้อน จาน ขึ้นรถกระบะไปหาญาติ วันนี้เราได้แยกกันไป
แบ่งเป็น 2 เส้นทาง ต้องรีบไปถามว่าบ้านไหนมากันกี่คน เพราะใกล้ถึงวันงานแล้วต้องประมาณจำนวนคนได้แล้ว
จึงยกข้าวของสัมภาระขึ้นรถ แล้วแยกกันไป 2 คันรถ

พอหาญาติธรรมถึงช่วงสายๆ หน่อย พระอาทิตย์เริ่มสอง อากาศเริ่มอบอุ่น
เราก็จอดรถไว้หน้าซอย แล้วก็เดินไปตามบ้านญาติธรรม

วันนั้นยังจำได้ว่า...

มีบ้านหลังหนึ่งที่เราเข้าไปแล้ว พอคุยกับญาติธรรมเสร็จ เราก็ออกจากบ้านญาติธรรมคนนั้น ตอนที่ออกมาญาติธรรมคนนั้นก็อุ้มลูกเล็กมาส่งหน้าบ้าน และมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง มองเห็นมีพระสงฆ์ใส่จีวรเก่าๆ ขาดๆ เดินเหมือนคนเมาตามหลังเราไปบ้านถัดไป เด็กๆ เห็นแล้วก็ตลก ชอบใจ พูดกันเฮฮา

พอเดินไปสุดซอยแล้วเราก็เดินกลับมาที่รถ ตอนมาถึงบ้านผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่า
"เมื่อกี้พวกเรามากับพระสงฆ์เหรอ ทำไมไม่เห็นมีพระสงฆ์รูปนั้นเลย"
อาวุโสก็ตอบว่า "ไหนพระสงฆ์รูปไหน เราไม่ได้มากับพระสงฆ์นะ"
หญิงคนนั้นก็บอกว่า "เมื่อกี้ตอนเราเดินผ่านไป เด็กแถวนี้เค้าหัวเราะชอบใจว่ามีพระสงฆ์ตลกๆ มาด้วยกัน"

เราก็เลยขนลุกเลยคับ...
ขอบพระคุณ...เหล่าซือฉือเปยที่เมตตาขนาดนี้...
ครั้งนั้นทำให้ผู้น้อย มั่นใจว่าเหล่าซือเดินไปกับพวกเราทุกฝีก้าวที่เราออกไปฉุดช่วยคน
...
...
...

ขออนุญาติไม่บอกชื่อจริงและสถานที่จริงนะคับ หากอาวุโสอยากรู้ก็เข้ามาคุยส่วนตัวนะคับ

ทัมมะดี
15/08/51

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 28 สิงหาคม , 2008, 10:17:37 PM
อาวุโสผู้มาหลอกคนไทย...

เมื่อครั้งที่ผู้น้อยเพิ่งเข้ามาเรียน ที่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ
อยากรู้ว่าธรรมะที่ได้รับที่ ตจว.เป็นธรรมะอะไร รู้สึกว่าดีดี แต่อยากเข้าไปสัมผัสให้มากกว่านี้ว่ามันมีดีอะไร ตรงไหน ก็เลยเข้ามาศึกษา และก็ได้มีโอกาสไปงานธรรมะกับเตี่ยนฉวนซือไต้หวันท่านหนึ่ง(ปัจจุบันสำเร็จเป็นต้าเซียนแล้ว) ผู้น้อยก็ไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆ  พิธีกรเอก-โท ก็ยังไม่เป็น กราบคารวะ- อำลา  เช้า- เย็น ก็ยังไม่ได้ หกหน่วยงานอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานธรรมะ ต้องมีงานแต่ละหน่วยมาช่วยกัน ก็ได้แต่ทำงานมั่วๆไปหมด

อาวุโสก็หวังดี อยากให้เราเป็น แต่เราก็ไม่สนใจ (ก็เรื่องของผม จะมาบังคับผมได้ไง)
ตอนนั้นเราก็ไปกับอาวุโสก็หาข้อจับผิดตลอดเลย
คนนี้ที่ญาติธรรมเรียกอาจารย์ แท้จริงเป็นคนไต้หวัน ภาษาไทยก็...พู่ไม่ชะ
หน้าตาก็ไม่เหมือนคนไทย คงต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ...
พออาจารย์เติมน้ำมันรถทีนึง 1000 บาท ก็คิดว่าอาจารย์เค้าเอาเงินมาจากไต้หวันมาสนับสนุนแน่ๆ
ตอนไปซื้อกับข้าวก็มาเลี้ยงญาติธรรมที่มาฟังธรรมะ ผู้น้อยก็ไปด้วย ก็เห็นคนซื้อถือเงินเป็นหมื่นๆ
ก็นึกในใจ....โอโห...พวกนี้ต้องมาขายอะไรในเมืองไทย หรือต้องตั้งศาสนา ลัทธิอะไรขึ้นมาใหม่ แล้วต้องมาชวนคนไทยให้เป็นพวกเดียวกับเขา หรือไม่ก็จะมาเปลี่ยนศาสนาอะไรสักอย่าง

ในใจคิด....แต่ก็ยังอยากรู้  ก็เออออไป ก็สนุกดี ได้ออก ตจว. บางทีอาจารย์ก็พาไปเที่ยวบ้าง

พอเข้ามานานเข้า อาวุโสก็ถามว่าขับรถยนต์ได้ไหม...ผู้น้อยก็พอขับได้ อาวุโสก็เลยให้ขับรถเตี่ยนฉวนซือไปรับ-ส่งญาติธรรม

มีอยู่วันหนึ่ง...หลังเสร็จงานประชุมธรรม อาวุโสให้ช่วยขับไปส่งญาติธรรม พอส่งคนสุดท้ายเสร็จผู้น้อยก็ถอยกลับรถ ปรากฏว่าหักล้อวงกว้างเกิน ก็เลยเฉี่ยวประตูเหล็กทางเข้าบ้านญาติธรรม ประตูบ้านไม่เป็นไร แต่รถเตี่ยนฉวนซือคนไต้หวันอาซี่...ตรงข้างซ้ายล้อหน้าบูป ยุบ เว้าลงไป เกือบติดล้อรถ

พอกลับมาถึงสถานธรรมก็เอากุญแจไปให้อาจารย์ถ่ายทอดธรรม ก็บอกขอโทษคับๆๆ แต่เตี่ยนฉวนซือก็บอกว่า...ม่าเปงลัย ๆๆ...ภรรยาท่านก็บอก...ม่าเปงไลอ่า.ๆๆ..ผู้น้อยรู้สึกละอายใจม้าก....ไม่รู้จาพูดยังไง
แต่อาวุโสคนไทยอาซี่ ชี้หน้าด่า....ทำไมทำอย่างนี้...พอ อ.ถ่ายทอดธรรม มาได้ยินเข้า ก็เข้ามาปลอบใจอีกว่า ม่าเปงลัยๆๆ  จบไปเล้าอา...ไม่ต้องพู่อี่เล้วอา...

เสร็จงานแล้ว ท่านก็เอารถไปซ่อม หมดเป็นหมื่น... <<<<>>>>

ตอนหลังจึงรู้ว่า อ.ถ่ายทอดธรรม ท่านเป็นคนไต้หวันต้องจากบ้านมา ทิ้งภรรยา ลูก 3-4 คน มาทำงานในเมืองไทย หาเงินเอง ค่ารถค่าน้ำมันเติมไป ตจว. ท่านออกเอง  ค่าอาหารเลี้ยงญาติท่านเป็นคนออกก่อนทั้งนั้น ค่าใช้จ่ายทุกอย่างท่านเป็นคนควักกระเป๋าท่านเองทั้งนั้น ไม่มีใครออก ท่านก็ออกเอง.... 

ท่านหวังแค่ให้ทุกคนได้รับธรรม อันเป็นสิ่งล้ำค่าในการเกิดตายของมนุษย์ ท่านไม่เคยแบ่งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมม ท่านแค่อยากให้ผู้คนได้รับรู้ ศึกษา มีคุณธรรม เข้าใจชีวิต ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง มีความสุข  

ทุกครั้งที่ไป ตจว. ท่านขับรถเอง ให้ผู้น้อยนั่ง ตอนกลับจาก สถานธรรม ตจว. มาถึงกรุงเทพฯ ท่านก็ยังไปส่งถึงบ้านบุคลากรแต่ละคน แล้วสุดท้ายท่านถึงเข้าบ้าน  ถึงบ้านก็ ตี 5 อาบน้ำ แล้วก็ไปทำงานต่อในเช้าวัน จันทร์  พอถึงวันศุกร์ ท่านก็ขับรถมาที่สถานธรรม มาถ่ายทอดธรรมะให้คนมารับธรรมะใหม่ เสร็จก็ขับรถต่อไป ตจว. ระยะทาง ใกล้ๆ ก็ 400 กม.  อาทิตย์ไหนไกลหน่อยก็ 700 - 800 กิโลเมตร ไปถึงก็เช้า ท่านก็ทำงานธรรมะต่อ


ชีวิตประจำของท่านก็ทำอย่างนี้มาตลอด...

บันทึก

28/08/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: พระจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม , 2008, 09:32:57 AM
 :mus_pen04:สวัสดีค่ะ คุณทัมมะดี  ผู้น้อยได้อ่านบันทึกความทรงจำยุคขาว รู้สึกดีนะค่ะ เหมือนเป็นการถ่ายทอดให้ผู้บำเพ็ญรุ่นปัจจุบันได้ฟังบ้าง อ่านไปอ่านมา เหมือนจะอยู่สถานธรรม ในเครือฯเดียวกัน แน่เลยค่ะ   ขอบคุณมากค่ะ สำหรับ การถ่ายทอด บันทึก ดี ดี แบบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
  :oth_pen12:

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 29 สิงหาคม , 2008, 10:14:33 AM
:mus_pen04:สวัสดีค่ะ คุณทัมมะดี  ผู้น้อยได้อ่านบันทึกความทรงจำยุคขาว รู้สึกดีนะค่ะ เหมือนเป็นการถ่ายทอดให้ผู้บำเพ็ญรุ่นปัจจุบันได้ฟังบ้าง อ่านไปอ่านมา เหมือนจะอยู่สถานธรรม ในเครือฯเดียวกัน แน่เลยค่ะ   ขอบคุณมากค่ะ สำหรับ การถ่ายทอด บันทึก ดี ดี แบบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
  :oth_pen12:




ยินดีที่ได้รู้จักคับ...
ขอบคุณเตี่ยนฉวนซือ อาวุโสที่เบิกทางธรรมให้เราทุกวันนี้...
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 19 กันยายน , 2008, 11:39:15 AM
อาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสไปร่วมเปิดสถานธรรมแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด....

             ในงานก็มีการจัด ตกแต่งสถานที่อย่างสวยพอใช้ได้ทีเดียว และมีการเลี้ยงอาหารเจ มีแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ที่สำคัญมีการละเล่น การแสดงเพื่อเป็นการยินดีกับสถานธรรมที่เปิดใหม่ ชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงล้วนเช่ามา

            พอเสร็จงานทุกคนก็ต่างรีบเก็บข้าวของกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะได้ไปทำงานทันในวันจันทร์ เพราะระยะทางที่จะกลับบ้านช่างยาวไกลประมาณ 800 กิโลเมตร ทุกคนก็รีบขึ้นรถบัสที่เหมากันไป รถออกตอน 6.00 น. (เย็น) มาถึงกรุงเทพฯ 05.30 น. ทุกคนก็ต่างรีบเอากระเป๋า สัมภาระตัวเองแล้วนั่งแทกซี่บ้าง รถส่วนตัวที่จอดไว้บ้าง รถเมล์บ้าง ต่างกลับบ้านตัวเอง แล้วรีบอาบน้ำแล้วก็ไปทำงานต่อในเช้าวันจันทร์อันแสนง่วงสุดๆ

             หลังเลิกงานมามีพี่คนหนึ่ง โทรมาบอกน้องคนหนึ่งกับผู้น้อยให้ช่วยเอาชุดแสดงไปส่งที่เซนทรัลเวิลด์ ลาดพร้าว ก็เอาชุดการแสดงใส่รถแล้วก็ขับไปส่ง ตอนส่งให้ร้านเค้า เจ้าหน้าที่ก็นับ ตรวจเช็คดู ปรากฏว่ามีชุดการแสดงชุดหนึ่งไม่ครบ ไม่รู้สบงมันหายไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไร พอตรวจเช็คดูดีดี ก็รู้ว่าเป็นชุดคนใช้ที่ต้องมีสบงพาดอก และตัวแสดงก็เป็นน้องใหม่ เพิ่งผ่านประชุมธรรมมาปีกว่า ศึกษาธรรมแค่ปี 1 (ซินหมินปัน) ก่อนแสดงพี่เค้าก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าทุกคนที่แสดงต้องรักษาชุดดูแลให้ดีนะ แสดงเสร็จแล้วให้รับผิดชอบ เอามาเก็บใส่ถุงให้ครบ เรียบร้อย เพราะชุดที่เช่ามา ชุดละ 500 บาท ทั้งหมด 28 ชุด คิดเป็นเงิน 14000 บาท และเงินนี้มาจากการร่วมด้วยช่วยกันของอาวุโส การแสดงครั้งนี้มิได้มีค่าจ้าง ค่าแรง มิได้รายได้เพิ่มอะไรทั้งนั้น มีแต่เสียและเสียอย่างเดียว ทุกคนที่มางานนี้ หวังแค่สร้างความภูมิใจให้กับคนที่บริจาคที่สร้างสถานธรรม และญาติธรรมพื้นที่จะได้ตื่นตาตื่นใจกับการบำเพ็ญยุคขาว มีกำลังใจในการร่วมสร้างมหาอาณาจักรธรรม กอบกู้คุณธรรม จริยธรรมของอริยเจ้าทั้งหลายให้ฟื้นคืนมา

                แต่น้องคนนี้ก็ไม่ได้สนใจ ใส่ใจกับชุดการแสดง จึงเก็บไม่หมด หายไปชิ้นหนึ่ง
ตอนที่เอาไปคืนร้าน พี่คนที่เช่ามา เครียดหนักเลย...แต่สุดท้ายพี่เค้าก็บอกว่า...
"ไม่เป็นไร ผมผิดเองที่ไม่ได้ตรวจดูทุกคนให้ถี่ถ้วน"
ส่วนผู้น้อยตอนขับรถไปส่งที่ห้าง โดยพี่เค้าเลิกงานก็มารอที่ห้างแล้ว ผู้น้อยก็วนรถแล้ววนอีก ก็ไม่รู้ที่ชั้น 5 ตรงบริเวณไหน วนไปมาจนเซ็ง เลยโทรไปบอกพี่เค้าให้มารับของที่ จุดรับบัตรจอดรถ และพูดประโยคหนึ่งว่า ผู้น้อยก็รีบกลับบ้านเหมือนกัน...พี่เค้าก็ไม่ว่าไร...เค้าก็ บอก "โอเค...เจอกัน"  

          กว่าจะได้กลับบ้านก็ปาไป 2 ทุ่ม ผู้น้อยเห็นพี่เค้าแล้วรู้สึกว่า...คนเป็นอาวุโสที่ทำงานธรรมอยู่ข้างหน้า ต้องวางแผน จัดการ จัดหา รับ-ส่ง เตรียมงาน จัดสถานที่ บริหารงาน  ต้องทำงานตั้งแต่ผู้บริหารงาน ยันนักการภารโรงกวาดพื้น ถูห้องน้ำ ให้ญาติธรรมที่มาอบรม ศึกษาธรรม ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด แม้แต่...ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผุ้น้อยรุ่นใหม่ที่เข้ามาก็ยังต้องแบกรับปัญหาไว้ เสียเงินคือเสีย ยอมควักเงินส่วนตัวจ่าย เสียเวลาก็ยอมเสีย เหน็ดเหนื่อย ง่วงมาทั้งคืน มาทำงานบริษัททั้งวัน เย็นมาต้องไปส่งของอีก ค่าจ้างค่าแรงก็ไม่มีให้...จนขอบตาดำเป็นหมีแพนด้าก็ยังฝืน....เพื่อหวังผู้ที่มาทีหลังได้ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกมนุษย์ เพื่อได้ธรรมะไปใช้ในชีวิตผาสุก

นี่แหละคับ....แบบอย่างของพระพุทธะ พระโพธิสัตว์ ที่เหล่าบรรพจารย์ทั้งหลาย ได้ถ่ายทอดกันมา....ถูกฝังลึกลงในจิตวิญญาณของผู้น้อยรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาทุกวันนี้

ปล.หลังส่งชุดแสดงเสร็จ พี่เค้าก็ยังซื้อเต้าหู้เลี้ยงเป็นการขอบคุณ...

บันทึก
18/09/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อนุสัย ที่ 21 กันยายน , 2008, 01:12:28 PM
ขออนุญาติร่วมบันทึกด้วยนะครับ
คำกล่าวที่ว่า  "ต้องไม่ห่าง  3  จึงจะแจ้งในหลักธรรม"  ผู้น้อยได้เข้าใจแล้วว่ามีจริงเช่นนี้เอง
เพราะหากผู้น้อยไม่ได้มีโอกาสติดตามมาสถานธรรมบ่อย  ไม่ได้มีโอกาสติดตามอาวุโส  เตี่ยนฉวนซือ  ไม่ได้มีโอกาสอ่านพระโอวาท 
ก็คงพลาดโอกาสสำคัญที่กำลังจะเล่าให้ฟันต่อไปนี้ ......


ครั้งนี้ผู้น้อยได้ติดตามเตี่ยนฉวนซือท่านไปที่จังหวัดพิจิตร  ซึ่งท่านกำลังจะไปถ่ายทอดธรรม  วันนี้ท่านเมตตาให้ผู้น้อยได้
ฝึกฝนอธิบายไตรรรัตน์แก่ญาติธรรมที่เพิ่งรับธรรมะไป   ขณะที่กำลังอธิบายอยู่นั้นก็มีญาติธรรมอีกกลุ่มหนึ่งได้นำพาคนมารับธรรมอีกชุดหนี่ง
ก็เลยพาเข้ามาโค้งคารวะสิ่งศักดิสิทธิ์ก่อน   ในจำนวนนั้นก็มีพี่ผู้หญิงท่านหนึ่งอยู่ด้วย  (ไม่ทราบชื่อครับ  ขออนุญาติเรียกว่าพี่ฟ้า)
แล้วพี่ฟ้าก็เข้าไปทานอาหารที่ห้องครัวก่อน  เพราะตอนนั้นกำลังเที่ยงพอดี  ช่วงนั้นก็มีอาจารย์บรรยายธรรมท่านหนึ่งไปอธิบายว่าทำไมจึงต้องรับธรรมะ

 
ปรากฎว่าพี่ฟ้าเปลี่ยนใจไม่ต้องการรับธรรมะในวันนี้  ซึ่งทำให้ผู้นำพามาแปลกใจมาก  เพราะพี่ฟ้าเป็นคนต้องการจะมารับธรรมะเองแท้ ๆ
อาจารย์บรรยายธรรมก็พยายามพูดก็แล้ว  เตี่ยนฉวนซือมาเมตตาก็แล้ว  พี่ฟ้าก็ยังปฏิเสธอย่างแข็งขัน  พร้อมกับทำท่าทางตกใจด้วย 
แต่พี่ฟ้าเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา  ได้แต่ขอตัวกลับบ้าน
ดังนั้นเตี่ยนฉวนซือก็ได้แต่กล่าวว่า  "คราวหน้าคงมีโอกาสใหม่นะ"และท่านก็มอบผลไม้ให้ไปรับประทานเป็นสิริมงคล


วันนั้นระหว่างทางจะกลับเตี่ยนฉวนซือท่านก็ได้เดินทางไปเยี่ยมพี่ที่เป็นผู้นำพาพี่ฟ้ามารับธรรมะ  พอไปถึงพี่คนนั้นก็เล่าให้ท่านฟังว่า
ระหว่างที่กลับมาจากสถานธรรม  พี่ฟ้าก็เล่าว่า  ได้ฝันเห็นผู้น้อย(กระผมผู้บันทึกเอง.....ตอนนั้นผมก็งงไปเลย)  มาก่อนหน้านี้แล้ว 
แต่ก็ฝันเห็นมานานแล้ว  ตอนแรกที่เห็นก็นึกไม่ออก  แต่พอเข้าไปกินอาหารที่ห้องครัวก็ค่อย ๆ นึกออก  และก็จำได้ว่าเคยฝันเห็น 
พอนึกได้ดังนั้นก็รุ้สึกตกใจ  และทำอะไรไม่ถูกเลย....กลัวมากและไม่กล้าบอกใคร  เลยได้แต่ขอตัวกลับ
ในความฝันพี่ฟ้า  ฝันเห็นผู้น้อยกับน้องที่คนหนึ่งกำลังถือพานดอกไม้ให้พี่ฟ้านำไปไหว้ครู  ครับ   
เตี่ยนฉวนซือท่านก็ได้เมตตาว่านั้นต้องมีความนัยซ่อนอยู่แน่นอน.......ก็ได้แต่บอกว่าขอให้ค่อย ๆ ไปทำความเข้าใจกับพี่ฟ้าและชวนมารับธรรมอีกครั้งและกัน


หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งเดือน  เตี่ยนฉวนซือท่านก็เดินทางไปถ่ายทอดธรรมอีกครั้ง 
ครั้งนี้พี่ฟ้าก็ได้มารับธรรมด้วย  พร้อมกับแต่งตัวสีขาว  เรียบร้อยมาเลย 
ในวันนี้ตอนแรกผู้น้อยได้รับหน้าที่ให้ทำงานทะเบียนครับ  แต่อยู่ดี ๆ พี่ที่ทำหน้าที่พิธีกรเอก-โทไม่อยู่ไปไหนก็ไม่รู้
เตี่ยนฉวนซือจึงให้ผู้น้อยทำหน้าที่พิธิกรเอก  และให้น้องที่คนทำพิธีกรโท 

ที่น่าแปลกใจก็ตรงนี้แหละครับท่าน
เพราะพวกเรา  ผู้น้อย  และน้องอีกคน  ก็คือคนที่พี่ฟ้าได้ฝันเห็นว่าเป็นผู้ถือพานดอกไม้ให้พี่ฟ้าได้ไหวครู
ก็เทียบได้กับผู้ทำหน้าที่ให้พี่ฟ้าได้กลับพระอาจารย์ในครั้งนี้........


ผู้น้องจึงเข้าใจแล้วว่านี้คือ  ความล้ำค่าของอนุตตรธรรม  ที่ว่า  "รู้ก่อนประจักษ์ภายหลัง".......
และหากไม่ได้มีโอกาสติดตามเตี่ยนฉวนซือก็คงไม่มีโอกาสนี้อย่างแน่นอน
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 22 กันยายน , 2008, 12:31:10 PM
ขออนุญาติร่วมบันทึกด้วยนะครับ

ยินดีครับ...ที่มาร่วมบันทึกไว้
ที่บอร์ดนี้....เป็นสมุดบันทึกของเราชาวยุคขาวทุกคนครับ

และงานปรกโปรดครั้งนี้มีครั้งเดียวในรอบ 129,600 ปี
ใครมาบันทึกไว้ ก็จะเป็นประวัติศาตร์แห่งการบำเพ็ญในยุคโลกาภิวัฒน์
และจะตกทอดสืบต่อไปอีกนานแสนนานครับ...
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 22 ตุลาคม , 2008, 04:20:09 PM
เมื่อไม่นานมานี้.....
ผู้น้อยได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญคนหนึ่ง เราก็สนทนาถึงความหลังวันเก่าๆ เมื่อครั้งที่เรายังไปทัวร์งานธรรมะกับอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ด้วยความสนุกสนาน แล้วก็วกมาที่โองการฟ้า ว่าหลังจากที่ท่านเฉินเฉียนเหยินกลับคืนแล้ว ใครจะเป็นผู้ถือพระโองการต่อ เพื่อนก็บอกว่า ต้องคอยติดตามดูพระโอวาทพระอนุตตรธรรมมารดา หรือโอวาทของท่านเฉินเฉียนเหยินเอง
ผู้น้อยก็ได้ถามว่า...
"เธอเชื่อเรื่องพระโองการสวรรค์ไหม? มากน้อยเท่าไหร่?

เธอก็ตอบว่า...
"ส่วนตัวแล้วสมัยแรกๆ ที่เข้ามาในวงการธรรม ก็ไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่า อนุตตรธรรมเป็นอง์กรที่เกิดจากการรวมตัวของคณะบุคคลที่มีอุดมการณ์ในการส่งเสริม นำพาคนให้เข้ามาศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม และปฏิบัติธรรม โดยวางโครงสร้าง ระบบงาน และรูปแบบการบำเพ็ญอย่างน่าทึ่ง โดยเอาแบบอย่างการบำเพ็ญของพระศาสดาทางห้า กวนอิม กวนอู นักปราชญ์ รวมถึงนักบุญทั้งหลาย แล้วพาคนให้มาเรียนรู้ ร่วมศึกษา โน้มน้าวให้เขาเหล่านั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

แต่...ที่น่าอัศจรรย์หลายอย่างคือ...วันที่มารับธรรมะ (เมื่อประมาณปี พ.ศ.2546) เพื่อนที่ ม.อาแบคชวนมา รู้สึกตื่นเต้นมาก...พอถึงวันมามีความรู้สึกว่า ขณะนั่งรถประจำทางมาเหมือนมีกลิ่นธูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายคอยอยุ่ข้างๆ มาตลอด จนมาถึงสถานธรรม แล้วก็รับธรรมจนเสร็จก็รู้สึกว่าใจตัวเองมีความสุขอย่างว่าง โล่งจากทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเบา....สบาย บอกไม่ถูก

และหลังจากรับธรรมะแล้วก็ได้เข้าเป็นน้องใหม่ของสถานธรรม รู้สึกต้องทำตัวเป็นเด็กใหม่ ตัวเล็กๆ น่ารักๆ แล้วก็เข้าไปหาอาวุโส นานเข้าก็เริ่มคุ้นหน้า บุคลากรหลายคนในสถานธรรม แต่ก็จำชื่อไม่หมด

และมีอยู่ครั้งหนึ่งก็ฝันว่า...
ในบรรดาบุคลากรและอาจารย์บรรยายธรรมทั้งหลาย มี อ.บรรยายธรรมท่านหนึ่งดูๆ แล้วก็เป็นคนธรรมดา ทางโลกก็เป็นแค่สาวโรงงาน งานธรรมะก็ทำบรรณสาร ไม่ค่อยได้ออกต่างจังหวัด บุกเบิกงานธรรมที่ไหนเลย ทำงานหยุดวันอาทิตย์วันเดียว ไปไหนก็ไม่ได้ การศึกษาก็จบไม่สูง บรรยายธรรมก็ปานกลางถึงดี ส่วน อ.บรรยายธรรมหลายๆ ท่าน เรียนจบตั้งปริญญาตรี-โท ทำงานทางโลก เงินดือนเป็นหมื่นๆ และบางท่านกบรรยายธรรมเก่งมาก...มีคารม คมคาย คนฟังแล้วช้อบชอบ  อีกทั้งได้ติดตาม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไปทำงานธรรมะ ช่วงวันหยุดเป็นประจำ  

แต่ในฝันเห็น...กลับมีดอกบัวของ อาจารย์ท่านนี้ใหญ่โตมาก ใหญ่กว่าคนอื่นๆ หลายๆ เท่าเลย  
และแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ อ.บรรยายธรรมท่านนี้ เบื้องบนก็เมตตายกระดับ เป็น อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม จริงด้วย

ช่วงแรกๆ ที่ได้รับโองการนั้น มีเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญหลายๆ ท่านก็ไม่ค่อยยอมรับ และคิดว่าท่านเหมาะสมแล้วหรือที่จะเป็นอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ใจจริงแล้วท่านไม่อยากรับ แต่ด้วยความเมตตาของ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมที่อาวุโสกว่า พิจารณาแล้ว เห็นว่าท่านเหมาะที่สุด และท่านจงรับเพื่อเวไนยสัตว์เถิด ไม่ใช่รับโองการเพื่อตัวเอง หรือเห็นแก่ชื่อเสียงใดๆ ท่านจึงรับ...

แล้วมาทุกวันนี้ผู้น้อยก็ต่างยอมรับว่าท่านเหมาะสมจริง"

เพื่อนบอกอีกว่า...

"ตอนที่ฝันยังเป็นช่วงใหม่ๆ ที่เข้ามาสู่วงการธรรม จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ตอนนี้เรียนชั้นเรียนธรรม จบเผยเต๋อแล้ว เมื่อทบทวนดูอีกครั้ง จึงรู้ว่า....
แม้ อ.บรรยายธรรมท่านนี้ จะดูไม่มีความสามารถอะไรมากมาย   ทางโลก ไม่ได้มีหน้ามีตา ไม่มีเงินมีทองมากมาย
แต่ทางธรรมแล้วท่านเป็นคนซื่อๆ ตรงๆ เรียบง่าย อารมณ์สงบ ขยันขันแข็ง ทำงานจริงจัง รับงานจาก อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า ทำอย่างสำนึกคุณ ภายนอกแล้วคนทั่วไป เค้าไม่ค่อยเห็นท่านทำงานออกหน้า ออกตาเท่าไหร่ แต่เธอสังเกตุเห็นหลายๆ ครั้งที่กลับจาก มหาลัยมา ดึกๆ เที่ยงคืนก็ยังเห็น อ.ท่านนี้ทำบัญชี และทะเบียนประวัติคนรับธรรมะ คนประชุมธรรม และหลายๆ อย่าง ตื่นเช้า หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน ออกจากโรงงานมา ไม่มีใครไหว้พระ ก็มีท่านนี้แหละที่ไหว้พระให้"

เธอจึงเชื่ออย่างหนึ่งว่า...พระโองการสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และคนธรรมดามิอาจรับได้ ต้องเป็นคนมีคุณธรรม และบำเพ็ญจิตดีจริง เสียสละ อุทิศจริงเท่านั้น เบื้องบนจึงเมตตาให้เป็นผู้ถือโองการฟ้าได้

บันทึก
22/10/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: nakdham ที่ 22 ตุลาคม , 2008, 05:26:57 PM
.......
และหากไม่ได้มีโอกาสติดตามเตี่ยนฉวนซือก็คงไม่มีโอกาสนี้อย่างแน่นอน


อันนี้ผู้น้อยเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
หากเรามีโอกาสติดตามอาวุโสไปบุกเบิก เราก็จะยิ่งประจักษ์ด้วยตนเอง
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ศิษย์โง่ของพระบรรพจารย์ ที่ 23 ตุลาคม , 2008, 05:02:57 PM
ผู้น้อยเห็นด้วยอย่ายิ่งกับคำกล่าวที่ว่า "อย่าห่าง3สิ่ง"

เพราะเบื้องบนเมตตาให้โอสผู้น้อยหลายอย่างมาก

เริ่มคือ ป้าของผุ้น้อยเป็นเจี่ยงซือและเซ่อเซินออกมาอยู่ฝอถังจึงได้ส่งเสริมผู้น้อยให้เริ่มทานเจ

แรกๆๆก้ชวนมากินที่ฝอถังซึ่งที่สถานธรมก็มีเตี่ยนฉวนซือและก็เจี่ยงซืออีกท่านหนึ่ง

แหละก็แนะนำให้อ่านหนังสือธรรมะต่างๆๆมากมาย  มีอยู่ครั้งหนึ่ง

ได้จัดงานประชุมธรรม3 วันขึ้น และเตี่ยนฉวนซือเมตตาให้ผู้น้อยเป็นพิธีกรโท

ในตอนนั้นผู้น้อยรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก แต่แล้วก้มีเหตุการณที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

คือทางโรงเรียนได้จัดให้มีการเข้าค่ายขึ้นซึ่งตรงกับวันเดียวกับที่ประชุมธรรม

ตอนนั้นผุ้น้อยกลุ้มใจอยู่มากคือจะเลือกไปงานของที่ไหนดี โรงเรียนหรือฝอถังเพระโรงเรียนบังคับให้นักเรียนไปทุกคน แต่งานฝอถังก็ขาดไม่ได้เพราะปณิธานที่ตั้งไว้คือเห็นงานทางธรรมสำคัญกว่างานทางโลกก้จะบกพร่อง

วันนั้นผู้น้อยก็ไปกินข้าวที่สถานธรรมปกติ พอจะกลับก็ขึ้นไปฉือเจี้ย แต่นึกขึ้นได้ว่า  ถ้าเรามีใจซะอย่างเหล่าหมุ่และพระอาจารย์คงเมตตาผู้น้อยเลยก้มกราบเหล่าหมู่ไป 100 กราบ เหล่าซืออีก100กราบเพื่อหวังว่าเบื้องบนจะเมตตาให้ผู้น้อยได้มาช่วยงานฝอถัง

ในขระที่กราบในใจผู้น้อยตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือต้องมาฝอถังให้ได้  ปรากฎว่าเช้าวันรุ่งขึ้นไปโรงเรียนก้มีประกาสเลื่อนวันเข้าค่ายออกไปอีกอาทิตย์หนึ่งในตอนนั้นผู้น้อยรู้สึกขนลุกและมั่นใจว่าต้องเป็นเพราะเหล่าหมู่เมตตา เหล่าซือเมตตาเป็นแน่แท้ที่เลื่อนวันเข้าค่ายออกไป

จึงทำให้ทุกวันนี้ผู้น้อยเชื่อมั่นว่าหากใจเรามั่งคงต่อธรรมะสิ่งศักดิ์สิทธิทั้หลายย่อมเล็งเห็นและคอยหนุนนำส่งเสริมอยุ่ไม่ห่างกายแน่นอน

เพระวันนี้พวกเราเป็นศิษย์ของเหล่าซือ "เหล่าซือเคยมาประทับและบอกเอาไว้ว่าพระอาจารย์อยู่ในใจพวกเธอเสมอ หากเธอนึกถึงพระอาจารย์พระอาจารยืก็อยู่กับเธอ"

กั่นเซี่ยเทียนเอินซือเต๋อ
เหล่าเฉียนเหยิน เฉียนเหยินต้าเต๋อ
จี้เก่อเว่ยเตี่ยนฉวนซือฉือเปย
เก้อเว่ยเฉียนเสียนเฉิงฉวน
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 8 พฤศจิกายน , 2008, 07:23:45 PM
เบื้องบนหนุนงานธรรมเสมอ

ช่วงอาทิตย์ก่อน ก่อนที่จะถึงวันที่ 18-19 ต.ค.2551
ซึ่งจะมีการจัดชั้นเรียนใหญ "ฟื้นฟูจิตเดิมแท้" ที่ ตจว.ทางเหนือ

อาวุโสของผมท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า...

          ช่วงนั้นท่านใช้โทรศัพท์โทรติดต่อบุคลากรพื้นที่และญาติธรรมเพื่อติดตามความพร้อมก่อนชั้นเรียนใหญ่  ปกติทุกครั้งท่านจะลงพื้นที่ก่อนประชุมธรรม อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่ง แต่ครั้งนี้ท่านมิได้ลงไปตามบุคลากรกับญาติธรรมเอง ท่านรู้สึกเป็นห่วงมาก เลยโทรศัพย์ติดต่อคนโน้นคนนี้  เดือนนี้ท่านใช้ค่าโทรศัพท์เกือบ 700 บาทเลย (ท่านออกเอง) ปกติจะใช้แค่ประมาณเดือนละ 200-300 เท่านั้น

          แต่เป็นเรื่องที่จะว่าบังเอิญหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ท่านบอกว่า...อยู่ๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้ใช้จ่ายก่อนงานประชุมธรรมหลายร้อย แล้วแต่จะใช้ และก็ยังมีญาติธรรมที่ไม่เคยเห็นหน้าแล้วหลายปีก็โทรศัพท์มาหา แล้วบอกว่าอยากโอนเงินค่าโทรศัพย์มาให้ใช้ ก็เลยโทรมาหา พร้อมกับโอนค่าโทรศัพย์มาให้อีก 200 บาท ท่านก็งงเลย ผู้น้อยฟังแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่แยบยลจริงๆ นะ  

          แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดนะครับ...ว่าเป็นเรื่องบางเอิญหรือไร
         
          แต่กรณีเช่นนี้ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ในอาณาจักรธรรม เฉกเช่นเรื่องต่อไป....

บันทึก
8/11/51       
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 8 พฤศจิกายน , 2008, 07:31:27 PM

นาย...สอบติดพยาบาลเป็นางสาว

ยังมีอีกเรื่อง...          

           และก็ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่เบื้องบนเมตตาด้วยก็ว่าได้นะครับ คือ ผู้น้อยรู้จักน้องคนหนึ่งปัจจุบันนี้เรียน มหาวิทยาลัยที่ ม.นเรศวร พิษณุโลก(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ผู้น้อยรู้จักตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งแม่ของน้องคนนี้เป็นเจี่ยงซือ (อ.บรรยายธรรม) แม่แกอุทิศเสียสละมาก ทั้งบ้านกินเจหมดเลย นำพาญาติธรรมได้มากมาย สถิติสุงสุดในการประชุมธรรมครั้งหนึ่ง ยอดรวมบุคลากรกับญาติธรรมทั้งหมดประมาณ 700 คน โดยเฉลี่ยแล้วญาติธรรมและบุคลากรมาชั้นเรียนแต่ละเดือนประมาณ 300-400 คน ท่านเคยบอกสามีท่านว่า "ให้สามีทำงานหาเงินมา ส่วนตัวเองจะทำงานธรรมะเอง" สามีก็ยินดีด้วย

          เมื่อ 3 ปีที่แล้ว(ปัจจุบันเรียนปี 3) ตอนที่น้องแกไปสอบเข้าพยาบาล ก็คิดว่าติดไม่ติดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าติดก็ดี และแล้วพอถึงวันไปดูผลสอบ ปรากฏว่า ที่บอร์ดไม่มีชื่อ นาย ภัทรมรรค  เลย  ตอนแรกก็นึกเสียดายอยู่ คอตกเลยหล่ะ แต่กลับย้อนมาดูอีกที เห็นมีชื่อเป็น นางสาว ภัทรมรรค นามสกุลเดียวกันด้วย เลยตกใจ แล้วก็ไปถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ชัด และแล้ว...คนชื่อ ภัทรมรรค เป็นนายจริงๆ  ไม่ใช่นางสาว

          ครั้งนี้...ทำให้ครอบครัวของน้องแกขอบคุณเบื้องบนกันใหญ่
          เหมือนมีอะไรล้อเล่นกับชีวิตหน่อยๆ....

บันทึก
8/11/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 17 ธันวาคม , 2008, 04:31:53 PM

เจ้าภูมิรถ

มีอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า...

ท่านมีรถคันหนึ่ง รถของท่านมีเจ้าภูมิคุ้มครองดูแลอยู่ด้วย (เหมือนเจ้าศาลพระภูมิ หรือเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ประมาณนี้)

ปกติชีวิตทางโลกท่านก็ทำงาน ทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อมีงานธรรมะ ท่านก็จะไปช่วยงานธรรมะ ท่านก็จะขับรถของท่านไปด้วย ช่วยรับส่งญาติธรรม ไป-มา ฟังธรรม

มีหลายครั้งที่ท่านไปงานธรรมะ และได้เชิญเจ้าภูมิรถไปด้วย บางครั้งดึกๆ ดื่นๆ ง่วงเหงาหาวนอนก็มีเจ้าภูมิรถช่วยบ่อยๆ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านไม่มีเงินเติมน้ำมันเลย ดึกมากด้วย ระยะทางอีกยาวไกล กว่าจะถึงบ้าน ขับรถไปก็กังวลไป ไม่รู้จะทำยังไง อยู่ก็มีคนกวักมีข้างทาง ให้มาช่วยดูยางรถเสียให้ พอจอดรถมาช่วยเสร็จ เจ้าของรถยางเสียก็ขอบคุณและให้เงิน 500 บาท เติมน้ำมันกลับบ้าน

และหลายครั้งที่ท่านเชิญเจ้าภูมิรถไปงานธรรมะ ท่านเจ้าภูมิก็บอกว่า....
"ธรรมะนี้ดีนะ ขนาดเราไม่ใช่คนนะ แต่ยังมีเทพมาต้อนรับเรา มาจัดอาหารอร่อยๆให้เราทาน เหมือนเราเป็นคนสำคัญของงานนี้ เราแค่ช่วยคนขับรถมางานธรรมเท่านันเอง ในงานจะมีอาหารตั้งโต๊ะมากมาย ให้เราได้ทาน และบริการเราอย่างดีเลย"

และท่านเจ้าภูมิยังบอกอีกว่า...
"ทุกๆ ที่ ที่ไปงานธรรมะ ที่นั่นจะศักดิ์สิทธิ์มากจริงๆ  คือ...จะมีแสงสว่างเจิดจ้า สว่างไสวทั่วรอบบริเวณกว้าง และมีพลังพุทธานุภาพแผ่กระจายออกไปมากมายเลย"


แต่...ท่านบอกว่า ท่านไม่สามารถรับธรรมะได้ เพราะท่านเป็นแค่เทพเจ้าภูมิ(เจ้าที่) แต่การที่ท่านมานี้ก็แค่อาศัย คนที่เชิญมา(มีบุญสัมพันธ์) มาช่วยงาน ร่วมสร้างบุญเท่านั้น ต้องรอให้พ้นจากภพภูมินี้ แล้วเกิดเป็นคนใหม่แล้วถึงจะรับธรรมะได้

ทัมมะดี

บันทึก
17/12/51

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 22 ธันวาคม , 2008, 02:16:51 PM

เสาตกมัน

มีอาวุโสท่านหนึ่ง บ้านอยู่ จ.เพชรบูรณ์

เธอเข้ามาทำงาน และอยู่กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว ท่านมีโอกาสได้รับธรรมะ ประชุมธรรม ศึกษา ปฏิบัติงานธรรม ช่วยเหลืองานธรรมตลอดมา

มีอยู่ครั้งหนคนึ่งท่านได้พา เตี่ยนฉวนซือ (อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม) ไปถ่ายทอดธรรมะที่บ้านเกิด บ้านท่านเป็นบ้านไม้เก่าๆ ตรงกลางบ้านก็จะมีเสาไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไม้เก่าแก่มีผ้าแดง ผ้าเขียวพันอยู่ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีเจ้าที่อยู่(ประมาณว่า นางไม้ นางตะเคียน ทำนองนี้แหละ)

ท่านบอกว่า...
หลังจากที่ตั้งโต๊ะพระ ตั้งตะเกียง 3 ดวง และทำพิธีถ่ายทอดธรรมะแล้ว ตอนกลางคืนทุกคนก็จะนอนในบ้านกัน และก็มีคนๆ หนึ่งซึ่งมีสัมผัสที่ 6 (ตาทิพย์ มองสัมผัสสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น) บอกว่า หน้าบ้านมีนางไม้ตนหนึ่ง ใส่ชุดไทยเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ เพราะในบ้านมีโต๊ะพระ มีตะเกียง 3 ดวงอยู่

...อันนี้เป็นประจักษ์ให้เราๆ ท่านๆ ได้เข้าใจและเชื่อได้ว่า พระโองการฟ้าประกาศิต และธรรมที่ได้รับ ศึกษา บำเพ็ญอยู่ ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่ธรรมะของเกจิอาจารย์ หรือเทพเทวาใดๆ แต่เป็นธรรมะเบื้องสูง จากรากเหง้าแห่งจิตญาณผู้ก่อเกิด(พระแม่องค์ธรรม) ส่งมอบมาให้คนบุญยุคนี้ ได้มีหนทางหลุดพ้นกัน


บันทึก
22/12/51
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 24 มกราคม , 2009, 03:37:32 PM
ก่อนสิ้นปี พ.ศ.2551
ก่อนที่จะไปบริจาคของ ตามโครงการที่วางไว้ ซึ่งไปในนามของสถานธรรม ภายใต้มูลนิธิอนุเคราะห์ปัญญา

วันที่ 27 ธ.ค. ผู้น้อยได้กลับไปบ้าน (เทศกาลปีใหม่ท้องถิ่น) ไหว้บรรพบุรุษ กราบเคารพ พ่อ แม่ และพี่ๆ
วันที่ 28 ธ.ค. หลังวันกราบไหว้แล้วก็อยู่บ้านดูหนัง นอนหลับ คลายเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดทั้งปี

วันที่ 29 ธ.ค. พ่อ แม่ และพี่ชายคนโตอันเป็นดุจพ่อคนที่ 2 ของผู้น้อย ท่าน ก็มานั่งจับเข่าคุยกัน คุยถึงเรื่องงาน เงิน อนาคต และหลายอย่าง บางเรื่องก็เป็นที่น่ายินดี แต่...บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่สุดโต่งเกินไป (กินเจ) และบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ท่านเป็นห่วง กังวลมากจนเกินไป(อนาคต)...อีกทั้งบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่มีความแตกต่าง และห่างเหิน ทางสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา เทคโนโลยีมากจนเกินไป จนบางทีการสื่อสารและปรับความเข้าใจได้ค่อนข้างยาก

สุดท้าย...
ผู้น้อยก็ตัดสินใจ ทำอะไรสักอย่าง...เพื่อคลายความเป็นห่วง ความกังวลของพ่อแม่ และพี่ชาย จึงโกหกคุณแม่ว่า...จะไปทำตามสิ่งที่พ่อแม่ และพี่ชายต้องการ แต่คงไปสัก 2 วัน จึงยืมรถพี่สาว

แล้วก็ขับไปเที่ยวทั้งวัน และวันนี้ก็ไปเจออะไรหลายๆ อย่าง แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน มันช่างทำให้จิตใจสับสน ว้าวุ่น 2 จิต 2 ใจ จะทำยังไง ระหว่างสิ่งที่ทางบ้านต้องการและสิ่งที่ตัวเองต้องการ...


ในที่สุดก็ตัดสินใจแวะไป ที่สถานธรรม ใกล้ๆ บ้าน แล้วเย็นๆ ก็เข้าไปเอาพวกกล่องเสื้อผ้า ของบริจาคที่ส่งทางไปรษณี จากกรุงเทพฯ มาล่วงหน้า...ที่ร้าน มาลัยผ้าม่าน (ร้าน อ.มาลัย)

พอดีตอนที่เข้าไปเอาของ พร้อมให้เงินค่าขนส่ง(เก็บปลายทาง) แต่แฟนเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นตำตรวจ ท่านบอกว่าไม่เอาค่าขนส่ง ท่านช่วยค่าขนส่งให้ แล้วท่านก็บอกว่าจะรีบไปไหน...นั่งคุยกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อน

แต่...ใจผู้น้อยจริงๆ แล้วไม่สบายใจเอามากๆ อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ใจลึกๆ ถามหาพระอาจารย์บ่อยๆ และซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า "ทำไมคนเรา ถึงต้องเกิดมาตามสถานที่ ครอบครัว ฐานะ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนาและความแตกต่างทางการศึกษา แล้วทำไม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาอย่างหาทางแก้ไม่ได้ และไม่มีวันแก้ได้"

ขณะที่ผู้น้อยคุยกับ อ.มาลัย (เจี่ยงซือ) ซึ่งดูแลอยู่ที่สถานธรรมที่นี่ แฟนท่านซึ่งเป็นตำรวจ ก็เดินเข้ามาคุยด้วย ผู้น้อยจะขอตัวรีบกลับแต่ท่านก็คะยั้นคะยอให้นั่ง(หยิบเก้าอี้มาให้นั่ง) ผู้น้อยรู้สึกเกรงใจมาก แต่ก็ทำไงได้ ฝึนคุยเล่นไปอย่างนั้น

นายตำตรวจท่านก็บอกผู้น้อยว่า
 ...(เรียกชื่อจริง เพราะเป็นรุ่นพี่ ลูกชายแก 1 ปี) ...ต้องทำใจให้สงบ นิ่ง แล้วนึกย้อนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา...แล้วค่อยๆ หาทางแก้มัน....

...(ชื่อผม)เดินทางมาถูกแล้วนะ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การบำเพ็ญก็เปลี่ยนไป ...(ชื่อผม)ต้องเข้าใจ ทางโลกและทางธรรมต้องไปด้วยกัน ไปพร้อมกัน แต่ให้ทางโลกมากหน่อยนึง ทางธรรมก็ต้องให้เสมอๆ อย่าได้ขาด


ดูมาลัย(แฟนแก)ซี่...เย็บผ้าเสร็จ ทำกับข้าวให้พ่อเสร็จก็ไปละ...สถานธรรม พ่ออ่า...ไม่ค่อยไปหรอก แต่พ่อเข้าใจดี...
(เรียกชื่อตัวเองว่า พ่อ)

และท่านยังพูดอีกว่า...
...(ชื่อผม) บนโลกนี้นะมี 2 อย่างให้เลือก คือ ไม่เป็นมนุษย์เดินดินทั่วไป ก็ต้องเป็นคนเหนือคน ให้...(ชื่อผม)เลือกเอา...

แค่นายตำรวจคุยกับผมไม่กี่คำ...สามารถทำให้ใจผมตื่นขึ้นมา มองเห็นทางสว่างอีกครั้งนึง เหมือนกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...ที่ผ่านๆ ผมสับสน จนไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ณ ตอนนี้ผมจึงตั้งสติขึ้นได้อีกครั้ง มองเห็นปัญหาและทางออกในใจมากมาย

ผมจึงย้อนถามท่านว่า...
ตกลงพ่อเป็นใครเนี่ย? ทำไมถึงหยั่งรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดผม และรับรู้ถึงจิตใจ ความสับสน ความคับข้องหมองใจผู้น้อยได้เช่นนี้

ท่านตอบพร้อมชี้มาด้านหลังเก้าอี้ผู้น้อย แล้วบอกว่า...อาจารย์...อาจารย์ ของพวกเจ้า ที่ชื่อ.... (ท่านจำชื่อไม่ได้)   ...ที่ใส่เสื้อปะๆ แน่ะ

...อ้อ...พระอาจารย์เมตตาๆ เมตตามากๆ

ผู้น้อยได้ยินประโยคว่า...ที่ใส่เสื้อปะๆ แน่ะ...ผู้น้อยขนลุก น้ำตาคลอเลย...
พร้อมบอกว่า พระอาจารย์จี้กง!!

นายตำตรวจบอกว่า ...นั่นแหละ...
ผู้น้อยจึงเข้าใจทันทีว่าพระอาจารย์เมตตามากๆ

แล้วเราก็คุยเรื่องสาระทุกข์สุขดิบกันอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ผู้น้อยก็ ลากลับไปนอนค้างคืนที่สถานธรรม อย่างสบายใจ ใจเต็ม 100 ที่จะออกเดินทางไป  บริจาคของวันรุ่งขึ้น


ปล.ลืมบอกไปว่า....
นายตำตรวจคนนี้ อ.มาลัย เจี่ยงซือ เล่าว่า ท่านเป็นคนมีธรรมะไม่ใช่ย่อย แต่ท่านไม่แสดงตัว ในบ้านที่ผมเข้าไปมีแต่รูป หลวงปู่แหวน หลวงปู่มั่น และหลวงปู่อีกหลายๆ ท่าน เป็นรูปใส่กรอบใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย นายตำรวจท่านเคารพและเลื่อมใสมาก ท่านรับธรรมะ ผ่านประชุมธรรมแล้ว ท่านยังบอกอีกว่า...ธรรมที่...(ชื่อผม) ทำอยู่ดีมากเลย อย่าทิ้งนะ...และมีบางครั้งงานธรรมะจะเป็นยังไงท่านก็บอกแฟนท่านล่วงหน้าได้ด้วยหล่ะ

บันทึก
24/01/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: PoONiM ที่ 26 มกราคม , 2009, 07:38:30 AM
ตอบไม่ได้  ว่าอะไร  คือสำคัญ
เมื่อชีพนั้น ต้องดำเนิน เกินค้นหา
เมื่ออยู่เหนือ ทรัพย์เงินทอง ต้องหามา
เมื่อได้ทุ่ม เทเพื่อฟ้า ด้วยแรงใจ

ไม่ได้อยู่ โดดเดี่ยวเลย เจ้าเอยเจ้า
ตะวันขึ้น ก็มีเงา ตามวิสัย
เสียหนึ่งอย่าง  เพื่อได้มา  วิเศษไซร้
เสร็จสิ้นงาน โลกเปลี่ยนได้ สู่นิรันด์

(http://i297.photobucket.com/albums/mm233/MADOOPOONIM/HOM%20EMO/TLC_010-20080430_Onion.gif)  อยากเป็นกำลังให้จังแต่คงทำได้แค่นี้
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 27 มกราคม , 2009, 09:17:30 PM
เมื่อชีพนั้น ต้องดำเนิน เกินค้นหา
.......
ไม่ได้อยู่ โดดเดี่ยวเลย เจ้าเอยเจ้า
.......
เสียหนึ่งอย่าง  เพื่อได้มา  วิเศษไซร้


ใช่...ตราบที่เรายังกินข้าว ยังแปรงฟัน ยังมองเห็น ยังได้ยิน ยังหายใจฯ ตราบนั้นเราก็ยังต้องทำมาหากิน เลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เราต้องสัมผัส เรียนรู้ เพื่อการปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ตลอดเวลา
........
ใช่...เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว อย่างน้อยก็ยังมีพระอาจารย์ มีเพื่อนๆ สหายธรรมทั้งหลาย ที่ร่วมเดินบนเส้นทางนี้มากมาย
........
ใช่...อาจเสียบางอย่างไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสียแล้วเสียเลย ยังมีโอกาสแก้ตัวได้ แต่สิ่งที่ได้มาคือ ยังคงเส้นคงวากับเป้าหมาย ปลายทางเดิม ที่เราตั้งไว้ เบื้องบนยังเมตตาให้เรากลับมาเข้าสู่รางรถไฟสายขบวนพิเศษเดิม

([url]http://i297.photobucket.com/albums/mm233/MADOOPOONIM/HOM%20EMO/TLC_010-20080430_Onion.gif[/url])  อยากเป็นกำลังให้จังแต่คงทำได้แค่นี้


ขอบคุณสหายธรรม ที่ยังมีไออุ่นกำลังใจ โชยมาให้ความชุ่มฉ่ำแด่ชีวิตหิ่งห้อยน้อยๆ ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด
เพียงไออุ่นแค่นี้ ก็ชุ่มฉ่ำแผ่กระจายไปทั่วสารทิศ ยังความอบอุ่นแด่เวไนยมากมายด้วย
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 3 มีนาคม , 2009, 08:55:45 PM
From: Nichanun Jaipan [mailto:birdoop@gmail.com]
Sent: Friday, February 27, 2009 10:29 AM
To: Suchin Lonapalawong; Wilailak Tangsathaphornphan; pana_222@yahoo.com
Subject: สวัสดีค่ะ

สวสดีค่ะ อาวุโสทุกท่าน

พอดีมีเรื่องมาแบ่งปันจากญาติธรรมชาวเนปาล อาจารย์ เฉินอาอิง นำเรื่องนี้มาให้ผู้น้อยแปลให้คนไทยฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณานุคุณของธรรมะ และประจักษหลักฐานในวันประชุมธรรมที่ประเทศอินเดีย แปลจากบทความภาษาอังกฤษ ถ้าผิดพลาดในการแปลก็ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ มือใหม่ค่ะ ฝากทุกท่านช้วย forward ด้วยนะคะคิดว่าเป้นประโยช์นทั้งคนเก่าและคนใหม่เลยค่ะ

เบิร์ด

ไท่จิ้น

...............................................................................
Grandfather’s Joy and Gratitude

By Sushanta Nepal Jan 25, 2006
Prepared by  Tai Jin Temple

    Grandfather passed away when I was twenty. When he was still alive, he loved drinking the milk tea I made for him. We would be laughing and talking happily while drinking tea; we always had a great time together. Before I received Dao, in 2003, one night in my dream, I saw him standing on a every fine rope in the air and he told me that he got no offering, so he was hungry and thirsty. My mother is the only child he has, so if my mother does not prepare an offering for him, no one would do so. I told my parents about my dreams, and since then, I have not dreamed about him any more.
   Since I received Dao, I have often gone to the temple to help with Dao affairs. I brought my cousins to receive Dao and to learn temple etiquette. As I can speak English and Nepali, I went with Dao-Transmitting Masters and Taiwanese lecturers to remote villages a couple of he times to do translation to help with Dao and comprehend the preciousness of Dao. Then I made up my mind to help more people receive Dao, to enjoy the happiness Dao.
   Besides English and Nepali, I can also speak Hindi. In December of 2005, I was asked if I could visit India to help with the translation at the temple. At once, I promised joyfully to take on that holy mission. I am very grateful for Master Tseng’s mercy for giving me such a great opportunity to work for God to fulfill my vows and build up merits and virtues. We visited many families, park, public places, and took part in many activity to build affinity with various people. Beside, the Chinese Medical camp has always provided a good starting place for us to meet new people and spread Dao to them. While being treated with traditional Chinese medical treatment, many patients have also received Dao. Not only their physical bodies are cured, their souls are rescued as well. After they have received Dao, in order to make them understand more about Dao, we invite them to attend Dao Seminars.
   The seminar was held on January 22, 2006 which was a wonderful day for the new Indian Dao members. I was quite busy on that day, but my heart was rich with contentment and happiness. I was extremely happy that I should do something for our Holy Teacher Ji-Gong Living Buddha to spread Dao.
   Right after the seminar, on night of January 23, 2006, I had a wonderful dream. Although there were only twenty-four Dao members attending the seminar in the temple on January 22, their deceased ancestors and those of other Dao members were present as well, including my grandfather. The number of deceased was double or triple compared to that to the Dao members. The deceased were kneeling and floating in the air and listing attentively, each of was holding a white lotus in their hand. However, some lotuses were blooming, some were budding, and some were already withered. Why was that? Those who were holding blooming lotuses meant their descendants or relatives were cultivating themselves sincerely and often helped with Dao propagation. Those who were holding budding lotuses meant their descendants or relatives were cultivating themselves sincerely but helping little with Dao propagation. Those who were holding withered lotuses meant their descendants did receive Dao but were not helping at all in propagating Dao.
   During the lunch break, the deceased ancestors also ate the food joyfully with the attendees. All the food served in the temple had been blessed by God and Buddhas, and shone with bright light. After the seminar was done, the deceased ancestors of Dao members hugged me and expressed their appreciation to me. Due to my translation, their descendants could receive Dao and understand clearly what Dao is and the preciousness of receiving Dao. The last one who came to hug me was my grandfather.
   My grandfather told me that I had attended six Dao Seminars up to that point. The first time when I attended the Dao Seminar, I was just sitting there in the temple listing to the speeches, so Grandfather did not receive merits and virtues. But due to my attending the seminar, Grandfather was allowed to join and listen to the course as well. Then, since the second time I attended the seminar, I had become a volunteer of the temple. I helped with the reception group, the cleaning work and the translation to work for God and Buddha and consequently Grandfather started to receive merits and virtues. This time,  the seminar in Delhi by bus. In the past two months, I had been working with the Taiwanese lecturers visiting the house of  Dao members, inviting people o receive Dao and giving  guidance to Dao member in to Hindi, and all of them were so munch touched and I was very joyful as well. The last one who came to hug me was my grandfather. Owing to my continuous help for Dao propagation, he could receive my merit and virtues. He encouraged me to continue helping with Dao propagation in the future to benefit more human beings and especially their ancestors and descendants.


............................................................................................

ด้วยความซาบซึ้งและความรู้สำนึกคุณของคุณตา

เรื่อง โดย สุชัญญา เนปาล, 25 มกราคม 2548
แปลและเรียบเรียง โดย ไท่จิ้ณฝอถัง,
26 กุมภาพันธ์ 2552

          คุณตาได้จากไปตอนฉันอายุ 20 ปี ตอนที่คุณตายังมีชีวิต คุณตาเป็นคนรักการดื่มชานม และฉันมักจะเป็นคนทำให้ท่านดื่ม ในขณะที่พวกเรากำลังดื่มชานม พวกเราได้พูดคุยกัน หัวเราะกันอย่างมีความสุข พวกเรามักจะมีช่วงเวลาที่ดีอย่างนี้ด้วยกันเสมอ ก่อนที่ฉันจะรับธรรมะในปี 2546 คืนนั้น...ในความฝันของฉัน ฉันเห็นคุณตายืนอยู่บนเชือกเส้นบาง ๆ ในอากาศ และคุณตาบอกฉันว่าคุณตาทั้งหิว และกระหายน้ำ คุณตาไม่ได้รับการเซ่นไหว้ใด ๆ เลย แม่ของฉันก็เป็นลูกคนเดียวที่ท่านมี ถ้าแม่ไม่เตรียมของเซ่นไหว้เพื่อท่าน ก็คงไม่มีใครทำให้ท่านแล้ว ฉันเล่าเรื่องความฝันของฉันให้พ่อและแม่ของฉันฟัง  นับแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเราจึงทำการเซ่นไหว้ในวันครบรอบการจากไปของคุณตา และฉันก็ไม่ได้ฝันถึงคุณตาอีกเลย
           ตั้งแต่ฉันรับธรรมะ ฉันไปสถานธรรมช่วยงานชุมนุมธรรมอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งฉันก็ยังนำพาญาติ ๆ ของฉันมารับธรรมะ และเรียนพุทธระเบียบด้วย ฉันยังสามารถพูดภาษาอังกฤษและภาษาเนปาลได้ ฉันไปช่วยแปลธรรมะให้อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไต้หวันและอาจารย์บรรยายธรรมให้ชาวชนบทในที่ที่ไกล ๆ ออกไป ซึ่งใช้เวลาเดินทางถึง 2 วัน 2 คืน ใจของฉันรู้สึกซาบซึ้ง...... และปราบปลื้มมากเวลาที่เห็นผู้คนมากมายมารับธรรมะ และยังหยั่งรู้ได้ถึงคุณวิเศษอันยิ่งใหญ่ของธรรมะ จากนั้นฉันจึงตัดสินใจว่าฉันจะฉุดช่วยให้ผู้คนมากมายได้รับธรรม
นอกจากภาษาอังกฤษและภาษาเนปาลแล้ว ฉันยังสามารถพูดภาษาอินเดียได้อีกด้วย ในเดือนธันวาคม ปี 2548 ฉันได้รับเชิญให้ไปช่วยแปลที่สถานธรรมในประเทศอินเดีย ฉันรู้สึกปราบปลื้มใจมากที่ได้รับหน้าที่ภาระกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้  ฉันซาบซึ้งมากกับความเมตตาของอาจารย์เจินเตี่ยนฉวนซือ ที่มอบโอกาสให้ฉันได้ทำงานเพื่อฟ้าเบื้องบนเพื่อบรรลุปณิธาน และมีโอกาสสร้างบุญกุศลและคุณงามความดี ครั้งที่พวกเราไปประเทศอินเดีย พวกเราได้เยี่ยมผู้คนมากมายตามสวนสาธารณะบ้าง ครอบครัวหลายครอบครัวบ้างด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผูกบุญสัมพันธ์  นอกจากนี้ พวกเรามักจะมีการเปิดรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนอยู่เสมอ จุดประสงค์เพื่อพบคนใหม่ ๆ และเผยแพร่ธรรมะ ด้วยความอดทนอดกลั้นทำให้มีการรับธรรมะเกิดขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ได้รักษากายสังขารให้หาย แต่พวกเขายังได้ช่วยจิตญาณของตนเองด้วย  หลังจากที่พวกเขารับธรรมะแล้วในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจธรรมะมากขึ้น พวกเราจึงเชิญพวกเขามาเข้าประชุมธรรม
         
          งานประชุมธรรมถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2548 วันนั้นเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก!!สำหรับญาติธรรมใหม่ วันนั้นเป็นก็เป็นวันที่ฉันยุ่งมากเช่นกัน แต่ใจของฉันก็มีความสุขอย่างเหลือล้น รู้สึกมีคุณค่ามากมายเหลือเกินที่ได้ทำบางสิ่งเพื่อพระอาจารย์จี้กง เพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ และเพื่ออาณาจักรธรรม
          หลังจากงานประชุมธรรมเสร็จลง คืนของวันที่ 23 มกราคม 2548 มันเป็นความฝันที่ยอดเยี่ยมมาก!!  ถึงแม้ว่าวันนั้นจะมีผู้เข้าประชุมธรรมแค่ 24 คนก็ตาม ฉันฝันเห็นบรรพบุรุษของนักเรียนที่มาเข้าชั้นเรียน และบรรพบุรุษของญาติธรรมที่มาเป็นบุคลากร มาเข้าร่วมประชุมธรรมด้วย ในนั้นก็มีคุณตาของฉันด้วยเหมือนกัน  จำนวนของบรรพบุรุษของทุกคน มีมากกว่าสองถึงสามเท่า ทุกคนกำลังนั่งคุกเข่าลอยอยู่ในอากาศ และฟังอย่างตั้งใจ แต่ละคนถือดอกบัวสีขาวอยู่ในมือ บางดอกเบ่งบาน บางดอกเป็นดอกตูม ๆ แต่บางดอกดูแล้วแห้งเหี่ยว ร่วงโรย อับเฉา ทำไมถึงเป็นแบบนั้นน่ะเหรอ? ใครที่ถือดอกที่เบ่งบาน แปลว่า ลูกหลานของเขาช่วยงานธรรมะอย่างจริงใจ และช่วยเผยแพร่ธรรมะอยู่เสมอ ใครที่ถือดอกตูม ๆ แปลว่าลูกหลานของเขาจริงใจแต่ช่วยงานธรรมะบ้างเล็กน้อย แต่ใครที่ถือดอกร่วงโรย แปลว่าลูกหลานของเขาได้รับธรรมะแล้วแต่ไม่เคยกลับมาช่วยงานธรรมะอีกเลย

          ในระหว่างมือกลางวัน บรรพบุรุษทั้งหลายต่างก็มีความปลื้มปิติที่ได้ทานอาหารทิพย์ที่ประทานโดยพระโพธิ์สัตว์ทั้งหลาย หลังจากเสร็จงานประชุมธรรมแล้ว บรรพบุรุษของญาติธรรมมากมายก็เข้ามากอดฉันแทนความสำนึกคุณที่ฉันทำหน้าที่แปลเรื่องราวของธรรมะให้ลูกหลานของเขาเข้าใจอย่างชัดเจนถึงคุณวิเศษอันยิ่งใหญ่อันล้ำค่าของธรรมะ และได้เข้าใจว่าธรรมะคืออะไร? คนที่เข้ามากอดฉันคนสุดท้ายคือคุณตาของฉันเอง
          คุณตาของฉันเล่าให้ฟังว่าฉันได้เข้าประชุมธรรมะแล้ว 6 ครั้ง  ครั้งแรก ฉันเพียงนั่งฟังการบรรยายธรรมะในสถานธรรม คุณตาของฉันจึงไม่ได้รับบุญกุศลใด ๆ แต่คุณตาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฟังด้วย ในครั้งที่ 2 ที่ฉันเข้าประชุมธรรมะ ฉันได้มาเป็นอาสาสมัครบุคลากรของสถานธรรม ฉันช่วยงานในแผนกต้อนรับ ช่วยงานทำความสะอาด ช่วยงานแปลธรรมะ เพราะฉะนั้น คุณจึงเริ่มได้รับบุญกุศล.... ในครั้งนี้ เป็นงานประชุมธรรมที่กรุงเดลลีครั้งที่ 6 ของฉัน  ฉันแบ่งเวลา 2 วันไปท่องเที่ยวจากกรุงกาฎมันดุถึงกรุงเดลลีด้วยรถประจำทาง

          ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ฉันทำงานร่วมกับอาจารย์บรรยายจากไต้หวัน ออกเยี่ยมตามบ้านญาติธรรม ชวนคนมารับธรรมะ และแนะนำให้กับญาติธรรมได้รู้จัก ฉันแปลทุกคำพูด ทุกประโยคของอาจารย์บรรยายเป็นภาษาอินเดียให้พวกเขาได้ฟัง  พวกเขาประทับใจมาก และฉันก็รู้สึกปราบปลื้มใจด้วย

          คุณตาบอกว่าฉันยังมีหนี้ที่ค้างอยู่ ให้ฉันชำระสิ่งที่ติดค้างต่อไป ให้ฉันช่วยเผยแพร่ธรรม คุณตาก็จะได้รับบุญกุศลจากฉันด้วย คุณตายังให้กำลังใจฉัน และย้ำให้ช่วยเผยแพร่งานธรรมออกไปอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์มากมายโดยเฉพาะบรรพบุรุษของพวกเขา

ขอบคุณ คุณสุชัญญา เจ้าของเรื่อง
ขอบคุณ ไท่จิ้นฝอถัง ผู้แปลและเรียบเรียง
3/3/52
ทัมมะดี

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 3 มีนาคม , 2009, 09:36:46 PM
พอดีเลยมีเรื่องคล้ายๆ เรื่องข้างบนนี้เช่นกัน
คือ...ผู้น้อยรู้จักอาวุโสท่านหนึ่ง (ดูรูป)
ท่านเป็นญาติธรรมอยู่กรุงเทพฯ ผู้น้อยรู้จักตั้งแต่ท่านมารับธรรมะ ประชุมธรรม จนเป็นบุคลากร เรียนจบซินหมินฯ จื้อซั่นฯ และเผยเต๋อปันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ท่านก็มาช่วยงานธรรมะเป็นประจำ

(http://pic80.picturetrail.com/VOL2078/11508391/21653306/356840243.jpg)

          วันก่อนได้สนทนากับท่าน บางเอิญท่านมองเห็นรูปภาพวาดการประชุมในชั้นประชุมฟื้นฟูฯ (ดูรูปข้างล่าง) ท่านก็วิ่งมาจูงแขนผู้น้อยไปดูรูปด้วยกัน พร้อมกับบอกว่า...ท่านได้ฝันเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก่อนวันประชุมธรรม ตอนปลายปี 51 เหมือนอย่างในภาพนี้เลย...(ท่านตื่นเต้น)

(http://pic80.picturetrail.com/VOL2078/11508391/21653306/356837974.jpg)

          ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้ถูกวาดด้วยชายผู้หนึ่ง(ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นนักวาดรูปด้วย) ชายคนนี้นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมธรรม ในชั้นฟื้นฟูจิตเดิมแท้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย และท่านก็มองเห็นตัวบุคคลต่างๆ ในบริเวณรอบๆ สถานที่อบรมธรรม ท่านก็วาดออกมาโดยที่ท่านไม่รู้เลยว่า...
          ด้านบนคือ เทพเซียน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
          รอบๆ ที่ประชุม คือ วิญญาณเจ้ากรรมนายเวร  
          ข้างๆ ตัวผู้ประชุมคือบรรพบุรุษของผู้เข้าร่วมประชุม
          โดยมีเหล่าทหาร และ 4 จอมเทพวินัยธร ทำหน้าที่ดูแลชั้นเรียนอยู่ 4 ทิศ

บันทึก
3/3/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ต้า จง ฉือ ที่ 3 มีนาคม , 2009, 10:15:05 PM
ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆเเบบนี้น่ะครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ต้า จง ฉือ ที่ 3 มีนาคม , 2009, 10:53:08 PM
         ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ เพื่อมาเเบ่งปันประสบการณ์ที่ดีๆเเละเเยบยลกับเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลง ในอาณาจักรธรรมบ้างขอนะครับ  
              สำหรับผู้น้อยได้มีประสบกาณ์ตรงที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเองเเละคนรอบข้างในเหตุกรณ์ที่ลืมไม่ลงเลยครับ
เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง ผู้น้อยได้พาเพื่อนที่เป้นรูมเมทที่มหาวิทยาลัยเเละรุ่นพี่คนนึงไปรับวิถีธรรม ที่สถานธรรมอวี้หลิง  อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรีนะครับ  เพื่อนคนนี้ชื่อ ปิง เเละร่นพี่ ชื่อ พี่ต้นเเตง

             เเต่วันนั้นเป็นวันที่เพื่อนรูมเมทของผู้น้อย เขาชื่อ ปิง บอกว่ากับผู้น้อยว่า ไปได้อยู่เเต่ต้องรีบกลับนะ เพราะวันนี้มีสอบบ่าย
ผู้น้อยเองก็บอกว่าได้ ไม่มีปัญหา เลยโทรนัดอาจารย์ ว่าจะพาเพื่อนเเละรุ่นพี่ไปรับธรรรมะ
   พอดีในวันนั้นจัดชั้น ประชุมธรรมหนึ่งวัน อาจารย์ได้เดินทางมาจากกรุงเทพ ทุกอย่างก็ราบรื่นไป
 พี่ต้นเเตงเเละเพื่อนปิง ทั้ง  สองก็ได้มีโอกาสเเสวงธรรม ในวันนั้น ซึ่งเวลา ในขระนั้น ประมาน เที่ยงตรงพอดี
       ปิงเลยบอกกับผู้น้อยว่าจะกลับเเล้วนะ ผู้น้อยเลยนึกได้ ว่าต้องกลับไปส่งเพื่อน กลัวว่าจะมาเเละปล่อยกลับ
 เอง เดี๋ญวหาว่าทิ้งเพื่อน ผู้น้อย พี่ต้นเเตง เเละปิง ก็เตรียมเดินทางกลับ ซึ่งขณะนั้นที่ผู้น้อยออกมา เกือบจะข้ามไป
ยืนรอฝั่งรถเมล์ ป้ายตรงข้าม ผู้น้อยก้นึกได้ว่าลืมรองเท้า เเละชุดเต้าผ่าว ของตนเอง ไว้ที่สถานธรรม
       ผู้น้อยก้เลยวิ่งกลับไปเอาชุดเเละรองเท้า ขณะที่พี่ต้นเเตงเเละปิงก้เตรียมข้ามถนนเช่นกัน
จากนั้น อีกห้านาทีต่อมา ผู้น้อยก็กลับไปเอางรองเท้าเเละชุดเรียบร้อยเเล้ว ก็ได้เดินข้ามฝั่งไปป้ายตรงข้าม
       ตอนนั้นก้เห็นละว่าพี่ต้นเเตง เเละปิงได้ข้ามฝั่งไปเเล้ว
           เเต่ว่า สีหน้าเเละอาการยืนจนตัวสั่นของ ปิง ที่หน้าซีดมาก พร้อมกับการสะกิดไหล่ของพี่ต้นเเตง ทำให้ผมสงสัยว เมื่อสักครู่ ที่ผ่านมา ตอนที่ผู้น้อยกลับไปเอาชุดเเละรองเท้า   เกิดอะไรขึ้น
            เมื่อผู้น้อยข้ามมา พี่ต้นเเตง ได้ทำสีหน้าตกใจเเละ พุดกับผู้น้อยว่า เธอ รู้มั้ย ว่า เมื่อกี้เกือบพาเพื่อนมาตายที่นี่
ผู้น้อยฟังก้ตกใจ ว่าทำไม
            พี่ต้นเเตงเลยล่าให้ฟังว่า ตอนที่ผู้น้อยกลับ ไปเอารองเท้าที่สถานธรรม ตอนนั้น พี่ต้นเเตงเละปิงได้ข้ามถนน จะไปยืนรอรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง   ซึ่งถ้าใครเคยไป เเถวอำเภอบ้านบึง ถนนเส้นนั้น จะประกอบไปด้วย รถบรรทุก รถ สิบล้อ รถขนปูน รถทัวร์ขนาดใหญ่ทั้งนั้น เพราะเป้นเส้น ส่งสินค้าเข้าภาคอีสาน  ขณะที่ข้ามถนนไปได้เลนหนึ่ง ได้ยืนอยุ่ที่เกาะกลางถนน
             ก่อนที่จะข้ามไปอีกฝั่ง   ด้วยความใจร้อน เเละเร่งกลับมหาวิทยาลัยด้วย ปิง เพื่อนผู้น้อยได้ยืนเหยียบเชือกรองเท้าตัวเอง
พอจะก้าวเท้าไป    ได้สะดุดขาตัวเอง ล้มตัวลงไปข้างหน้า ซึ่งในจังหวะนั้น เป็นจังหวะท รถ สิบล้อได้วิ่งผ่านพอดี
            ปิงได้หน้าหกขะมำตัวลงไปในถนนนั้น  ตัวล้มไปกว่า สี่สิบห้าองศาเเล้ว  ตามหลักคือเพื่อนผู้น้อยต้องล้ม เเล้ว
เเต่ทว่า รถสิบล้อได้วิ่งผ่านจมูกของเพื่อนผู้น้อยไปเพียงเเค่ ไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร
            จู่ๆ เหมือนมีใครสักคน มาดึงเสื้อนักศึกษา กลับด้วยความเเรง ซ฿งตรงกันข้ามกับเเรงดึงดุดของ สิบล้อ
ที่ต้องมีเเรงดูดเข้าไปใต้ล้อรถ จากนั้น พี่ต้นเเตงได้ร้องตกใจ มาก พี่ต้นเเตง ยืนห่างจากปิง อีกด้าน เเละเขายืนยันว่า
ไม่ได้ไปจับเสื้อปิงกระชากกลับมา เพราะพี่ต้นเเตง ก็กำลังมองรถทางซ้ายอีกเช่นกัน
             จากเหตุการณ์  นี้  ในเวลา ไม่ถึง หนึ่งชั่วโมง ที่พี่ต้นเเตงเเละปิงได้รับธรรมะ  
เเต่ เขาทั้งสอง ได้ทึ่งถึงกับเหตุการ์อัศจรรย์นี้กับสองตา ตัวเอง  ในตอนนั้น ปิงได้บอกกับผมว่า เขาไม่รู้สึกตังเลย ชาไปหมด
ด้วยอาการช๊อค จนพี่ต้นเเตงต้องมาสะกิดเเละถามว่าโดนเฉี่ยวตรงไหนมั้ย
            ทั้งคู่ปลอดภัยดี เเต่ เหตุการณ๊นี้ ทำให้ผู้น้อยเชือ่เหลิอกเกินว่า เป็นเพระพระอาจารยืได้ช่วยชีวิต เพื่อนของผู้น้อย ที่ชื่อ ปิง คนนี้ไว้
เเม้ว่าในเวลาไม่ถึง ชั่วโมง เเต่พระอาจารย์ก็คอยปกป้องคุ้มครอง ศิษย์รักในทันที
ทำให้ผู้น้อยคิดถึง โอวาทหนึ่งที่พระอาจารย์เคยตรัสว่า   นับตั้งเเต่ที่รับธรรมะ ทุกคนก้เปรียบสเมือนเป้นพ่อลุก กันไปทุกภพ ทุกชาติ
เเละตลอดกาล
       เพราะไม่เช่นนั้นเเล้ว เหตุการณ์ที่น่ากลัวเเละ สยองเกินกว่าจะรับได้ ต้องเกิดขึ้นเเน่นอน  เพื่อนคนนี้ของผู้น้อยต้องเป็นอะไรไป  ไม่มีทางที่จะรอดชีวิตทุกวันนี้ เเละมไมทางใดๆ ที่อยู่ คนล้มตัวเตรียมล้ม ลงไปข้างหน้า จะทรงตัวกลับมาโดยที่ รถสิบล้อเฉี่ยวจมูกห่างเพียงเเค่ ไม่ถึงเซนติเมตรเลย
        เพื่อนผู้น้อย จึงคิดว  หากไม่มารับธรรมะ ที่นี่    ถึงไปที่อื่น  ก็ต้องเจออุบัติเหตุอย่างนี้อยู่ดี เเละก้ไม่รู้ด้วย ว่าจะรอด
หรือไม่          
        นี่ถือเป้นประสบการณ์ศรัทธาหนึ่ง ที่ผู้น้อยเจอกับตัวเอง เเละ รุ่นพี่ เพื่อนๆผู้น้อยในเหตุการณ์นี้ครับ

        

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: PoONiM ที่ 4 มีนาคม , 2009, 07:46:49 AM
(http://i297.photobucket.com/albums/mm233/MADOOPOONIM/HOM%20EMO/th1138345350.gif)    อ่านแล้วรู้สึก
รักพระอาจารยมากขึ้นเลยครับ
ท่านไม่เคยอยู่ห่าง พวกเราเลยจริงจริง
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 18 มีนาคม , 2009, 09:16:27 PM
เมื่อประมาณกลางปี 2550

พี่อาวุโสท่านหนึ่ง ท่านก็อายุมากกว่าผู้น้อย 3-4 ปี ระบายความอาวรณ์ให้ผู้น้อยฟัง
ขณะที่คุยกันอยู่ก็มีน้องใหม่เพิ่งรับธรรมะ ผ่านประชุมธรรมแล้ว น้องคนนี้ก็เข้ามานั่งฟังเราคุยกันด้วย

ช่วงนั้นมีเตี่ยนฉวนซือท่านหนึ่งป่วยพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล พี่อาวุโสท่านนี้ก็รู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อน
ท่านรำพันให้ผู้น้อยกับน้องฟังว่า

"ถ้าเบื้องบนจะให้อาจารย์กลับคืนนะ...ให้เอาผู้น้อยไปแทนจะดีกว่า..."
ท่านพูดพร้อมน้ำตาคลอเบ้า รำพึงรำพันหลายๆ เรื่องราวให้ฟัง

หลังจากคุยกันจบ...ท่านก็ขอตัวไปทำธุระส่วนตัว
น้องชายคนที่นั่งฟังด้วยกันนี้ก็ถามผู้น้อยว่า...
"พี่...ทำไมพี่ผู้ชายคนนี้จิตใจออ่อนแอจังเล้ย...ตอนแรกที่เห็นเขาเป็นพิธีกร(เชาฉือ)หน้าชั้น ท่าทางน่าแกรงขาม พูดจาฉะฉาน ฟังๆก็สนุกสนานดี ทำให้ผู้น้อยเข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมะมากเลยนะ...แต่...ทำไมไอ้เรื่องเล็กๆ แค่นี้ ทำเป็นร้องไห้"

และก็พูดต่ออีกว่า...
"ผมว่านะ...พี่คนนี้ต้องคลั่งไคล้ หลงไหล งมงายกับอาจารย์ท่านนั้นแน่ๆ หรือไม่ก็ ต้องบ้าแน่ๆ เลยหล่ะ ท่านอาจารย์ท่านนั้นก็ไม่ใช่พ่อแม่เรา ไม่ใช่ญาติพี่น้องเรา ข้าวก็ไม่ได้เลี้ยงสักหน่อย และอายุพี่คนนี้ก็ยังไม่มากนะ คิดยังไงก็ไม่รู้...ถึงกับยอมสละชีวิตตัวเองแลกชีวิตแทนท่านอาจารย์ท่านนั้น"

ตอนนั้นก็ไม่รู้จะตอบอะไรให้น้องเค้าเข้าใจ พูดแต่ประโยคสั้นๆ ว่า
"พี่เค้าเสียใจ เสียดายบุคคลที่ทำความดีมาตลอด"  

แต่...
น้องเค้าไม่เคยรู้ถึงจิตใจของพี่คนนี้หรอก...พี่เค้าบุกบ่ำทำงานธรรมะกับอาจารย์ จัดชั้นเรียนอบรมคุณธรรมจริยธรรมมากมาย  เดินทางขึ้นเหนือล่องไต้ บุกเบิกแพร่ธรรม จุดหมายเดียวคือ หวังให้คนเข้าใจชีวิต ศึกษาชีวิต ใช้ชีวิตให้ถูกต้อง หวังเพื่อมหาชนมากมายมีความสุข จิตใจท่านลำบากตรากตรำ เหน็ดเหนื่อย ต้องอดหลับอดนอนเดินทางกลางคืนวันศกร์ ถึงเช้าวันเสาร์ ต้องทำกับข้าวให้ญาติฯ กิน ต้องขับรถไปรับญาติฯ มาฟังธรรม อีกทั้งยังเสียสละเงินส่วนตัวเป็นค่ารถเดินทาง ค่าอาหารเลี้ยงคนมาฟังธรรม ไปรับ ไปส่งญาติฯ มาฟังธรรม ต้องจัดเตรียมสถานที่อบรม ต้องล้างห้องน้ำ ฯลฯ ต้องเดินไปเคาะประตูบ้านกับเพื่อนบ้านเป็นร้อยเป็นพันๆ หลัง บางทีก็โดนด่า บ้างก็ว่าโง่ งมงาย บ้างก็ปิดประตูไม่ต้อนรับ เจอปัญหา เรื่องราว อุปสรรคมากมาย พอเสร็จงานวันอาทิตย์ เย็นก็ขับนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ถึงกรุงเทพฯ ตี 5 ก็อาบน้ำแต่งตัว ไปทำงานไม่เคยอวดว่าทำบุญเลี้ยงอาหารให้คนเท่านั้นเท่านี้ ไปที่ไหนต่อไหนมา...ทุกบาททุกสตางค์ต้องแบ่งเจียดไปงานธรรมะส่วนหนึ่ง ซึ่งต่างจากเพื่อนที่ทำงานที่ต้องเจียดเป็นค่าเที่ยว ค่าบันเทิงชีวิต

และ....อย่างน้อยหากอาจารย์ท่านนี้อยู่ก็ยังเป็นหูเป็นตา ให้อาณาจักรธรรมได้มากมาย...อาจารย์อยู่...ทุกคนก็ยังมีที่พึง มีร่มโพธิ์ร่มไทรให้มหาชนมากมายได้รับไออุ่น ช่วยขจัดปัดเป่า ความทุกข์ร้อนของผู้คนมหาศาลที่ไม่เข้าใจชีวิต ช่วยคลายหนาวยามชีวิตเจอเรื่องราวรุมเร้า...."

สิ่งนี้... จึงทำให้พี่คนนี้ต้องร้องไห้เสียใจ เสียดาย อาวรณ์  

บันทึก
18/3/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Mod Tanoy ที่ 19 มีนาคม , 2009, 06:12:18 PM
คุณานุคุณ ความเมตตาจากฟ้าเบื้องบน ได้ประสบพบเจอกับตัวเองอย่างไม่คาดคิดอยู่ 2 เหตุการณ์ อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับผู้น้อยเองเป็นเรื่องที่ไม่เคยลืมเลย และทำให้เป็นแรงพลักดันให้เราทำงานธรรมะได้ต่อไป....

หลังจากที่ผู้น้อย รับธรรมะแล้ว ก็ได้ไปช่วยงานธรรมอยู่บ่อย ๆ อายุก็ประมาณ 15 ปี(รับธรรมตอนอายุ 14 ปี) ตอนนั้นผู้น้อยอาศัยรถไฟในการเดินทาง..จาก นครสวรรค์ ไปสถานธรรมที่พิษณุโลกใช้เวลาร่วม 3 ชม.(เป็นรถธรรมดา ตอนนั้นยังเป็นนักเรียน ไม่ค่อยมีตังค์เท่าไหร่ จะขึ้นรถทัวร์ก็เกรงใจเงินในกระเป๋าน่ะค่ะ) หลังจากเสร็จงานประชุมธรรม 2 วัน ผู้น้อยไปขึ้นรถไฟกลับนครสวรรค์ประมาณ 3 ทุ่ม ทุกคนคงทราบดี หลังจากเสร็จงานธรรมะ และยิ่งเป็นประชุม 2 วันด้วยแล้วคงจะอ่อนเพลียกันเป็นแถว ๆ ผู้น้อยก็เช่นกัน พอขึ้นรถได้ ก็หลับสนิท(สนิทจริง ๆ) ระหว่างทางไม่รู้เรื่องเลยว่าถึงไหนแล้ว.... จนกระทั่ง! มียายคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่กะตา ต้องกันข้ามกับที่ผู้น้อยนั่ง ได้ลุกมาจากที่นั่งมาสะกิดผู้น้อย แล้วพูดว่า "หนู ๆ หนู ๆ ถึงแล้วๆๆ" แล้วยายก็กลับไปนั่งที่เดิม ผู้น้อยสะดุ้งตื่น มองออกนอกหน้าต่าง เห็นป้ายสถานี "นครสวรรค์" ตัวเบ้อเร่อ จึงรีบหยิบของลงจากรถไฟ ด้วยอาการสะลีมสะลือ แต่ก็เอะใจได้ว่า "แล้วเมื่อกี้ใครปลุกเรา?" จึงหันหลังกลับไปที่ที่ผู้น้อยนั่ง ก็เห็นตากะยายนั่งอยู่จริง แต่ไม่มีอาการท่าที จะสนใจเราเลย เราก็จ้องเขาจนรถไฟออกไป....นึกในใจขณะนั้นคิดยังไงก็คิดไม่ออก ว่าเป็นเพราะอะไร? ทำไม? เราก็ไม่ได้บอกใครว่าเราจะลงสถานีนครสวรรค์ ตากะยายเราก็ไม่รู้จัก???...พอสงบใจลง ก็ฉุกคิดขึ้นได้ เคยได้ฟังการบรรยายจากอาจารย์ท่านนึ่ง ท่านบอกว่า เรามาทำงานธรรมะ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งใด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะส่งเราให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย...ผู้น้อยจึงได้แต่ขอบคุณๆ เบื้องบนที่เมตตา ในเวลาขณะนั้น เกือบจะตี 1 (เพราะรถไฟเสียเวลามาก) ถ้าไม่ได้ยายมาปลุก! ผู้น้อยคงเลยไปไหนต่อไหน ซึ่งทางที่รถไฟไปต่อผู้น้อยก็ไม่เคยไปเลย และถ้าเลยไปจะกลับยังไง เงินก็มีไม่มาก!
ผู้น้อยเข้าใจและรู้ซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก......

และยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่ผู้น้อยประสบและเกินกว่าจะอธิบายได้....ถ้าผู้น้อยมีโอกาส ครั้งต่อไปผู้น้อยจะขอกลับมาเล่าเรื่องลูกสาวของผู้น้อยติดอยู่ในรถยนต์ ให้ฟังอีกนะคะ

ขอบคุณอาวุโสทุกท่าน..ที่ให้ได้มีโอกาสร่วมศึกษากันค่ะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: กรีฑาพล สุชาการ ที่ 29 เมษายน , 2009, 11:29:33 AM
ผม พึ่ง ไป รับ ธรรมมะ มาไม่ กี่วันนี้ เอง  เข้ารับ แล้ว รู้ สึก ว่า มันเปลี่ยน จิต คน เรา แบบ พลิก ฝ่ามือ
ธรรมมะ ผม คิด ว่า ไม่ใช่ ศาสนา คือ รวม ทุกศาสนา  คือ ว่า พระ ธรรมชาติ ส่งทุกศาสนามาหรือส่ง เช่น พระเยซู พระพุธเจ้า ฯลฯ ต่างๆๆนานา มาชุด ช่วย ให้คน เราหลุด จาก การเวียนไหว้ตายเกิด ให้การทำดีทุกๆอย่าง
การรับธรรมมะนี้จะไม่มี การเวียนไหว้ ตายเกิด จะเป็นเส้นทางตรงไป สู่ นิพพาน จะพาจิตเราไปโดยไม่ต้องเวียนไหว้ ตายเกิด ถ้าใครมี กิเลส อยู่ จะได้ ไปขัด เกาในแดนนิพพาน  ขัดเกา กิเลส จนหมด การมดการเวียนไหว้ ตายเกิด ของจิตเรา เราก้อมีแต่จิต เคงไปไหน ไม่มี ร่าง กาย คง ไม่มี ความสนุก จับต้องอะไรไม่ได้ แต่ที่จิงไม่ใช่ ครับ ที่เราไม่มี ร่างการ ไม่สนุก อะไร ต่างๆๆ ก้อ เพราะ เรา ตักกิเลสไม่ได้ ยัง มี ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ครับ การที่จะไป อยู่ แดนนิพพานได้ จะ ต้องปล่อยวางทุกสิ่ง ทุก อย่างตัด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้ได้ แดนนิพ พาน สวยกว่า สววค์ หลายเท่า ครับ การ เป็น นางฟ้า เทวา ก้อ หมด บุญ ต้องมาเวียนไหว้ ตาย เกิด อีก ครับแต่การไปแดนนิพพานไม่ต้องมาเวียนไหว้ ตาย เกิด อีก แล้ว ครับ ขนาดเทพต่าๆๆ ยังอยากจะรับธรรมมะนะครับ เพื่อไปสู่ แดนนิพพาน แต่ทำไม่ได้ เพราะไม่มี กายสังขาร ครับ ตอนนี้ เป็นยุคขาว ครับ เป็น ช่วงส่ง ต่อ ใครรับธรรมมะ ถือ ว่าโชคดี มากๆๆ ครับ ที่ได้รับอภิสิทจากองการฟ้า  อยากให้ ทุก คน ไปรับ ธรรมมะ ครับ ที่ สถาน ธรมมหลายๆๆๆ แห่ง ครับ ที่ สมุทปราการ ก้อ มี ครับ บางบอล ก้อมี แทบ อีสานก้อมี ที่ เพชรชบูร แต่ผมไปรับ ที่ เพชรบุร ชื่อว่า สถานธรรม เต๋อเหลินฝ่อถัง ที่ จ.เพชรชบูร  อ.....จำไม้ได้ครับ แต่มีเบอร์โทร ครับ 056-709-851 ครับ ใครยุ ใกล้ๆๆๆกรุง เทพ ก้อไป ที่ สมุทรปาการ ก้อมี ครับ มีอ่ะไร ติดต่อมาที่ police.123@hotmail.com ครับ ออนเอ็ม แทบทุกวัน ครับ อิอิ....บายครับทุกคน ที่อ่าน ขอให้มีความสุ๘กันนะครับ ขอให้ไปรับธรรมมะด้วยนะ ครับ บายBUY...... :oth_pen17:
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: PoONiM ที่ 29 เมษายน , 2009, 11:54:17 AM
(http://i297.photobucket.com/albums/mm233/MADOOPOONIM/dik_16.gif)   
ยินดีที่ได้รู้จักจร้า
(อ่านไปก็อมยิ้มไป หุหุหุ)

หมายเหตุ : สมัครสมาชิกซิคับ แล้วจะเป็นประโยชน์กว่ามากเลย
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 5 พฤษภาคม , 2009, 02:44:52 PM
เมื่อหลายวันก่อน

ผู้ได้คุยกับอาวุโส เพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญเก่ากึ๊กท่านหนึ่ง ซึ่งท่านท่านศึกษา ปฏิบัติธรรม อยู่สถานธรรมแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์

เราไม่ได้เจอหน้ากันปีสองปีแล้วหล่ะมั้ง...
ก็เลยเม้าด้วยความเปรมปรีย์ คิดถึง ห่วงใย ยังไงไม่รู้ (อาจด้วยเพราะสายใยผูกพันธ์แห่งศิษย์พระอาจารย์จี้กงด้วยกัน และปณิธาน จุดมุ่งหมายเดียวกัน ก็เลยมีเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ช่างหายากยิ่งนักในโลกนี้

เราก็คุยกันถึงเรื่องสาระทุกข์สุขทางบ้าน เรื่องส่วนตัว พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัว การงาน การเงิน แล้วเราก็วกมาที่งานธรรมะ ซึ่งผู้น้อยได้ข่าวว่างานธรรมะที่ท่านดูแลอยู่ก้าวหน้าสวยงาม มีญาติธรรมศรัทธา มาชั้นเรียนกัน สม่ำเสมอ มีบุคลากรเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็นในหน้าฝน ทุกคนก็ร่วมไม้ร่วมมือกันทำงานธรรม

อาวุโสท่านก็บอกว่า...
ก็จริงอย่างนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยความเมตตาของเบื้องบน ด้วยความทุ่มเทเสียสละ อุทิศของเตี่ยนฉวนซือ อาวุโสที่ไม่ย่อท้อมาส่งเสริมเป็นสิบๆ ปี  ท่านสำนึกแล้วสำนึกอีก ยังไงชาตินี้ ชาติหน้าและชาติต่อไปก็คงตอบแทนพระคุณไม่หมดสิ้น ที่สำคัญยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทพวามาช่วยงานอีกมากมาย โดยเฉพาะแล้วพระอาจารยี้กงท่านยิ่งเมตตามากๆ พระอาจารย์ของเราอนุญาตให้เทพ เทวามาช่วยงานธรรมด้วย โดยเฉพาะ....(เจ้าแม่ตนหนึ่งแต่จำชื่อไม่ได้) เจ้าแม่ท่านมาช่วยงานธรรมะบ่อยเลย เมื่อก่อนท่านเข้ามาช่วยงานธรรมได้ไม่มาก มาได้แต่อยู่รอบนอกสถานธรรม แต่หลังๆ มานี้ เหมือนพระอาจารย์จี้กงเมตตาอนุญาตให้อาศัยร่างบุคลากรท่านหนึ่ง(มีบุญสัมพันธ์และเป็นร่างให้)มาช่วยงานธรรมะอยู่บ่อยๆ โดยปกติแล้วบุคลากรท่านนี้ จะไม่ค่อยเอาไหน ไม่สนใจในหน่วยงานธรรมมากนัก แต่เจ้าแม่ท่านนำพาร่างให้ทำงานทุกอย่างในสถานธรรม ไปตามหาญาติฯมาประชุมธรรม มาขึ้นชั้นเรียน ทำอาหารให้ญาติธรรมกิน ช่วยชี้แนะส่งเสริมบุคลากรด้วยกันและญาติธรรมใหม่ๆให้เข้าใจอยู่เสมอ แต่ท่านไม่แสดงตัวว่าท่านเป็นใคร นอกจากคนใกล้ชิดเท่านั้น จึงรู้ว่า จริงๆ คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำพาคนทำงานธรรมนั้น แท้จริงเป็นเจ้าแม่เอง ท่านสามารถวางตัวได้เนียบเนียน เหมือนคนปกติทั่วไป แต่คนใกล้ชิดเจ้าของร่างบอกว่า เจ้าของร่างตัวจริงเป็นคนไม่ค่อยเอางานเอาการเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับการนำพา ฉุดช่วยคนมากหรอก

อาวุโสท่านยังบอกอีกว่า
เวลามีงานธรรมะ เวลาที่มีการประชุมธรรม มีพิธีถ่ายทอดธรรม หรืออัญเชิญพุทธประทีป เจ้าแม่ท่านเข้ามาในสถานธรรมได้ มาช่วยงานได้ แต่เจ้าแม่เคยบอกว่าสิ่งศักดิ์ พระอาจารย์จี้กง เมตตาให้เข้ามาในสถานธรรมได้ แต่เวลาเจ้าแม่มองไปที่โต๊ะพระก็จะมีแต่ฝ้าดำๆ ปิดบังตา มองไม่เห็นอะไรเลย และเจ้าแม่ก็ไม่รู้ด้วยว่าการรับธรรมะเข้าได้รับสิ่งวิเศษอย่างไร สิ่งวิเศษเป็นอย่างไร แต่เจ้าแม่ท่านรู้ว่าธรรมะนี้วิเศษมาก

อาวุโสท่านบอกว่า
จริงแล้วเราทุกคนที่มีร่างกายเป็นคน จับต้องได้ เป็นโชคดีที่สุดแล้ว เทพเทวาเขาอยากรับธรรมะ อยากช่วยงานธรรมะ แต่เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ช่วย   แต่สำหรับเจ้าแม่แล้ว ท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อบุคลากร ญาติธรรมที่นี่มากๆ ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณกับเจ้าแม่อย่างไร แม้ท่านจะเป็นเจ้าแม่ เป็นเทพ แต่ท่านไม่เคยโอหังในความเป็นเพทฯ ท่านยังมีจิตเมตตา อุทิศ เสียสละช่วยงานฟ้า ช่วยงานพระอาจารย์จี้กง บางครั้งญาติธรรมเดือดร้อนเรื่องเงินมาหาท่าน ท่านก็ชี้แนะให้ไปทำงานนั่น ทำงานนี้ ก็ได้เงินทองมาสมคำปาก บางครั้งคนป่วย ไม่สบาย หรือถูกงูกัด สัตว์มีพิษกัดก็มาหาท่านๆ ก็เป่า ให้พร ก็หาย ทำให้มีคนรู้จักกันในระแวกนั้น พอได้โอกาสท่านก็พูดธรรมะให้ฟัง ชวนมารับธรรมะ ฟังธรรมะ เสริมมงคลชีวิต เราอยากให้ท่านได้รับธรรมะเร็วๆ จัง  

บันทึก
วันฉัตรมงคล
5/5/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 3 มิถุนายน , 2009, 11:26:31 AM
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้น้อยได้มีโอกาสนั่งรถกลับจากงานธรรมะทางภาคเหนือกับญาติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งเพิ่งรับธรรมะใหม่เมื่ออาทิตย์ก่อน เธอพูดเสียงจากใจว่า...เหตุที่เธอมารับธรรมะ เพราะเธอฝันว่าเธอกับเพื่อนไปที่ไหนสักแห่งเหมือนจะฟังธรรม แล้วเธอก็จับฉลากได้คำว่า "อนุตตรธรรม" เธอสงสัยคำนี้มาก จึงค้นหาในอินเตอร์เน็ท จึงรู้ว่าคำๆ นี้ มีอยู่ในโลกนี้จริง พอดีได้เจอคุณมาณี ซึ่งเป็นญาติธรรม จึงได้แนะนำให้ไปรับวิถีอนุตตรธรรม ที่สถานธรรมแถวมีนบุรี กรุงเทพฯ

หลังจากรับธรรมะแล้วเธอถามว่า อยากศึกษาเพิ่มเติมว่างานธรรมะนี้มีอะไร ดีอย่างไร เป็นมาอย่างไร อาวุโสก็เลยแนะนำให้ไปร่วมประชุมธรรมที่จัดขึ้นที่ ไท่ฝอ อ.ร้องกวาง จ.แพร่

หลังจากเธอผ่านประชุมแล้วขากลับกรุงเทพฯ

เธอบอกว่า

 ทำไมพวกเราที่ไปงานธรรมะมีแต่วัยรุ่น
แทนที่คนที่สนใจเรื่องธรรมะธัมโม น่าจะเป็นคนแก่ บั้นปลายชีวิตที่เหมือนไม้ใหล้ฝั่ง ไม่รู้ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร จึงเข้าหาธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจ แต่กลับกันมาก ทำไมพวกเราที่ไปช่วยงานธรรมะ บรรยายธรรม พูดธรรมะ ส่งเสริมคนให้เข้าใจกฏแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องสัจธรรมชีวิต เรื่องกตัญญู เรื่องชีวิตผาสุก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรจะเป็นคนสูงวัยที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ


 ส่วนพวกวัยรุ่น อายุ 20-30 กว่าๆ อย่างพวกเราที่ออกต่างจังหวัดช่วยงานธรรมะประจำเช่นนี้ แทนที่เสาร์-อาทิตย์จะไปเที่ยวห้าง เที่ยวพัทยา เที่ยวสวนสยาม ร้องคาราโอเกะกัน แต่มันตรงข้ามกับที่คิด...

เธอบอกว่า...
เธอเคยไปปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาว นั่งวิปัสนากรรมฐานต่างจังหวัด ล้วนแต่มีคนสูงวัย และการปฏิบัติค่อนข้างปฏิบัติหนัก แต่ที่นี่สบายๆ ทำได้ทุกอิริยาบท บำเพ็ญธรรมกับชีวิตประจำวัน ศึกษาเข้าใจแล้วนำไปใช้และทำให้ได้ในชีวิต ในสังคม

เธอบอกอีกว่า...
 เธอได้นั่งรถกระบะแคปมากับพวกอาวุโสหนุ่มสาว ซึ่งแต่ละคนก็ทำงานบริษัท เงินเดือนก็ไม่น้อย แต่ทำไมยอมลำบากเช่นนี้ได้...เธอรู้สึกว่ารถแน่น รถคันนี้อัดกัน 12 คน นั่งขดตัวกันเป็นระยะทาง 700-800 ก.ม. ที่นั่งก็ไม่สบาย เมื่อยแข้งขาไปหมด แต่เธอก็พออดทนได้ เธอพูดอีกว่าเธอจะเก็บเงินไว้ซื้อรถตู้ให้ได้นั่งสบายๆ    

บันทึก
3/6/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: พระจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน , 2009, 02:51:06 PM
 :pen1_59: อ่านแล้วรู้สึกดี เบื้องบนเมตตา ขอร่วมอนุโมทนา ค่ะ  :oth_pen50:
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: !卐หงส์เหินเยอทะยาน卐๑ﺴ ที่ 3 มิถุนายน , 2009, 03:47:40 PM
:pen1_47:เง้อ อ่านบทความของคุณ Thamadeeแล้วน้ำตาหลั่งไหล  :pen1_02:

 อ่านแล้วซึ่งใจแทนผู้หญิงท่านนั้น   เขาคงปลื้มและดีใจที่ท่านเก็บข้อมูลดีๆของเขามาเผยแพร่ให้ญาติธรรมได้รับรู้

 ถึงกับอึ้งที่ท่านเก็บข้อมูลของเขา ทุกคำกล่าวที่เขากล่าวท่านจดจำได้หมด

เก่งมากๆขอคาราวะท่าน Thamadee  อยากบอกว่าขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับข้อมูลดีๆ :mus_pen04:


(http://img195.imageshack.us/img195/8657/upic276.jpg) (http://img195.imageshack.us/my.php?image=upic276.jpg)
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...จากเด็กกำแพงเพชร
เริ่มหัวข้อโดย: เทียน ฝอ ซื่อ ที่ 4 มิถุนายน , 2009, 08:01:19 PM
                                          :oth_pen08:ขอบคุณอาวุสโสทั้งหลายที่บันทึกบทความต่าง ๆ ๆ :oth_pen08:
       ทำให้พวกเราทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และจะพยายามทำสิ่งที่ดีเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน   :pen1_59:
หัวข้อ: พบธรรมนำสุข....
เริ่มหัวข้อโดย: chongter ที่ 18 มิถุนายน , 2009, 11:34:41 AM
เพื่อนๆครับ ด้วยที่ผมได้มีบุญสัมพันธ์ได้มีโอกาสเข้ารับธรรมะและศึกษาธรรมจาก สถานธรรมมูลนิธิประทีปคุณธรรมตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา ทำให้ชีวิตและทัศนะคติในการใช้ชีวิต ในการทำงานของผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก จากที่เคยเข้าใจมาตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมาว่าเราเป็นชาวพุทธ เป็นผู้ที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดีพอสมควร

หากเพื่อนๆจำได้ตอนที่เราอยู่ชั้นประถม ทางโรงเรียนได้จัดพานักเรียนไปเข้าพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามะกะ ผมเองจำได้ว่า คุณครูจากโรงเรียนบ้านดอนศรีเสริมกสิกร ได้พาไปเข้าพิธีที่วัดหัวเวียงใต้ นับแต่นั้นผมเข้าใจว่าเราเป็นชาวพุทธโดยสมบูรณ์แบบแล้ว วันเวลาผ่านไปผมได้มีโอกาสศึกษาธรรมะจากการอ่าน การฟัง การปฏิบัติ จากตำราต่างๆ จากครูบาอาจารย์ต่างๆมากมาย กระทั่งวันหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจเดือน ต.ค. 51 ปกติช่วงพักกลางวันผมจะเดินไปรับประทานอาหารที่หมู่บ้านข้างๆที่ทำงาน และโดยปกติจะไปรับประทานที่ร้านประจำ แต่วันนั้นไม่ทราบว่ามีอะไรมาดลใจแทนที่จะไปร้านประจำกลับเดินไปอีกที่หนึ่ง ได้พบร้านขายส้มตำเล็กๆ ร้านหนึ่ง ผมเดินเข้าไปมองดูว่ามีอะไรที่ไม่ต้องเกี่ยวกรรมกับสัตว์(ที่น่าสงสาร) รับประทานหรือไม่ มองไปในตู้ก็เห็นเครื่องปรุงมี กุ้ง มีปู ก็คิดว่าไปดีกว่า .. พอจะถอยแม่ค้าก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ส้มตำเจก็มีนะคะ” เลยยินดีที่จะรัปประทานมื้อกลางวันที่นี่ ระหว่างรับประทาน แม่ค้าที่ดูยังอายุน้อย การศึกษาก็ไม่น่าจะสูง ก็พูดเรื่องธรรมะให้ฟัง เพื่อนๆทราบมั๊ยครับว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมรู้สึกว่าอะไรกัน ทำไมแม่ค้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรทำไมพูดเรื่องธรรมะได้จับใจเพียงนี้ .......

จากวันนั้นผมก็เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ ต่อมาทราบว่าแม่ค้าชื่อ “อ้อย” ทุกครั้งที่มารับประทานอาหารที่ อ้อยจะคุยเรื่องของธรรมะ ให้ผมฟังอยู่เสมอ เวลาเธอพูดผมสังเกตุ สีหน้าและแววตาของเธอ สีหน้าจะสดชื่นและดวงตาเปล่งประกายแห่งความสุขออกมาให้เห็น... จากสภาพของการทำงาน อาชีพที่ อ้อย ทำ ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย การจะได้เงินแต่ละครั้งตั้งออกแรงตำ (ตำส้มตำ) สังเกตุดูมือของ อ้อย จะจะย่นและซีด เพราะต้องใช้มือหยิบจับทั้งมะละกอ เครื่องปรุง ต้องล้างถ้วย ล้างชาม และอื่นๆอีกมากมาย ต้องยืนอยู่ตลอดเวลา ต้องเรียกลูกค้าอยู่ตลอดเวลา แต่อ้อยก็ไม่เคยท้อ เธออายุประมาณ 30 ปี มีลูกชายอายุ 18 ปี แยกทางกับสามี อยู่กับแม่ น้องสาว และยายอายุ 100 กว่าปี (ผมเคยไปพบยายของเอ้อย ท่านแก่มากจริงๆผิวหนังเหี่ยวย่น(มากๆ) นัยน์ตาฝ้าฟาง หูตึงไม่ค่อยได้ยินอะไร เวลานั่งหัวเข่าแทบท่วมหัว )...


จากการที่ได้สนทนากันทำให้ทราบว่าที่ผ่านมาอ้อยมีความทุกข์กายและใจมากๆ จนแทบไม่อยากจะอยู่ในโลกนี้ แต่ด้วยเดชะบุญ ได้มีโอกาสฟังธรรม ได้มีโอกาสมารับธรรมะ เลยทำให้อ้อยเห็นหนทางสว่างของชีวิต ทุ่มเทกายใจปฏิบัติบำเพ็ญ รักษาศีล เจริญภาวนา ฉุดช่วยเชิญชวนผู้คนไปรับธรรมะ ปฏิบัติตนตามแนวทางพระพุทธะที่อาจารย์สถานธรรมแนะนำ จนสามารถประคองชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขอย่างพอเพียงมากระทั่งทุกวันนี้...
เธอแนะนำให้ผมไปฟังธรรมและรับธรรมะ ผมเองส่วนตัวมีความสนใจเรื่อง การทำความดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว(เชื่อว่าซึมซับมากจากตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณป้า คุณพ่อ และโดยเฉพาะคุณแม่ ที่ทำให้ความดีให้เราได้เห็น เช่ย การทำบุญ ใส่บาตร ทำทาน ช่วยเหลือผู้คนที่ด้อยกว่า ตกทุกข์ได้ยากกว่า ช่วยเหลืองานบุญ งานบวช งานสวด งานศพอยู่เนืองๆ ทำให้ผมเดินมาหนทางแห่งความดีด้วย)...

จากนั้นผมก็มีโอกาสได้พบกับอาจารย์จากสถานธรรมที่มาอุดหนุนส้มตำที่ร้าน อ้อย ด้วย จากที่ได้สนทนากับอาจารย์ก็รู้สึกเข้าใจสัจธรรม ของชีวิตมากขึ้น ทุกอย่าล้วน อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา รู้ว่าชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตคนเรานั้นสั้นยาวเพียงแค่ลมหายใจเข้าออก เรากำลังหลงอยู่ในส่งที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา เราละเลยการปฏิบัติบำเพ็ญในการขัดเกลาจิตใจของเราให้ผ่องใส เราทำไมโง่ขนาดนี้ หลงขนาดนี้ นี่หากไม่มีรากบุญที่เคยสั่งสมมาแต่ปางก่อน ไม่มีบุญกุศลจากบุพการีที่สั่งสมและเผื่อแผ่มาให้ลูกหลาน เราคงมัวเมาลุ่มหลงในชีวิต จนวันสุดท้ายของชีวิตและก็จากไปแล้วก็กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เกิดอีกทีจะได้เป็นมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ได้ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตค่อนข้างประมาท สร้างเวรกรรมทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย...

  จึงได้ตัดสินใจไปที่สถานธรรม ไปฟังธรรม ไปรับธรรม ผมจำได้สมัยเรียนที่ศ.ว. ท่านผู้อำนวยการมนัส การละดี ท่านมักจะเอ่ยคำหนึ่งแทบทุกครั้งที่หน้าเสาธงตอนเข้าแถวเคารพธงชาติและมีการให้โอวาทจากคุณครูว่า เรามาอยู่มาเรียนที่โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร เท่ากับเรามาอยู่ที่ ปฏิรูปเทสวาสะ ( ปะ-ติ-รู-ปะ-เท-สะ-วา-สะ)หมายถึง การอยู่ในประเทศอันสมควร หมายถึง การอยู่ในท้องถิ่นที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องกระทำ เช่น การศึกษา การประกอบอาชีพ การปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญสมณธรรม พูดง่ายๆก็คือการได้อยู่ในที่เจริญแล้ว ที่ที่มีความเหมาะสมแล้ว เช่นกันครับ สถานธรรมที่ผมไปฟังธรรม รับธรรม เรียนรู้ศึกษาธรรม ในหัวข้อต่าง ก็คือที่ ปฏิรูปเทสวาสะ(ปะ-ติ-รู-ปะ-เม-สะ-วา-สะ) ตามที่ท่าน ผ.อ. มนัสได้กล่าวไว้ ....ผมได้จัดสรรเวลาตนเองให้ไปศึกษาธรรมะ โดยไม่ว่างเว้น...จนได้ไปที่สถานธรรมใหญ่ของมูลนิธิประทีปคุณธรรม ที่อ.หนองแค จ.สระบุรี ได้ไปเข้าชั้นเรียน 2 วัน 1 คืน ความประทับใจในชีวิตทั้งหลายที่เคยพบมา ไม่ประทับใจเท่าการได้เข้าไปในชั้นเรียน ได้พบปะญาติธรรมที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีบุญ มีความรู้ มีกริยามารยาท ที่เรียบร้อย จิตใจโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส และช่วยเหลือกัน ตลอด ช่างเป็นสังคมในอุดมคติจริงๆ

  จากวันแรกที่ไปสถานธรรมจนถึงวันนี้ก็ร่วม 6 เดือนแล้ว ผมก็คิดทดแทนคุณคุณพ่อ อยากให้ท่านได้รับธรรมะ (เพื่อนๆอาจสงสัยว่าแล้วคุณแม่ล่ะ ...คุณแม่ผมท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2547 ก่อนหน้าที่จะเกิด สึนามิ ที่ภาคใต้ของเรา ท่านเสียชีวิตด้วยเหตุปัจจุปันทันด่วน ผมไปไม่ทันดูใจ ดูแลท่าน เพราะไม่สามารถเดินทางไปเชียงใหม่ได้ทัน ตั๋วเครื่องบินไม่มีเลย ได้ตั๋วเดินทางโดยรถโดยสารเที่ยวสุดท้าย พอก้าวขึ้นไปบนรถก็ได้รับแจ้งจาก พี่สาวว่า แม่จากไปแล้ว ผมยังนึกเสียใจมากระทั่งทุกวันนี้ จนกระทั่งมาปฏิบัติธรรมและได้ทราบว่ามีหนทางสร้างบุญกุศลให้ท่านและท่านสามารถได้รับบุญกุศลจากการที่เราสร้าง การปฏิบัติบำเพ็ญจริงๆ ) จึงคิดจะพาคุณพ่อเดินทางจาก จ.น่าน ไปจ.นนทบุรี หรือสถานธรรมใหญ่ ที่อ.หนองแค แต่คุณพ่อไม่สะดวกเดินทางเพราะท่านร่างกายไม่แข็งแรง ท่านปัสสาวะบ่อย เพราะป่วยเป็นโรคต่อมลูกมากโต ผมจึงได้ไปปรึกษากับอาจารย์สถานธรรม ท่านก็เมตตาว่า จะเดินทางมาพร้อมคณะมาจัดบรรยายธรรมและให้คุณพ่อได้รับธรรมะ ท่านอาจารย์มีเมตตามาก ท่านบอกกับผมว่า ในเมื่อจะต้องเดินทางไกลมา จ. น่าน ก็ให้ผมเชิญชวนทุกๆคนที่เรามีความปราถนาดีด้วยมาฟังการบรรยายธรรมและรับธรรมะด้วย ถือว่าเป็นการสร้างกุศลครั้งใหญ่ เพราะการเชิญผู้คนมารับธรรมะได้กุศลมหาศาลยิ่งกว่าการสร้างศาสนวัตถุ (ยิ่งกว่าสร้างเจดีย์ 7 ชั้น) ท่านกล่าว่าเมื่อผู้คนที่มารับธรรมะเกิดดวงตาเห็นธรรมก็จะก่อให้เกิดความดีงามแผ่ปกคลุมไปทั่ว ชีวิต ครอบครัว สังคมของบุคคลนั้นๆนั้นก็จะบังเกิดแต่สิ่งที่ดีๆ มีแต่ความสงบสุขร่มเย็น ที่สำตัญเชิญผู้คนมาฟังการบรรยายธรรมและรับธรรมะ ถือว่าเป็นการทำบุญถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าด้วย

เพื่อนๆทุกท่านครับ จากที่ได้เล่าเรื่องราวให้ฟัง ก็ด้วยอยากให้เพื่อทุกท่านสละเวลามาพบธรรมนำสุขกันนะครับ ... ด้วยความรักและปราถนาดี จริงๆ พาครอบครัว ญาติพี่น้องและทุกคนที่เพื่อนๆปรารถนาดีกับเขา อยากให้เขาได้พบธรรมะอันสูงส่ง มาด้วยกันเยอะๆนะครับ หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมประการใด โปรดอย่าเกรงใจ โทรหาผมได้ที่ 086 319 7230 และ 089 814 4864 ขอให้คุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โปรดดลบันดาลให้เพื่อนๆและครอบครัว ประสบแต่ความสุชความเจริญนะครับ แล้วพบกันนะครับ ธรรมะสวัสดีครับ




ที่มา
http://www.pantown.com/board.php?id=35012&area=3&name=board1&topic=95&action=view
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 9 กรกฎาคม , 2009, 02:36:01 PM
มีอาวุโสท่านหนึ่ง

แม้อาชีพท่านจะเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในสำนักงานใหญ่ ททท.(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) แต่เจ้านายและเพื่อนพนักงานทุกคนก็ชอบท่าน และมักใช้ท่านให้มาจัดการกับงานหนักต่างๆ ส่วนตัวท่านเองก็ยินดีเป็นที่สุดเสมอ

ชีวิตหลังเลิกงาน และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าชีวิตของท่านช่างมีคุณค่ายิ่งนักสำหรับเด็กน้อยๆ มากมายในอาณาจักรธรรม

ท่านเป็นคนรักเด็กๆ เกือบทุกอาทิตย์ท่านจะเดินทางไปงานธรรมะต่างจังหวัด หน้าที่หลักของท่านคือ ดูแลเด็กๆ ที่มาสถานธรรมกับคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายทั้งหลาย ท่านมักให้เล่นกิจกรรม อบรมคุณธรรมจริยธรรม เล่านิทานความดีต่างๆ ให้เด็กๆ ได้ซึมซับไอธาตุแห่งความดีเข้าไปในสมองทีละเล็กทีละน้อย

แม้นเงินเดือนท่านจะได้แค่ 7000 กว่าบาท(ประมาณ) ต่อเดือน ท่านมีภาระต้องผ่อนรถเดือนละ 1000 บาท ค่าเช่าห้อง ค่ำน้ำ ค่าไฟ แล้ว รวมๆ ประมาณ 1000 บาทกับเพื่อนร่วมห้อง ค่ากินค่าใช้จิปาถะ    เดือนละประมาณ 3000 บาท

แต่แม้นกระนั้นท่านก็ยังเจียดเงินส่วนหนึ่งเป็นค่าขนมให้เด็กๆแต่ละที่ แต่ละอาทิตย์ ประมาณที่ละ 200 บาท รวม 4 อาทิตย์แล้ว คงเกือบ 1000 บาท ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าท่านยังมีเงินเก็บหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่เห็นท่านแล้วท่านยิ้มแย้มเบิกบาน หน้าตายังเหมือนเด็กๆ เฮฮาไปกับเด็กๆ อย่างมีความสุข แม้นอายุท่านจะขึ้นต้นด้วยเลข 4 แล้วก็ตาม


เกือบทุกอาทิตย์ ท่านจะนั่งรถสถานธรรมบ้าง   รถส่วนตัวของญาติธรรมบ้าง ไปต่างจังหวัด ไปงานธรรมะ ไปเลี้ยงเด็กๆ

ท่านทำอย่างนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว ท่านไม่เคยเรียกร้องใคร ไม่เคยขอร้องใคร และไม่เคยบอกใครว่าท่านทำความดี จนทุกวันนี้เด็กๆ บางคนโตเป็นผู้ใหญ่ เรียนจบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว แต่ชีวิตท่านก็ยังคงดำรงเช่นนี้ เพียงเพื่อหวังให้เด็กๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสรับรู้ แยกแยกถูกผิด ชั่วดี อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ทุกครั้งหลังเลิกชั้นเรียนอบรมธรรม เด็กๆมักร้องให้คิดถึง ไม่อยากจากท่าน บ้างก็ขอเบอร์โทร โทรหาท่านยามที่เด็กๆ ว้าเหว่
และนี่คือ...ความทรงจำเก่าๆ ขณะนี้ก็กำลังดำเนินอยู่ และจะเกิดขึ้นในอนาคต


(http://pic90.picturetrail.com/VOL2224/12466709/22178918/369101250.jpg)

(http://pic90.picturetrail.com/VOL2224/12466709/22178918/369101269.jpg)

บันทึก
หลังเข้าพรรษา ปี 2009
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 26 ตุลาคม , 2009, 10:24:55 AM


เมื่อคืนนี้

ได้มีโอกาสคุยกับอาวุโสท่านหนึ่งเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่ง แล้วมาย้อนพิจารณาดู ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านจะเป็นสุภาพบุรุษที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง แกร่งกล้าเช่นนี้

เรื่องของเรื่องคือ ท่านตั้งแต่เป็นนักศึกษาเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้เขามาสู่อาณาจักรธรรม ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมีเวลาว่างก็ติดตาม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไปทำงานธรรมตามที่ต่างๆ มากมายทั่วประเทศ เงินทองที่พ่อแม่ส่งมาให้เล่าเรียน เป็นค่าเช่าห้องพักอยู่กรุงเทพฯ ช่วง 2-3 ปีก่อนจบมหาวิทยาลัย ท่านไม่ได้เช่าห้องพักส่วนตัว แต่อาศัยสถานธรรมตรงหน้าโต๊ะพระ เป็นที่หลับนอนพักผ่อนร่างกายยามราตรี


แม้หลังจากที่ท่านจบการศึกษาแล้ว ได้งานที่การไฟฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำ แต่ท่านก็ไม่วายที่จะห่างจากสถานธรรม ยังคงยืนหยัดปักฐานเช่าห้องเล็กๆ อยู่ใกล้สถานธรรม ทุกๆ เช้าท่านจะตื่นมาถวายน้ำชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถวายธูปเช้า ไหว้พระทุกวัน แล้วก็มาซื้ออาหารเจ ไปนั่งรถตู้จากแถวมีนบุรีไปที่ทำงานซึ่งอยู่อีกฝังแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ ถ้าสายหน่อยรถก็ติด ค่ารถตู้ไปกลับวันเกือบร้อยกว่าบาท วันไหนกลับจากงานธรรมะตี 3-4  ตื่นสายหน่อยก็ต้องนั่งแท็กซี่เสียค่ารถหลายเท่าตัว แต่ท่านยังคงภูมิใจ และมีความสุขกับรูปแบบชีวิตเช่นนี้


   เคยมีคนถามท่านว่า... “ทำไมท่านไม่ย้ายไปพักอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน จะได้ประหยัดค่ารถ ประหยัดเงินอีกมาก”
   แต่ท่านตอบว่า  “รูปแบบการทำงานทางโลกพร้อมกับบำเพ็ญธรรมง่ายๆ เช่นนี้ หากเราไม่ทำแล้วใครจะสืบทอดให้คนหลงอีกมากมายล่ะ เพราะวันนี้คนยังไม่เข้าใจ คนยังเห็นเงินทอง เห็นสิ่งนอกกายเป็นเหมือนพระเจ้า แล้วหากเราไม่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้คนเหล่านั้นแล้วอีกไม่นาน คุณธรรมก็จะสูญจากโลกนี้ แล้วผู้คนบนโลก สังคมก็จะวุ่นวาย เป็นเหมือนนรก”

   และยังถามอีกว่า “ทำไมท่านไม่เช่าห้องที่ดีหน่อย อยู่สุขสบายกว่านี้หล่ะ เงินเดือนก็ไม่ใช่น้อย”
   ท่านตอบว่า “เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องเก็บไว้ยามไปทำงานธรรมะ เป็นค่ารถค่าลา ค่าอาหาร ผลไม้ จิปาถะอีกมากมายที่ต้องใช้ เราอยู่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”



บันทึก
26/10/52
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: J_NACHEY ที่ 11 พฤศจิกายน , 2009, 05:51:23 PM
"ตอนนี้ในทะเลมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา เพื่อเตือนให้สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ใต้ท้องทะเลรีบหนีออกไปเพราะมหัตภัยกำลังจะเกิดขึ้น "สึนามิ" ที่ว่าใหญ่แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ใหญ่ยิ่งกว่าแต่จิตใจของผู้คนยังไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้  เหมือนตนนอนหลับที่ยังปลุกไม่ตื่น"
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: J_NACHEY ที่ 11 พฤศจิกายน , 2009, 07:00:05 PM
                                                             ศาสน์จากซือหมู่
ศิษย์เมธีทั้งหลาย..เมื่เห็นอักษรเหล่านี้ขอให้รู้ว่า   พวกเจ้าทั้งหลายโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอกัล์ปสุดท้ายสุดท้ายจึงกล่าวได้ว่า  ได้ผูกสายสัมพันธ์บุญกับสิ่งศักดิ์สิทธ์มาอย่างลึกซึ้งมาก  บัดนี้จึงสามารถปฏิบัติงานแทนฟ้าเบื้องบนได้ ต่อไปในกาลข้างหน้าล้วนแล้วแต่จะได้ต่ำแหน่งอริยะฐานะเราคนหนึ่งที่สามารถบำเพ็ญแล้วบรรลุธรรมได้ บรรพชน 7 ชั้น 9 ชั่วโคตรคนจะได้รับเกียรติคุณที่สูงส่ง
     บัดนี้พวกเจ้าทั้งหลาย...คือผู้รับผิดชอบงานธรรม...เมื่อคิดจะพ้นจากกาลเวียนว่ายตายเกิดแน่นอนจะต้องเข้าใจธรรมให้ถูกต้อง เมื่อถึงปีฉลูยังมีการสอบครั้งใหญ่สถานการณ์จะเปลี่ยนไป ใครที่เคยอาศัยอำนาจอิทธิพลก็อาศัยไม่ได้แล้ว กลัวที่สุดก็คือถึงวาระนั้นยังจะมีพระบรรพจารย์ปลอมเกิดขึ้นและก็มีพระธรรมจารย์...และพระธรรมจาริณีปลอมเกิดขึ้นแล้วรวมตัวกันไม่เพียงแต่พระบรรพจารย์ปลอมที่จะรวมตัวกันเท่านั้น แม้แต่ฝ่ายมาร ฝ่ายมิจฉาธรรมยังเห็นคล้อยกับเขาด้วยเขาคนนั้นจะมีคนหนุนเขามาก เพราะเขากับคนได้มากมายเหลือเกิน ฝ่ายมารและฝ่ายมิจฉาธรรมจะมีเวทย์มนต์คาถาที่น่ากลัวมาก ถึงตอนนั้นพรรคชั่วร้ายยังไม่กล้าแตะต้องพวกเขาอีกทั้งยังเข้าพวกกับพวกเขาด้วย... ทั้งหมดนี้คือเจตนาของฟ้าเบื้องบนจำเป็นต้องอาศัยมารมาทดสอบว่าเราทุกคนมีความจริงใจต่อการบำเพ็ญหรือไม่...เมื่อจริงแล้วเบื้องบนก็จะให้สิ่งที่จริงแก่เราตรงกับคำที่ว่า " เวลาใกล้เที่ยงจะบรรลุธรรรม แต่10โมงเช้าก็ตกเสียแล้ว "
       ขณะนี้ซือหมู่ได้ชี้จุดให้รู้อย่างละเอียดก่อนว่าเป็นอย่างไร? ทุกๆคนรีบๆไปส่งเสริมนักธรรมรุ่นหลังของตน ถึงตอนนั้นมองดุให้ชัดเจนจริงๆ ให้กัดฟันทนเมื่อเจอการทดสอบ ไม่ว่าเวทยืมนต์คาถาของพวกเค้าจะวิเศษแยบยลแค่ไหน... จะไม่โลภไม่กระเจิดกระเจิงฟุ้งซ่าน จิตไม่หวั่นไหวคลอนแคลนแม้แต่นิดเดียวจึงจะรับรองตัวเองได้
       ถึงแม้จะเป็นการสอบแต่เป็นโอกาสดีที่จะนำพาให้บรรลุธรรม หากแม้ไม่มีสิ่งเหล่านี้จะแบ่งแยกดีชั่วบาป-บุญสัมมาธรรม มิจฉาธรรมได้อย่างไร? แล้วจะแบ่งแยกว่าจะขึ้สูงหรือลงต่ำ จะสำเร็จหรือล้มเลวได้อย่างไร?
อาณาจักรธรรมช่วงต้นที่ฝ่านมาเบื้องบนโปรดให้พระบรรพจารย์องค์จริงสู่โลก เบื้องบนจึงหนุนส่งเต็มที่เป็นธรรมที่ได้รับพลังพลานุภาพจากเบื้องบนเพียงแต่เจ้ามีบุญกุศลที่แท้จริง เบื้องบนก็จะเสริมคาวมรู้และเพิ่มปัญญาญาณ
ให้ เทพเทวาและมนุษยืจะเป็นธาตุธรรมเดียวกัน หลังจากที่เบื้องบนให้ภัยพิบัติใหญ่สู่โลกก็เพื่อกวาดล้างโลกนี้ ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่มารเล็กก็ไม่กล้าฮึกเหิม แม้แต่มิจฉาธรรมก็จะถูกกวาดล้างทำหลาย นี้คือสัมมาธรรมความถูกต้องจะกำราบมิจฉาธรรมได้ เพียงแต่เจ้ามีบุญกุศลถึงตอนนั้นก้ไม่ต้องกลัวไม่ต้องหวาดหวั่นและแน่นอนที่สุดก็จะอิสระเสรีมีความสุขสมพ้นจากบ่วงมาร นั้นหมายถึงฝ่านการทดสอบแล้ว
           ซือหมู่เคยกล่าวว่า " มารและมิจฉาธรรมจะสร้างวิธีการขึ้นมาเพื่อเป็นปรปักษ์กับคนดี เบื้องบนโปรดให้ภัยพิบัติลงสู่เพื่อกวาดล้างโลกนี้และเป้นปรปักษ์กับคนชั่ว หวังว่าพวกเจ้าทั้งหลายจะพิจารณาศาสน์จากซือหมู่แล้วปฎิบัติการตามบัญชา ไม่ว่าการทดสอบจะมาในรูปแบบไหนและสาหัสอย่างไร? แน่นอนเจ้าจะต้องเชื่อมั่นและมั่นใจตนเองจริงๆ มิฉะนั้นแล้วพลาดไปเพียงก้าวเดียวก้จะลำบากขณะนี้แม้ดูแล้วไม่มีเรื่องอะไรแต่รอให้ฝ่านปีฉลูและปีขาลไปแล้ว ทุกอกกระทืบเท้าตนเองก็สายเสียแล้ว ซือหมู่แม้ไม่สามารถพบหน้าเจ้าทั้งหลายแต่ทุกเช้าคําเป็นห่วงเป็นใยพวกเจ้า หวังว่าทุกคนจะคัดลอกศาสน์ฉบับนี้เก็บไว้รีบๆไปส่งเสริมนักธรรมรุ่นหลังเถิด.และอธิบายให้พวกเค้าเข้าใจ ขอให้ทุกคนจดจำให้ละเอียดแม่นยำและรอบคอบ เพราะเกี่ยวพ้นถึงชีวิต แบ่งระหว่างสวรรค์กับนรกอย่าเห็นเป็นเรื่องล้อเล่น  ในตอนนี้นำศาสน์นี้เป็นแนวทางบรรทัดฐานแล้วทำตาม...นี่คือความหวังของ
ซือหมู่...ข้อความทั้งหมดนี้ควรจะประกาศให้ทุกคนได้ทราบโดยทั่วกัน  หากแม้ไม่เข้าใจควรไต่ถาม
                                     "ขอให้พวกเจ้าทั้งหลายจงโชคดี"
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 20 พฤศจิกายน , 2009, 08:33:35 PM



อาทิตย์ก่อน

                ผู้น้อยได้ไปร่วมส่งเสริมญาติธรรม ที่ จ.น่าน ซึ่งเตี่ยนฉวนซือและอาวุโสหลายท่านชี้แนะว่าระยะทางใกล 800-900 กม. หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปก็ได้ แต่อาวุโสผู้รับผิดชอบที่นั่นยืนยันว่า “ต้องไป” เนื่องจาก เพิ่งผ่านประชุมธรรมเดือนตุลาฯ ที่ผ่านมา มีญาติธรรมหลายคนศรัทธา และตั้งใจหัดกินเจ อาวุโสผู้รับผิดชอบจึงยืนยันต้องไปให้ได้ สุดท้าย อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เมตตาให้ไปได้


            วันที่จัดชั้นเรียน อ.บรรยายธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งเป็น อ.บรรยายธรรม อยู่ จ.แพร่ ท่านได้พูดถึง เตี่ยนฉวนซือและอาวุโสที่มาจากกรุงเทพฯ มาส่งเสริมทุกเดือนๆ นั้น ท่านมาด้วยความเหนื่อยยากลำบาก เราไม่เคยรู้ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านได้ร่วมอาศัยรถอาวุโสที่มาจากกรุงเทพฯ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อจะไปเยี่ยม เตี่ยนฉวนซือที่ไม่สบาย อยู่โรงพยาบาล ก็เดินทางมาด้วยกัน ประมาณ 13 คน รถก็เป็นรถกระบะแค็ป มีถังหลังคาด้านหลัง หน้ารถ นั่ง 5 คน ด้านหลังนั่งกันประมาณ 7-8 คน อีกทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าของแต่ละคนด้วย ทุกคนที่นั่งข้างหลังต้องนั่งงอเข่า เป็นระยะทาง 100-200 กม. พอถึงปั้มน้ำมันทีหนึ่ง ก็จอดรถพัก แข้งขาชา...ปวดเมื่อยไปหมด ปวดหลัง ปวดเอว ทุกคนก็ค่อยๆ ยืดขาออกมาทีละคนๆ แล้วก็ลงรถไปเข้าห้องน้ำบ้าง ยึดเส้นยึดสายบ้าง เสร็จแล้วก็ขึ้นรถนั่งท่าเดิม ออกเดินทางต่อ ตลอดระยะทางจาก จ.แพร่ถึง กรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง กลางคืนดึกๆ ดื่นๆ บ้างก็ง่วงนอน บ้างก็เผลอหลับ คอตกไปตามๆ กัน ยิ่งดึกเท่าไหร่ ยิ่งง่วง...ทนไม่ไหว  บางทีเผลอหลับไปซบคนข้างก็มีบ่อยๆ บางทีหลับกำลังดีก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคัน หลับๆ ตื่นอยู่อย่างนี้จนถึงกรุงเทพฯ เมื่อถึงกรุงเทพฯ ประมาณ ตี 3 ทุกคนก็ต้องนั่งแท็กซี่กลับห้อง กลับบ้านตัวเองอีก กว่าจะถึงบ้านก็ ตี 4 ตี 5 บางคนก็ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานที่บริษัทต่อ


               ท่านบอกอีกว่าเข็ดเลย หลังจากที่ได้นั่งรถไปกับอาวุโสกรุงเทพฯ แล้วรู้สึกว่า...ลำบากมากๆ อาวุโสท่านมาส่งเสริมเรา(ญาติธรรม ตจว.)ทุกเดือนๆ อย่างนี้ เป็นเวลา เกือบ 10 ปี แล้ว อาวุโสท่านก็ยังทำอยู่


            หลังจากท่านได้สัมผัสชีวิตการทำงานธรรมะของอาวุโสครั้งนี้แล้ว พักหลังๆ มา เวลาท่านรู้ว่าอาวุโสจากกรุงเทพฯ จะมาวันไหน ท่านจะปิดร้านขายผ้า รีบมาต้อนรับ หากมาไม่ได้ท่านก็จะทำกับข้าวเจจากที่บ้านแล้วเอามาให้อาวุโสทานกัน




ภาพนี้เป็นภาพเหตุการณ์จริง ที่ อ.บรรยายธรรมท่านนี้นั่งรถมาด้วยกัน
บางเอิญถ่ายไว้ได้
วันที่ถ่าย 10 ก.ย. 2549


(http://pic100.picturetrail.com/VOL1180/12761791/22704228/378218378.jpg)


ลงบันทึก
20/11/52

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 3 ธันวาคม , 2009, 10:17:52 AM
จะเริ่มยังไง ขอสารภาพว่าตั้งแต่เป็นสมาชิกบอร์ดมาเพิ่งเคยอ่านกระทู้นี้
         
            เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปลายปี 51 เป็นส่งท้ายปีเก่าที่เศร้ามาก ๆ เมื่อผู้น้อย และอาวุโสได้รับโทรศัพท์จากญาติธรรมท่านหนึ่ง วันนั้น เวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ ผู้น้อยกลับจากสถานธรรมไปพักที่บ้านซึ่งห่างจากสถานธรรมส่วนรวม 30 กิโลเมตร เสียงของญาติธรรมที่โทรมาคือเสียงของแม่ที่เพิ่งเสียลูกชายไป เนื่องจากอุบัติเหตุรถชน ตายทันที ตอนค่ำเย็นวันนั้น และไม่รู้ชะตากรรมของลูกสาวอีกหนึ่งคนซึ่งซ้อนท้ายไปด้วยกันลูกชายคนที่เสียไปคือลูกชายคนเล็ก และลูกสาวอีกหนึ่งคนคือคนที่บาดเจ็บสาหัส ผู้น้อยไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจนถึงเวลาที่ญาติธรรมท่านนี้โทรมา ก็ได้แต่แสดงความเสียใจกับอาวุโสท่านนี้ และเนื่องจากญาติธรรมท่านนี้ติดต่อกลับอาวุโสของสถานธรรมที่ได้ติดต่อกับเตี่ยนฉวนซือและเจี่ยงซือ บางส่วนที่พักอยู่สถานธรรมล่วงหน้าแล้ว แต่ติดต่อท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกที่ทำให้ผู้น้อยได้ทราบเรื่องนี้ จึงทำให้ผู้น้อยรีบติดต่อกลับอาวุโสที่พักอยู่สถานธรรมจึงทราบว่า ทุกคนกำลังเตรียมน้ำทิพย์ และบทสวดมนต์เพื่อจะนำไปใช้ในงานของลูกชาย ทราบว่าอาวุโสเหล่านั้นเพิ่งกลับจากการดูอาการของลูกสาวคนที่บาดเจ็บสาหัสที่ถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลพหลพยุหเสนา เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ พุถ่อง อ.ทองผาภูมิ แล้วอาวุโสก็บอกกลับผู้น้อยว่า ให้เตรียมตัวให้พร้อมและติดต่อกับเจ้าตำหนักพระอีกท่านหนึ่งให้ได้ทราบตอนนั้นผู้น้อยจำได้ว่า เกือบเที่ยงคืนแล้ว และทุกคนก็มาจากสถานธรรมโดยรถตู้ประจำสถานธรรมพร้อมกับเจ้าตำหนักพระที่ผู้น้อยเพิ่งติดต่อ มาจอดเรียกผู้น้อยที่หน้าบ้านประมาณตี 2 เกือบจะตี 3 แล้ว แล้วเราก็เดินทางขึ้นไป ณ วัดแห่งหนึ่งซึ่ง อยู่ที่พุถ่อง ทองผาภูมิ ถึงที่นั่น เกือบหกโมงเช้าฟ้าสว่างแล้ว พบญาติธรรมผู้เป็นพ่อกำลังกวาด ทำความสะอาดศาลาวัดอยู่ และผู้เป็นแม่ก็ร้องไห้เสียใจ อยู่ใกล้ ๆกับศพของลูกตัวเอง เราทุกคนลงจากรถและลงไปทักทาย และก็นำของที่ได้เตรียมมาจะใช้ในงาน (อาหารเจ และบทสวดมนต์)
และเราก็ช่วยงานกันทั้งวันตั้งแต่เริ่มงาน จนเสร็จงาน โดยมีญาติธรรมที่อยู่ทางโน่นก็มาช่วยกัน และได้พลัดเปลี่ยนกันมา ผู้น้อยเองและอาวุโสบางท่านที่จะต้องทำงานก็เดินทางกลับมาก่อนเมื่อหมดวันหยุด
ไม่รู้จะสรุปอย่างไร ขอสรุปว่า เทียนเอินซือเต๋อนะคะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 10 ธันวาคม , 2009, 08:40:31 PM

เมื่อกลางปีนี้ (ก.ค.52)

อาวุโสท่านส่งเสริมให้ผู้น้อยได้มีโอกาสเดินทางไปส่งเสริมญาติทางภาคเหนือ

ตอนนั้นพอดีรถสถานธรรมไม่ว่างเลยต้องนั่งรถทัวร์ไปเองคนเดียว ก็ได้ซื้อตั๋วรถทั่ว โดยใช้ชื่ออาวุโสท่านหนึ่ง(วงกลมสีแดงในตั๋ว)
ขณะซื้อตัวรถ พนักงานขายก็ถามว่า

"คนชื่อนี้ทำไมไป-มาบ่อยจังเลย ทำธุรกิจอะไรเนี่ย...รวยจังน้อ...นั่งรถเป็นว่าเล่น"  

ผู้น้อยอดขำไม่ได้...

เลยตอบในใจว่า... "ทำธุรกิจขายประกันชีวิตของพระอาจารย์จี้กง"

แล้วก็เลยสะสมตั๋วรถทัวร์มาได้ 11 ครั้ง  (4 ครั้ง ได้นั่งรถฟรี 1 ครั้ง)
ตอนนี้ก็ได้ที่นั่งฟรี 2 ที่ และยังเหลืออีก 3 ใบ รอสะสมเป็นที่นั่งฟรีรอบต่อไป...เย้....

(http://pic80.picturetrail.com/VOL2072/12712161/22612879/379346419.jpg)

หมายเหตุ...วงกลมสีแดง คือชื่อที่ใช้ซื้อตัวรถทัวร์

ขอบคุณ...
ผู้ดูแลรับผิดชอบสถานธรรมที่ไปนี้ ซึ่งทุกคนช่วยกันออกเงินคนละนิดคนละหน่อยเป็นค่ารถ ค่าใช้จ่ายในงานธรรมะ
อันเป็นความหวังอันลิบหรี่ของคนหลงทั้งหลาย(รวมข้อยด้วย)ขอรั้บโพ้ม...

บันทึก
10/12/52




หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: phra kantaselo ที่ 17 ธันวาคม , 2009, 10:02:27 AM
วันเสาร์ ไท่ห งไปเมืองชลส่งชื่อผุ้สอบผ่าน ชั้นซินหมิน
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 6 มกราคม , 2010, 11:25:19 AM
     เรื่องที่สอง คราวนี้เป็นเรื่องสั้นค่ะ
     เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ ที่ 4 มกราคม 53 นี้เอง เรื่องเก่า ๆ มีมากมายอยู่ในความประทับใจ อยู่ในความทรงจำ แต่ปัจจุบันขอใช้เรื่องปัจจุบันแล้วกันนะคะ มีเจี่ยงซือท่านหนึ่งออกเดินทางตั้งแต่ ตี 5 ของวันจันทร์ กับญาติธรรมอีกท่านหนึ่ง โดยรถยนต์ส่วนตัว เจี่ยงซือท่านนี้ อายุป ประมาณ 58 ปีและญาติธรรมอีกท่านหนึ่ง อายุประมาณ 65 ปี ทั้งสองเป็นผู้หญิง ได้เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวของเจี่ยงซือท่านนี้ ข้อมือท่านเจ็บอยู่ แต่ก็สู้เพื่อจะไปสร้างบุญ ไปชวนคน ส่งเสริมคนให้มารับธรรมะและเข้าชั้นจะมีชั้นฟื้นฟูจิตเดิมแท้ ที่สถานธรรมเฉพาะกิจแห่งหนึ่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี วันนั้นผู้น้อยไม่ได้ไปด้วย ประมาณ 8 โมงเช้า อาวุโสจากสถานธรรมเฉพาะกิจโทรมาหาผู้น้อยเนื่องจากติดต่อกับ เจี่ยงซือที่กำลังจะเดินทางขึ้นไปไม่ได้ ผู้น้อยก็นึกขึ้นได้ว่าไปกับญาติธรรมอีกท่านหนึ่ง ผู้น้อยเลยรับอาสาจะติดต่อญาติธรรมที่ไปด้วยกันให้ อาวุโสที่โทรมาต้องการให้เจี่ยงซือที่ออกเดินทางไปแวะระหว่างทาง ไปรับของผักที่จะใช้ในชั้นเรียนและการออกส่งเสริมคน แล้วผู้น้อยก็ได้ติดต่อกับญาติธรรมท่านนั้นทันที เนื่องจากญาติธรรมท่านนั้นยังไม่รู้เส้นทางและไม่คุ้นเคยกับสถานที่จึงส่งโทรศัพท์ให้เจี่ยงซือท่านนั้นคุยและผู้น้อยได้ถามว่าถึงไหนกันแล้ว  ผู้น้อยก็บอกธุระตามที่อาวุโสสถานธรรมเฉพาะกิจโทรมาให้เจี่ยงซือทราบ แล้วก็วางโทรศัพท์ ไม่ถึง 5 นาทีต่อมา ญาติธรรมที่ไปกับเจี่ยงซือโทรมาบอกว่า เขากับเจี่ยงซือเข้าไปบ้านญาติธรรมที่จะให้ไปรับผักไม่ถูกจำทางเข้าได้ แต่จำบ้านไม่ได้ ผู้น้อยทราบก็ได้ติดต่อกับญาติธรรมบ้านที่กำลังจะไปรับผัก ผู้น้อยบอกญาติธรรมว่าจะมีเจี่ยงซือกับอาวุโสแวะมารับผักที่นี่เดินทางเข้ามาทางบ้านแล้วแต่จำบ้านไม่ได้ ให้ช่วยออกมารอหน้าบ้านหน่อยจะเขาจะได้เห็นและสังเกตุได้ ขณะที่ผู้น้อยกำลังพูดถึงประโยคนี้ญาติธรรมบ้านที่จะไปรับผักก็ออกมามองหน้าบ้านพลางคุยโทรศัพท์ ไม่ถึง 2 นาที ปรากฏว่าผู้น้อยได้ยินเสียงตะโกนเรียกรถซึ่งเป็นคันที่เจี่ยงซือขับขึ้นไป แล้วผู้น้อยก็หมดหน้าที่ วางโทรศัพท์ลง ด้วยความประทับใจ อะไรมันจะพอเหมาะพอดีขนาดนี้ เบื้องบนเมตตาจริง ๆ  ขอบพระคุณค่ะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 26 มกราคม , 2010, 04:38:12 PM
     เมื่อวันอังคารที่ 19 มค.53 ผู้น้อยได้มีโอกาสไปร่วมชั้นเรียน ที่สถานธรรมครัวเรือนแห่งหนึ่ง และจะต้องแวะรับญาติธรรมตามเส้นทางที่ผ่านไปถึงสถานธรรมครัวเรือน เมื่อไปถึงบ้านญาติธรรมท่านหนึ่ง ปกติจะมีญาติธรรมรออยู่ตรงนี้ 2 คน แต่วันนี้มีคนเดียว ผู้น้อยซึ่งเป็นคนเปิดประตูรถจึงถามว่า ป้าอีกคนหนึ่งไม่ไปหรือคะ ป้าก็ตอบกลับมาว่าป้าเขาไม่สบายเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลผู้น้อยและเจี่ยงซือผู้หญิง ที่เป็นคนขับรถ จึงถามว่าป้าเขาเป็นอะไร ป้าเขาบอกว่า ป้าคนที่ป่วยเขาไปช่วยสามี เลื่อยต้นไม้ แล้วต้นไม้หกและล้มใส่ เราทุกคนรวมญาติธรรมที่นั่งมาในรถด้วยกันประมาณ 10 คนจึงลงความเห็นว่าควรแวะไปเยี่ยมอาการป้าเขานิดหนึ่ง เนื่องจากอยู่ไม่ไกลและยังพอมีเวลาไม่ให้ทุกคนเสียเวลาในการไปเข้าชั้นเรียน  ไม่มีใครทราบเรื่องนี้มาก่อนจนได้ไปเยี่ยมไปเจอป้าคนนี้ที่บ้านจึงรู้เรื่องราว อย่างคร่าว ๆ จากผู้เป็นสามี เล่าให้ฟัง ป้าอายุ 68 ปี นอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.  1 อาทิตย์เต็ม  ๆ แต่ว่า ไม่เป็นอะไรมาก แค่ กระดูกที่หลังบุบนิดหน่อย ไม่มีอาการบาดเจ็บอย่างอื่นแม้แต่น้อย แล้วก็รู้สึกเจ็บ ที่หลังนิดหน่อยร่างกายยังไม่แข็งแรงเนื่องจากเพิ่งกลับจาก รพ.จึงไม่ได้ไปชั้นเรียน แต่ยินผู้เป็นสามีผู้ที่ยังมิได้รับธรรม พูดก็ชื่นใจ ว่า ป้าบอกกับลุงว่า ฉันเชื่อมั่น ศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปฏิบัติธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยฉัน  ต้นไม้ส่วนยอดของต้นไม้ที่เลื่อยขาดแล้ว ไม่หล่นลงมาทับป้า ในขณะที่ไม่สามารถรู้ตัวขยับตัวหนีได้ทันเวลา ลุงเล่าอย่างดีใจและเห็นด้วยกับป้า  แล้วเราทุกคนก็ลาจากป้า ด้วยความวางใจ และหวังในใจว่า ครอบครัวป้าจะเข้าใจธรรมะและควรจะกลับมาส่งเสริมครอบครัวป้าอีก

                                                                                                             มะลิซ้อน
                                                                                                         
                         
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 15 กุมภาพันธ์ , 2010, 02:08:11 PM



มีอาวุโสท่านหนึ่ง

ท่านกับภรรยา รักกันมาก เวลาไปไหนมาไหนก็บอกกันตลอด ท่านรักภรรยาท่านมาก ตั้งแต่คบกันมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย แม้ศรีภรรยาจะเป็นคนจุกจิกนิดหน่อย แต่ท่านมองเป็นเรื่องขำๆ น่ารักแบบธรรมดาของผู้หญิง ทั้งสองทำงานในกรุงเทพฯ อยู่คนละบริษัทกัน เช้าก็ออกไปทำงาน เย็นก็กลับมาบ้าน วันหยุดก็มาช่วยงานธรรมะ เป็นพิธีกรเชิญ อ.บรรยายธรรมมาบรรยายหน้าชั้นเรียนให้ผู้เข้าฟัง(ญาติธรรม)ได้เข้าใจชีวิต เข้าใจเรื่องสุข-ทุกข์ เกิด-ตาย ความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกมนุษย์และจักรวาล บ้างก็ช่วยแนะนำ ส่งเสริมคนให้ปลดปล่อยเรื่องราวรุ่มร้อน วุ่นวาย สับสน ไม่ว่าจากที่ทำงาน ที่บ้าน คนในครอบครัว ให้คนเหล่านั้นรู้จัก รัก เคารพ อภัย ให้เกียรติกันและกัน



มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เมตตาให้บุคลากร ญาติธรรมทุกคนมีโอกาสได้ร่วมบุญกันสร้างสถานธรรม ใช้งบประมาณ 10 กว่าล้าน  ซึ่งที่เดิมปัจจุบันนี้เก่า คับแคบ และสถานที่เป็นที่ส่วนตัวของบุคคลอื่น  ท่านก็เลยเมตตาให้ทุกคนร่วมกันตั้งกองทุนสร้างสถานธรรมกัน อาวุโสชายท่านนี้ก็คิดแล้วคิดอีกตั้งหลายวัน เลยปรึกษาภรรยาว่า

"ที่รัก เราจะตั้งกองทุนเท่าไหร่ดี...โอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก ชีวิตหนึ่งเกิดมาได้สร้างสถานธรรมใหญ่สักครั้งในยุคนี้ช่างหายากยิ่งนัก หลังสร้างเสร็จก็จะเป็นที่หลบแดด หลบฝน ฟังธรรมได้อย่างสบายให้แก่คนรุ่นหลังตราบจนตึกพัง บุญกุศลมากมายอันเกิดจากผู้คนนับร้อย นับพันคนมาเข้าฟังธรรมแต่ละครั้ง มีงานบุญเกือบทุกอาทิตย์ ผู้คนที่มาฟังธรรมแล้วต่างเข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรมการเกิดตาย สุขทุกข์ ในโลกโลกีย์ เขาเหล่านั้นก็จะดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขในครอบครัว พี่น้องรักใคร่ปรองดอง ครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง ก็จะกลับคืนดี ลูกหลานกตัญญู สังคม ประชาชาติก็จะร่มเย็นเป็นสุข"

ภรรยาท่านก็บอกว่า
"เราสองคนมีรายได้ไม่มากนัก ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนก็มีไม่น้อย ใจจริงอยากเก็บเงินซื้อรถสักคันไว้ขับขี่ไปทำงาน ไปบ้าน หาญาติพี่น้อง แต่...ถึงอย่างไร โอกาสบุญเช่นนี้ เราก็ไม่ควรพลาด...เราต้องตั้งกองทุนสักครึ่งแสนเถอะ เราค่อยๆ ผ่อนส่งให้ น้องจะช่วยพี่หยอดกระปุกให้เดือนละหน่อยนะ...มันอาจช้า...แต่สัก 3-4 ปี เราก็จะบรรลุความตั้งใจได้นะพี่...ส่วนเรื่องรถเราก็ค่อยๆ สะสมต่อไป เอาไว้ภายหลังก็ได้"

"ขอบใจน้องรักมาก...ที่เข้าใจพี่ เข้าใจอาวุโส เข้าใจพระอาจารย์"

"ไม่เป็นไรหรอก...น้องรู้ว่าชีวิตอนิจัง เรามีความสุขบนโลกก็ไม่เกินร้อยปี สิ่งดีดีเราทำได้ก็ทำเถอะ"




แม้สังคมปัจจุบัน  ชีวิตคนบนโลกทุกวันนี้จะเจริญมากมาย มีเทคโนโลยี แสงสี สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งล่อลวงมากมาย พร้อมที่จะพัดพาจิตใจคนให้ลุ่มหลงในมายา วัตถุธาตุ ลุ่มหลงในแสงสี ลาภยศ สักการะ แต่ก็ยังมีครอบครัวน้อยๆ หลายครอบครัวที่เป็นครอบครัวของพระศรีอาริย์ อยู่กันอย่างพอเพียง มีความสุข ไม่โลภหลงไปกับกระแสกิเลสอันเชี่ยวกราก ไม่ลุ่มหลงไปกับความหรูหราแห่งสังคมนิยมวัตถุ เขาทั้งหลายมีความคิด มุมมองที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และเขาเชื่อว่าวิธีการ รูปแบบการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม เสียสละ อุทิศตนและครอบครัวสงเคราะห์คนหลง เป็นความสุขที่มีได้นิรันดรกว่าอาหารหรูๆ เสื้อผ้าแพงๆ ลาภยศ สักการะมากมาย เพราะวันสุดท้ายของชีวิตทุกคนก็เอาไปไม่ได้

ครอบครัวของพวกเขา แม้ดูภายนอกก็ไม่ต่างจากพนักงานในบริษัท ไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่เดินสายไฟภายในตึก ไม่ต่างจากสาวโรงงาน หรือพนักงานทั่วไป แต่...ภายในจิตใจของพวกเขาแล้ว...พวกเขาช่างมีบุญวาสนาดีมากๆ จิตใจดีงามดุจพระโพธิสัตว์ ความสุขส่วนตัว ความสุขในครอบครัวเอาไว้ทีหลัง แล้วเอาปัญหา ความทุกข์ของผู้คนมากมายมาเป็นอันดับแรก


(เรื่องเหล่านี้...เขียนบันทึกอ้างอิงจากเรื่องจริง บุคคลในเรื่องมีตัวตนอยู่จริง)


บันทึก
หลัง "วันแห่งความรัก" ปี 53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 15 มีนาคม , 2010, 05:14:44 PM
เมื่อปี พ.ศ.2551

มีสถานธรรมแห่งหนึ่งที่ จ.สุโขทัย

โดยปกติแล้วจะมีญาติธรรมสับเปลี่ยนเวรกันมานอนสถานธรรมคืนละ 2-3 คน


และแล้วมีอยู่คืนหนึ่ง
             ก็มีญาติธรรมมานอน 2-3 คน คือยายจำรัส กับ คุณวาสนา คืนนั้นตอนดึกๆ ประมาณ เที่ยงคืน ยายจำรัสก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังยกหม้อ ยกกะลามัง ยกกะทะชนกันดังโคลมเคลงในครัวหลังสถานธรรม ยายจำรัสก็ตื่นมาเข้าไปเรียก คุณวาสนาที่นอนอยู่ในห้องพระ แล้วทั้งสองก็เปิดไฟทั้งในห้องพระและด้านข้างห้องพระให้สว่าง แต่เสียงจับหม้อ กะลามัง กะทะ จานชาม ก็ยังดังอยู่ไม่หาย เลยสงสัยว่าต้องเป็นขโมยแล้วหล่ะ ถ้าเข้าไปเปิดสวิทย์ไฟในห้องครัวก็มืด เดี๋ยวขโมยจะทำร้ายเอาได้  ...........

             จึงคุยกันว่าให้โทรศัพย์บอก อ.พิกุล  แล้ว อ.พิกุล ก็ไปเรียกนายจันทร์ให้เรียกตำตรวจไปด้วย เวลาก็ผ่านไป 1 ชั่วโมงกว่า แต่เสียงนั้นก็ยังไม่หาย พอ อ.พิกุล นายจันทร์และตำตรวจก็มาถึงหน้าสถานธรรม ก็เอารถตำตรวจจอดส่องไฟข้างสถานธรรมทะลุไปหลังสถานธรรมก็ไม่เห็นมีอะไร นายจันทร์ก็ส่องไฟฉายเข้าไปในห้องครัว ตำตรวจก็ตามหลังไป พอไปถึงห้องครัวเสียงก็เงียบหมด พอเปิดไฟในห้องครัว...............ทุกอย่างก็ว่างเปล่า ไม่เห็นมีอะไรเลย หม้อ กะลามัง กะทะก็ตั้งอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการขยับไปตรงไหน...



ยังมีอีกครั้งหนึ่ง

            หลังเสร็จงานประชุมฟื้นฟูจิตเดิมแท้ บุคลากร อาวุโสทั้งหลายก็ต่างอ่อนล้า เนื่องจากเตรียมงานมาหลายวัน
หลังเสร็จงานแล้ว ทุกคนก็ต่างเข้านอนกันแต่หัวค่ำ โต๊ะ เก้าอี้ เต้น ที่ยืมมาก็ยังไม่ได้เก็บ คืนนั้นทุกคนก็ต่างล้มหมอนนอนกันอย่างมีความสุข

            แต่แล้วก็ยังไม่ทันนอนได้มีความสุขเลย ประมาณดึกๆ ก็มีเสียงโคลมเคลง อิ๊ดแอ๊ด กันหน้าสถานธรรม เหมือนมีคนมาช่วยกันเก็บเก้าอี้ เก็บเต้นกัน อาวุโสที่นอนอยู่ก็คิดว่าป่านนี้ใครหนอ...มาเก็บเต้นให้เรา...ลุกขึ้นมาจ้องๆ มองๆ หน้าสถานธรรมก็ไม่เห็นมีอะไร แล้วก็นอนต่อ สักพักก็มีเสียงมาอีกแล้ว...รบกวนความสุขอันยาวนานของเราจังงง......ก็ลุกขึ้นมาดูก็ไม่เห็นมีอะไร ลมก็สงบ ไม่มีลมแรงจากไหนมาโยกเต้น...แล้วก็เข้านอนต่อ สักพักหนึ่งก็มีเสียงอีกแล้วววววว....ก็เลยอธิษฐานบอกไว้ว่า..."ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นบรรพชนที่อยากมาช่วยงานธรรม หรือเป็นเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน พระองค์ใดก็ตาม ขอให้อย่ามารบกวนพวกเรานอนเลย พรุ่งนี้ฟ้าสาง เรามีแรงเราก็จะเก็เอง" เท่านี้เอง....เสียงนั้นก็หาย....เงียบ...ทุกคนก็เข้านอนกันอย่างมีความสุขจนรุ่งเช้า



บันทึก
15/3/53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Tuktik ที่ 15 มีนาคม , 2010, 07:57:11 PM
ผู้น้อยเองก็เจอเหตุการณ์ต่างๆอย่างนี้มามากต่อมากจนรู้สิึกว่าเป็นเรื่้องธรรมดาของบุคลากรฟ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคอยดูแลตลอด ผู้น้อยเชื่อมั่นต่อฟ้าเบื้องบนเพียงเราไม่ทำผิดบาปช่วยงานอาจารย์อย่างไม่เบื่้อหน่ายทุกช่วงเวลาคิดแต่จะส่งเสริมงานธรรมะ วางแผนงานช่วยอาจารย์ เพิ่มศักยภาพในตนเองให้มากที่สุดฟ้าคอยหนุนขอเพื่อเชื่อมั่้นไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้เพื่องานธรรมแล้วทุ่มสุดจิตสุดใจ เราก็จะสัมผัสได้ถึงปาติหารที่สิงศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนนำเรา
ทุกย่างก้าวทุกเรื่องราวที่ตั้งใจจะทำ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 16 มีนาคม , 2010, 01:27:08 PM

กาลเวลาผ่านไป...
ยุคสมัยแปรเปลี่ยน...
การติดต่อสื่อสาร โทรคมนาคม การเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย มีเทคโนโลยีทันสมัยมาช่วยอำนวยความสะดวกมากมาย อาหารการกิน วิทยาการ ความรู้ได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในไม่กี่สิบปี ทำให้มีสิ่งต่างๆ มากมายมาล่อตาล่อใจให้มนุษย์หรอยไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์แห่งวัตถุ

           แต่ถึงอย่างไรก็ตาม...ธรรมะแห่งสัจธรรมก็ยังแฝงอยู่ในทุกอนูแห่งการเจริญเติบโตทางเทคโนโลยี วิวัฒนาการและวิทยาศาสตร์
นั่นคือ...แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายที่หลงไหลไปกับความศิวิไลย์แห่งแสงสี วัตถุ แต่ก็ยังมีคนรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่งที่พลัดผ่านมาพบเจอกับธรรมะอันวิเศษในตน อันได้แก่กลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ที่อยู่ในอาณาจักรธรรมแห่งยุคขาว

          
            ครั้งหนึ่งในช่วง พ.ศ.2540-ปัจจุบัน ยังมีกลุ่มวัยรุ่น นิสิตนักศึกษากลุ่มหนึ่งประมาณ 10 กว่าคน (ไม่รวมที่อื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยตาตัวเอง) พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นเยาวชนที่มีความสามารถ มีความเฉลียวฉลาด สมัยเรียน ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ทุกคนล้วนแต่เป็นคนค่อนข้างอยู่แนวหน้าในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหลาย ถึงแม้พวกเขาจะมาจากต่างที่ ต่างถิ่น ต่างภาษากันบ้าง แต่หลังจากพวกเข้าได้รับวิถีธรรม เข้าใจถึงแก่นแท้แห่งธรรม และสัจธรรมแห่งชีวิตและสัจธรรมในสรรพสิ่ง พวกเขามีแต่จิตหนึ่งใจเดียวที่จะสืบทอดอริยกิจของอริยเจ้าโบราณ ให้มหาชน ไม่จำกับเชื้อชาติ ศาสนา ให้เข้าถึงธรรมอันเป็นความจริงดั้งเดิมของมนุษย์ พวกเขาได้ติดตาม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมไปตามสถานที่ต่างๆ ได้เห็นแบบอย่างการเสียสละ การอุทิศโดยไม่ได้อะไรตอบแทน มีแต่ให้และให้ จนบางครั้งชาวบ้าน นักบวช ผู้ทรงศีล หลายท่าน หลายคนเห็นแล้วก็เข้าใจผิดไปว่า "เพี้ยน" แต่เจตนาของท่าน อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมมีจุดหมายเดียวคือ การทำให้ผู้คนเข้าใจถึงแก่นธรรมแท้ มิใช่หลงในรูปลักษณ์ ประเพณี เกียติยศ ชื่อเสียง

            หลายปีผ่านมาพวกเขาได้รับการซึมซับไอกลิ่นแห่งความเมตตา กรุณา การอุทิศ เสียสละของอาวุโสที่สืบทอดเจตนาจากอริยเจ้าจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เส้นทางที่ผ่านมาจะมีอุสรรค ปัญหา บททดสอบ ทั้งทางโลก-ทางธรรมมากมาย แต่พวกเขาก็เข้าใจแล้วว่า มารทั้งหลายที่เข้ามาทำให้ชีวิตน้อยๆ ของพวกเขาได้หล่อหลอมจนกลายเป็นกายเนี้อที่บัญชาด้วยจิตอันกล้าแกร่ง มีเมตตาอันแรงกล้า แม้จะฝ่าลมฝน พายุมากมาย
           แม้วันใดมีอุปสรรคปัญหา คิดท้อถอย ยามมองขึ้นไปข้างบนก็เห็นอาวุโสมากมายที่เป็นแบบอย่างให้จนลมหายใจสุดท้ายแห่งกายสังขาร ยามมองย้อนไปข้างหลังก็เห็นเมล็ดพันธุ์พระพุทธะ พระโพธิสัตว์มากมายที่รอยคอยการรดน้ำพรวนดิน ส่งเสริมให้เจริญเติบโต ให้กล้าแกร่งเหมือนพวกเขาในวันนี้ คิดได้เช่นนี้ พวกเขาที่เติบโตมาจากนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์บ้าง รัฐศาสาสตร์บ้าง บริหารบ้าง เศรษฐศาสตร์บ้าง มนุษย์ศาสาสตร์บ้างฯ พวกเขาแม้มีความรู้ทางโลกมากมาย จบมาแล้วมีการงานทำ บ้างเป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นนักวิเคราะห์ นักกฏหมาย นักบริหารบ้าง เป็นคุณครู เป็นคุณหมอ...แต่จิตวิญญาณแห่งปณิธานสืบสานอริยกิจก็ยังคงอยู่ในหัวใจไม่จางหาย

            แม้กระทั่งบางคน...อุทิศตนจนไม่มีเวลาพักผ่อน วันจันทร์ถึงศุกร์ทำงานหาเงิน  เสาร์-อาทิตย์เดินทางไปช่วยงานธรรมะ หามรุ่งหามค่ำ เวลาจะซักผ้า เวลาไปเที่ยวห้าง เที่ยวสวนสนุก เที่ยวธรรมชาติ เวลาเสพสุขให้ตัวเองหาเกือบจะไม่มี

บางคนแม้จะมีคนรักแต่ไม่อาจเจียดเวลาไปหาคนรักได้เลย
บางคนรักกันแต่ก็รักกันเหมือนพี่น้องผู้ร่วมบำเพ็ญกัน
บางคนแม้จะแต่งงานแล้วแต่ก็ยังต้องยิ่งอดทนมากกว่าเก่า ต้องแบ่งตารางเวลาให้มากขึ้นกว่าเดิม ไหนจะเวลาให้ครอบครัว ไหนจะเวลาทำงาน ไหนจะเวลาไปงานธรรมะ ไม่มีเวลาที่จะเสพสุขใส่ตัวมากนัก
บางคนไม่กล้าแม้แต่จะหาความสุขมาเสพใส่ตัวเอง
บางคนถึงขนาดตั้งปณิธานไม่แต่งงาน...เพราะการแต่งงานมีครอบครัวทำให้ต้องแบกภาระทางบ้าน ไปไหนมาไหนไม่สะดวก พวกเขาคิดแต่เป็นห่วงว่า...ญาติธรรมที่นั่นที่นี่จะเป็นอย่างไร จะเข้าใจธรรมะหรือเปล่า จะห่างหายจากอาณาจักรธรรมหรือเปล่า ทางบ้านญาติธรรมกินอยู่สุขสบายดีไหม? สามี-ภรรยาเขาจะห้ามไม่ให้มาสถานธรรมหรือเปล่า...มีแต่จิตที่คิดหาวิธีการ จะไปเยี่ยมเยียนครอบครัวเขา ส่งเสริมเขาให้เข้าใจ


            บางคนทำงานเงินเดือนเป็นหมื่น แต่ไม่ค่อยได้ใช้เพื่อตัวเองเลย มีแต่ทำบุญๆ ค่ารถค่ารา ค่าอาหาร ค่าจิปาถะในงานธรรมะ สร้างสถานธรรม ต่อเติม ซ่อมแซมสถานธรรมที่นั่นที่นี่บ้าง มีรถก็ใช้รถไปงานธรรมะ ไม่ค่อยมีเวลาเอารถไปเสพกิเลสใส่ตัว  แสงสีเสียงแห่งโลกมายาอันศิวิไลย์ในเมืองกรุงก็เป็นเช่นนี้นเอง เสพสุขไปก็แค่สุขประเดี๋ยวประด๋าว ผ่านไปแล้วความสุขก็หายจางไป พวกเขามองโลกเป็นธรรมชาติ ไม่รู้จะต้องยึดสิ่งเหล่านี้ไปทำไม...สุดท้ายทุกอย่างก็สลายไปตามกาลเวลา


ณ วันนี้พวกเข้าก็ยังกินข้าว ยังทำงานใน offic ยังทำงานในตำแหน่งหน้าที่ในบริษัท ยังใช้ชีวิตเหมือนคนเดินดินทั่วไป แต่การใช้ชีวิตของพวกเขา มีความหมายดุจดั่งอริยเจ้า ดุจดั่งวีรบุรุษที่ปิดทองหลังพระ




บันทึก
16/3/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 24 มีนาคม , 2010, 03:35:10 PM


ณ วันนี้พวกเข้าก็ยังกินข้าว ยังทำงานใน offic ยังทำงานในตำแหน่งหน้าที่ในบริษัท ยังใช้ชีวิตเหมือนคนเดินดินทั่วไป แต่การใช้ชีวิตของพวกเขา มีความหมายดุจดั่งอริยเจ้า ดุจดั่งวีรบุรุษที่ปิดทองหลังพระ



   
     ประทับใจคำพูดนี้มาก ๆ ค่ะ เป็นบทความที่ดีและสามารถเป็นกำลังใจให้กับผู้บำเพ็ญยุคขาวหลาย ๆท่านทีเดียวนะเนี่ย ขอบพระคุณสำหรับการร่วมศึกษา กระทู้นี้ที่เขียนมา มีความคล้ายกับสิ่งที่ผู้น้อยได้ประจักษ์มาตลอดเวลาการบำเพ็ญเช่นกัน ต่างกันที่เริ่มต้นจาก พ.ศ.2545  และการทุ่มเท อุทิศเสียสละ น้อยกว่านิดหนึ่ง  ยังไม่เต็มที่เท่าไหร่หน่ะท่าน (ยังกล้าพูด) ขอบคุณ ๆ  ๆ...ขอบคุณ :oth_pen01: :oth_pen01: :oth_pen01:
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 30 มีนาคม , 2010, 06:58:14 PM
น้อง Tan เล่าให้ฟังว่า...เมื่อปี พ.ศ.2550
น้องได้มีโอกาสเดินทางไปกับ อาจารย์ปู่ (แกเรียกอย่างนี้)

เตี่ยนฉวนซืออาวุโสท่านนี้ ก็ไปจัดอบรมธรรมทางอีสาน แถวๆ สุรินทร์ บุรีรัมย์

วันนั้นก็มีชายผู้ดีท่านหนึ่งมารับธรรมะ หลังจากที่ทุกคนลงทะเบียนเสร็จ นั่งฟังปฐมนิเทศน์ธรรมจบ ก็เข้าสู่พิธีกรรม การถวายผลไม้ก็เริ่มต้นจนจบอย่างราบรื่น พิธีกรก็เชิญผู้รับธรรมะชายเข้าประจำเบาะทำพิธี...

พอทุกคนคุกเข่าเท่านั้นเอง ชายผู้ดีท่านนี้ก็ยกมือขึ้น ตาเบิกจ้องตรงไปที่ใบหน้าอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมผู้สูงวัย  พร้อมระเบิดคำพูดด้วยด้วยเสียงอันดังดุจไม่พอใจอะไรบางอย่าง เสียงอันห้าวร้าวออกมาว่า...

"ท่านอาจารย์...ผมรับธรรมะแล้วได้อะไร และพวกท่านมาทำพิธีอย่างนี้แล้วพวกท่านได้อะไร?...... "

ท่านอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมผู้สูงวัยผมขาวโพลนก็ค่อยๆ หันหน้าจากตะเกียงดวงกลาง ไปตามเสียงพูด แล้วก็จ้องหน้ามองลูกกะตาชายผู้ดีนั้นอย่างไม่ละสายตา...อีกยังยืดหน้าพร้อมลำตัวส่วนบนเข้าไปกระชั้นชิดใบหน้าชายผู้ดีนี้มากขึ้นๆ พร้อมกับเปล่งคำพูดด้วยเสียงทุ่มห้าวหาญบวกกับน้ำเสียงอันสูงวัยออกมาจากลำคอว่า...

"แล้วคุณจะเอาอะไร"

เท่านี้เอง...ชายผู้ดีท่านนี้เงียบสนิท ไม่กล้าสบตาอาจารย์สูงวัยนี้อีกเลย ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำตามที่พิธีกรบอกจนเสร็จพิธี


น้องแกบอกว่า...
ตอนที่ชายผู้ดีท่านนี้ถามคำถามอันเคร่งขรึมนี้ขึ้นมา น้องแกดีใจ สะใจที่มีคนถามคำถามนี้ เพราะน้องแกก็อยากถามคำถามนี้มานานแล้ว แต่ไม่กล้าถาม   ทุกคนเงียบบบบ....ต่างคิดต่างๆ นานา แต่หลังจากที่อาจารย์ปู่ถามคำถามย้อนกลับเท่านั้นเอง น้องถึงกับกำมือตบแข้งตัวเองเหมือนคนสะใจอะไรบางอย่าง แต่น้องก็สำนึกได้อีกทีว่า...อาจารย์ปู่ท่านช่างตอบได้แยบยลม้าก...ทำให้ทุกคนอึ้งไปหมดเลย   แล้วก็ส่ายตาไปรอบๆ พร้อมกับพิจารณาตัวถึงบุคลากร สถานที่ พิธีกรรม ผลไม้ ธูปเทียน กลิ่นธูปไหม้ ควันธูป อาหารไหว้ ถ้วยน้ำชา โต๊ะพระ รูปกวนอิม รูปพุทธองค์  รวมๆ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว ไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นอันตรายสักอย่างเลย ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งมงคล

แล้วก็นึกได้อีกครั้งว่า ตั้งแต่ติดตาม อ.ปู่ มาจาก กทม. มาถึงที่นี่ ยังไม่เห็นมีใครถืออาวุธมาจี้ มาปล้น มาขอเงินเรา แถมยังเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ขนมนมเนย ตลอดทางที่เดินทางมากับ อ.ปู่ เห็นแต่ทุกคนควักกระเป๋าเงินแต่ละคนออกมาซื้อโน่นซื้อนี่มาเลี้ยงให้ ซื้อข้าวอาหารมาให้ทาน บางทีเห็นอะไรระหว่างทางแปลกๆ  ก็ยังซิ้อเป็นของฝากอีก ทั้งยังต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเป็นวัน


แล้วนี่เราจะมาคิดจับผิดอะไรกับ อ.ปู่ท่าน ท่านก็อายุ ขึ้นหมายเลข 8 นำหน้าแล้ว อย่างนี้ท่านอยู่บ้านนอนสะบายๆ ไม่ต้องมาเหนื่อยกับการเดินทางเป็นร้อยๆ กิโล ไม่ต้องมาทนตากแดดตากฝน ไม่ต้องเหนื่อยกับการวางแผนจัดหัวข้อธรรม จัดกิจกรรม วางงานให้คนนั้นทำกับข้าว คนนี้ทำความสะอาด คนโน้นต้อนรับ...........จะมาเหนื่อยไปเพื่ออะไร.....


น้องแกบอกว่า...ไม่รู้ อ.ปู่ท่านรำคาญไหม กับการถามคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของน้อง อยากรู้อยากเห็นไปหมด
.....มาวันนี้นะ ผมอายอาจารย์ปู่ท่านมากเลย...


เสียงอ่อยๆ จากลำคอน้อง Tan ผู้มีอารมณ์ดี



บันทึก
30/3/53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 17 เมษายน , 2010, 03:05:09 PM

พี่อ้อนเล่าให้ฟังว่า...

เมื่อปี 2551

          วันหนึ่งพี่อ้อนกับพี่เอก ไปเก็บงานหยอดวัคซีนเพื่อส่งโรงพยาบาล ช่วงเที่ยงก็ไปนั่งทานข้าวหน้าโรงพยาบาล ได้พบคุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง พาเด็กฝาแฝดชาย-หญิง(หลาน)และลูกตัวเองอีก 3 คน มาหาหมอที่โรงพยาบาล ก็ได้คุยนิดหน่อยพร้อมกับชวนให้มารับธรรมะที่บ้าน พี่อ้อนก็ชวนเล่นๆ อย่างนั้นแหละ

          พอถึงวันนัดรับธรรมะจริง พี่ผู้หญิงก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาบ้านพี่อ้อน ซ้อนกัน 7 คน คือ พี่ผู้หญิง ลูก 4 และหลานแฝดอีก 2 คน ใส่ชุดขาวซ้อนมอเตอร์ไซค์มาหาตั้ง 5 รอบแต่ไม่รู้ว่าบ้านอยู่ซอยไหน รอบสุดท้ายพี่ผู้หญิงอธิฐานว่าถ้าไม่เจอบ้านพี่อ้อนจะขอกลับบ้านละ  ตอนนั้นพี่อ้อนกำลังจัดของอยู่หน้าบ้าน พอเงยหน้าขึ้น ก็เจอพระแม่กวนอิมปางหยก ยืนอยู่ต่อหน้า พี่อ้อนก็ยกมือไหว้อย่างอัตโนมัติ ท่านก็ยิ้มให้แล้วก็หายแว้...ปไป ทันใดนั้น ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแทน ก็คือภาพพี่ผู้หญิง ลูกๆ และหลานๆ ที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์มาจอดต่อหน้าทันที ทุกคนใส่ชุดขาวกันหม

         หลังจากรับธรรมะแล้วพี่ผู้หญิงบอกว่า...ดีใจมากที่ได้รับธรรม หลังรับธรรมะแล้วยังไปประชุมธรรมอีกด้วย

          จากนั้นไม่นานพี่อ้อนได้แวะไปหาพี่ผู้หญิงที่บ้าน ตอนที่เข้าไปในบ้านพี่อ้อนถึงกับตะลึงเลย...อึ้ง...เนื่องจากเห็นภาพพระแม่กวนอิมปางหยกที่แขวนตรงผนัง เป็นองค์เดียวกับที่ปรากฏต่อหน้า ตอนที่นำทางพาพี่ผู้หญิง ลูกๆ และหลานมารับธรรมะที่บ้าน


บันทึก
17/4/53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 17 เมษายน , 2010, 03:11:08 PM

พี่อ้อนเล่าต่ออีกว่า..


เมื่อปี ที่แล้ว( 2552 )

            มีพี่ผู้หญิงอีกคนนึง เธอเป็นคนชอบทำบุญใส่บาตร  วัดไหนดีดี ดังๆ ท่านก็ไปมาหมด พี่อ้อนชวนมารับธรรมรู้ที่อยู่ของใจ ชวนมาแล้ว 3 ปี เธอก็ยังไม่ยอมมาเลย แถมยังมีเรื่องพูดอวดโม้มากมายให้ฟัง
 
            จนมีอยู่วันหนึ่ง เธอไปทำความสะอาดห้องสมุด วันนั้นเธอตั้งใจเก็บกวาด เช็ดถูก จัดเรียงหนังสือไว้อย่างสะอาด เรียบร้อย  ขณะที่เธอจัดเรียงหนังสืออยู่นั้น เธอก็เห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ไตรรัตน์” เธอก็ดูหน้าปก แล้วก็เปิดอ่านเนื้อหาข้างในคร่าวๆ สักพักนึง เธอมองซ้ายมองขวา แล้วเธอก็หยิบพลื๊บ หนีบที่ใต้รักแร้แล้วก็เอามาอ่านที่บ้าน วันนั้นหลังจากกลับถึงบ้านก็ตั้งใจอ่านไตรรัตน์อย่างคนกระหายอยากอะไรสักอย่าง และแล้ววันนั้นตอน 6 โมงเย็น เธอนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาที่บ้านพี่อ้อน แล้วบอกพี่อ้อนว่า
          “พาฉันไปหาพระวิสุทธิอาจารย์หน่อยๆ ให้เปิดจุดให้หน่อยได้ไหม?”           
          พูดพร้อมกับจับตัวแขนพี่อ้อนเขย่า ในที่สุดเธอ สามีและลูกก็ได้รับธรรมะ ผ่านประชุมธรรม  และเธอก็ไปชวนคนมากมาย แล้วก็มาศึกษาธรรมจนทุกวันนี้


บันทึก
17/4/53
หัวข้อ: มี่จี๋ปันเขต 2 ครั้งที่ 3
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 26 เมษายน , 2010, 05:06:19 PM
มี่จี๋ปันเขต 2 ครั้งที่ 3
         
           เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน  2553 ที่ผ่านมา หลังจากเลิกชั้นเรียนกลับจาก ต้าเมี่ยวแล้ว ญาติธรรมทุกคนกลับถึงสถานธรรม ประมาณหกโมงเย็นแล้ว แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกับบ้าน มีญาติธรรมท่านหนึ่ง เป็นผู้หญิงประมาณ 35 ปี  เดินทางมาโดยรถจักรยานยนต์จอดไว้ที่สถานธรรม ก็ขี่รถกลับบ้านคนเดียว ห่างจากสถานธรรมประมาณ 15 กิโลเมตร หลังจากออกไปได้สักพักหนึ่ง ก็มีโทรศัพท์เข้ามาหาอาวุโสอีกท่านหนึ่ง ผู้น้อยก็อยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณนั้นกับลังนั่งพักผ่อน เรียกผู้น้อย อยู่สอง สามครั้งผู้น้อยก็ขานรับ อาวุโสบอกว่า ญาติธรรมท่านหนึ่งอุบัติเหตุรถชน อยู่ตรงสี่แยกไฟแดง ไม่ไกลจากสถานธรรมมากนัก ผู้น้อยก็ถามกับอาวุโสที่รับโทรศัพท์ว่าญาติธรรมท่านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เราด้วยความเป็นห่วงและกลัวว่าจะเป็นอะไรก็เลยตัดสินใจ รีบออกไปดู ณ ที่เกิดเหตุไปทั้งชุดพุทธบริกรนั้นแหละค่ะ ไม่ทันได้คว้า โทรศัพท์ หรือเงินติดตัวไปเลย ขี่รถมอตอไซด์ไปกันสองคน พอไปถึง ก็พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลัง ตรวจสอบสถานที่และกำลังเก็บหลักฐานและเจรจากับคู่กรณีอยู่ จริง ๆ แล้วญาติธรรมไม่ได้แจ้งตำรวจแต่ ตรงนั้นเป็น สี่แยกพอดีมีตำรวจชุมชนอยู่แถวนั้นก็เลยมีเจ้าหน้าที่มาทำคดี ญาติธรรมไม่เป็นอะไรมาก เพียงแค่ถลอกและเจ็บขานิด ๆเพราะกำลังชาอยู่ และรถมอเตอร์ไซด์ญาติธรรมได้รับความเสียหายเล็กน้อย
     
     ขณะที่เราไปถึงลูกชายของญาติธรรมท่านนี้ มาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ขี่รถมอเตอร์ไซด์มาจากบ้านมาดูแม่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ญาติธรรมผู้เสียหายก็ต้องไปโรงพยาบาล เพื่อนำใบรับรองแพทย์ไปทำคดีต่อ และรักษาตัว ผู้น้อยและอาวุโสที่มาด้วยกัน จะให้อาวุโสที่บาดเจ็บซ้อนไปด้วยกันแต่ญาติธรรมคงเกรงใจ เลยขี่ไปเอง เพราะมีญาติอยู่ใกล้แถวนั้นเดี๋ยวให้ลูกชายเอารถไปฝากที่บ้านญาติ เราก็ขี่ตามกันไป พอไปถึงบ้านญาติทางเดียวกับทางไปโรงพยาบาล  ก็เปลี่ยนลูกชายพ่วงแม่ซึ่งเป็นญาติธรรมที่บาดเจ็บ ผู้น้อยกับอาวุโสขี่รถมอเตอร์ไซด์ตามไปถึงโรงพยาบาล แล้วลูกชายอายุประมาณ 20 ปี ก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ญาติธรรมได้เข้าไปรักษาตัว ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่เราใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาล ผู้น้อยกับอาวุโสและลูกชายก็นั่งรอกันอยู่บริเวณด้านนอก แล้วก็ไปรับยา แต่ญาติธรรมบอกว่าลืมใบรับรองแพทย์ ผู้น้อยเลยเข้าไปติดต่อกับพยาบาลให้พยาบาลก็ให้ผู้น้อยลงชื่อถามว่าเป็นอะไรกับคนไข้...ผู้น้อยยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่าเป็น...ญาติค่ะพยาบาลให้ลงชื่อ แล้วพยาบาลก็ถามว่าคนไข้ชื่ออะไร นามสกุลอะไร ชื่อตอบได้ พอถึงนามสกุล ผู้น้อยต้องบอกพยาบาลว่า เดี๋ยวหนูไปตามลูกชายเขามาเซ็นต์รับแทนนะคะ แล้วเราก็ไปที่สถานีตำรวจตามคำนัดหมายของเจ้าหน้าที่ พบว่าคู่กรณี เป็นชายผู้สูงอายุ ขับรถบรรทุกพ่วง แล้วก็ตัวแทนบริษัทประกันภัยของคู่กรณี ลูกชายก็ได้พาตัวแทนประกันไปดูรถที่เสียหายพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์ และยังมีของที่ตะกร้าหน้ารถที่เสียหาย ตัวแทนประกันก็ตรวจสอบประเมินความเสียหาย และยินดีจะชดเชยค่าเสียหายพร้อมค่ารักษาพยาบาลให้ ตลอดเวลาเราพยายามให้ญาติธรรมเข้าใจให้กฎแห่งกรรม และการให้อภัยไม่ให้เกี่ยวกรรมกันต่อซึ่งญาติธรรมท่านนี้ก็เข้าใจ ตกลงกันได้ด้วยดี และเรารู้สึกสงสาร ลุงคู่กรณีซึ่งดูแล้วไม่ค่อยมีเงินเพราะเป็นลูกจ้างบริษัท เราได้นั่งคุยกันพักหนึ่งขณะรอเจ้าหน้าที่เจ้าของคดี ลุงบอกว่าผมไม่ตั้งใจ ตั้งแต่ขับรถมาไม่ค่อยมีอุบัติเหตุครั้งนี้ ลุงรู้สึกผิด ญาติธรรมก็ไม่บาดเจ็บมากและไม่คิดจะเรียกร้องอะไร ตัวแทนประกันก็แนะนำว่าจะปิดคดีเลยไหมหรือว่ารอดูอาการตามสักสองสามวัน เพื่อมีอะไรมากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจว่ารอดูอาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เลยนัดปิดคดี ในวันที่ 20 เมษายน 2553 และตัวแทนประกันก็นัดจะมาซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ให้ในวันที่ 12 เมษายน 2553
     

      วันต่อมาเนื่องจากวันเกิดเหตุร้านซ่อมปิดหมดแล้ว ก่อนกลับเราญาติธรรมได้รับข้าวห่อจากศูนย์กลาง ก็เลยมอบให้กับลุงคู่กรณี ผู้น้อยกับอาวุโสก็สนทนาและพูดปลอบใจลุงครู่หนึ่งขณะที่ลุงยืนรอเจ้าหน้าที่ประกันที่พาลุงมา ลุงจอดรถไว้ที่เกิดเหตุ(รถบรรทุกพ่วง) ลุงรับข้าวไปแล้วอาวุโสส่งเสริมถ้ามีโอกาสใครชวนลุงหรือลุงมีเวลาไปไหว้พระไปรับธรรม นะ ลุงก็พยักหน้าแล้วเราก็แยกย้ายกันไป และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวแทนประกันรู้สึกแปลกใจ ญาติธรรมเล่าให้ฟังว่าพอไปพบกับประกันวันรุ่งขึ้น เพื่อซ่อมรถ ตัวแทนประกันพูดว่าตั้งแต่ผมทำคดีมา ยังไม่เคยเจอ คนที่ดีแล้วก็คุยง่ายขนาดนี้เลย ไม่เอาเรื่อง โวยวาย แถมยังประนีประนอม แล้วยังให้ข้าวห่อลุงที่ขับรถชนอีก ตัวแทนประกันไม่เข้าใจ แล้วญาติธรรมท่านนี้ก็ได้ตอบ แบบซึ้งและประทับใจมาก ๆ ที่เขียนมาซะยาวก็เพราะจะบอกอย่างนี้แหละ... ก็เพราะธรรมะไง เราศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรมกัน  เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้เท่าที่จำได้และยังอยู่ในความทรงจำ


                                    ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา   
มะลิซ้อน  26/04/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: chongter ที่ 26 เมษายน , 2010, 05:40:02 PM
เอามารวมกันไว้นะครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 27 เมษายน , 2010, 09:16:33 AM
     ขอบพระคุณท่าน Chongter ว่าจะแจ้งย้ายสักหน่อย เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของ มะลิซ้อนเอง ตั้งใจจะรวมไว้ในกระทู้นี้ นั่นแหละค่ะเมื่อวานรีบกลับบ้านไปหน่อยไม่ทันดู  :pen1_19:
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 11 มิถุนายน , 2010, 09:21:02 PM

เมื่อต้นปี พ.ศ.2545

มีคุณครูท่านหนึ่งอยู่ จ.สุโขทัย
สบวาระบุญ ท่านได้ไปประชุมธรรม ที่ จ.แพร่ หลังจากอบรมประชุมธรรม 2 วัน จบลง

ปกติชีวิตของคุณครู ทุกๆ วัน หลังเลิกเรียนแล้วท่านมักจะไปชนแก้วกับเพื่อนครู และเพื่อนบ้านทุกวัน ทุกวันตอนเช้าท่านจะมีกลิ่นเหล้าโชยติดตัวอยู่ไม่หาย ไปสอนหนังสือ กลิ่นเหล้าก็ยังไมซา ทำให้เด็กๆ นักเรียนก็รู้เห็นทุกวัน จนกลายเป็นปกติไปแล้ว



         แ่ต่หลังจากท่านเ้ข้าประชุมธรรม 2 วันแล้ว ท่านเปลี่ยนเป็นคนละคน ท่านเลิกเหล้า เลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งปกติแล้วท่านจะชอบเนื้อย่างกับแกล้มเหล้าเป็นมากที่สุด หากวันไหนไม่ไ้ด้กิน เป็นต้องมีเรื่อง เหมือนชีวิตขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง
          วันนั้นท่านก็เข้ามาในบ้านเหมือนปกติทุกวัน ท่านเข้ามาถึงในครัว บนโต๊ะที่แม่บ้านจัดอาหารให้ มีอาหารเนื้อสัตว์ มีของอร่อยๆ มากมายวางเต็มโต๊ะ  และที่ขาดไม่ไ้ด้คือเหล้าขาว อันโอชะ หอมหวนชวนให้ทานข้าวได้อร่อย แต่ท่านเดินผ่านมามองๆ แล้วก็ผ่านไปไม่พูดอะไร ส่วนภรรยาท่านกับลูกสาวได้แต่ก้มหน้า แอบเหลือบหางตามองเป็นระรอกๆ เหมือนกลัวจะเกิดอะไรบางอย่างกับชีวิต หัวใจสั่นตุ๊บๆ ตั๊บๆ เป็นจังหวะแรงๆ  รอบแล้วรอบเล่า จนคุณครูผู้ชายก็เดินผ่านไปในครัวทำไข่เจียวใส่ซีอิ้วขาว มานั่งกินอยู่มุมโต๊ะอาหารคนเดียว โดยไม่แตะต้องจานอาหารชอมากมายบนโต๊ะแม้แต่นิด และเหล้าขาวอันหอมหวนที่เคยทานทุกๆ วัน ก็ไม่ได้จิบแม้แต่หยดเดียว

ทำเอาคุณภรรายากับลูกสาวแปลกประหลาด ตกใจ คิดว่าผีเข้าหรืออย่างไร ทำไมวันนี้ท่านเปลี่ยนไป ใครมาเล่นของ หรือมาทำอะไรให้คุณสามีอีฉันเพื้ยนไป!!! คุณผู้หญิงทั้งงง ทั้งประหลาดใจ อีกลึกๆ ก็กลัวว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นก็คนที่รัก

คุณภรรยาท่านเล่าให้ฟังว่า...
         แต่ไหนแต่ไรมาคุณครูผู้ชายไม่เคยเรียบร้อย และเป็นอย่างนี้มาก่อน เกือบทุกวันที่กลับถึงบ้าน เมื่อท่านเห็นกับข้าวกับปลาวางบนโต๊ะ ท่านจะมากินๆๆ เสร็จแล้วก็จัดการหม้อข้าวอาหารทิ้งขว้างหมด ไม่ให้ลูกกับภรรยากิน และจะทะเลาะตบตีคุณภรรยาอย่างมัวเมาทุกวัน ลูกสาวที่เห็นคุณพ่อกินเหล้าเมามาย บ้าบออย่างนี้มาแต่เด็ก เลยกลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่ค่อยคุยไม่ค่อยจากับพ่อ ไม่กล้าคุยด้วย ส่วนลูกสาวคนโตถึงกับไ่ม่อยากอยู่บ้าน เลยต้องหนีออกจากบ้านไปเรียนไป ทำงาน อยู่คนละที่กัน

         จริงๆ ครอบครัวนี้ฐานะก็ดีทีเีดียว ทั้งสามีภรรยาก็เป็นครูทั้งคู่ เงินเดือนรวมๆ ก็ไม่ใช่น้อยเลย แต่ลูกสาวคนเล็กเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เล็กจนโต จนอยู่ มหาวิทยาลัย เธอรู้ึสึกว่าที่บ้านเหมือนนรกทั้งเป็น เธอไม่อยากอยู่ ไม่อยากเข้าบ้าน ไม่อยากเห็นภาพคุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกันทุกวัน คุณแม่ร้องไห้อยู่บ่อยๆ คุณแม่ทำทุกอย่างให้ แต่คุณพ่อเวลาเมาแล้วทำลายทุกอย่างทีขวางหน้า เวลาอยู่บ้านเหมือนนรกทั้งเป็น

แต่...
หลังจากที่คุณพ่อเธอไปอบรมธรรมกลับมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด คุณแม่และลูกๆ จึงตามไปดูที่สถานธรรมว่ามีของดีอะไรทำให้คุณสามีเปลี่ยนได้ขนาดนี้  และแล้วก็...ผ่านประชุมธรรม เข้าชั้นเรียน จึงเข้าใจว่าธรรมะดีอย่างนี้นี่เอง



         ทุกวันนี้ลูกสาวครูบอกว่า อยู่บ้านมีความสุขมาก จากเมื่อก่อนเหมือนนรก มาวันนี้เหมือนสวรรค์เลย ที่บ้านมีห้องพระในบ้านไว้กราบไหว้เช้า-เย็น คุณพ่อช่วยคุณแม่ทำกับข้าวกินกัน เลิกเหล้า เลิกสิ่งอบายมุขทั้งหลายหมด ตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานธรรมะ ทุกๆ วันเสาร์อาทิตย์ไปงานธรรมะที่โน่นที่นี่ เวลาคุณพ่อกับคุณแม่คุยกันก็เหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง เหมือนคนรักกัน หยอกล้อกัน ช่างเป็นภาพที่น่้าประทับใจมาก


         เธอบอกอีกว่า...ต้องขอบพระคุณพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบนมากๆ ที่เมตตาเปิดโอกาสให้ครอบครัวอย่างเธอ คุณพ่อ คุณแม่ พี่สาวและตัวเองกลับมาอยู่อย่างมีความสุข พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม กอดกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน ช่วยเหลือกัน ให้เกียรติกัน เคารพกันเหมือนคนห่างกันมาเจอกันตลอดเลย

เธอพูดอีกว่า...ถ้าไม่มีธรรมะลงมา ป่านนี้ไม่รู้ครอบครัวเธอจะเป็นอย่างไร?


คุณครูผู้ชายสารภาพจากใจว่า...
         "ชีวิที่ผ่านมาช่างไร้ค่ามาก แม้เป็นครู แต่หัวใจไร้ค่า ใช้ชีวิตอย่างคนโง่ เหมือนตามืดบอร์ด มัวแต่เสพสุข ชีวิตที่ผ่านมามันบัดซบที่สุด ทำอะไรไร้สาระ เรื่องเลวๆ ที่ทำกับคนในครอบครัว  ต่อไปนี้จะตั้งใจสร้างความดีชดเชย จะไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย และท่านไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้สติขึ้นมาอีกครั้งอย่างนี้ ท่านจะเทิดทูนคุณธรรม ธรรมะอย่างถึงที่สุดจนชีวิตจะหาไม่"


           ทุกวันนี้...ครอบครัวเธอ คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวเป็นอาจารย์บรรยายธรรม ส่วนพี่สาวคนโตกำลังช่วยงานธรรมะอย่างสุดหัวใจ พร้อมที่จะเป็นอาจารย์บรรยายธรรมเช่นกัน


(เรื่องเหล่านี้...เขียนบันทึกอ้างอิงจากเรื่องจริง บุคคลในเรื่องมีตัวตนอยู่จริง)


บันทึก
11/6/53


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 12 มิถุนายน , 2010, 10:37:52 PM

เมื่อประมาณ ปี 2544

มีญาติธรรมคนหนึ่งอยู่ จ.อุบลราชธานี

         หลังจากเธอมารับธรรมะ เธอก็ผ่านประชุมธรรม เ้ข้าชั้นเรียนได้ระยะหนึ่ง เธอก็ไม่กินเนื้อสัตว์อีกเลย แรกๆ ทำอาหารเจให้สามีกิน สามีก็ไม่กินด่าว่า "นี่ทำอะไรให้กินก็ไม่รู้" จนจำต้องทำอาหารชอ(เนื้อสัตว์)ให้คุณสามีทาน แต่ตัวเองไม่ยอมทานเนีื้้อสัตว์กับสามีเลย สามีเธอประหลาดใจว่าทำไมไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เธอก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้สามีเข้าใจ ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับไว้อย่างนั้น เวลาจะนอนสามีก็ถีบตกเตียงไม่นอนด้วย ไม่เอาด้วย พอเธอลุกจากข้างเีีตียงมาก็ยกมือไหว้สามี พูดว่า "ขอบคุณคุณพี่ที่ลบล้างหนี้กรรมให้อีฉัน"  

          ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รับธรรมะ ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่ถูกใจสามี สามีก็มักสนองเธอด้วยลำแข้งอยู่บ่อยๆ และเธอก็อดตอบโต้ด้วยคารมคมคายอันเร่าร้อนเป็นไฟออกไป ทำให้การเผชิญกันแต่ละครั้ง ทำเอาเพื่อนบ้านตกอกตกใจกันทั้งระแวกนั้น แต่มาวันนี้เธอกลับกลายเป็นนิ่งเฉย ไม่ตอบโต้ เวลาสามีตอบโต้ด้วยกำปั้น หรือลำแข้ง เธอก็ได้แต่นิ่ง ยกมือขอบคุณๆ ไม่มีปากเสียงอะไร จนทำให้สามีประหลาดใจ บางครั้งเผลอกำหมัดยกขึ้นมาจะปล่อยหมัดออก พอเห็นคุณภรรยายกมือไหว้ ก็อึ้ง...งง.... มือก็ค่อยคลายหมัดลง

          นานวันเข้าก็ชักจะเอะใจ อยากรู้ว่า ทำไมคุณภรรยาเราถึงเพี้ยนไปอย่างนี้ ภรรยางี่เง่า ของอะไรอร่อยๆ ก็ไม่กิน กินแต่ผักแต่หญ้าเหมือนวัวควาาย อันนี้ก็ไม่กิน อันโน้นก็กินไม่ได้ แต่ก่อนเคยทะเลาะกัน เคยต่อยตีกันอย่างเมามัน ถ้าไม่ได้ด่า ไม่ได้ตะคอกใส่กันจะรู้สึกมันผิดปกติ เหมือนชีิวตเราไม่เหมือนเดิม แถมคุณภรรยาก็มักไปสถานธรรมบ่อยขึ้น ก็เลยยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า คุณภรรยายจะไปมีกิ๊กใหม่หรือเปล่า ก็เลยแอบตามภรรยาไปสถานธรรม และแล้วก็ได้ไปรับธรรมะ ประชุมธรรม ก็เลยเข้าใจว่า...ธรรมะที่นี่นี่เอง...ทำให้ศรีภรรยาข้อยกลายจากเมียหน้ายักษ์ หน้าเขี้ยว ปากจัด ปากร้ายอดีตกลายมาเป็นเมียที่ประหลาด งี่เง่า อะไรอร่อยก็กินไม่ได้เช่นนี้นี่เอง

          คุณสามีเธอหลังจากรับธรรม ประชุมธรรม ก็เข้าใจศรีภรรยา ให้เกียติ ให้โอกาส เคารพภรรยาดุจพระโพธิสัตว์ผู้มาโปรดตัวเองอยู่บ่อยๆ บางครั้งเผลอจริตนิสัยเลวๆ ออกมา ก็ระลึกได้ ก็ไม่ทำอีก จนทุกวันนี้สองสามีภรรยาก็อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีปากเสียงเป็นที่น่าอับอายให้เพื่อนบ้านได้นินทา


บันทึก
12/6/53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 21 มิถุนายน , 2010, 09:24:37 AM
      เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วในวันศุกร์ มีชั้นเรียนตอนเย็นที่สถานธรรมครัวเรือนแห่งหนึ่ง   หลังจากญาติธรรม มาถึง ทานอาหารเสร็จ ร้องเพลงก่อนเริ่มชั้นเรียนจบ พอจะคำนับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปิดชั้นเรียนเท่านั้น ไฟก็ดับลงทันที แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลก ไฟทั้งบ้านมืดลงหมด แต่มีโคมไฟดอกบัวบนโต๊ะพระ ที่ต่อจากปลั๊กไฟฟ้าภายในบ้านไม่ดับและส่องแสงสว่างให้อยู่ และแสงของพุทธประทีป พอได้เห็นแสงสว่างรำไร ญาติธรรมรวมบุคลากรประมาณ 30 ท่าน ที่อยู่ในชั้นเรียนนั้น มีอาวุโสพยายามดูและหาสาเหตุแล้วแก้ไขแต่ก็ไม่ได้ผล ไฟดับอยู่ทั้งคืนแต่ชั้นเรียนก็ไม่ได้จบลงแค่นั้นเพราะเพิ่งจะเริ่ม  เป็นเรื่องแปลกและน่าอัศจรรย์นัก ที่ไฟดับทั้งหมดแต่มีโคมไฟบนโต๊ะพระยังติดอยู่ และให้แสงสว่างในชั้นเรียน อาจารย์บรรยายก็บรรยายกันแบบไม่ต้องมีหนังสือ คนฟังก็ฟังกันอย่างตั้งใจ ชั้นเรียนดำเนินไปตามปกติ เรียบร้อยดี   ขอบพระคุณในพระมหากรุณาธิคุณจากฟ้าเบื้องบนที่เมตตา ธรรมะนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ และคุณานุคุณที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ

  อีกหนึ่งความประทับใจในการบำเพ็ญยุคขาว

     
                       มะลิซ้อน
                      21/06/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 24 มิถุนายน , 2010, 09:21:00 PM


เมื่อปี 2546



ครั้งแรกที่ผู้น้อยได้เดินทางไปงานธรรมะ ที่ จ.สุโขทัย (ประชุมธรรม) อาวุโสก็นำบุคลากรจากกรุงเทพฯ เดินทางไป 2 คันรถ  

หลังจากชั้นเรียนประชุมธรรมเสร็จ วันอาทิตย์เย็นวันนั้นประมาณ 6 โมงเย็น เตี่ยนฉวนซือก็ขับรถแคปของตัวเองกลับกรุงเทพฯ ก่อน ส่วนรถสถานธรรมขับตามมาทีหลัง ระหว่างทาง ช่วงประมาณ แถวๆ อยุธยา ตอนนั้นก็ประมาณ ตี 2 กว่า บุคลากรทุกคนต่างหลับไหลกันอย่างไม่รู้สึกตัวอะไรเลย เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการจัดชั้นเรียนมา 2 วัน อย่างอดหลับอดนอน

ขณะที่แวะปั้มเข้าห้องน้ำกัน คนอื่นๆ ก็ต่างลงจากรถไปเข้าห้องน้ำกัน ส่วนตัวผู้น้อยเอง เนื่องจากข้างหลังนั่งเบียดเสียดยัดเยียดกันอย่างแน่น ทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า ของใช้โต๊ะพระ ของอะไรต่ออะไรอีกมากมาย คนประมาณ 8 คน นั่งงอเข่า อัดกันอย่างปลากระป๋อง ผู้น้อยหลังจากทุกคนลงรถหมด ก็ดีใจจะได้นอนทอดตัวให้สะใจสักงีบนึง แค่คิดเท่านั้นเอง ก็หลับไปตั้ง 10 นาที......ตื่นมาอีกที ทุกคนก็ทะยอยมาขึ้นรถกัน ผู้น้อยรู้สึกปวดฉี่อย่างแรง (ฝนตกปรอยๆ หนาวนิดๆ) ก็รีบลงจากรถไปเข้าห้องน้ำ รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ วิ่งสะลืมสะลือ ครึ่งหลับ ครึ่งตื่นเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จออกมา วิ่งต้อย...มาที่รถ....ปรากฏว่ารถหายไปไหนไม่รู้ เลยขยี้ตามองให้ชัดๆ รู้สึกเหมือนจำที่จอดรถผิดหรือเปล่า ก็เลยวิ่งไปที่ ร้านเซเว่น ก็หารถไม่เจอ ฝนก็ตกปรอยๆ รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ก็ยังไม่เอะใจอะไร คิดว่าเขาคงแวะไปไหนมั้ง?.....ก็รออยู่หน้าเซเว่น 5 นาที พยายามมองซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นวีแววรถเลย ทำไงดีเนี่ย... โอ้...พระเจ้าช่วย...สงสัยตรูตกรถแน่ละว้า...ก็เกิดคำถามขึ้นมาต่างๆ นานา ว่า....แล้วที่นี่ที่ไหนเนี่ย กระเป๋าตางค์ก็ไม่ได้เอาลงมา มือถือก็ไม่มี(ยังไม่ใช้มือถือ) รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ตายแน่เลยตรู พวกบุคลากร ผมเองยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่เล้ยยยย.......แล้ว..."คุณแม่"....คำแรกที่นึกในใจ..จะร้องไห้ แต่ในใจบอก..."ลูกผู้ชายอย่าร้อง" แล้วก็ทนนั่งอย่างไม่เป็นสุข รอคอยอะไรสักอย่าง...คาถา 5 คำหรือคับ...ไม่เคยใช้ พระอาจารย์หล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่นึกว่าสักพักจะไปแจ้ง ตำตรวจแถวนี้ หรือไม่ก็รอจนสว่างแล้วค่อยหารถกลับ กรุงเทพฯ แถวนี้....

นั่งไปคิดไปต่างๆ นานา มากมายไม่รู้กี่สิบเรื่อง....

แล้วจะทำไงดีเนี่ยยยยย.....เตี่ยนฉวนซือก็ไม่รู้จักผมด้วย เพราะเพิ่งเข้ามาเรียน กทม.ได้ไม่กี่เดือนเอง ไม่เคยไป ตจว.กับใคร แย่แน่ๆ ตรู ก็ยังไร้เดียงสา คิดไปคิดมา สัก  30  นาที ปรากฎว่า รถสถานธรรมเข้ามาจอดปั้มพอดี

ฮว่า..............โล่งใจ...น้ำตาคลอเบ้าเลยกู แถมหน้าแดงเจ๋อีกด้วย... พวกพี่ๆ เข้ามาหาหน้าเซเว่น ต่างหัวเราะใส่...อย่างสนุกสนานและปลอบใจ


แบบว่า...หน้าแตกที่สุดเลย...อายก็อาย ด่าตัวเองในใจนะ...
ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถคันนี้กลับ กทม.

ตั้งแต่นั้นมาบุคลากร พวกพี่ๆ รู้จักผมหมดเลย...กลายเป็นคนดังในสถานธรรมเรียบร้อย

ประทับใจ...น่าอายที่สุดในชีวิตเลย
555555


555
ครั้งหนึ่งใจชีวิต




ปล.มารู้ทีหลังว่า รถออกไปได้ ประมาณ 10 กว่านาที พวกพี่ๆ นับคนดูปรากฏว่าหายไป 1 ก็เลยบอกเตี่ยนฉวนซือ แล้วโทรบอกรถคันหลังให้แวะมารับผมด้วยยยย...งุยงุย



 :pen1_59: :pen1_59: :pen1_59:

 :pen1_67: :pen1_59:

 :pen1_76:

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 25 มิถุนายน , 2010, 02:03:19 PM
ย้อนรอยอดีตด้วยคน

      มีใครจะมาบันทึกกันต่อ ๆ ไปก็ยิ่งดีนะคะ จะได้เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำเพ็ญและ ให้ผู้ที่กำลังศึกษาบำเพ็ญปฏิบัติได้มีโอกาสเข้าใจและสัมผัสในความศักดิ์สิทธ์แยบยลของธรรมะนี้ ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ไม่ว่ามาก หรือว่าน้อย ทุกคนมีหากมีเวลา แวะมาบันทึกกันหน่อย เชื่อว่าจะไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอนเลย  ว่าแล้วผู้น้อยเองเป็นคนชอบเขียน ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ให้กับสำนักพิมพ์ไหนก็คงไม่มีใครรับ  แต่บร์อดนี้โชคดี ๆ จริง มีพื้นที่ให้ลง บทความ  บ่นมาซะยาวยังไม่เข้าเรื่อง จะเริ่มแล้วนะ...


ถ้านับเวลาไม่ผิดเมื่อปี 2552 จำเดือนไม่ได้    
       ผู้น้อยได้มีโอกาสไปเข้าค่ายพี่เลี้ยง  ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นค่ายที่ค่อนข้างจะเข้มข้นและเข้มงวดมาก ฟังจากอาวุโสที่โทรมาแจ้ง ค่ายนี้ชื่อว่า ค่ายละบาป บำเพ็ญบุญ  เดินทางหลังจากทุกคนเลิกงานแล้ว 6 โมงเย็นเศษ ผู้ร่วมเดินทางคือ อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม อาจารย์บรรยายและคนขับรถที่พูดมา เป็นหญิงทั้งหมดและอยู่ด้านหน้ารถ เป็นรถสี่ประตูมี หลังคาแคปด้านกระบะหลัง และที่อยู่ด้านหลังรถรวมทั้งสัมภาระกระเป๋าและอุปกรณ์ที่จะนำไปเข้าค่าย ผู้ที่จะไปเป็นนักเรียนในค่ายครั้งนี้มีทั้งพี่เลี้ยงใหม่และเก่า หนึ่งในนั้นก็คือผู้น้อย (เก่า) นั่งข้างหลังประมาณ 11 คนได้ ข้างหน้ารวมคนขับ 7 คน ขณะเดินทางฝนตกโปรยปรายเป็นบางช่วง  เมื่อออกนอกเมืองก็ได้มีการจอดพักรถและคนขับพักผ่อนสักครู่ ต้องรีบออกเดินทางต่อ เพื่อไปถึงที่หมายให้ทันเวลา เมื่อเข้าเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะเดินทางเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ก็น่าขำเหมือนกัน ผู้น้อยนั่งอยู่ด้านหน้า ไม่มีพื้นที่ในการจัดเก็บกระเป๋า ก็มีอาวุโสอาสาจะถือกระเป๋าให้กับผู้น้อย ส่วนมากในรถทุกคนต้องถือกระเป๋าเดินทางของตัวเอง เมื่อเดินทางไปถึงเขตอำเภอหนึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ใกล้จะถึงปลายทางเต็มที่  ทุกคนก็หลับกันได้ที่ รถวิ่งเร็วถนนก็มืด ทางก็ลุ่ม ๆดอน ๆ      เนื่องจากไม่ได้ปิดท้ายปิดแคปหลังลงเท่านั้น  เนื่องจากพื้นที่ไม่พอ กระเป๋าผู้น้อยที่อยู่ในอุ้มกอดของอาวุโส คนนั้นก็หล่น ออกไปตรงไหนก็ไม่รู้ ผู้น้อยรู้เรื่องอีกทีตอนที่รถจอดแล้วถอยหลังกลับไปเพื่อหาอะไรอยู่  ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นกระเป๋าของตนเองนั้นแหละเป็นต้นเหตุ  ประมาณสี่สิบนาทีได้ รถขับมาที่เดิมซึ่งมี ผู้น้อยและอาวุโสที่นั่งอยู่ด้านหน้าด้วยกัน   และอาวุโสที่นั่งอยู่ด้านหน้าด้วยกัน 3 คน รออยู่ข้างทาง ถอยไปนานเป็นระยะที่ไม่ไกลจากจุดที่รออยู่ แต่นานมาก หลายคนช่วยกันหา เกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เดินทางต่อ เมื่อรถกลับมาถึงที่รอ และรถออกเดินทางแล้วจึงถามรายละเอียด
      
    อาวุโสคนขับถามว่ากระเป๋าผู้น้อยมีของอะไรมีค่าอยู่ในนั้นไหม กระเป๋าผู้น้อยตกหาไม่เจอ เป็นเรื่องแปลกช่วยกันหาตั้งนานหลายคนเลยหาไม่เจอ ทุกคนรู้สึกเสียใจ และรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ความรู้สึกแรกที่เข้ามาในความคิดของผู้น้อยหลังจากทราบ ประมวลว่ามีอะไรที่อยู่ในกระเป๋านั้นปกติผู้น้อยจะใส่ทุกอย่าง ในกระเป๋าทั้งหมด กระเป๋าถือใส่ตังค์ส่วนตัว โทรศัพท์มือถือ แต่วันนั้นผู้น้อยมีกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ ที่มีโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าตังค์ซึ่งมีบัตรประชาชน และอื่น ๆ อยู่ในนั้น ความคิดต่อมาไม่ได้โทษโกรธเคืองน้อยใจใคร หรืออะไรเลยสักนิด คิดว่าเป็นอุบัติเหตุ ที่สามารถเกิดขึ้นได้  แต่ทำไงดี ใกล้จะถึงค่ายแล้ว เสื้อผ้าที่เตรียมมา ล้วนแต่เป็นตัวเก่งและตัวโปรด ทั้งนั้น  ถุงเท้ารองเท้า และ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และที่สำคัญสมุดบันทึก และปากกา รวมถึงกระเป๋าใบนั้น มีที่มาทุกวันนี้เจ้าของกระเป๋าเป้ใบนั้น ยังไม่ทราบว่าผู้น้อยทำหายไปแล้วด้วยความไม่ได้ตั้งใจเล๊ยจริง ๆ ทำไงดีใกล้จะถึงค่ายแล้ว   เป็นค่ายพี่เลี้ยงด้วย  เสียคุณภาพพี่เลี้ยงหมด จะยืมคนอื่นก็คนที่ไปด้วยกันนี่ก็ไม่สามารถจะใช้ได้เลย  เมื่อมีอาวุโสพี่เลี้ยงที่บุรีรัมย์ ทราบเรื่องในเช้าวันรุ่งขึ้นของผู้น้อย ก็ให้ยืมเสื้อสีขาวบ้าง ตัวใหญ่พอสมควรก็หลวมโคล่ง นิด ๆแต่ก็พอใส่ได้ กางเกงขายาวสีดำคับไปนิดแต่ก็ใส่ได้ รองเท้าเดินทางเป็นรองเท้าหุ้มส้นแต่ไม่ใช่ผ้าใบที่เตรียมไปรับมือกับค่ายนี้ ตามกำหนดการ ถึงเวลาหลังจากไหว้พระเช้าเสร็จ
      
       จากสถานธรรมเดินทางไปสถานธรรมที่จัดค่ายไม่ไกล เดินทางเท้ากันไป เมื่อไปถึง กราบพระแล้วลงทะเบียน มีการแนะนำและถามว่าใครมาจากที่ไหนบ้าง มีพี่เลี้ยงจากบ้านโป่งไปร่วมในค่ายครั้งนี้ด้วย อาวุโสที่นั้นก็ยินดีต้อนรับอย่างดี  และค่ายก็เริ่มขึ้นผู้น้อยรู้สึกไม่ค่อยถนัดและเป็นตัวของตัวเอง เรียกว่าไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองในการปฏิบัติกิจกรรม ใด ๆเลย (ปกติก็เป็นคนไม่มั่นใจอยู่แล้ว  555+++) เมื่อเวลาเข้าฐานมาถึง สนุกสนานกันเชียวหละทีนี้ เขากระโดงค่ะ  เป็นอุทยาน ที่มีปล่องภูเขาไฟด้วย  ไปกันเป็นกลุ่ม เดินทางโดยรถยนต์ เป็นวันที่ดีมาก แดดร้อนกำลังได้ที่ทีเดียว แต่ละฐานอยู่รอบเขา และจะต้องเดินเวียนฐานกันตามเส้นทางเท่านั้น สรุป ได้เดินทั้งทางบันได และเลาะตามแนวชายเขา ทั้งขึ้นและลง ไม่ต้องบอกถึงความทุกข์ยากสาหัส เป็นการเคี่ยวกรำที่สลายกรรมไปได้เยอะทีเดียว ข้อเกือบพลิก เพราะรองเท้าบางจริง ๆ เป็นหุ้มส้นแต่ไม่ใช่ผ้าใบ ทำไงได้มีอย่างไรก็ต้องใช้อย่างนั้น   ค่ายนี้เป็นค่ายที่ให้ประโยชน์กับตัวผู้น้อยมาก ๆ ได้ทั้งความรู้หลักธรรม การจัดกิจกรรมค่าย และข้อมูลที่ได้รับจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เรียกว่า คุ้มกับสิ่งที่ต้องแลกไปจริง ๆ         วันที่สองของค่าย มีการพูดเสียงสะท้อนจากใจแต่ละกลุ่ม และผู้น้อยเป็นผู้ที่ได้ทำหน้าที่นี้ เชาฉือบอกว่าไม่ต้องพูดอะไรเก่า ๆซ้ำ ๆให้ใครปฏิบัติอย่างไร หรือเปลี่ยนแปลงอะไร ให้พูดความรู้สึกที่ได้จากการมาอยู่ที่นี่ ใน 2 วันนี้ ผู้น้อยก็เท้าความถึงเรื่องกระเป๋าและสัมภาระของผู้น้อยนี้แหละค่ะแล้วก็สรุปว่า ขอบพระคุณเบื้องบนด้วยจิตที่สำนึกคุณเบื้องบนจริง ๆ ที่เมตตา ให้ผู้น้อยได้มีโอกาสเข้าค่ายนี้ผ่านและสำเร็จได้ด้วยดี  พูดจบลงหลายคนคงจะกระจ่างใจ ว่าทำไมพี่เลี้ยงคนนี้แต่งตัวไม่เรียบร้อยซะเลย  เสื้อก็ตัวใหญ่ ไม่ทับในอีกต่างหาก แล้วก็จบลงด้วย   พระโอวาทที่ได้จากกิจกรรม ตอนกลางคืน เป็นคำอวยพร  ของพระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นที่มาของโอวาทที่ประทับใจ  ที่ได้ลงไว้ในกระทู้ด้วยหล่ะ  ความว่า  อย่าคิดว่าการได้รับภาระหน้าที่จากเบื้องบนเป็นภาวะที่จำยอม ตรงข้ามควรจะภาคภูมิใจ  เพราะไม่ใช่ใครก็จะทำหน้าที่นี้ได้ .         
           รายละเอียดที่จำได้มีมากกว่านี้เกรงว่าจะเปลืองพื้นที่เกินไป จึงขอเล่าประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากการบำเพ็ญให้ได้อ่านกันเพียงเท่านี้     จริง ๆแล้วผู้น้อยตั้งใจจะเขียนให้สั้น ๆ จะได้ไม่เปลืองพื้นที่มาก แต่เล่าเรื่องอะไร ก็จะต้องยาวทุกที[/size]
                

                มะลิซ้อน

                    25/06/53


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 27 กรกฎาคม , 2010, 07:31:00 PM


พี่คนหนึ่ง

เธอกับเพื่อนรับธรรมะที่ จ.ระยอง  ศึกษาธรรมมาได้ 2-3 ปีแล้ว หลังจากรับธรรมะแล้วก็ขยันตั้งใจศึกษาเรียนรู้หัวข้อธรรมต่างๆ หลังผ่านประชุมธรรมแล้วเธอกับเพื่อนก็เรียนซินหมินปันที่สถานธรรมใกล้บ้าน แล้วก็มาเรียนชั้นจื้อซั่นปันที่ มีนบุรี กรุงเทพฯ เรียน 2 ชั้นควบ พอปีที่ 2 เธอก็มาเรียนเผยเต๋อปันที่มีนบุรี แล้วปีนี้ก็มาเรียนเลี่ยนเจี่ยงที่มีนบุรีอีก  มานั่งๆ คิดดูแล้ว หัวใจเธอกล้าหาญมาก ขับรถจากระยอง 3-4 ชั่วโมง จากระยองมากรุงเทพฯ เพื่อนเรียนศึกษาธรรมเป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว มาเดือนละ 1-2 ครั้ง บางครั้งก็อาสาขับรถตัวเองให้บุคลากรและญาติธรรมได้นั่งไปงานธรรมะต่างจังหวัดอีก ไปแต่ละครั้งต้องหมดค่าน้ำมันเป็นหลักพัน ท่านก็ควักจ่ายเองบ้างเป็นส่วนใหญ่


เมื่อเดือนที่ผ่านรถสถานธรรมไม่ว่าง ก็ต้องอาศัยรถพี่เธอไปงานธรรมะ


เดือนนี้ก็เช่นกัน
เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้รถเธอไปงานธรรมทางภาคเหนือ

ไปครั้งนี้แม้ญาติธรรมจะไม่มากนัก เพราะติดกับวันเข้าพรรษา ญาติธรรมต้องทำขนมเทียนไปวัด แต่บุคลากรที่นั่นก็มาเกือบหมด วันอาทิตย์เราก็เลยจัดชั้นเรียนแบบส่งเสริม ให้กำลังใจบุคลากร  โดยมีหัวข้อเรื่อง เสียงจากใจบุคลากร หลังจากที่ เจี่ยงซือ ถันจู่ และบุคลากรหลายท่านพูดถึงความรู้สึก ความคิด ทัศนะของตัวเองที่มีต้องสถานธรรมกันเกือบหมดแล้ว ผู้น้อยก็ได้เรียนเชิญ พี่คนนี้ขึ้นมาแลกเปลี่ยนความคิด มุมมอง ทัศนะกับบุคลากร

พี่เธอบอกว่า " ชีวิตที่ผ่านมามีแต่สบายๆ นอนในห้องแอร์ ทำงานในห้องแอร์ อยู่บ้านดีๆ ไม่ค่อยได้ลำบากอย่างนี้ แต่ 3 ปีมานี้ชีวิตต้องมาลำบาก โดยเฉพาะทำงานธรรมะ ต้องประชุมกันดึกๆ ดื่นๆ  อดหลับอดนอนกัน ที่นอนในสถานธรรมก็มีแค่เสี่อปูยาว หมอน คนละใบ ผ้าห่มผืนบางๆ นอนเรียงกันยาวววว...บางที่ยุงก็เย้อ และต้องตื่นแต่เช้า...มาอาบน้ำก็เย็นฉ่ำ ต้องรีบตื่นมาช่วยเตรียมอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกให้ญาติ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่พ่อแม่เรา ญาติพี่น้องเรา แต่เราก็ต้องทำเพราะนี่คือวิถีทางแห่งอริยเจ้า  ส่วนการทำงานร่วมกัน ต้องสามัคคีกัน อะไรปล่อยวางได้ก็ปล่อยวาง มีปัญหาเป็นเรื่องปกติทั้งทางโลกและทางธรรม (ประมาณนี้)"

ตอนวันอาทิตย์เย็น ขากลับกรุงเทพฯ ก็แวะเยี่ยมย่าแก้ว อายุเกือบ 90  ท่านนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลแพร่ แม้หลายปีมานี้คุณย่าแก้วไม่ค่อยได้มาช่วยอะไรสถานธรรมมากนัก มาสถานธรรมก็มานั่งยืนมองโน่นมองนี่ แต่เมื่อ  10 กว่าปีที่แล้วท่านก็เป็นผู้อุปถัม ให้ร้านอาหารเฟื่องฟ้า ในบ้านร่วมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการจัดประชุมธรรม และส่งเสริมชั้นเรียนต่างๆ  ก็เลยแวะเยี่ยมท่านย่าเป็นชั่วโมง (ไม่รู้คุณพี่ผู้หญิงเธอรู้สึกอย่างไร แต่ผู้น้อย รู้สึกเกรงใจเธอมาก...ที่ต้องให้เธอเสียเวลามืดๆ ค่ำๆ ขับรถให้พวกผู้น้อยไปเยี่ยมย่าท่าน เกือบ 2 ทุ่มแล้วยังไม่ได้กลับกรุงเทพฯ เลย)  ส่วนย่าท่านเมื่อรู้ว่าเรามาเยี่ยม ก็จับไม้จับมือสักหน่อย ไม่พร่ำพูดอะไรมาก ก็สะบัดมือให้รีบๆ กลับเถอะ ไม่ต้องนั่งนาน เพราะท่านรู้บุคลากรที่มาจากกรุงเทพฯ ต้องเดินทางใกลแค่ไหน...ทำได้แต่สะบัดมือลูกเดียว  ที่ลูกตาท่าน เห็นน้ำใสๆ เอ่อล้น ปริ่มออกมาทางหางตาคุณย่า ก็ไม่รู้ว่าคุณว่าท่านรู้สึกอย่างไร



เธอยังบอกอีกว่าจริงๆ เธอเกือบมาไม่ได้มาแล้ว เพราะวันอาทิตย์ต้องทำบุญ 100 วันคุณแม่ที่เสียไป แต่ต้องเร่งทำบุญวันศุกร์ เพื่อเสาร์อาทิตย์จะได้มางานธรรมะกัน  และแล้วเธอก็ทำบุญ (เลี้ยงเจนะครับ) ให้เสร็จจนสบายใจก็เลยมาได้ เธอบอกว่าที่ขับรถมางานธรรมะเป็นวันที่มีความสุขมากเลย


ขับรถมาก็นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน หลายๆ เรื่อง มากมาย
หลังจากถึงกรุงเทพฯ ตี 3 กว่า เธอกับเพื่อนน้องก็ขับรถต่อไประยอง




บันทึก
27/7/53


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Mod Tanoy ที่ 28 กรกฎาคม , 2010, 01:10:24 AM

ลูก 2 ขวบ ติดอยู่ในรถ...

ประมาณปี 2551 หลังจากที่เรา(ผู้น้อยกับลูกสาววัย 2 ขวบ) ซื้อกับข้าวเสร็จแล้ว และเดินกลับมาที่รถยนต์(NV) ผู้น้อยอุ้มลูกมาประตูอีกด้านของคนขับ หลังจากผู้น้อยไขกุญแจแล้วก็เอากุญแจวางไว้ด้านในหน้ารถ เอาของวาง อุ้มไอ้ตัวเล็กขึ้นรถ หลังจากนั้นก็กดล๊อคแล้วก็ปิดประตูปั้ง.... ขาดสติอะไรเช่นนี้   .. กุญแจอยู่ข้างใน อีกประตูอีกด้านก็ยังไม่ได้ไข.. ผู้น้อยตกใจมาก! เดินวนรอบประตูทั้งสี่ด้าน เผื่อจะโชคดี แต่ก็ไม่มีหวัง ช่วงนั้นประมาณ 4 โมงเย็น แต่แดดก็ยังแรงมาก ลูกผู้น้อยเปียกไปด้วยเหงื่อ  คนที่มาตลาดเริ่มมามุงมากขึ้น ได้ยินเสียงคนพูดขึ้นว่า ฝั่งโน้นมีช่างทำกุญแจ ลองไปหาเค้าดูสิ.. ผู้น้อยตะโกนบอกลูกว่า "รอแป๊บนึงนะ เด๋วแม่มา.. . พยายามยิ้มเพราะกลัวเค้าจะตกใจร้องไห้.. (แต่ไอ้ตัวเล็กก็ไม่ร้องสักนิด).. ผู้น้อยฝากลูกกับคนที่มุงอยู่.. เสียงใครต่อใครก็บอกให้ทุบกระจกเลย...  อีกคนก็บอกว่า ให้รอช่างกุญแจดูก่อน.. ขณะที่ผู้น้อยวิ่งไปตามช่างฯ ก็นึกพระอาจารย์ แต่ก็แย้งในใจว่า เหตุการณ์แบบนี้พระอาจารย์จะมาช่วยศิษย์ยังไงได้... จะให้ช่างฝีมือดีมาไขประตูหรือ? หรือว่า รถเราต้องโดนทุบแน่... หากแต่ว่า เสาร์-อาทิตย์นี้จะต้องพาคนไปประชุมจะทำยังไง มีวิธีอื่นทีไม่ต้องทุบรถ แล้วลูกเราปลอดภัยไหม...  

พอไปถึงร้านช่างฯ ช่างบอกทำไม่ได้หรอก กับ NV เค้าไม่เคย (แสดงว่า ยี่ห้ออื่นเคยละสิ..นึกในใจ...เฮ้อ).. แต่ก็บอกไปว่า ไปลองดูก่อนได้ไหมค่ะ เผื่อจะช่วยได้.. เค้าก็เลยไปหยิบอุปกรณ์ เรารอไม่ไหวเลยบอกที่จอด และทะเบียนเค้าไป แล้วก็วิ่งกลับมา คนมุงจนมองไม่เห็นรถตัวเองแล้ว ลูกเราเป็นไงบ้าง... ช่างก็ช้าจริง... เอาหว้า... ขณะวิ่งมาก็นึกถึง "พระอาจารย์ พระอาจารย์เมตตา" อย่าให้รถศิษย์โดนทุบเลยน้า....

ฝ่าผู้คนที่มุงเข้าไปจนถึงตัวรถ... แล้วก็เรียกชื่อไอ้ตัวเล็ก... พยายามจะไม่ให้เค้าตกใจ...เค้าได้ยินเสียงแม่ก็เลยเดินจากเบาะข้างคนขับมายังเบาะคนขับ... ในใจก็พยายามสื่ออยากให้เค้าเปิดประตูเองให้ได้... แล้วมือของเค้าก็เหมือนจะมาจับประตูแต่พลาดไปโดนตัวล๊อคบิดออก... เฮ้! ประตูเปิดออกแล้ว.. เสียงกำลังใจกระหึ่มจากผู้มามุง  หลังจากผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ...  ขอบคุณพระอาจารย์เมตตาจริงๆ ... ผู้น้อยอุ้มไอ้ตัวเล็กขึ้นมา ได้ยินเสียงพูดเบาๆ ว่า  "จะกินน้ำ"

รถผู้น้อยไม่ต้องโดนทุบ และไอ้ตัวเล็กก็ปลอดภัย... แต่ใครเป็นคนไปประตู!!!!

ผู้น้อยขอบคุณทุกๆ คน และก็ขับรถออกมาสวนกับช่างทำกุญแจ... ที่ไม่ใช่เป็นผู้เฉลยโจทย์นี้เลย... พระอาจารย์ชั้นตะหากหละ... อิอิ...


"คนเราไม่ได้โชคดีเสมอไป.. จงดำเนินชีวิตไว้อยู่บนความไม่ประมาทนะคะ)))))))...
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...เรื่องเล่าก่อนเทกระจาด
เริ่มหัวข้อโดย: chongter ที่ 13 สิงหาคม , 2010, 12:21:31 PM
ต้าเมี่ยวจัดเทกระจาดครั้งแรก 16/9/50
ตอนนั้นก็เอิกเริกกันน่าดู เพราะจัดเป็นครั้งแรก  ที่จริง หลังจากก่อสร้างอาคารเสร็จ จะต้องจัดเทกระจาดติดต่อกัน 3 ปี
เพื่อความราบรื่นของการดำเนินงานในอาคารนั้น (ก็ว่ากันตามประเพณี)
แต่ตัวอาคารต้าเมี่ยวสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2540 ก็ล่วงเลยมานาน ไม่ได้จัดเทกระจาดเลย  

ประจวบเหมาะกับที่ 2550 อาคารหลัง ซึ่งเป็นห้องครัวและห้องพักได้สร้างเสร็จพอดี จึงถือโอกาสจัดเทกระจาดรวบยอดกันเลย  

เหมี่ยวจวง เจี่ยงซือ ญาติธรรมอาวุโสของสถานธรรมไท่ทง นครปฐม ได้บอกบุญกับอาม่าท่านหนึ่งซึ่งเป็นญาติธรรมไท่ทงเหมือนกัน
อาม่าท่านนี้เป็นเจ้าของโรงสีข้าว ด้วยเพราะรู้ข่าวค่อนข้างกระชั้นชิดจึงไม่มีเวลาได้จัดเตรียมข้าวเพื่อบริจาค  
ข้าวที่มีในสต๊อคประมาณ 40 ถุง (ถุงละ 5 กก.) จึงปรึกษากับลูกชายว่า จะนำข้าวทั้งหมดนี้มาทำบุญเทกระจาด


คืนนั้น อาม่าฝันไปว่า
มีคนมาเคาะประตูตอนกลางคืน  อาม่าก็สงสัยว่าใครมาเคาะประตูดึกๆดื่นๆ  จึงลงไปเปิดประตู
เห็นมีคนมาประมาณ1คันรถหกล้อเก่าๆ  เป็นชายทั้งหมด แต่งตัวหลากหลายทั้งเก่า ใหม่ 
อาม่า จึงถามไปว่า มากันทำไม  
กลุ่มคนนั้นตอบว่า  ก็อาม่าจะแจกข้าวไม่ใช่เหรอ  พร้อมกับชูกระดาษติ้วสีเหลืองในมือให้อาม่าดู  
อาม่าก็จัดการแจกจนเรียบร้อย และสังเกตเห็นว่าในกลุ่มคนนั้น มีสามีของท่านด้วย (เสียชีวิตไปแล้ว)
จากนั้นก็มีผู้หญิงมาอีก  แต่ข้าวที่อาม่ามีนั้นแจกไปหมดแล้ว  กลุ่มผู้หญิงจึงกลับไปด้วยความผิดหวัง
-----------------------------------------

พอถึงวันงานเทกระจาด  อาม่าเอาข้าวทั้งหมดมาทำทาน  
แล้วเล่าเรื่องนี้ให้เตี่ยนฉวนซือฟัง  

พออาม่าเห็นกระดาษสีเหลืองที่ใช้ลงชื่อบริจาค  อาม่าก็บอกว่า
กระดาษนี้แหละ สีเหลืองแบบนี้เลยที่เขาถือกันมาขอข้าว
พร้อมทั้งบอกว่า ปีต่อไป บอกล่วงหน้านานๆหน่อย จะได้เตรียมของไว้เยอะๆ

จากนั้นมาทุกปี อาม่าจะร่วมบุญงานเทกระจาดทุกครั้ง


บันทึกโดย
พนมกร
13/8/53   สองวัน ก่อนงานเทกระจาดครั้งที่สี่
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 26 สิงหาคม , 2010, 12:16:07 PM
น่านับถือจริง ๆ

เมื่อช่วงวันที่ 12 สค. 53 ที่ผ่านมาผู้น้อยป่วยกำลังพักฟื้นอยู่ที่สถานธรรม อยู่หลายวัน เป็นช่วงประชุมธรรมพอดี มีเจี่ยงซือท่านหนึ่งหลังจากเสร็จงานแล้วท่านยังไม่ได้กลับไปบุรีรัมย์บ้านของท่าน อยู่ทำงานต่อจนถึงวันอาทิตย์ 22 สค. 53 ในระหว่างนี้ก็ได้อยู่ก็คุยส่งเสริมกัน 
   
 เจี่ยงซือท่านนี้ก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อวันที่ 12 สค.53 มีเจี่ยงซือหญิงอีกท่านหนึ่ง อยู่ที่เขตอีสาน จ.บุรีรัมย์ งานประจำของท่านคือเป็นครูสอนหนังสือโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน ท่านมีความศรัทธาและตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญและดำเนินงานธรรม มาตลอด และในวันหยุดยาววันที่ 12 เป็นวันแม่ท่านก็ได้ไปทำนา ก็ใส่ชุดชาวนา สวมรองเท้าบู๊ท ขณะที่กำลังดำนาอยู่ ได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์จากหอกระจายเสียงของหมู่บ้านกำลังพูดถึงความสำคัญของวันแม่และพูดถึงแม่ เจี่ยงซือท่านนี้ก็จิตหนึ่งใจเดียวไม่คิดอะไรในวินาทีนั้นคิดแต่ว่าจะต้องไปพูดธรรมะ พูดธรรมะ พูดถึงพระคุณของแม่  ท่านก็ขึ้นจากนาไปทั้งชุดแบบนั้น ไปที่หอกระจายเสียงของหมู่บ้านแล้วก็ไปพูดแทนประชาสัมพันธ์ของหมู่บ้าน พูดธรรมะพูดถึงความกตัญญู ฯลฯ ผู้ฟังก็รู้สึกประทับใจและทราบซึ้งในคำพูดและการกระทำของท่าน  (รวมถึงผู้น้อยด้วยนะเนี่ย ประทับใจจริง ๆ ต้องขอกล่าวคำว่า เธอแน่มาก)

   

     อีกหนึ่งในความประทับใจ ในบันทึกความทรงจำยุคขาว

      26 ส.ค. 53  /  มะลิซ้อน
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 5 ตุลาคม , 2010, 01:58:29 PM

ขออณุญาติ เก็บสะสมไว้ในนี้หน่อยนะครับ

http://www.chongter.com/webboard/index.php?topic=7683.msg47080;topicseen#msg47080 (http://www.chongter.com/webboard/index.php?topic=7683.msg47080;topicseen#msg47080)

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 5 ตุลาคม , 2010, 05:35:43 PM
ศรัทธาจากคัมภีร์สัจคาถาพระเมตเตยะ (หมีเล่อเจินจิง)     
         อาจารย์บรรยายธรรมท่านหนึ่ง พูดให้ฟังว่า ที่สถานธรรมที่ท่านศึกษาอยู่มีญาติธรรมท่านหนึ่ง มาศึกษาธรรมที่สถานธรรมแต่ก็ไม่ค่อยเปิดใจและยังไม่ค่อยเชื่อมั่น และศรัทธาธรรมนี้เท่าไร เวลามาฟังธรรมเข้าชั้นเรียน ก็จะนั่งกอดอกไม่ค่อยสนใจ ฟังนักมีอยู่วันหนึ่ง ญาติธรรมท่านนี้ป่วย  และได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ขณะที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงคนไข้ ก็เกิดเหตุการณ์ อยู่ๆเตียงของเขาถูกเขย่าแล้วก็สั่น สะเทือนจนเขาแทบตกจากเตียงไม่ยอมหยุด สะเทือนแรงมาก เขานึกขึ้นได้ว่าได้นำคัมภีร์สัจคาถาพระเมตเตยะมาด้วย เขาก็ตั้งใจท่อง 3 จบ  หลังจากที่ท่องแล้ว ไปเข้าห้องน้ำกลับมา เหตุการณ์ก็ปกติ  หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ญาติธรรมท่านนี้ ประจักษ์กับตนเองและมีความศรัทธา เชื่อมั่นในธรรมนี้และได้ศึกษาบำเพ็ญปฏิบัติจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ


                                  บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
                                  อวี้หาน   05/10/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: LittleCat ที่ 5 ตุลาคม , 2010, 06:35:21 PM

ขนาดเขาไม่ศรัทธา แต่ก็ยังท่องหมีเล่อได้สามจบ

นับถือ

เทียนเอินซือเต๋อ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 6 ตุลาคม , 2010, 09:06:04 AM
อาวุโสนำไปส่งเสริมน่ะค่ะ เบื้องบนเมตตาจริง ๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 6 ตุลาคม , 2010, 10:52:20 AM
ณ. เวลา 23.20 น.  วันอังคาร ที่ 28.09.53
   
             หลังจากที่มีชั้นเรียนและงานธรรมที่ติดต่อกันมาหลายวัน นอนไม่ค่อยหลับ ติดกันมาหลายๆคืน คืนวันอังคารที่ผ่านมา อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ชาวไต้หวัน ท่านมาเมืองไทย ปีหนึ่งไม่กี่ครั้ง พูดไทยได้ไม่กี่คำ ไม่รู้จักสถานที่ และฟังภาษาไทยได้ไม่กี่คำ  วันที่ 28 มีชั้นเรียนที่สถานธรรม ตั้งแต่ 08.00 น. เสร็จชั้นเรียนประมาณ 16.00 น. อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมป่วย เวียนศรีษะ และปวดหัวมาก ท่านพักผ่อนอยู่บนห้องพัก ท่านมีอาการป่วยอยู่แล้ว เหมือนจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ดีขึ้น  และเสร็จจากชั้นเรียนในวันนี้ จะต้องเดินทางไป ถ่ายทอดธรรมะและจัดชั้นเรียนที่ จ.สุราษฎ์ธานี ใจท่านอยากที่จะไปแต่ก็กลัวร่างกายจะไม่ไหว ตอนแรกจะเดินทางด้วยเครื่องบินแต่คิดว่าเครื่องแพง จะประหยัดเงินไว้ใช้อย่างอื่น จึงยอมลำบากเลือกที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ แต่ท่านไปไม่ไหว ยังไม่ทันจบชั้นเรียน อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมอีกหนึ่งท่าน อาจารย์บรรยายและนักธรรมอาวุโสหลายท่านเดินทางไปพร้อมกัน โดยรถยนต์ ส่วนอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมที่ป่วย ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่สถานธรรม หลังจากที่ผู้น้อยเลิกงานวันนั้นก็กลับไปได้พบว่าท่านอาการดีขึ้น แล้ว แล้วก็มีอาวุโสติดต่อมาที่อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม มีความจำเป็นมากที่จะต้องให้ท่านเดินทางไป  สรุปได้ว่าท่านต้องเดินทางโดยรถไฟ งานแรกหลังจากเลิกงานกลับไปถึงสถานธรรมของผู้น้อยก็คือ ไปจองตั๋วรถไฟให้ อาจารย์ และมีนักธรรมอาวุโสติดตามไปอีกหนึ่งท่านเดินทางเที่ยว 00.19 น. ถึงปลายทาง ตามตั๋วก็ 8.11 น.ของอีกวัน
             
                 งานที่ 2 ก็คือ หลังจากที่อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมพักผ่อน ผู้น้อยก็พักผ่อน ตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่า ๆ ตั้งปลุกตอน 23.20 น. กลัวไม่มีคนปลุก อาจารย์บอกว่าทานยาแล้วง่วง เมื่อถึงเวลาให้เราไปปลุกท่านด้วย ผู้น้อยก็ไปปลุกท่านเมื่อถึงเวลา ท่านก็ตื่นมาเตรียมตัว ไม่ถึง 15 นาที จาก 23.20 น. ผู้น้อยก็ปลุกนักธรรมอาวุโสหญิงอีกท่านหนึ่งที่พักอยู่กับผู้น้อย แล้วก็อาวุโส ที่จะเดินทางไปกับเตี่ยนฉวนซือ แล้วก็มีนักธรรมอาวุโสหญิง อีก 2 ท่านที่รอส่งอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม เราเดินทาง โดยรถตู้ประจำสถานธรรมไปส่งอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมที่สถานีรถไฟซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานธรรมนักประมาณ 5 กม. เป็นผู้หญิง เดินทางไป 5 คน  ผู้หญิงคนแรกคืออาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมชาวไต้หวัน หญิงคนที่ 2 คืออาจารย์บรรยายธรรมที่จะเดินทางไปกลับอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ส่วนคนที่ 3 –4และ 5 คือ อาจารย์บรรยายธรรม 2 ท่าน และผู้น้อย อาจารย์บรรยายธรรมท่านหนึ่งอายุมากแล้ว เกือบ 60 ปีแล้ว เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ ขาและเข่าเจ็บเดินไม่ค่อยไหว แต่ต้องเป็นคนขับรถ เพราะอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยกันขับไปแต่ต้องไปกับอาจารย์ ส่วนผู้น้อยและอีกท่านหนึ่งขับไม่เป็น เราไปถึงสถานีก่อนเวลาตามตั๋ว 10 นาที และเมื่อไปถึง ไม่มีใครที่จะมาเป็นผู้โดยสารเลย เจ้าหน้าที่ก็ปิดไฟพักผ่อนกันหมดแล้ว ขณะที่รออยู่ก็มีพายุมาลมพัดแรงมาก แล้วฝนก็ตก ทั้งหมดยังรออยู่ที่สถานี ขณะที่รออยู่นั้นมีผู้ชายวัยรุ่นตอนปลายคนหนึ่ง ท่าทางไม่เหมือนปกติ ในมือถือขวดน้ำอัดลมขวดพลาสติก ข้างในน่าจะเป็นเหล้า เพราะลักษณะเขาเหมือนคนเมาและมีกลิ่นเหล้า  อยู่ ๆก็โผล่ออกมา และก็เข้ามาใกล้เรา ในมือเขาไม่มีอาวุธอะไร แล้วเขาก็พูดโวยวายไม่สุภาพ แล้วก็พยายามเข้ามาใกล้ตอนแรก มาอยู่ใกล้กับอาจารย์บรรยายอีกท่านหนึ่งนั่งรออยู่ตรงข้ามผู้น้อย เราก็มองหน้ากันด้วยใจที่ไม่ค่อยจะดี แต่เราก็เฉย ๆ ทุกคนระวังตัว 15นาทีผ่าผ่านไปรถไฟยังไม่มาเก๋งขับมาจอดที่สถานีหนึ่งคัน  เป็นผู้โดยสารที่จะเดินทางเที่ยวนี้เหมือนกัน มีญาติซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนและเด็กหญิงวัยรุ่นหนึ่งคน มาส่ง ผู้โดยสารท่านนี้เป็นชาย อายุประมาณ 26 – 27 ปี เขาทั้งหมดไปนั่งรอ ฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเรานั่งอยู่ และผู้ชายวัยรุ่นที่เมาและไม่มีสติไม่ค่อยดีก็ไปพูดโวยวาย สร้างความรำคาญและความหวาดกลัวให้กับผู้โดยสารและครอบครัว พวกเราก็กลัวและคอยสังเกตุพฤติกรรม เวลา 00.10 น. นายสถานีก็ตื่นขึ้นมาประชาสัมพันธ์รถไฟเสียเวลาจะถึงสถานีบ้านโป่ง ในเวลา 00.44 นาที ผู้โดยสารชายและครอบครัวจึงรำคาญและคงไม่อยากมีเรื่องจึงพากันกลับไปก่อน ก่อนไปผู้หญิงสองคนที่มาส่งเขาก็มาเตือนเราให้ระวังคนขี้เมาคนนี้นะน่ากลัว เขาจะไปกันก่อน เราไม่รู้จักเขาแต่อยากให้เขาอยู่เป็นเพื่อนกันก่อนแต่ เขาก็กลัวจึงไม่กล้าอยู่ขับรถออกไปจากสถานี เมื่อผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปชายขี้เมาคนนี้ก็เข้ามาใกล้พวกเราอีกครั้งคราวนี้มาอยู่ข้างหลังผู้น้อยยืนติดต้นเสาด้านหลังที่นั่งที่ผู้น้อยนั่ง แล้วก็พูดโวยวายแซวมาชิดกับผู้น้อยมาก ทุกคนที่ไปด้วยกันก็มองมาที่ผู้น้อย ผู้น้อยไม่กล้าลุกไปนั่งกับอาวุโสทันทีกลัวสถานการณ์แย่ลง ทำเฉย ๆคอยระวังตัวทุกคนท่องรหัสคาถา  แล้วพอชายขี้เมาคนนี้เงียบเสียงลงผู้น้อยค่อยๆ ย้ายที่นั่งไปติดกับอาวุโสที่นั่งอยู่ม้านั่ง ใกล้กันห่างกัน 2 ก้าว พอผู้น้อยย้ายไป แล้วเราก็มองมาที่เขาเขาก็พูดเสียงดังโวยวายว่าด่าพวกเราว่าทำไมต้องมองดุเขา ไม่ต้องมองแบบนี้ก็ได้ เราก็ไม่ได้มองหาเรื่องอะไรคอยระวังตัวเฉย  ๆ  ชายขี้เมาก็เดินไปนั่ง ใกล้กับอาจารย์บรรยายหญิงอีกท่านหนึ่ง ตรงข้ามกับผู้น้อย พูดจาไม่ค่อยดีเขา อาจารย์ท่านนี้ก็ย้ายมาอยู่รวมกันใกล้กันและมาดูแลกระเป๋าเดินทางของอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไม่ได้นั่ง และท่านอยากเข้าห้องน้ำ เลยไปกับอาจารย์บรรยายอีกท่านหนึ่งที่พึ่งย้ายมาอยู่ใกล้กัน จึงไปเรียกเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสถานีซึ่งไม่ได้เปิดไฟทำงานแล้ว เพื่อไปถามหาห้องน้ำและขอเข้าห้องน้ำอาจารย์บรรยายท่านนี้ไปยืนรออยู่ 5 นาที ไม่กล้าเรียกทันทีไปยืนดูว่ามีเจ้าหน้าที่ไหมเจ้าหน้าที่นอนหลับอยู่เขาก็เรียกรบกวนให้เปิดห้องน้ำให้  ยืนรออยู่นานกว่าเขาจะเปิด และอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมก็ไปเข้าห้องน้ำกับอาจารย์บรรยายท่านนี้ พวกเราอยู่กัน 3 คนและชายขี้เมา แล้ว 2 คนที่ไปเข้าห้องน้ำก็กลับมา พร้อมบอกกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งก็ลุกขึ้นมาดูตะโกนขู่ไล่ชายขี้เมา อยู่ด้านในห้องขายตั๋วของสถานี ชายขี้เมาคนนี้ก็ยังไม่ไปแต่เริ่มห่างจากพวกเรา พักหนึ่งเก๋งของคนที่เพิ่งออกไปก็กลับเข้ามารอที่สถานี อีกครั้งฝนยังไม่หยุด ชายขี้เมาก็โวยวายแล้วก็เดินโซเซไปจากสถาทีท่ามกลางสายฝน และจิตใจที่สั่นกลัวและสงสาร มองเห็นถึงชีวิตของเวไนยบนโลกนี้ ของเราทุก ๆ
                     
                    เวลา 00.42 รถไฟมาถึงเราเดินไปส่งอาจารย์ให้ถึงขึ้นรถฝนยังตกเราไม่ได้ติดร่มมาเพราะก่อนออกเดินทาง ไม่คิดว่าจะมีพายุลมฝนเรียกว่าไม่มีเค้าเลย ต้องปล่อยให้อาจารย์บรรยายธรรมที่อายุมากและต้องเป็นคนขับรถกลับ ที่ขาและเข่าบาดเจ็บนั่งรออยู่แต่ท่านพยายามไปส่งอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมให้ถึงที่ผู้น้อยประคองให้ท่านนั่งรออยู่ตรงนี้ ผู้น้อยและอาจารย์บรรยายอีกท่านหนึ่งเดินไปส่งอาจารย์ถึงตู้โดยสารของรถขบวนนั้น เปียกฝนเหมือนกันเมื่ออาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมและอาจารย์บรรยายที่ติดตามไปด้วยซึ่งขึ้นไปก่อนอาจารย์ขึ้นรถไปแล้วเราก็กลับ เราสองคนพยุงอาจารย์บรรยายที่อายุมากและขาเจ็บคนนี้ไปถึงรถที่จอดไว้ด้านหน้าสถานี ให้ขึ้นรถผู้น้อยปิดประตูให้ท่านถามว่าท่านขับไหวไหมท่านบอกว่าไหวทั้งๆที่ตัวเองเดินไม่ค่อยจะไหว ผู้น้อยนั่งด้านข้างคนขับ อีกท่านหนึ่งนั่งด้านหลัง เมื่อกลับถึงสถานธรรมผู้น้อยพยุงท่านลงจากรถ อีกท่านหนึ่งปิดประตูรถ แล้วเราก็ประคองท่าน  ผู้น้อยเปิดประตูและท่านก็ค่อย ๆพาตัวเองเดินไปเข้าที่นอนที่อยู่ชั้นล่างผู้น้อยและอาจาย์บรรยายธรรมอีกท่านหนึ่งก็ขึ้นไปนอนที่ห้องพักที่อยู่ด้านบน ดูนาฬิกาตีหนึ่งกว่าๆ ผู้น้อยเข้านอน
                                   

                                                    บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
                                                    อวี้หาน/06/10/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 8 ตุลาคม , 2010, 09:54:03 PM


เมื่อครั้ง..ชั้นเรียนถันจู่ปัน 2007

หนทางการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญของแต่ละคน บางครั้งอาจพบเจออุปสรรคเป็นธรรมดา บ้างก็มากน้อย แตกต่างกันไป ตามวิบากกรรมที่เคยทำไว้แต่ชาติ-ภพ ก่อนๆ

    มีเจี่ยงซือท่านหนึ่ง ที่บ้านเป็นถันจู่ด้วย ท่านมีอุปสรรค์อยู่อย่างหนึ่ง คือหลังจากที่ตั้งห้องพระในบ้านเสร็จ ท่านมักเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นที่เจ้ากรรมนายเวร หรือดวงชะตาไม่ดี หรือว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยไม่ดี อาหารการกินไม่ถูกต้องหรือเปล่า หรือเกิดขึ้นจากจิตใจตัวเอง แต่ถันจู่ท่านนี้ก็เข้าใจธรรมะดี ท่านไม่อยากไปถามทรง เจ้าอะไร เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหลักสัจธรรมที่ศึกษามา แต่ด้วยความเป็นห่วงของพี่สาว พี่สาวจึงไปถามร่างทรงที่เป็นร่างพ่อปู่ ที่บำเพ็ญฤๅษีมา คนแถวนั้นเรียกว่า “พ่อปู่” บังเอิญภรรยาของร่างทรงคนนี้ก็เป็นร่างทรงของเจ้าอีกองค์หนึ่ง และก็ยังถือศีลกินเจด้วย เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์นี้บอกว่า “ห้ามกินเนื้อสัตว์” ทรงผู้หญิงคนนี้ก็เลยต้องกินเจประจำ ส่วนร่างทรง “พ่อปู่” ก็จะไม่กินเจ

พี่สาวก็ไปถามพ่อปู่ พ่อปู่ก็ไปนั่ง ดูว่าที่บ้านของเจี่ยงซือท่านนี้ ตรงนั้นมีอะไร พอพ่อปู่นั่งดูแล้วก็บอกว่า
“เอ๊ะ สถานที่ตรงนี้พิเศษจังเลย ทำไมพ่อไม่สามารถมองเห็นอะไรข้างในเลย”

 พี่สาวก็บอกว่า...
“อ่อ บนบ้านเขามีห้องพระ เป็นห้องสถานธรรม”

แต่พ่อปู่ก็ไม่เข้าใจว่า ห้องพระ ห้องสถานธรรมเป็นอย่างไร พ่อปู่บอกว่าบริเวณพื้นที่ข้างๆ มีปัญหาเกี่ยวกับวิญญาณ พ่อปู่จะไปทำพิธีสวดและทำพิธีเชิญออก  ในคืนนั้นก็ได้เดินทางไปทำพิธีให้เลย หลังจากทำพิธีเสร็จ พ่อปู่ก็ขอขึ้นไปบนบ้าน ห้องพระ และก็กราบไหว้ แล้วค่อยลงมาทำพิธีสวดอีกครั้ง เป็นขั้นตอนสุดท้าย

ขณะอยู่ในห้องพระท่านก็พูดธรรมะทั่วไปให้ฟัง อยู่ๆ ท่านก็บอกว่า
“เอ้า...เจ้าของบ้านออกมาบรรยายธรรมให้ฟังสักหน่อย พ่อปู่พูดแต่ธรรมะแบบเก่า ให้เจ้าของบ้านมาพูดธรรมะแบบใหม่ให้ฟังสักหน่อย"

เจี่ยงซือท่านนี้ก็สงสัยว่า
“เอ๊ะ...ตั้งแต่ไม่สบาย ไม่ได้ขึ้นบรรยาย อยู่ๆ ก็จะให้ขึ้นบรรยายต่อหน้าคนมากมายที่ไม่ใช่ญาติธรรม”

ท่านก็ไม่รู้จะพูดอะไร แต่พี่สาวก็เชียร์ให้ขึ้นพูด สุดท้ายก็เลยพูดเรื่อง การรับวิถีธรรม การที่จะมาเจอธรรมะ การที่จะมาเกิดเป็นคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คนที่ทำไม่ดีก็อาจจะมาเกิดเป็นสัตว์ ฉะนั้นคนเราไม่ควรไปกินเนื้อสัตว์  และพูดถึงธรรมะธรรมดาในชีวิตประจำวันที่เราพบเจอ

หลังจากพูดจบพ่อปู่ก็บอกว่า
“แหมพูดซะจนพ่อปู่ไม่กล้ากินเนื้อสัตว์อีกเลย”

มื้อเย็นนี้พ่อปู่ก็เลยทานเจ แล้วยังบอกว่า
“แต่อาหารเจก็อร่อยดี”

จริงๆ เรื่องการถามเจ้า ถามองค์ไม่จำเป็น หรือไม่ควร ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมจริง เราไม่จำเป็นต้องไปพึงพาอาศัยสิ่งเหล่านี้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องบังเอิญ



บันทึกจากตอนหนึ่งในหัวข้อ
“คุณูปการของถันจู่” เมตตาโดย เลี่ยวฮุ่ยจู ในชั้นถันจู่ปัน 2007



บันทึก
8/10/53

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: หน่อย ที่ 18 ตุลาคม , 2010, 03:14:35 PM
เมื่อวานไปรับธรรมมะที่จ.ราชบุรี โดยคุณปุ้ยพาไปค่ะ  แต่ยังไม่ได้รู้จัก อุตตระธรรมวิถี สักเท่าไร (คือยังไม่ค่อยเข้าใจนะค่ะ)ถ้าท่านอาวุโสท่านใด ว่างอยากแนะนำ  เพื่อให้ข้าน้อยเข้าใจ โปรดอธิบายให้ฟังบ้างนะค่ะ ชื่อ :pen1_10:ail.com
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Mod Tanoy ที่ 18 ตุลาคม , 2010, 03:31:44 PM
เมื่อวานไปรับธรรมมะที่จ.ราชบุรี โดยคุณปุ้ยพาไปค่ะ  แต่ยังไม่ได้รู้จัก อุตตระธรรมวิถี สักเท่าไร (คือยังไม่ค่อยเข้าใจนะค่ะ)ถ้าท่านอาวุโสท่านใด ว่างอยากแนะนำ  เพื่อให้ข้าน้อยเข้าใจ โปรดอธิบายให้ฟังบ้างนะค่ะ ชื่อ :pen1_10:ail.com

ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะที่ได้รับวิถีธรรม
ลงทะเบียนสมัครสมาชิกก่อนซีจ้ะ.. จะเห็นหัวข้อมากมายให้เราได้ศึกษาเลยหละคะ... ^_^
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ปราชญ์เดินดิน ที่ 23 ตุลาคม , 2010, 10:46:57 AM
เรื่องแรกครับ....อ่านแต่ของท่านอื่นมานานละ......ประสบการณ์จากน้องในค่ายน่ะครับ

 เมื่อเดือน มิถุนายน มีค่ายเยาวชนซึ่งค่ายจัด 3วัน ศุกร์ถึงอาทิตย์ ในวันที่ 2 วันเสาร์ช่วงบ่ายๆ ก็จะมีการเข้าฐานคุณธรรม มีฐานนึง ชื่อฐานจริยธรรม น้องในกลุ่มที่เข้าฐานทุกคนจะต้องอ่านและเขียนความผิดบาปสำนึกผิด ซึ่งในฐานนั้นได้เชิญเทพเจ้ากวนอู  ประทับตรงหน้าซุ้มและมีพี่เลี้ยงของเราทำเสียงดุๆเพื่อใหน้องที่ผ่านฐานนี้ได้สำนึกผิดบาปไม่กล้าทำผิดบาปอีก ซึ่งบรรยากาศนั้นสมจริงมาก ผู้น้อยเดินผ่านยังรู้สึกได้เลยว่าน่าเกลงขามมากยังคิดว่าเจี่ยงซือที่รับผิดชอบทำฐานนี้ ไอเดียดีจริงๆ
(http://dc199.4shared.com/img/p1Q6jAxC/s3/0.6853751766134102/DSC09376.jpg)


(http://dc199.4shared.com/img/h30WI8Kc/0.061573856525630744/DSC09375.jpg?)
       
 
      แต่ว่าฐานนี้ใช้เวลานานมากๆทำให้น้องๆต้องรอเพื่อเข้าฐานกันยาว จนมีเวลาให้น้องๆได้ออกไปห้องน้ำและดื่มน้ำ  มีน้องผู้ชายคนหนึ่ง ขณะที่เพื่อนๆเข้าฐานอยู่แต่น้องเค้ากลับหนีไปนอนเล่นบริเวณด้านข้างของสถานธรรมซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาที่เพื่อนๆของเค้ากำลังเข้าฐานจริยธรรมกัน ..ในช่วงที่น้องคนนี้กำลังนอนเล่นไม่ยอมไปเข้าฐาน (น้องเล่าว่า) ก็เห็นเทพเจ้ากวนอูองค์เขียวๆ องค์สูงใหญ่มาก  หน้าแดงก่ำยืนชี้มาที่น้อง......ทำให้น้องเค้าตกใจมากแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นสอง เพื่อเข้าฐานจริยธรรม........โดยไม่กล้าหลบมานอนอีกเลย.................
           เรื่องนี้น้องได้มาเล่าให้พี่เลี้ยงฟังแล้วผู้น้อยก็เอาเรื่องนี้มาเล่าที่นี่อีกทีครับ....เพื่อแรกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ  ในเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หนุนส่งงานธรรมและคอยดูแลเราเสมอมา นี่เป็นเรื่องที่เกิดในค่ายเยาวชนที่ชลบุรีครับ ปลายเดือนมิย.2553
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 2 พฤศจิกายน , 2010, 10:49:40 AM
สองอาทิตย์ที่แล้ว...เจี่ยงซือท่านหนึ่งพูดให้ฟัง
  
  ท่านได้ร่วมศึกษาในชั้นเรียนส่งเสริมค่ะ มีชายขี้เมาคนหนึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับเจี่ยงซือท่านนี้นั่น

แหละ  แต่ว่าเขาไม่เคยมาบ้านของเจี่ยงซือท่านนี้เลย  พอดีวันนั้นท่านอยู่บ้าน ชายขี้เมาคนนี้เขาก็มานอนอยู่ใต้ถุนบ้าน บ้านของท่าน

เป็นสถานธรรมครัวเรือน มีโต๊ะพระอยู่ด้านบน เป็นบ้านเรือนไม้สองชั้น เมื่อเจี่ยงซือท่านนี้พบชายขี้เมาก็แปลกใจและตกใจเล็กน้อย

ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้และรู้สึกไม่ดีจึงบอกให้ชายขี้เมากลับไปเถอะที่นี่เป็นสถานธรรมครัวเรือนเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เจี่ยงซือท่านนี้จึงไม่  อยากให้ชายขี้เมาอยู่ตรงนี้ แล้วก็ถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ ทำไมวันนี้มาที่บ้านฉัน ชายคนนี้ไม่รู้จักว่าที่นี่คือสถานธรรมครัวเรือน ไม่รู้จักธรรมะมาก่อน แต่ทราบว่าเจี่ยงซือท่านนี้ทานเจ พอเจี่ยงซือบอกให้ออกไปเขาก็เชื่อฟังเพราะรู้ว่าตัวเองดื่มเหล้าเมาไม่สะอาด และได้

ตอบคำถามกับเจี่ยงซือท่านนี้ว่าผมฝันถึงบรรพบุรุษมากมายเลย น่ากลัวบอกว่าถ้าไม่อยากทรมานและทุกข์เหมือนกับบรรพบุรุษให้ไปหาหนทาง ชายคนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน บรรพบุรุษบอกว่าให้ไปที่ "บ้านตาเจ๊ก"  ซึ่งเป็นสถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้นั่นเอง เจี่ยงซือท่านนี้

เป็นภรรยา ของคนที่ชื่อเจ๊ก ซึ่งเป็นถันจู่  แต่ชายขี้เมาไม่เคยรู้เรื่องราวไม่เคยสนใจ และไม่มีใครฉุดช่วย จนเมื่อถึงเหตุการณ์วันที่พูดถึงนี้   เจี่ยงซือท่านนี้ขณะที่กำลังบอกให้ชายนี้กลับไป ก็บอกว่าเดี๋ยวเองดีแล้วจะบอกให้ ให้หายเมาก่อน เจี่ยงซือท่านนี้เมื่อประจักษ์เช่นนี้จึงมีปณิธานความมุ่งมั่นที่จะต้องฉุดช่วยชายผู้นี้ให้ได้  และอีกไม่นานเมื่อถึงบุญวาระ ก็จะพาเขามารับวิถีธรรม  

ปัจจุบันผู้น้อยยังไม่ได้ติดตาม   ความคืบหน้า  จึงฟังแล้วจำมาเล่าได้เพียงเท่านี้  เป็นความทรงจำอยู่อีกหนึ่งในบันทึกความทรงจำยุคขาวค่ะ  ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่อง...



อวี้หาน/บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
2/11/53


ปล.แก้ไข 4 รอบกว่าจะลงตัวออกมาเป็นแบบนี้ ลองอ่านดูนะคะ

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: นางสาว ภัสรา ที่ 8 พฤศจิกายน , 2010, 07:04:25 PM
รักพระอาจารย์มากเลยค่ะ หนูรับธรรมะมาได้1 ปีแล้ว มีบางช่วงที่ขาดหายไปเพราะไม่เข้าใจในธรรมะแต่วันนี้หนูเริ่มจะมองเห็นบางสิ่งที่ธรรมะได้สร้างสรรค์ขึ้น และหนูจะตั้งมั่นในความดีตลอดไปค่ะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 9 พฤศจิกายน , 2010, 08:17:43 AM
รักพระอาจารย์มากเลยค่ะ หนูรับธรรมะมาได้1 ปีแล้ว มีบางช่วงที่ขาดหายไปเพราะไม่เข้าใจในธรรมะแต่วันนี้หนูเริ่มจะมองเห็นบางสิ่งที่ธรรมะได้สร้างสรรค์ขึ้น และหนูจะตั้งมั่นในความดีตลอดไปค่ะ


สาธุ...เป็นบุญอย่างยิ่งแล้วจ่ะ ขอเบื้องบนเมตตานะคะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: zamcmu ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 01:10:54 AM
เมื่อวานซืนที่ผ่านมา (10 พ.ย. 53) น้อง ๆ ที่กลับมาจากส่งเสริม อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
กำลังกลับมาด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนกและวางแผนจะกราบพระสวดหมีเล่อฯ
ผู้น้อยเลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติ ต่างคนก็ต่างแยกกันกลับ
ทำไมคราวนี้จึงมีรวมตัวหลังส่งเสริม

คำตอบที่ได้ คือ มีเทพมาอวยชัยให้งานธรรมกิจเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

.....ภาพย้อนให้เห็นเหตุการณ์ดังนี้
ขณะที่กลับมาจากอำเภอฮอด รถกระบะคันสีน้ำเงินของน้องถันจู่ที่สถานธรรม
ได้วิ่งผ่านลัดเลาะมาตามแนวเขา จนจะถึงบริเวณบ้านคน ก็ทำท่าหยุด ๆ วิ่ง ๆ
น้องถันจู่ผู้ชายอีกคนเริ่มทำหน้าไม่ค่อยดี เหมือนจะอาเจียน ออกมาใ้ห้ได้

แต่สักพัก ...น้องเริ่มรู้ตัวว่า มีอะไรบางอย่างอยากจะบอกกับทุกคน
แล้วน้องก็เริ่มร้องไห้และหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ และพูดออกมาว่า....

...อำนวย ชัย ฮ่า ๆๆๆ....

น้อง ๆ ที่นั่งมาด้วย งง และทำอะไรไม่ถูก เค้าใจว่า ใครที่ถูกพูดถึง
คุณอำนวยชัยหรอกหรือ ...ไม่ใช่ นั่นเป็นการอำนวยอวยชัยต่างหาก
รถคันนี้ จอดนิ่งสนิทท่ามกลางป่า เวลานั้นไม่มีแสงแดดแล้ว
พระอาทิตย์พึ่งลับขอบฟ้าไปไม่นาน

น้องที่ถูกใครบางคนใช้ร่าง ก็ยังสั่นเกร็งพร้อมพูดอะไรหลายๆ อย่างออกมา
....ท่านบอกว่า ท่านคือ พญาเทพฤทธิ์ อยากจะมา กราบเท้าน้องนก
(น้องนกคือ ผู้นำสายบุญที่อำเภอฮอด) อยากขอบคุณที่นำพาธรรมะและพระโองการสวรรค์
จากหลูเตี่ยนฉวนซือมาถึงที่นี่ อยากกราบเท้าแทนลูกหลาน ท่านคือผู้ปกปักรักษาดวงวิญญาณที่นี่.....

เมื่อท่านอวยพรและขอบคุณเสร็จ ท่านก็ถอนออกไป ในขณะนั้นเสียงสวดหมีเล่อฯ ดังขึ้นโดยพลัน
แม้จะกระท่อนกระแท่นไม่เป็นจังหวะ เนื่องจากต้นเสียงนั้นยังตื่นเต้นและสับสน เพราะในนั้นญาติธรรมใหม่
บางคนพึ่งเคยออกส่งเสริมเป็นครั้งแรก ฟ้าเบื้องบนจึงเผยประจักษ์พยานให้แจ้งชัด หลังจากนั้นจึงขับรถต่อไป จนถึงเมืองเชียงใหม่ก็ประมาณสามทุ่มกว่าแล้ว จึงรีบเอาเรื่องนี้รายงานอาวุโสแล้วจึงไปกราบพระขอบคุณพระกรุณาธิคุณและกราบอุทิศกุศลปรกแผ่แด่วิญญาณท่านดังกล่าว

น้องที่โดนใช้ร่างบอกว่า ในขณะภวังค์นั้นรู้ตัวดีว่าเป็นอะไร แต่ฝืนไม่ได้แล้ว อึดอัดมาตั้งแต่จะออกจาก อ.ฮอด
แต่ในนั้นมันปรากฎภาพชายนุ่งผ้าต้อยใส่เสื้อ ถือดาบหนึ่งข้าง (คล้ายอย่าง พระยาพิชัยฯ ที่ จ.อุตรดิตถ์) แต่เบื้องหลังนั้นมี ดวงวิญญาณหลายร้อยหลายพันติดตามมาใกล้มาก

เนื่องด้วยเหตุปัจจัย ว่า ในวันนั้นกำลังจะไปจัดพิธีรับธรรมะ ที่ อ.ฮอด แต่เนื่องจากไม่ได้เคลียร์เรื่องทานเจและเงินสร้างกุศล ๕๐ บาทก่อน จึงยกเลิก คาดว่า ฟ้าดินรับรู้ สามภพภูมิรับรู้ จึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจในพระโองการฟ้าและภาระหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนใหม่หลายคนรู้ตื่นจากสิ่งที่ได้พบเจอครานี้

ผู้น้อย zamcmu ไท่เย่าเชียงใหม่ / เล่าลงบันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
12/11/53  1:10
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 09:12:26 AM
รวดเร็วทันใจดีนะ ท่านซ่าม นั่งอ่านพร้อมทำตาโต๋ โต แล้วก็ขนลุกไปด้วยนะ มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังอีกเน่อ เรื่องดี ดีที่มากสาระ.......
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: M a P a l M ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 11:17:23 AM
เนื่องด้วยพระคุณฟ้า บารมีคุณพระวิสุทธิอาจารย์ อมตะพุทธะจี้กงและพระโพธิสัตว์จันทรปัญญา  ธรรมะจึงเข้าสู่ประเทศไทย

เหตุการณ์ที่ผู้น้อยจะบันทึกคือเรื่องราวของการบุกเบิกแพร่ธรรม
9 พฤศจิกายน 2553  ณ ไท่เซิ่ง เฉพาะกิจ  อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
โจวหมิงไหลเจี่ยงซือและผู้น้อย ได้ปรึกษากันว่าจะไปปั้นเต้าหลินสือที่บ้านเพื่อนที่สุพรรณบุรี 
แต่เนื่องด้วยตัวเพื่อนเองยังไม่รับธรรมะ  เพียงแค่มีใจที่อยากรับธรรมะมากถึงมากที่สุดเท่านั้น
ทางอาวุโสที่สถานธรรมจึงไม่ค่อยเห็นชอบเท่าไรนัก  นี่คืออุปสรรคประการแรก
แต่เนื่องด้วยคนมีใจตรงต่อฟ้า  ทำงานธรรมไม่ได้เคลือบแฝง
อีกทั้งด้วยความเมตตาของฝูซันเตี่ยนฉวนซือของพวกเรา  ท่านรับปากจะเดินทางไปทำพิธีที่บ้านพี่ลักษณ์
ญาติธรรมใหม่ที่อยากรับธรรมะท่านนี้  ที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
วันจันทร์ที่ 8 พย.53 กำหนดการคือหมิงไหลเจี่ยงซือจะเดินทางไปเคลียพื้นที่ก่อนที่คณะบุคลากรจะเดินทางไป
แต่อยู่ดีดี เจ้าของบ้านก็ติดต่อไม่ได้  ทางเราเองก็ไม่รู้จะเดินทางไปถึงบ้านที่สุพรรณได้อย่างไรหากเจ้าของบ้านไม่ออกมารับ  ติดต่อจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนขึ้นรถไปสุพรรณ  สุดท้ายเบื้องบนเปิดทางฟ้าอำนวย จึงสามารถติดต่อกับเจ้าของบ้านได้และไปถึงสุพรรณบุรีในที่สุด  เมื่อไปถึงหมิงไหลเจี่ยงซือพูดเป็นเสียงเดียวว่า พี่ลักษณ์ถึงแม้ยังไม่รับธรรมะ แต่ทำไมถึงศรัทธา เอาใจใส่ต่อธรรมะมากขนาดนี้  ทั้งๆที่หมิงไหลเจี่ยงซือกับพี่ลักษณ์เองรู้จักกันเพียงในฐานะ แม่ค้า-ลูกค้า เท่านั้นเอง  นั่นเป็นเพราะ วาระแห่งบุญปัจจัยเค้าถึงพร้อม  ฟ้าจึงจัดสรรให้ธรรมะมาสู่บ้านของเค้า 

วันทำพิธี อังคารที่ 9 พย. 53  ณ ไท่เซิ่งเฉพาะกิจ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
ฝูซันเตี่ยนฉวนซือเมตตานำพาคณะบุคลากรไปถึงบ้านพี่ลักษณ์  คนใหม่ที่มาล้วนแล้วแต่เป็นญาติภายในบ้านและเพื่อนบ้านพี่ลักษณ์เท่านั้น  แค่เตี่ยนฉวนซือเมตตาเรื่องเงินทำบุญอย่างน้อย 50 บาทและฝึกทานเจ  แทบไม่มีใครต่อต้านและปฎิเสธธรรมะเลย  ต่างตื่นเต้นและอยากที่จะรับธรรมะ  ซึ่งแปลกกว่าที่อื่นๆ  สรุปรวมวันนั้นทำพิธี 20 คน  หลักจากทำพิธีเสร็จพี่ลักษณ์บอกกับพวกเราว่า ถ้ามีงานธรรมะที่ไหนอีก บอกพี่ด้วย พี่อยากไปบ่อยๆ  เบื้องบนเมตตาจริงๆ  ผู้น้อยไม่เคยเห็นใครที่เพิ่งรับธรรมะแล้วอยากมาช่วยงานขนาดนี้

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ณ ไท่ซั่งเฉพาะกิจ อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
ที่นี้จะแตกต่างจากที่สุพรรณมาก  เนื่องด้วยการเรียนเชิญของญาติธรรมที่อยากให้พ่อของตนรับธรรมะ
เตี่ยนฉวนซือจึงเมตตาจัดสรรเวลาต่อจากสุพรรณบุรีเลย
แต่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ขัดขวางการทำงานธรรมะของเรา
อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นสนามรบเก่าก็เป็นได้  ขณะทำพิธีเจ้ากรรมนายเวรขัดขวางเตี่ยนฉวนซือ 
พิธีกรเอกโทก็ติดขัด  ทั้งๆที่เมื่อวานเหตุการณ์ปกติเรียบร้อย 
เมื่อทำพิธีจนเสร็จ  จึงพบว่า พ่อของผู้นำพาสายบุญคือ พี่วิราวรรณ  (( ญาติธรรมไท่ซั่ง สวนหลวง))
นิ้วเท้าพิการ ไม่ครบ 10 นิ้ว เตี่ยนฉวนซือตกใจมาก  เพราะทำบุญเพียง 100 บาท 
กล่าวคือปกติถ้าเจอบุคคลป่วย มีอาชีพเกี่ยวข้องกับชีวิต 
เตี่ยนฉวนซือจะเมตตาให้ทำบุญให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  แต่ครั้งนี้เตี่ยนฉวนซือไม่ทราบ 
ดังนั้นจึงสรุปเหตุกาณ์ที่การปั้นเต้าติดขัดได้เลยว่า 
คงเป็นเพราะหนี้สินเวรกรรมของผู้รับธรรมะใหม่และแรงกรรมของพื้นที่ค่ายบางระจัน 
จึงส่งผลต่อการทำพิธีก็เป็นได้   
ที่สิงห์บุรี ช่วงที่ถันจู่เราออกไปชวนคนมารับธรรมะ  มีทั้งโดนด่ากลับมา โดนไล่กลับมา
ซึ่งปกติถ้าคนที่ไม่สนใจธรรมะหรือไม่อยากมาก็น่าจะพูดดีดีว่าไม่ไปหรอก ไม่ว่าง 
แต่นี่กลับด่า กลับไล่เหมือนหมูหมาเลย  ของเค้าแรงจริงๆ 


เหตุการณ์ทั้งสองสถานที่ สองวัน สองเหตุปัจจัย
ผู้น้อยขอสรุปว่า  การที่เราจะชักชวนคนมากราบขอรับวิถีธรรม
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ รากบุญรากกุศล  รวมไปถึงการเกี่ยวข้องการหนี้สินเวรรกรรมของคนนั้น
ไม่ใช่อยากชวนใครก็ชวน  ฉุดกระชากลากดึงมารับ  รับแล้วก็จบกัน  อย่าทำแบบนี้
เพราะจะส่งผลกระทบหลายอย่าง  อย่าลืมว่าการรับธรรมะ  ทั้งเตี่ยนฉวนซือเอง อิ๋นเป้าซือเอง
ก็ต้องร่วมแบกรับทั้งสิ้น  ยิ่งปัจจุบันนี้นรกภูมิเปิดกว้าง  การทวงหนี้เวรกรรมมาแบบอีเอมเอส 
จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  คัดกรองคนก่อนมารับธรรมโดยให้เค้าเหล่านั้นทานเจก่อน
หรือมาทานเจให้ครบอย่างน้อย 1 วันที่สถานธรรมก็ยังดีและ
ทำบุญอย่างให้น้อยกว่า 50 บาท ด้วยจิตศรัทธาของเค้าเอง

ด้วยจิตสำนึกคุณ
12 / 11 / 53
เวลา 11.11 น.
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: zamcmu ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 12:01:49 PM
เห็นด้วยกับน้องปาล์มนะครับ ว่าการทวงหนี้เวรกรรมในสมัยนี้มาแบบ EMS ติด Turbo จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  คัดกรองคนก่อนมารับธรรมะ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันเริ่มยากและคัดคนจริง ๆ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: Mod Tanoy ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 12:57:32 PM
ยิ่งบำเพ็ญ  ยิ่งได้เห็น  เป็นประจักษ์
สามภพภูมิ  คุ้มครองรักษ์  ธรรมกิจฟ้า
ฉุดช่วยคน  ให้พ้นภัย  สู่อริยา
หนี้สินกรรม  ที่ทำมา  สิ้นสุดลง


อาวุโสทุกท่าน เคยสังเกตุไหมว่า ... ทุกครั้งที่เราดำเนินงานธรรมกิจ หลายสิ่งหลายอย่างราบรื่นแบบอัศจรรย์ โอกาสเหมาะสม เวลาเหมาะสม สถานที่เหมาะสม คนเหมาะสม อย่างน่าอัศจรรย์...
ขอเพียงเราคิดจะก้าว และก้าวแล้ว.. ฟ้าก็ย่อมอำนวยชัยจริงๆ

มาร่วมยินดีกับความทรงจำยุคขาว ด้วยจิตขอบพระคุณ
มดตะนอย


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: M a P a l M ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 01:50:45 PM
เรื่องที่ ๑
เหตุเกิด ณ สถานธรรมไท่เจวี๋ย อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์  (ไท่คัง)
ญาติธรรมท่านหนึ่งชื่อพี่ดา  ปกติพี่ดาจนโดนสามีเตะต่อยทุกวัน เพราะเมาเหล้า
อีกทั้งพี่ดาบอกว่า ทุกวันจะมีเหมือนคนคอยตามตลอดเวลา  ทั้งชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย

หลังจากที่ได้มีโอกาสมารับธรรมะ  เตี่ยนฉวนซือเมตตาให้เค้ารีบฉุดช่วยคนอุทิศบุญชดใช้เจ้ากรรมนายเวรไป
ภายหลังพี่ดา จึงมาเล่าเหตุการ์ให้เตี่ยนฉวนซือฟังว่า อดีตตัวพี่ดาเองเคยทำแท้ง (ถ้าจำไม่ผิดมากกว่า 1 ครั้ง)
เตี่ยนฉวนซือจึงเมตตาให้พี่ดาฝึกทานเจ  รีบบำเพ็ญ  ฉุดช่วยคน สวดหมีเล่อเจินจิงอุทิศบุญให้เค้าไป
เดือนต่อมา พี่ดาหอบเอาความตื่นเต้นมาเล่าให้เตี่ยนฉวนซือฟังว่า เดี๋ยวนี้สามีพี่ดา เลิกเตะต่อย เลิกเหล้า มาสถานธรรม ฝึกทานเจกับพี่ดาแล้ว  พร้อมกันนี้ ชั้นเรียนวันนั้นพี่ดาชวนคนมารับธรรมสิบกว่าคน
ถือเป็นหนึ่งในประจักษ์หลักฐานแห่งคุณานุคุณของธรรมะและความแยบยลแห่งพระโองการฟ้า


เรื่องที่ ๒
เหตุเกิด ณ สถานธรรมไท่เมี่ยว อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพขรบูรณ์  (ไท่คัง)
ญาติธรรมชื่อ....(จำชื่อไม่ได้).....  มีโอกาสมารับธรรมะเท่านั้น  ยังไม่ได้เข้าประชุมธรรมหรือฝึกทานเจเลย
หลังจากรับธรรมะไปก็เหมือนคนปกติ  แน่นอนคือลืมไตรรัตน์ รู้แค่ว่ามีรหัสคาถา 5 คำแต่ก็จำไม่ได้
วันนึงป้าคนนี้หว่านแหจับปลามากิน  พอดีกับที่ฝนตกป้าแกลืมนึกไป 
ฟ้าคงพิโรธ ผ่าลงมาที่ป้าแกรกับสามี
กิ๊บบนหัวกระจาย  ป้าสลบไปหลายชั่วโมง  ในวูบของอาการสลบ 
ป้าเล่าให้ฟังว่ามีคนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้มาบอกให้ท่องรหัสคาถา ๕ คำสิ รับธรรมะแล้วไม่ใช่หรอ
ป้าตอบกลับไปว่า  ฉันจำไม่ได้   
คนในภวังค์ในบอกให้ป้าท่องตาม
หลังจากนั้น ป้าก็ตื่นจากอาการสลบ  พร้อมกับตกใจที่ตนเองอยู่โรงพยาบาล
ไม่มีอาการเจ็บป่วยสาหัสอะไรเลยแม้แต่นิด มีเพียงรอยไหม้ตรงแขนเท่านั้นเอง
อีกหนึ่งประจักษ์หลักฐานยืนยันความสูงส่งแห่งอนุตตรธรรม

ด้วยจิตศรัทธาต่ออนุตตรธรรม
12/11/53
13.50

(เด๋วจะค่อยค่อยเพิ่มเรื่องแล้วกันนะครับ ถ้ามีเวลาเหลือ)
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 12 พฤศจิกายน , 2010, 02:25:33 PM


(เด๋วจะค่อยค่อยเพิ่มเรื่องแล้วกันนะครับ ถ้ามีเวลาเหลือ)



หาเวลามาเพิ่มให้ได้นะเจ้าคะ  เดี๋ยวจะมาคอยดูและฟัง บันทึกจริง จากผู้บำเพ็ญธรรมกาลยุคขาว ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 29 พฤศจิกายน , 2010, 07:17:49 PM



ผมคือใคร...? พูดว่า:
ตกลงแวนเป็นหลาน นายดาบ เหรอ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 ป่าวๆๆ
 ไม่ได้เปงรายกัลเรย
 เปงแค่คนรู้จักกัล
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 อ้าววว...แล้ววันนั้นเห็นเหมือนแวนไปกราบแม่ด้วย แม่เป็นคนไหนนะ...จำไม่ได้ละ
 ได้กราบแม่ป่าว...ที่ไไท่ฝออ่า...
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆๆ
 ผมออกไปเะองหละ
 กราบแม่เพ็ญ
 *แม่
 ก้อ..
 ผมนับถือแม่เพ็ญเป็นแม่ทางธรรมอ่ะ
 ลุงดาบกะเปงพ่อทางธรรม
 OKยังพี่
 55+
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 อืม...ก็ดีซี่...แล้วพ่อแม่เราล่ะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เค้าไม่ยอมมารับธรรมมะอ่ะ
 วันนกลับมาเจอหน้าปุ๊บ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ไง
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เจอคำอวยพรชุดใหญ่เรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 555 สู้ๆ คุณน้อง
 ธรรมดา
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆ
 สู้มา7เดือนละ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 พี่สู้มา 10 ปีแล้ว
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 กำ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 555
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 แล้วเค้ามายังง
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 มารับแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
 อีกไม่นานก็คงเข้าใจ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ธรรมดา ที่พ่อแม่เป็นห่วงอาหนา..
 เค้าก็ว่าไปงั้นแหละ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 ของผมนะพ่อนะพอรู้ว่าคนที่รับธรรมมะมาบ้านนะเค้าจาหนีออกไปข้างนอกเรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ค่อยๆ มา เดี๋ยวอีกหน่อยเขาก็เข้าใจเอง
 พี่อา...อยู่ในอาณาจักรธรรมมาจน 10 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้พ่อแม่เขาไม่เข้าใจ แต่เขาก็ยอมรับได้แล้วหล่ะ
 เพราะราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วววว
 สมัยอยู่ ม.ปลาย กับ มหาลัย ก็กลับบ้านที ก็เจอว่าเป็นฉอดๆ เหมือนกัน
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆๆ
 งันผมก้อกำลังตกยุในสถานะเดียวกะพี่เรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ช่ายๆ...แวนกะลังเหมือนพี่ตอน ม.ปลาย
 ที่เขาว่าเพราะเขาไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รับรู้ ไม่ได้ฟังเหมือนเรานี่ เราต้องเชื่อมั่นตัวเอง อ่อนน้อม ต่อพ่อแม่ แล้วก็เขาสถานธรรมอย่างเปิดเผย ดีที่สุด
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆๆ
 ผมจาสู้ๆ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 เยี่ยมมากคุณน้อง...
 แล้วบ้านแวนอยู่ใกลสถานธรรมม๊ะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 มันต้องมีสักวันหละพี่
 20กิโลได้หละ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ก็ไม่เท่าไหร่ ... สมัย ม.ปลาย บ้านพี่อยู่ห่าง สถานธรรม 50 กม. ยังมาได้เลย
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 *0*
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ของดีก็ต้องยากบ้างหละนะ
 ถ้าชวนไปกินเลี้ยง ก็ไปทุกรายแหละ
 แต่ชวนไปสถานธรรมมันไม่ใช่ของเล่นๆ นะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆ
 ถูก
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 แล้วเคยพาผู้ใหญ่ไปชวนพ่อกะแม่ป่าว...?
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เคยดิ
 ป้าพิมอ่ะ
 เค้าเข้ามาหาแม่
 แต่พ่อหนีออกไปนอกบ้าน
 พ่อหัวดื้อมากๆ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ผู้ชายส่วนใหญ่ จะหัวดื้อเป็นธรรดา แต่คนหัวดื้อถ้าเข้าใจแล้วเอาจริงเอาจังนะ...
 เหมือนลุงดาบนะหล่ะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 ลุงดาบยังดีอ่ะ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 ก่อนมารับธรรมะก็ไม่ต่างกับพ่อแวน
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เค้ายังอยู่แล้วก้อคิดที่จาลูงเถียวดู
 แต่พ่อผมอ่ะ
 เค้าไม่คิด กเค้าหนีออกไปเรย
 ผมลองคุยกับแม่เพ็ญดูแล้ว
 แม่เพ็ญบอกว่าไว้แม่ผมว่างวันไหนแม่เพ็ญเค้าจาเข้ามาหาอ่ะผมคือใคร...? พูดว่า:
 อืม..เอาหม่ามะ คุณแม่ไปก่อนนะ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 แม่อ่ะ เค้าคุยง่าย
 แม่เค้าเคยรับปากว่าจาไป
 แต่พอถึงวันที่จาไปที่สถานธรรนะ
 เค้าจาไปนาตอนตี5ทุกทีเรย
ผมคือใคร...? พูดว่า:
 555 ธรรดา น้าพี่ก็เหมือนกันวันก่อน ให้ครูประเวกไปคุย จับไม้จับมือว่าจะมาๆ พอวันมาจริงมาไม่ได้ แม่ยายแกไม่สบาย
 ก็...รอไปก่อนละกัน สักวันเขาก้อมาได้แหละ
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 อืมๆๆคัฟๆ
 สู้ๆ
ผมคือใคร...? พูดว่า:
  อืม
[c=1]ขอให้[/c] [c=4]เธอเจอ[/c] [c=1]คนที่[/c] [c=46]ดีกว่า[/c][c=41]กู[/c] พูดว่า:
 เดียวเลงเกมดีกว่า
 คลายเครียด
 เซงๆ
 55+ผมคือใคร...? พูดว่า:
 อา...ตามบาย



บันทึก
29/11/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 14 ธันวาคม , 2010, 08:55:25 AM
สองอาทิตย์ที่แล้ว...เจี่ยงซือท่านหนึ่งพูดให้ฟัง
 
  ท่านได้ร่วมศึกษาในชั้นเรียนส่งเสริมค่ะ มีชายขี้เมาคนหนึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับเจี่ยงซือท่านนี้นั่น

แหละ  แต่ว่าเขาไม่เคยมาบ้านของเจี่ยงซือท่านนี้เลย  พอดีวันนั้นท่านอยู่บ้าน ชายขี้เมาคนนี้เขาก็มานอนอยู่ใต้ถุนบ้าน บ้านของท่าน

เป็นสถานธรรมครัวเรือน มีโต๊ะพระอยู่ด้านบน เป็นบ้านเรือนไม้สองชั้น เมื่อเจี่ยงซือท่านนี้พบชายขี้เมาก็แปลกใจและตกใจเล็กน้อย

ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้และรู้สึกไม่ดีจึงบอกให้ชายขี้เมากลับไปเถอะที่นี่เป็นสถานธรรมครัวเรือนเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เจี่ยงซือท่านนี้จึงไม่  อยากให้ชายขี้เมาอยู่ตรงนี้ แล้วก็ถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ ทำไมวันนี้มาที่บ้านฉัน ชายคนนี้ไม่รู้จักว่าที่นี่คือสถานธรรมครัวเรือน ไม่รู้จักธรรมะมาก่อน แต่ทราบว่าเจี่ยงซือท่านนี้ทานเจ พอเจี่ยงซือบอกให้ออกไปเขาก็เชื่อฟังเพราะรู้ว่าตัวเองดื่มเหล้าเมาไม่สะอาด และได้

ตอบคำถามกับเจี่ยงซือท่านนี้ว่าผมฝันถึงบรรพบุรุษมากมายเลย น่ากลัวบอกว่าถ้าไม่อยากทรมานและทุกข์เหมือนกับบรรพบุรุษให้ไปหาหนทาง ชายคนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน บรรพบุรุษบอกว่าให้ไปที่ "บ้านตาเจ๊ก"  ซึ่งเป็นสถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้นั่นเอง เจี่ยงซือท่านนี้

เป็นภรรยา ของคนที่ชื่อเจ๊ก ซึ่งเป็นถันจู่  แต่ชายขี้เมาไม่เคยรู้เรื่องราวไม่เคยสนใจ และไม่มีใครฉุดช่วย จนเมื่อถึงเหตุการณ์วันที่พูดถึงนี้   เจี่ยงซือท่านนี้ขณะที่กำลังบอกให้ชายนี้กลับไป ก็บอกว่าเดี๋ยวเองดีแล้วจะบอกให้ ให้หายเมาก่อน เจี่ยงซือท่านนี้เมื่อประจักษ์เช่นนี้จึงมีปณิธานความมุ่งมั่นที่จะต้องฉุดช่วยชายผู้นี้ให้ได้  และอีกไม่นานเมื่อถึงบุญวาระ ก็จะพาเขามารับวิถีธรรม 

ปัจจุบันผู้น้อยยังไม่ได้ติดตาม   ความคืบหน้า  จึงฟังแล้วจำมาเล่าได้เพียงเท่านี้  เป็นความทรงจำอยู่อีกหนึ่งในบันทึกความทรงจำยุคขาวค่ะ  ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่อง...



อวี้หาน/บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว
2/11/53





ปัจจุบัน ชายคนนี้รับธรรมะเรียบร้อยแล้วค่ะ ณ สถานธรรมครัวเรือนแห่งนี้  ไม่น่าเชื่อ วันรับธรรมะ เขาก็ยังดื่มเหล้ามาแต่อยู่ในอาการที่ไม่เมา มีสติดีอยู่หลังจากรับธรรมะฟังไตรรัตน์เข้าใจ  อาทิตย์ถัดมาเขาก็มาเข้าชั้นเรียน โดยเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ไม่ดื่มเหล้าแล้ว แล้วก็ใส่ชุดเรียบร้อย ใบหน้าสดใส ดูมีราศีขึ้น สร้างความแปลกตาแปลกใจสำหรับญาติธรรมผู้พบเห็น ที่มาเข้าชั้นเรียนด้วยกัน รวมถึงตัวผู้น้อยด้วยเช่นกัน เป็นเพราะคุณานุคุณแห่งธรรมโดย   แท้  3 ครั้งแล้วที่เขามาเข้าชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ดื่มเหล้าเลย




บันทึกความทรงจำธรรมกาลยุคขาว

อวี้หาน/14/12/53
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 12 มกราคม , 2011, 03:13:31 PM
วันซ้อมใหญ่ฉลองงาน 30 ปี ฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย   
                     
                   
                ขอเล่าเท้าความเรื่องราวความประทับใจตั้งแต่วันที่ 7  ม.ค.54   มีรายละเอียดของความประทับใจที่เป็นความรู้สึกที่ดี ๆ  มีมากและหลายคนได้ทุ่มเทกันมากจริงๆ  ให้เราได้ตระหนักถึงพระคุณของฟ้าเบื้องบน และงานที่ยิ่งใหญ่ทรงคุณค่านี้  ข้อมูลนี้เป็นความรู้สึกคิดเห็นของผู้น้อยที่ได้รับรู้สัมผัสมา จากการเตรียมงาน ในวันที่ใกล้จะถึงงานฉลอง 30 ปี ในวันที่ 9 ม.ค.54  จริง ๆแล้วมีการเตรียมงานที่หลายฝ่ายหลายด้านมากกว่านี้  แต่ผู้น้อยก็รู้ไม่หมดแล้วก็เล่าไม่หมด   จึงขออนุญาติเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาที่ตัวเองได้รู้เห็นมาและรู้สึกประทับใจก็แล้วกันค่ะ       
                 


                เย็นวันที่ 7  เลิกงาน 4.30 น.ได้เดินทางโดยอาศัยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อนร่วมงานซึ่งไม่ได้รับธรรมะพร้อมกับช่างแต่งหน้าของการแสดงหนึ่งคนบุคลากรของสถานธรรม  ออกเดินทางเกือบ 5 โมงเย็นเคลียร์งานเสร็จ  จะขอลงที่หน้ารีเวอร์ปากทางเข้าต้าเมี่ยว  ด้วยความเกรงใจเพื่อนร่วมงาน เพราะเมื่อ 2 วันก่อนหน้าก็ขอโดยสารมากับเขาเหมือนกัน  มาหาอุปกรณ์ที่ต้าเมี่ยว  แต่เขาบอกว่าโห่แค่นี้เองหอบของกันมาอีกเข้าไปลำบาก  เขาเลี้ยวเข้าไปส่งเราถึงหน้าประตูสถานธรรมต้าเมี่ยว  แล้วก็กลับไปทางเดิม  มีบุคลากรอยู่ไม่กี่ท่านที่อยู่รอเก็บงานที่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยและอาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยกันถึงเป็นเจ้าแรกในจำนวนนักแสดงและบุคลากรที่จะเดินทางในเช้าตีห้าของอีกวัน   มีแม่ครัวเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เสร็จ  ผู้น้อยได้มีโอกาสลาน้ำชาที่ต้าเมี่ยวเป็นครั้งแรกทั้งสามชั้นกับอาวุโสที่ไปด้วยกัน ช่วยงานอาวุโสที่ต้าเมี่ยว  หลังจากนั้นต้องเตรียมผ้าห่มและหมอนสำหรับเผื่อที่พักไม่มีจัดเตรียมไว้ให้  ตอนนั้นก็ยังไม่มีพี่เลื้ยงและบุคลากรมาถึง  เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้วในตอนนั้น  มีอาวุโสชายศูนย์กลางหนึ่งท่าน แนะนำว่าจะต้องขนจากตรงไหนบ้าง  จะจัดใส่อะไรไป แล้วก็ช่วยกัน  มีน้องฑุตสวรรค์  หญิงและชาย  4-5 คนช่วยกันนับและลำเลียงผ้า ห่ม หมอน ลงมาเตรียมรอที่ห้องพระชั้นหนึ่ง  จำนวน อย่างละ 200 ชุด  เตรียมจนเสร็จประมาณ 3 ทุ่ม  มีอาวุโสพี่เลี้ยงจากต่างสถานธรรมเริ่มเดินทางกันมาและมีเยาวชนบางส่วนมาช่วยงาน ย้ายจากหน้าลิฟท์มาจัดเตรียมไว้ที่จุดรวมของห้องพระชั้น 1  นักแสดงและพี่เลี้ยงเริ่มทยอยกันมาทีละแห่ง  พี่เลี้ยงผู้รับผิดชอบและผู้ที่มาถึง ร่วมกันสำรวจอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง  ตรวจสอบความเรียบร้อยและซ่อมแซม   5 ทุ่มกว่า ๆ  เตรียมเสร็จ ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอน รุ่งเช้า ตีสี่ทุกคนทั้งพี่เลี้ยงทีมแต่งหน้าและนักแสดงฑูตสวรรค์ ทุกคนต้องตื่นนอนและเตรียมตัวเดินทาง  นาฬืกาปลุกผู้น้อยยังไม่ปลุกน้องเลี้ยงผู้น้อยที่ได้บอกกล่าวกันไว้ว่าถ้าตื่นก่อนปลุกพี่ด้วยนะน้อง  มีน้องสองคนมาเรียกผู้น้อยจริง ๆ ตามเวลาที่บอกไว้  อีก 2 นาทีตีสี่  เมื่อทุกคนตื่นนอนเตรียมของสัมภาระเสร็จแล้ว  น้องบางกลุ่มเตรียมแต่งตัว แต่งหน้า โดยมีช่างพี่เลี้ยง ร่วมไม้ร่วมมือกันทำ  เพื่อเตรียมตัวไปซ้อมใหญ่ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต  ตีห้ากว่า ๆ เกือบหกโมงหลังจากเช็คความพร้อม อุปกรณ์และจำนวนนักแสดงและผู้ร่วมเดินทางเรียบร้อยออกเดินทางโดยรถบัสที่ติดต่อมา ทั้งหมด 3 คันรถด้วยกัน  ประมาณ 8 โมงกว่านิด ๆ ถึงที่หมาย มธ.รังสิต  ขนของและเช็คจำนวนคน  เคลื่อนคนและของเข้าสู่สถานที่จัดงาน ประมาณ 400 เมตรถึงที่กลางหอประชุมด้านหน้าของฮอล์ที่ใช้จัดงาน   เวลา  10.30 น. หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวและทานอาหารเช้าเสร็จ  เข้าไปซ้อมใหญ่ด้านในเวทีที่ใช้แสดงจริง  กว่าจะรวบรวมน้องได้ อาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน  บางครั้งต้องเอาใจน้องบ้าง บางครั้งต้องสอนเตือนให้ข้อคิดบ้าง  การซ้อมครั้งแรกรอบเช้าผ่านไปด้วยดี  ช่วงที่ระหว่างรอขึ้นซ้อมน้องจะตั้งคำถามกับผู้น้อยซึ่งเป็นสต๊าฟ บ่อยมาก  พี่เมื่อไรจะถึงเรา  อีกคนหนึ่งก็พี่อีกนานไหม  พี่จะเสร็จพี่โมง  ผู้น้อยก็ประนีประนอมสุดชีวิต  รอบเช้าผ่านไป รอบบ่าย  หลังจากทานข้าวเที่ยงบ่าย ๆจริง ๆค่ะ กว่าจะพร้อมให้น้องได้ทานข้าว  บ่ายโมงกว่า ๆ ซ้อมเตรียมความพร้อมด้านนอกหนึ่งรอบเกือบบ่ายสองได้เข้าไปรอซ้อมใหญ่เหมือนจริงด้านใน ไม่มีพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับนักแสดงชุดนี้ก็เลยได้มีโอกาสได้พากันไปนั่งเก้าอี้แขก วีไอพี ด้านหน้าเวที  เบื้องบนเมตตาจริงๆ  ให้เราให้เห็นการแสดงชุดอื่น ก่อนที่จะไม่ได้ดูในวันแสดงจริง  รอกันตั้งแต่ สองโมงกว่า จนสามโมงครึ่งกว่า  ยังไม่ถึงคิวซ้อม  มีแขกและเตียนฉวนซืออาวุโสได้หวัน  และท่านหันเหล่าเตี่ยนฉวนซือเดินทางมาถึง  มีบุคลากรมาขอพื้นที่ ต้องย้ายนักแสดงและอุปกรณ์ไปหาพื้นที่ว่างด้านข้างของเวที  ตอนนั้นใกล้ถึงคิวแสดงพอดี  รออีกครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ 2 ชุดการแสดง  ก็ถึงคิวซ้อมใหญ่รอบสุดท้ายของวัน  หลังจากซ้อมใหญ่บนเวทีจบ พานักแสดงออกมาด้านนอกถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและเก็บอุปกรณ์เก็บชุดนักแสดง  ย้ายคนและของ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครทราบที่พักเลยว่าอยู่นะจุดใด  เกือบ 2 ชม.ผ่านไปทุกคนจึงได้ขึ้นรถบัสและพากันไปสู่ที่พัก  เนื่องจากไม่ทราบทางเข้า มีน้องและพี่เลี้ยงกลุ่มหนึ่งในรถคันแรกที่ไปถึงที่พัก เดินประมาณ กิโลกว่า ๆ ถึงที่พักและได้พยามติดต่อหาทางเข้าเพื่อนำรถบัสเข้าไปให้ใกล้ที่พักมากที่สุดเพราะข้าวของสัมภาระหนักและขนลำบากมาก  ผู้น้อยกับอาวุโสหญิง อายุประมาณ 55 ได้ช่วยกันหิ้วผ้าห่มหนึ่งถุงน้ำหนักประมาณ30 กก.ได้ เดินไปเพื่อไปสู่ที่พัก ได้ประมาณ  500 เมตรมีอาวุโสชายที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับการแสดงเขตเรา ได้กลับมาจากที่พักแล้วมาบอกผู้น้อยว่าให้ขนกลับมาที่รถเถอะ  ขนไปต่อไม่ไหวแน่ไกลมาก  และอาวุโสชายท่านนี้ก็ได้ช่วยผู้น้อยหิ้วถุงผ้าห่อมหมอนนี้กลับมาสู่ถนนที่รถจอดรออยู่  แล้วก็พากันอ้อมออกไปด้านนอกเพื่อหาทางเข้าแต่ไม่เปิดประตู  จึงต้องกลับเข้ามาสู่จุดเดิมที่จอดไว้ตอนแรก  สักพักประมาณ 15 นาที มีพลเมืองดีผู้ชายอายุราว 50 ปี  ขี่รถมอเตอร์ไซด์มาบอกกับเราที่จอดรถหาทางเข้าอยู่  บอกเส้นทางให้กับเราเขาบอกว่าเห็นเด็ก ๆกลุ่มหนึ่งเดินกันไปเมื่อครู่นี้รู้สึกสงสาร  ผู้น้อยก็เลยบอกกับเขาว่าให้ช่วยนำทางไปหน่อยได้ไหม เขาตอบตกลงด้วยความเต็มใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ พี่เลี้ยงชายท่านหนึ่งซ้อนมอเตอร์ไซด์คันนั้นไปด้วยกัน(น้ำใจของคนไทยที่อยู่ในเมืองกรุงฯ)  จนส่งถึงหน้าห้องพักเสร็จ  ชี้แจงทางเข้าออกเสร็จ  ท่านก็จากเราไปน้อง ๆทุกคนและเราทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยกมือไหว้และกล่าวขอบพระคุณ ทยอยกันเข้าสู่ที่พักผู้น้อยยังไม่ทันได้ขึ้นไปถึงที่พักมีงานต้องรอรถและญาติธรรมที่ยังมาไม่ถึงออกมาไม่พร้อมกันหาทางเข้ายังไม่เจอเหมือนกัน กว่าจะเรียบร้อยส่งน้องทุกคนเข้าห้องพัก ถามขนขับรถว่าทานข้าวยัง เขายังไม่ได้ทานเขาหาที่อาบน้ำผู้น้อยแนะนำให้และตัดสินใจบอกกับเขาว่าเดี๋ยวผู้น้อยพาไปทาน  พอดีข้าวห่อที่เตรียมมาไม่พอ  แล้วเราก็โบกรถบริการของทางมหาวิทยาลัยเรียกว่าเป็นเที่ยวสุดท้าย ของวันกลับมาที่อาคารอำนวยการ มีพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งและคนขับรถท่านนี้มาทานข้าวที่โรงครัวและคิดว่าจะมานำข้าวห่อที่บางคนยังไม่ได้ทานข้าวนำไปให้ทุกคนด้วยแต่ขากลับไม่มีรถแล้ว  ไม่ทราบว่าขนขับรถไปไหนนัดกันว่าจะกลับพร้อมกัน ผู้น้อยพร้อมพี่เลี้ยงที่มาด้วยกันพยายามตามหาอยู่พักหนึ่งแล้วนึกได้ว่ามีเบอร์คนขับคนนี้ ก็เลยโทรถามเขาบอกว่าเขากลับไปเอารถเสียค่ารถกลับไปคนเดียวเพื่อมารับผู้น้อย แต่พอดีอาวุโสพี่เลี้ยงที่อยู่ทางห้องพักแจ้งว่ามีน้องอีกหลายคนรวมผู้ปกครอง 30-40 คนยังไม่ได้ทานข้าว  คนขับบอกให้ผู้น้อยรออยู่ที่นี่เดี๋ยวพาน้อง ๆ มาทานข้าวที่นี่และจะมารับ   ช่วงที่ระหว่างพาเดินเข้ามาถึงโรงครัวได้พูดธรรมะกับเขาอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับงานนี้และทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ ระหว่างทางมีอาวุโสฝ่ายจัดสถานที่และธุรการและครัวกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น  เขาก็พยักหน้าเข้าใจบอกเขาว่ามีโอกาสรับธรรมะนะเขาถามกลับมาว่า  รับที่ไหน  ผู้น้อยบอกว่ารับกับอาจารย์ที่ติดต่อท่านมานี่ก็ได้ค่ะ หรือสถานธรรมที่เราเพิ่งเดินทางมาเมื่อเช้า หลังจากนั้นกลับเข้าสู่ที่พัก ส่งน้องเข้าสู่ที่พัก  5 ทุ่มกว่า ๆ ผู้น้อยเดินหาที่นอน  รุ่งขึ้นอีกวันเช้าวันที่  9  มค. 54   บางคนตื่นตีสามกว่า บางคนตื่นตีสี่ทั้งพี่และน้อง  ทยอยกันขึ้นรถ เคลื่อนคนเข้าสู่อาคารที่จัดสถานที่ทำการแสดง  ทานข้าวเช้าเรียบร้อย นัดสถานที่และพากันเข้าไปเก็บตัวที่ห้องนักแสดง ห้องแรกแคบไปไม่พอ ต้องย้ายไปอีกห้องหนึ่ง และได้ขึ้นไปซ้อมบนเวทีจริงอีกหนึ่งรอบ ตอนเกือบเก้าโมงของวันนั้น  และหลังจากนั้นทุกคนแต่งหน้า เตรียมอุปกรณ์ ซ่อมอุปกรณ์และเก็บตัวกันอยู่ในห้องนั้น  น้อง ๆก็ บ้างหิวขนม บ้างไปเข้าห้องน้ำ บ้างไปหาอะไรกินกันเป็นระยะ ๆ  ได้ติดต่อกับครัวให้แล้วพี่เลี้ยงสามท่านหนึ่งในนั้นมีผู้น้อยด้วยได้ไปรับอาหารกลางวันมาให้ทุกคน 11 โมงทุกคนหิวข้าว และเริ่มทานข้าวเที่ยงกัน  หลังจากนั้นเกือบสี่โมงเย็นทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะไปทำการแสดง  เกือบสี่โมงเย็นผู้ดูแลเวที  มาบอกกลับเราใกล้ถึงคิวแล้วให้พาน้องออกไปรอขึ้นเวทีแสดงได้   หลังจากแสดงเสร็จ  ก็นัดแนะกันถ่ายรูปร่วมกันเป็นหมู่ ทั้งนักแสดง สต๊าฟผู้ฝึกสอน พี่เลี้ยงและผู้ปกครอง  16.30 น.กว่าได้เวลานั้น   ผู้น้อยกลัวภาพไม่สวยทอดกระเป๋าสะพายซึ่งเป็นกระเป๋าสตางค์กองไว้กับพื้นเพื่อเข้าไปถ่ายรูปแล้วก็ลืม หลังจากแยกกันเสร็จพาน้องเข้าไปรวมกันอยู่ห้องพักเดิม  20 นาทีผ่านไปผู้น้อยนึกได้กระเป๋าสะพายข้างค้องคอ หายไปไหน  นึกได้วางไว้ก่อนที่จะขึ้นไปถ่ายรูปกับน้อง ๆจุดนั้นอยู่ตรงบันไดข้างด้านหน้าอาคารจัดงานพอดี กองไว้กับพื้น  น้อง ๆบอกกับผู้น้อยว่าพี่หาอะไร น้องเขามาช่วยหาด้วย  ผู้น้อยบอกหากระเป๋าพี่ลืมไว้ กลับมาดูเชื่อไหม มีผู้บำเพ็ญท่านใดไม่ทราบนำแขวนไว้ตรงต้นไม้บริเวณใกล้กับพื้นที่ผู้น้อยวางไว้ เท่ากับว่าอยู่จุดเดิม  ของในกระเป๋าก็อยู่เท่าเดิม  สบายใจไปขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณคนที่ช่วยแขวนไว้ กับมาเก็บของและเคลียร์ห้อง ไปรับข้าวกล่องที่เต้นท์อำนวยการ   ช่วยกันหิ้วมา สองร้อยกล่องหนักเหมือนกัน  ไกลด้วย มีเจ้าหน้าที่จากเต้นท์สองคนและพี่เลี้ยง 3 คนที่ไปด้วยกันรับมาส่งที่ห้องพัก และก็พากันรวบรวมคนและของไปสู่จุดด้านหน้างานที่รถจอดรถอยู่  5 โมงกว่า ๆ ออกเดินทางกลับสู่ต้าเมี่ยว  ผู้น้อยไม่ได้กลับรถคันเดิม  แต่บางส่วนเดินทางกลับกันเองกลับรถสถานธรรมที่มีอาวุโสไปร่วมงาน ทุกอย่างเรียบร้อย  ออกเดินทางกลับถึงต้าเมี่ยว สองทุ่มกว่านิด ๆ  รถคันที่ผู้น้อยและเยาวชนและฑูตสวรรค์บางส่วนนั่งกลับมาแบบไม่แน่น  มาถึงต้าเมี่ยวก่อน  มีท่านอาจารย์ประวัติ เตี่ยนฉวนซือ มานั่งรอและเปิดประตูไว้แล้วผู้น้อยไม่เห็นใครเลยนอกจาก อ.ประวัติเตี่ยนฉวนซือ ในเวลานั้น
และอีกครึ่ง ชม.ให้หลังกว่ารถอีกสองคันจะมาถึงต้าเมี่ยวพร้อม ๆกัน  ทยอยขนของลงมารวบรวมไว้ที่ห้องพระชั้นหนึ่งเหมือนเดิม  ไม่มีคนช่วยจัดเก็บ ค่ำมากแล้วทุกคนต้องเดินทางกลับ  และขณะที่ขนของอยู่ ผู้น้อยเจอคนขับที่พาเขาไปกินข้าวเย็นวันนั้น เขาจำผู้น้อยได้ แล้วถามพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าว่า  เหนื่อยไหม  ผู้น้อยตอบแบบยิ้ม ๆว่า  ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกค่ะแล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไป  เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองในวันทำงานวันจันทร์ต่อมา   
        


                      เรื่องราวความประทับใจ  ความจริงที่ได้ประสบผ่านมาในงาน 30  ปีครั้งนี้เท่าที่พอจะจำรายละเอียดได้ก็มีเท่านี้  อาจจะยาวไปสักนิด   หากทุกท่านค่อย ๆ อ่าน ก็จะเข้าใจความรู้สึกจากงานครั้งนี้ของหลาย ๆคนนะคะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา  หากมีผิดพลาดประการใด  อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะ ขอบคุณค่ะ



บันทึกความทรงจำในธรรมกาลยุคขาว  /   งานฉลอง 30 ปีฟาอีฉงเต๋อประเทศไทย
อวี้หาน/ร่วมศึกษาการบันทึก


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 7 กุมภาพันธ์ , 2011, 09:22:22 PM


ได้ยินน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

เมื่อปลายปี 53 ที่ผ่านมา

ประชุมธรรมที่หัวหิน  วันประชุมธรรม มีนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ติดเบอร์ 1 นั่งหน้าสุด ขวามือ ติดฝังผู้ชาย ซ้ายมือเป็นนักเรียนเบอร์ 2 นั่งติดกัน ขณะฟังธรรมเธอก็เห็นมีเด็กวิ่งขึ้นวิ่งลง ไต่แข้งไต่ขาบ้าง ขี่คอบ้าง กระโดดไปมาบ้าง อยู่รอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 ไม่ยอมไปไหนเลย...จนเธอไม่มีสมาธิฟังธรรมเลย รู้สึกรำคาญมาก จึงลงมาชั้นล่าง และไม่ยอมขึ้นไปฟัง

จนพี่เลี้ยงตามหาเจอตัว และก็เชิญไปขึ้นไปฟังธรรมที่ชั้น 3 เธอก็เลยเล่าให้ฟังว่ามีเด็กกระโดดวิ่งเล่นรอบๆ ผู้หญิงเบอร์ 2 จนรำคาญฟังธรรมไม่ได้ ก็เลยมานั่งอยู่ชั้นล่างนี้ ....พอช่วงพัก อาวุโสท่านหนึ่งก็เชิญ นักเรียนหญิงเบอร์ 2 มาคุย และถามว่า  เธอเคยทำแท้งมาไหม...?  พอผู้หญิงเบอร์ 2 ได้ยินเท่านั้นเอง...เธอก็ตกใจว่า...รู้ได้อย่างไร ? ....เธอไม่เคยบอกใครเลยว่าเธอทำแท้ง นอกจากแฟนเธอแล้วไม่มีใครรู้ด้วย อาวุโสท่านนั้นก็เลยให้นักเรียนหญิงเบอร์ 1 เล่าให้ฟัง เธอน้ำตาคลอ แล้วบอกว่า...ใช่จริงๆ เธอทำแท้งมา และรู้สึกใจคอไม่ดีเลย...ก็เลยอยากทำบุญ สร้างบุญอุทิศกุศลไปให้ ก็เลยมาร่วมประชุมธรรมครั้งนี้


บันทึก
7/2/54


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 23 กุมภาพันธ์ , 2011, 11:45:05 PM

เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ผู้น้อยได้ลุปณิธาน เดินทางไป ตจว. จัดชั้นเรียนที่ที่รับผิดชอบอยู่

ครั้งนี้รู้สึกว่า...ไม่ค่อยมีพลัง ไม่ค่อยมีกำลังใจที่จะส่งเสริมญาติต่อไป อ่อนแรงไปหน่อย ขับรถทั้งคืน ไปถึงได้นอน 2 ชม. แล้วก็ต้องตื่นมา ไปรับญาติ ขับรถไปรับญาติเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร กายสังขารก็ทำงานไปตามหน้าที่ แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับงานเลย รู้สึกอ่อนล้ามาก ไม่อยากทำอีกเลย ญาติฯ ก็มีแต่คนสูงวัย สถานธรรมก็อยู่ในตัวอำเภอเล็กๆ ส่งเสริมมาหลายปีแล้ว มีบุคลากรเกิดใหม่ไม่กี่คน ยิ่งคนมีความรู้ความสามารถ คนพอมีฐานะ คนที่มีระดับในชุมชนยิ่งหายาก มีแต่คนแก่ๆ และเด็กๆ ยิ่งนับวันบุคลากรยิ่งแก่มากขึ้น เพราะความความสามารถเรามีแค่นี้ บารมีเรามีแค่นี้ก็แค่นี้ คิดมากก็เปล่าการ ยิ่งคิดยิ่งทำให้หัวใจห่อเหี่ยว ยิ่งบั่นทอนกำลังใจตัวเอง  แต่...นึกอีกทีว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ...สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนค่ำ




 เย็นวันอาทิตย์ขณะนั่งรถกลับ กทม.  ก็ได้คุยกับพี่หลิน  พี่หลินก็เล่าให้ฟังว่า มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นคนพื้นที่ เกือบทุกครั้งที่มีงานธรรมะ ท่านก็มาช่วยทำกับข้าวประจำ  ครั้งนี้ท่านก็บอกกับพี่หลินว่า...

"จริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนของสถานธรรมนี้นะ เรารับธรรมะอีกสายธรรมหนึ่ง (สายเทียนจง) เราอย่าลืมอาวุโสเรา อย่าลืมพ่อแม่เรา ถึงแม้เราจะมาศึกษาที่นี่ แต่เราก็ต้องกลับไปหาพ่อหาแม่เราด้วย..."

พี่หลินก็ได้แต่ฟังๆ ไปแล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร...แล้วก็มาเล่าให้ผู้น้อยฟังว่า จริงๆ พี่หลินรับธรรมะสายธรรมอื่น(เทียนจง) และบุคลากรที่นี่หลายคนก็รับธรรมะที่เดียวกัน แต่ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เลยมาศึกษาที่สายธรรมฟาอีฉงเต๋อ แล้วก็เชิญอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไปบุกเบิกที่บ้าน จนสร้างสถานธรรมส่วนรวมขึ้นมาทุกวันนี้ ส่วน อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เมตตาว่า

 "ไม่ว่าใครมาจากไหน สายธรรมอะไร เมื่อมาเข้าบ้านเราแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงเขา อบรมสั่งสอนเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่มีแบ่งแยก"

พี่หลินก็เสริมว่า...ส่วนลูกเรา (เยาวชน) เมื่อส่งเสริมได้ระยะหนึ่ง ถ้าเขาจะไปอยู่ที่ไหน ทำมาหากินที่ไหน เจอสถานธรรมและศึกษาที่ไหนก็สุดแต่บุญสัมพันธ์ของเขา
 
ดุจคำพูดอาวุโสท่านหนึ่งว่า... "ถ้าแม้นมีบุญสัมพันธ์กับเราจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ย่อมกลับมา หากแม้นไม่มีบุญสัมพันธ์แล้ว อยู่ข้างบ้านกันก็หาได้ร่วมบุญด้วยกันไม่"

ส่วนเรื่องของความกตัญญู หรืออกตัญญูต่อ อาวุโสผู้นำพา-รับรองของเรานั้น เราไม่รู้จะพูดอย่างไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...ไม่พูดให้เสียบุญกุศลดีกว่า ใครจะมองอย่างไร จะพูดว่าเราไม่กลับไปหาผู้นำพา-รับรอง อย่างไร...? แม้เราบอกผู้นำพารับรอง และอาวุโสสายธรรมเราแล้ว...ว่าเราจะไปศึกษาที่นั่นที่นี่ เราก็ยังรู้สึกผิดต่ออาวุโสอยู่ดี...?

แล้วจะทำอย่างไร?

เหตุผลของพี่หลินอยู่ที่สะดวก ใกล้ที่ไหน ศึกษาที่นั่น...

ไม่เอา ไม่คิดมาก ทำงานธรรมะไปข้างหน้าดีกว่า สบายใจกว่าเย้อ...



เสียงจากใจ ...ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: zamcmu ที่ 24 กุมภาพันธ์ , 2011, 02:56:43 AM
^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: M a P a l M ที่ 24 กุมภาพันธ์ , 2011, 03:51:13 PM
^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: zamcmu ที่ 25 กุมภาพันธ์ , 2011, 12:38:03 AM
^
^
^
กด Like หมื่นครั้ง ครับผม

บอร์ดฉงเต๋อนะครับ
ไม่ใช่เฟสบุค

กงเต๋ออู๋เลี่ยง ครับ
๕๕๕ คือ คือ กัน น้องปาล์ม
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: อวี้หาน ที่ 20 เมษายน , 2011, 03:33:22 PM
มีใจที่จะทำ แล้วก็ทำจนเห็นผล (ไม่รู้จะให้ชื่อเรื่องว่าอะไร เป็นเรื่องความทรงจำและอีกหนึ่งในความประทับใจ)
       
                 ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 54 ปีนี้ มีคนไต้หวันกลุ่มหนึ่ง 10 ท่านด้วยกัน เป็นผู้ดูแลเยาวชนและหลายท่านเป็นพี่เลี้ยงและปัญญาชน  เทศกาลนี้นับว่ามีความสำคัญกับคนจีน มากๆ ครอบครัวต้องอยู่พร้อมหน้า และก็ทำกิจกรรมทานอาหารร่วมกัน แต่ว่า ทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น เดินทางมาเมืองไทย ด้วยเงินที่ตัวเอง สะสมไว้ โดยที่ไม่ได้รบกวน พ่อแม่ หรือคนในครอบครัว มีอาวุโสท่านหนึ่งเป็นผู้หญิง น่าตาดีมาก คุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงมากๆ แต่ท่านขออนุญาติ คุณพ่อคุณแม่ว่าตรุษจีนปีนี้ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ขอสร้างบุญผูกบุญสัมพันธ์กับญาติธรรมที่เมืองไทย   ติดตามนักธรรมอาวุโสมา ผู้น้อยได้มีโอกาสร่วมงานและเห็นฟังการบรรยายและการส่งเสริมจากอาวุโสกลุ่มนี้ หลายท่านอายุยังไม่มาก อายุน้อยกว่าผู้น้อยก็มี แต่ภูมิธรรมและการปฏิบัติบำเพ็ญ มีความงดงามและเป็นแบบอย่างที่ดีมาก   

                  ในวันที่ 5- 6 ก.พ.54 ก็มีค่าย ๆ หนึ่งขึ้นชื่อว่าจตุรธรรม ทุกท่านทุ่มเทลงเรี่ยวลงแรงกับการเตรียมกิจกรรมและข้อมูลมากๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้พักผ่อน ผู้น้อยเดินทาง จาก บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไปถึง สุรินทร์ วันนั้น จำได้ ตี 4 ยังไม่ถึง ตี 5 มีอาจารย์บรรยายท่านหนึ่ง หนึ่งในกลุ่มอาวุโสไต้หวันนี้ ลงมาทำกิจวัตรส่วนตัวตอนเช้าแล้วก็ออกมาต้อนรับเรา งานทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี คืนวันแรกหลังจากน้องนอน 4 ทุ่มกว่าๆ อากาศหนาวเย็นมากๆ อาวุโสไต้หวัน และพี่เลี้ยงทุกคนประชุมและพูดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาหนึ่งวันและกิจกรรมของวันพรุ่งนี้  และอาจาย์ไต้หวันท่านหนึ่งได้ส่งเสริมให้กำลังใจว่า  น้องคนหนึ่งที่ติดตามอาจารย์มาในครั้งนี้ เราดูออกไหมว่าเขาเป็นคนใหม่ มือใหม่  เขาอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม 10 คนที่มาคราวนี้  เจี่ยงซือท่านนี้เล่าให้ฟังว่า อาวุโสไต้หวันคนนี้เป็นลูกหลานญาติธรรม และเจี่ยงซือท่านนี้เห็นเขาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เป็นฑูตย์สวรรค์ ตั้งแต่เธออายุได้ 9 ขวบพูดไปเจี่ยงซือท่านก็ยิ้มไป แววตาอ่อนโยนมีเมตตามากๆ และได้ดูแลส่งเสริม ให้โอกาสและให้กำลังใจจนมาถึงวันนี้ น้องคนนี้ อาวุโสไต้หวัน วันนี้ เติบโตท่ามกลางอาณาจักรธรรม และได้รับการดูแลส่งเสริมอย่างต่องเนี่อง จนวันนี้เธออายุ  15 ปีสามารถ  เจี่ยงซือท่านนี้บอกว่ามาเป็น " มือช่วย"  มือช่วยของอาวุโสผู้นำพากลุ่ม สามารถเข้าใจงาน รู้งาน รับงาน และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำงานได้อย่างกลมกลืน เธอได้เรียนรู้และสัมผัสและก่อเกิดความเข้าใจ จนมาถึงวันนี้ 
       
               คงมิใช่ง่ายเลยที่จะทำให้น้องคนหนึ่งจากฑูตย์สวรรค์ 9 ขวบ ให้อยู่ในกลุ่มและขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงเยาวชนและสามารถเข้าใจงานทำงานแทนอาวุโสได้ แต่ก็คงมีไม่น้อยที่เราจะได้พบกรณีแบบนี้  ผู้น้อยอธิบายไม่ได้ว่า จะต้องอุทิศกายใจ ทุ่มเท มอบความรักเมตตา และเอาใจใส่ ขนาดไหน แต่ผู้น้อยรับรู้และรู้สึกได้ว่า ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ   และผลนั้นเห็นได้จริงๆ  เก็บไว้ในความทรงจำประทับใจจริงๆค่ะ  ขอบพระคุณเบื้องบนเมตตา ขอบพระคุณอาวุโสส่งเสริม



บันทึกความทรงจำยุคขาว
20/04/54


           
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: LittleJasmine ที่ 21 เมษายน , 2011, 04:15:04 AM
ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้น้อยเอง
ย้อนหลังไปเมื่อประมาณปี หลายๆๆปี  หลักจากที่ผู้น้อยรับธรรมได้ไม่นาน ในชีวิตของผู้น้อยก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อก่อน แทนที่จะใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป กลับต้องมาอยู่สถานธรรม เข้า ๆ ออกๆ เป็นว่าเล่น (หมายถึงมานอนที่สถานธรรม ถ้าเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผู้น้อยก็จะขออนุญาตที่บ้านมานอนที่สถานธรรม โดยอ้างว่ามาเรียนภาษาจีน แต่แท้จริงแล้ว ช่วงวันศุกร์ก็มีชั้นเรียน วันเสาร์ก็ไปส่งเสริมกับ อวส. วันอาทิตย์โดยส่วนมากแล้วเป็นประชุมธรรม ) ต้องขอบคุณเบื้องบนเมตตา ที่หลังจากผู้น้อยรับธรรมแล้วมีโอกาสได้ใกล้ชิดอยู่ในอาณาจักรธรรมมาโดยตลอด นักธรรมอวส. ต่างโอบอุ้มเมตตาชี้แนะผู้น้อย ปัจจุบันนี้ ท่านทั้งหลายยังมองผู้น้อย เป็นเด็กน้อยๆ ตัวเล็กๆอยู่เลย เหมือนกับวันที่มารับธรรมวันแรกๆ ยังไงอย่างงั้นเลย สายตาเหมือนพ่อแม่ กำลังเฝ้ามองลูกอย่างเอ็นดู รอคอยวันเจริญเติบโตของต้นกล้าน้อยๆ ต้นนี้เติบโตขึ้นมา
ช่วงนั้น ผู้น้อย เรียนอยู่ ม. 4 พึ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน ที่สถานธรรมก็มีประชุมธรรมเหมือนเดิม(ก็เป็นอย่างนี้ทุกทีนั้นแหละ) ทุกครั้งผู้น้อยและเพื่อนๆ ก็จะมาพักที่สถานธรรม มาช่วยเตรียมงาน และหนึ่งวันก่อนประชุมธรรม ผู้น้อยขออนุญาตอวส.กลับไปที่บ้านเพื่อกลับไปบอกที่บ้านว่าจะขอพักอยู่ที่สถานธรรมต่อ (เนื่องจากว่าพึ่งเปิดเทอมที่บ้านจึงอยากให้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมากกว่า) แต่ก็นั้นแหละ อีกจนได้ เบื้องบนเมตตาผู้น้อย นอกจากทางบ้านจะยอมให้มาช่วยงานที่สถานธรรมแล้ว ยังแถมลิ้นจี่พวงงามๆ มาให้หนึ่งพวกใหญ่เพื่อเอาไปถวายในงาน ปชธ ในวันพรุ่งนี้
ในวันนั้นผู้น้อยเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซด์ และมีเพื่อนที่สถานธรรมมาด้วยคนหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่จะขับรถข้ามถนนนั้นเองก็มีรถยนต์ป้ายแดง ยี่ห้อ ดีเม็ก มาด้วยความเร็วสูง ประมาณร้อยกว่าได้ ขับเร็วมาก ประจวบกับที่ผู้น้อยกับลังขับรถข้ามถนนนั้นเอง
รถทั้งสองคันชนเข้าอย่างจัง อวส ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ?
ตัวของผู้น้อยครึ่งตัว ติดอยู่ใต้ท้องรถ พร้อมมอเตอร์ไซด์ เพื่อนผู้น้อยกระเด็นไปสามเมตรจากที่เกิดเหตุ(ตอนผู้น้อยหันไป เพื่อนผู้น้อยล่ะตีลังกาเลยแหละ) รถยนต์ดีเม็ก ฝั่งตรงข้ามคนขับ กระบะยุบไปประมาณเมตรครึ่งได้ แล้วรถได้เหวียงทิศทางหันไปประมาณเก้าสิบห้าองศาจากถนน (คือตอนที่เขาขับมาช่วงที่หลบมอเตอร์ไซด์ผู้น้อย)
รถยนต์หันหัวไปทางสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าสถานธรรม และที่เกิดเหตุก็ตรงหน้าโต๊ะพระพอดีๆ
แต่ผู้น้อยและเพื่อนทั้งสองคนไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีแม้แต่รอบขีดขวด ไม่มีแม้แต่เลือดหยดเดียวให้เห็น แต่ตอนนั้นผู้น้อยยังเด็กมากยังคงตกใจกับเรื่องรวบที่เกิดขึ้น กางเกงของเพื่อนที่ใส่มาเป็นกางเกงวอม ว่าหนาแล้วนะ ก็ฉีกตั้งแต่ต้นขาลงมา สงสัยตอนที่ไถลไปกับพื้น หรือตอนตีลังกาชัวร์ รถมอเตอร์ไซด์ ตรงสวยของเกียร์หัก แล้วหม้อน้ำมีน้ำมันไหลออกมาคือว่ามันแตก
เบื้องบนเมตตาแค่ไหนที่หม้อน้ำไม่ระเบิด (ถามอวส.ปกติหม้อน้ำ มันแข็งแรงมาก เอาค้อนเอาอะไรทุบ มันก็ไม่เป็นอะไร)แต่เหตุการณ์นี้ เจ้าของรถเขาก็ลงมาด่าผู้น้อยใหญ่เลยว่า  ............................................  เป็นที่รู้กันเลยเขาตกใจที่ผู้น้อยและเพื่อนไม่เป็นอะไร แต่รถของเขานี้ แทบดูได้ได้ คิดดูแล้วกระบะมันทำไมถึงยุบ แต่คนไม่เป็นอะไร ก็ไม่มีใครหาคำตอบได้
   แต่ทีเด็ดอยู่ที่ลิ้นจี่พวงงามโดนเหวี่ยงไปอย่างจัง ไม่มีมีลูกไหนหลุดจากพวก งามเหมือนเดิม
   ตอนนี้ทั้งรูป รถ และรูปลิ้นจี่ยังมีอยู่ที่สถานธรรมเพื่อเป็นประจักหลักฐานให้คนรุ่นหลังไว้ดู (ศึกษา)ต่อไป...
   วันนั้นก็จัดชุดใหญ่เลย คนละกี่พันกราบก็ว่ากันไป ขอบคุณอวส.เมตตาให้กำลังใจในวันนั้น
แต่หลังจากวันนั้น สามวันต่อมาผู้น้อยก็ไปสอบคัดเลือก เป็นนักเรียน นักศึกษาวิชาทหารค่ะ โดนซะขนาดนั้น ยังมีแรงวิ่งสี่สิบคนเข้า รอบ สิบคนแรก (เบื้องบนเมตตา) จนทุกวันนี้เหตุการณ์ผ่านไปหลายปี ผู้น้อยเป็นว่าที่ร้อยตรีได้มาสมใจ แต่เรื่องราววันนั้นยังไม่เคยลืม ถ้าไม่ใช่เบื้องบนเมตตาในตอนนั้น ถังน้ำมันคงจะระเบิดไปแล้ว
เพราะสิ่งนี้ละมั้งทำให้ผู้น้อยและเพื่อนบำเพ็ญกันมาได้ถึงทุกวันนี้ ตอนนี้เพื่อนผู้น้อยติดตามอวส.อยู่ที่สถานธรรมที่เชียงใหม่(เป็นฟู่ถันจู่อยู่ที่สถานธรรมใหญ่เลย) ส่วนตัวผู้น้อยเรียนอยู่ทางรังสิต ก็ช่วยงานธรรมกิจของทางสถานธรรมไท่เย่า (แต่สถานธรรมของผู้น้อย จริงๆ เป็นสายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง ค่ะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่)
ขอบคุณเบื้องบนเมตตาที่ให้ผู้น้อยได้มีโอกาสมาสืบสานปณิธานต่อ ขอบพระคุณฉือหนิงผู่ซ่า (ท่านเฉียนเหริน สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง)ขอบคุณบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ของ ท่านรองธรรมอธิการ ปู้ซิวสีผู่ซ่า เมตตา .....................มีอาณาจักรธรรมสายธรรมฟาอีฉงเต๋อ
ให้ผู้น้อยได้ศึกษา และได้บำเพ็ญเมื่อเรียนอยู่ทางนี้
และสิ้นเดือนนี้เอง ผู้น้อยก็จะขึ้นไปช่วยงานที่ สายธรรมฟาอีโฟ้งเทียนกง บ้านเดิมของตัวเอง มีประชุมธรรมที่   อ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ค่ะ อวส.ท่านใด มีญาติหรือ มีญาติธรรมอยู่ทางนั้นเรียนเชิญนะคะ
ต่อแต่นี้ไปผู้น้อยขอใช้ชื่อว่า ผู้บำเพ็ญสองสายธรรม หนึ่งธรรมะ รู้สึกว่าคำนี้มัน กินใจ บรรยายไม่ถูกยังไงอย่างงั้นเลยล่ะค่ะ

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 25 เมษายน , 2011, 02:11:38 PM


ยินดีครับ

ร่วมศึกษากัน ถ้าเป็นไปได้ หากได้เห็นรูปลิ้นจี่ ก็จะเป็นกุศลยิ่งครับ

เราเป็นศิษย์จี้กงทุกคนทุกท่าน ธรรมะมีหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งชาติ ศาสนา และสายธรรม ให้ดูตามความเหมาะสม ความสมควร

หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 29 มีนาคม , 2012, 11:23:20 PM
หายไปนานเลยครับ...
ว่าจะมาบันทึกต่ออีกหลายเรื่อง

แต่...เรื่องต่อไปนี้จะยังไม่เอามาลงในนี้
จะเอาไปทำเป็นเล่ม + ที่เคยบันทึกผ่านๆ มา

แล้ว.......จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน 

เนื่องจาก...พ่อผู้น้อยได้รับวิบากกรรมอย่างหนัก คือ ถูกปืนแก๊ปเพื่อนบ้าน ลั่นกระสุนเข้าที่หน้าอกและไหล่ขวา แก้ม ปาก จมูก และตรงหน้าผาก ณ ตอนนี้ ผ่านมา ประมาณ 7 วันแล้ว คุณพ่อหายดีแล้ว กลับไปอยู่บ้านได้แล้ว เริ่มกินอาหารอ่อนๆ ได้แล้ว เหลือแต่กระสุนที่ฝังอยู่ตามจุดต่างๆ เบื้องบนเมตตามาก...(รายละเอียด ไว้อ่านในเล่มจริง)

วันที่เกิดเหตุแม่เล่าว่า เลือดโชกเต็มตัว อาการสาหัสมาก ปาก จมูก มีแต่เลือดไหล ส่งไป รพ.เอกชน หมอไม่กล้ารักษา เลยส่งตัวไป รพ.ประจำภาคเหนือ ต้องอยู่ห้อง ไอซียู 7 วัน 5 วันแรกต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 วันแรก ตัวบวม ระบมครึ่งตัว พี่น้องภาวนาให้รอด ใครๆ มาเห็นก็ร้องไห้สงสารพ่อ พ่ออายุ 71 ยังแข็งแรงทำได้ทุกอย่าง แ่ต่จู่ๆ ต้องมาเจออบุติเหตุเช่นนี้

(เหตุที่มาของอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่รู้ว่ามาจากวิบากกรรมอะไร?...แต่โดยปกติชีวิตของคุณพ่อผู้น้อย จะเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น ทำพิธีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ พิีธีเข้า-ออกพรรษาตามประเพณี และเซ่นบูชาต่างๆ ซึ่งแต่ละพิธีกรรมต้องมีหมูบ้าง ไก่บ้าง วัวบ้าง  และคุณพ่อทำมานานแล้ว และผู้สืบทอดพิธีนี้ก็หาตัวยากขึ้นทุกวัน ....ซึ่งผู้น้อยเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากวิบากกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา การเรียนรู้ด้วยเหตุและผลจึงจะเข้าใจ...(เพิ่มเติมในเล่ม))


ตามที่ตัวเองได้ตั้งจิตอธิฐานเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า "อย่าเป็นอะไรมาก ให้คุณพ่อหายไวๆ และคุณพ่อต้องรอด" ผู้น้อยไม่มีอะไรต่อรองกับวิบากกรรมที่คุณพ่อต้องรับ จึงตั้งใจว่าจะรวบรวมเนื้อหาที่ผู้น้อยบันทึกไว้นี้เข้าเป็นรูปเล่ม แล้วจะให้ทุกท่านจองในราคาที่ถูกๆ ที่เหลือจะเอาไปตกแต่งภายในสถานธรรมที่ยังขาดงบฯ เพื่อเป็นกุศลทานให้คุณพ่อ

ตรงส่วนของเนื้อหาหนังสือ จะมีเนื้อหาประมาณดังนี้

บันทึกความทรงจำยุคขาว
1.คำนำ 1%
2.ความประสงค์ผู้เขียน 2%
3.วิเคราะห์ธรรมะกับศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ (เบื้องต้น) 5%
4.ธรรมกาลต่างๆ 10%
   4.1 กาลเวลาของโลกและจักรวาล (ดูความเหมาะสมอีกที)
   4.2 ธรรมกาลแต่ละยุค
   4.4 ธรรมกาลยุคขาว
5.บันทึกความทรงจำยุคขาว 80%
6.บทส่งท้าย 2%



การทำหนังสือเล่มนี้ ผู้น้อยยังด้อยประสบการณ์ อาจมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จึงต้องขอคำชี้แนะจากอาวุโสทุกท่าน



ปล.หนังสือเล่มนี้เปิดกว้าง ไม่กระทบกับบุคคลการเมือง ศาสนา ความเชื่อ แต่เขียนด้วยเหตุและผล บอกถึงวิถีชีวิตของผู้บำเพ็ญในยุคขาว ไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา กลมกลืนด้วยความเมตตา กรุณา การให้ การอุทิศ การเสียสละ (อื่นๆ นึกได้แล้วจะมาเติม555)
และในส่วนเรื่องของคนอื่นๆ ที่ร่วมบันทึกในกระทู้นี้ ต้องขอปรึกษา คุยกันเป็นการส่วนตัวว่าจะขอเข้ารวมเล่มด้วยหรือไม่


บันทึก (ไว้ก่อน)
29/3/55
(วันเกิด)
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: chongter ที่ 29 มีนาคม , 2012, 11:58:28 PM
ดีแล้วครับ สร้างบุญให้พ่อเป็นเรื่องน่ายินดี

การทำหนังสือแนวนี้สำคัญคือ "ยอดจองที่น่าเชื่อถือ"
คือ จองไว้ พอหนังสือเสร็จ เราส่งให้ ส่งเงินกลับมา  เงินที่กลับมาและส่วนต่างที่เรียกว่ากำไร
ตรงนี้คือส่วนที่เราจะนำไปสร้างบุญต่อ   

ลองเปิดจองครับ  ถ้าไม่ถึง 500 เล่ม อย่าส่งพิมพ์  ใช้วิธีทำมือดีกว่า
เพราะพิมพ์ทีนึงก็ต้อง 3,000 เล่ม  ถ้าเหลือค้างที่เรา 2500 เล่ม แบบนี้จะยุ่งมาก
ต้นทุนเบื้องต้น "จม" ที่คิดว่าจะได้สร้างบุญก็คงไม่ได้สร้าง  นอกจากแจกฟรีกันไป เป็นธรรมทาน
(ถ้ารับแบบนี้ได้ ก็ส่งพิมพ์ได้ครับ)

อย่างที่ผมทำ เขาก็หนึ่งเราก็หนึ่ง  ทำกี่รอบก็ออกหมดครับ เพราะเนื้อหาในเล่มเป็นแนวที่แจกง่ายอยู่แล้ว
พิมพ์มาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30,000 เล่ม  ณ ปัจจุบันผมยังเป็นหนี้โรงพิมพ์ 10,000 บาท
เพราะหนังสือที่ออกมา  "แจกฟรี" มากกว่า "ร่วมบุญ"
(ไม่ซีเรียสครับ ผมมีความสุขดีกับหนี้ก้อนนี้) 
 
ลองดูครับ
ถ้าดูแล้วจะเกินกำลังก็ไม่ต้องคิดมาก หนังสือธรรมะ แจกเล่มไหน ก็ได้บุญกุศลเหมือนกัน
ถ้าอยู่ในกำลังที่ทำได้ ปรึกษาเตี่ยนฉวนซือแล้วก็ลุยครับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 15 เมษายน , 2012, 09:24:28 AM
เรื่องที่จะบันทึกต่อ...
-ออมสินบุญ
-ครูขี้เหล้ากลับตัวกลับใจ
-น้องนัทเลิกเล่นเกมส์
-หนูไปสถานธรรมกับพ่อกะแม่
-ป้าไม่เสียชาติเกิดแล้ว
-นางมารร้ายกลับตัวเป็นนางสาวคนหนึ่ง
-เพื่อนผมโง่
-เดี๋ยวนี้เป็นควายกินหญ้าแล้ว
-ไปหุงข้าว 500 กม.

 ฯลฯ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: TuaZAFd ที่ 2 กรกฎาคม , 2012, 03:39:54 PM
ขอบคุณคับ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: เฉิง หุ้ย ที่ 20 พฤศจิกายน , 2012, 11:03:43 PM
ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง......วันที่ผู้น้อยคุกเข่ารับธรรมะเมื่อ27/12/40 เป็นชั้นฟื้นฟูจิตเดิมแท้ หลังรับธรรมก็กินเจทันทีเพราะวันนั้นพระอาจารย์มาประทับฯจิตตื่นทันที พอประชุมครบ
สองวันจึงไปยืมหนังสือทางสถานธรรมไปอ่านที่บ้าน พอเข้าสู่วันที่สามนับจากวันรับธรรมะ ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณสองทุ่มเศษๆ ผู้น้อยอยู่บ้านคนเดียวจึงต้องปิด
บ้านอย่างมิดชิด และนั่งอ่านหนังสือธรรมะพร้อมกับคัดลอกประโยคธรรมที่จะเก็บไว้เตือนสติไว้ในสมุด พลางคิดไปว่า"หากทุกคนในโลกนี้มีคุณธรรมโลกนี้ก็จะเป็นดิน
แดนดอกบัวบาน" สักครู่ก็มีลำแสงสีนวล ปลายลำแสงที่อยู่ตรงหน้าจะแหลมเหมือนกรวย ค่อยๆเคลื่อนมาหาผู้น้อยช้าๆเลยเงยหน้ามอง ลำแสงนั้นเคลื่อนมาถึงใบหน้าและ
ผ่านเข้าไปที่ตรงจุดญาณทวารแรกสัมผัสคือรู้สึกเสียวๆและอุ่นๆตรงจุดญารทวาร นั้นแล้วสักพักเท่านั้น......เดี๋ยวจะเล่าต่อ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: เฉิง หุ้ย ที่ 21 พฤศจิกายน , 2012, 01:23:43 AM
เล่าต่อค่ะ...สักพัก รู้สึกว่ามีลมแรงอยู่นอกบ้านเหมือนพายุเล็กๆ คิดไปว่าทำไมลมแรงมาไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย กะว่าจะออกไปเปิดบ้านดูลม แต่ใจนึงคิด ไม่ดูดีกว่า พรุ่งนี้ต้น
ไม้ใบหญ้าพังราบเดี่ยวก็เห็นเอง ก็เลยนั่งอ่านหนังสือธรรมะต่อไป อีกสักพักก็ได้ยินคนคุยกันอยู่หน้าบ้าน ก็หยุดอ่านแล้วคิดว่าลมแรงขนาดนี้ใครยังสามารถต้านลมคุยกันอยู่ได้เลยเงี่ยหูฟัง รู้ว่าเป็นผู้ชายสองคน คนนึงพูดจาเกรี้ยวกราดเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ อีกคนพูดจาอ่อนโยนใจเย็น จับใจความได้ว่า" ไม่ยอม ยังไงฉันก็ไม่ยอม ไม่ยอมให้มันสำเร็จแน่" "เอาเถอะนะยอมให้เขาได้บำเพ็ญธรรมเถิดเรารับรองว่าเขาจะสร้างบุญสร้างกุศลไปให้เจ้า" อีกคนเงียบไป แล้วพูดขึ้นว่า"ก็ได้ แล้วชั้นจะรอดูว่ามันจะทำให้ชั้นมั้ย ไม่งั้นชั้นไม่ยอม" คราวนี้ผู้น้อยตกใจมากว่าใครมายืนต่อรองบุญกุศลกันหน้าบ้าน ใช่ไม่ใช่พระอาจารย์จี้กงกำลังต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรของผู้น้อย แหล่ะนี่คือประจักษ์หลักฐานที่พระอาจารย์ต้องการให้ผู้น้อยได้รู้แล้วให้เร่งสร้างกุศลเร่งปฏิบัติงานธรรมอย่างเร่งด่วน
 เรื่องที่สอง...หลังจากเหตุการณ์แรกไม่นาน ก็มีผู้อาวุโสมาชวนผู้น้อยไปประชุมชั้นบุคคลากร ที่ต้าเมี่ยว ผู้น้อยก็ไป และไปรวมตัวกันของสถานธรรมภายใต้การดูแลของ อ.หวงจิ้นซุ่น เจี่ยงซือ จ.พิษณุโลก ในสมัยนั้น แล้วจึงเดินทางพร้อมกัน เมื่อถึงต้าเมี่ยวทุกคนก็เอาสัมภาระของตนไปเก็บ และ อ.หวง เจี่ยงซือ บอกจะพาญาติธรรมไปงานวัดในองค์พระปฐมเจดีย์ แล้วจะพาไปดูนรกทั้งเป็น ผู้น้อยตื่นเต้นอยากไปจึงตามไป เชื่อไหมว่าเขาพาไปดูตลาดชำแหละหมู โอย นรกทั้งเป็นจริงๆผู้น้อยเศร้าใจ สะเทือนใจมาก จนพากันกลับแต่ภาพมันติดตา หดหู่ใจอยู่ พอกลับถึงต้าเมี่ยว อ.หวง(อ.หมอ)บอกว่าเดี๋ยวไปที่ชั้นสอง อ.จางเตี่ยนฉวนซือจะเมตตาญาติธรรมคณะนี้ พอกราบพระโองการเสร็จก็นั่งฟัง อ.จาง ท่านเมตตา ทันใดนั้น จู่ๆก็มีลุงคนหนึ่งน่าจะเดินลงมาจากชั้นสาม พอถึงบันไดชั้นสองตรงที่ อ.จางกำลังเมตตาญาติธรรมอยู่ เกิดล้มฟาดพื้น แล้วกัดลิ้นตัวเองเหมือนลมบ้าหมู ก็มีอาวุโสต้าเมี่ยววิ่งไปเอาช้อนจากในครัวมาใส่ปากลุงเอาไว้ แล้วก็มีญาติธรรมท่านหนึ่งบอกว่าเห็นเงาดำร่างใหญ่ผลักลุงตกลงมา แค่นั้นแหล่ะจิตของผู้น้อยยิ่งหวาดกลัว ความหดหู่ใจทั้งสองเรื่องมาประดังในใจแทบจะเสียสติ หลังจากนั้นก็ต้องไปเอาเครื่องนอนของต้าเมี่ยวมาไว้นอน แล้วได้ไปนอนในห้องประชุมเล็กๆ(ก็ไม่เล็กเท่าไหร่)กลางห้องมีโต๊ะประชุมตั้งอยู่(ถ้าจำไม่ผิด) แล้วไปอาบน้ำ กลับมาห้องที่นอนก็ปิดไฟมืด ผู้น้อยก็ค่อยๆย่องไปตรงที่เราจัดไว้ ในใจคิดแต่เรื่องสะเทือนใจที่พบมาทั้งสองเรื่อง ถึงตอนนี้จิตกระเจิงแล้ว  นั่งลงแล้วกวาดตามองรอบๆไม่มีคนที่เรารู้จักเลย อยากกลับบ้าน ไม่อยากประชุมธรรมแล้ว จะไปหาอาวุโสได้ที่ไหน จะให้เขาพาไปส่งบ้านที่ พิษณุโลก เมื่อจนปัญญาไม่รู้จะหาใครมาช่วย เลยนั่งกอดเข่าหลังติดฝา มองซ้ายขวาเหมือนคนบ้า บอกจริงๆว่า ควบคุมจิตและร่างกายไม่ได้แล้ว มือเท้าสั่น หลับตาลงไม่ได้แล้วก็จะนั่งอย่างนี้ไปถึงเช้าแล้วค่อยกลับ นั่งอยู่ท่านั้นจนหลับไป แล้วฝันไปว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์หนึ่ง มวยผมสูง ห่มจีวรทองอร่ามตามาก ลอยลงมาตรงหน้าพระพักตร์ยิ้ม แววตามีเมตตาหาสุดประมาณได้ แสงสว่างมาก ผู้น้อยเห็นดังนั้นเกิดความปิติ ใจเย็นลง อาการที่เป็นหายไปแล้ว ผู้น้อยเลยก้มกราบรับพระบาทสามครั้ง กราบถึงกราบที่สามแล้วก็สะดุ้งตื่น เพราะเป็นเวลาตีห้า ญาติธรรมท่านหนึ่งเตรียมตัวไปอาบน้ำแล้วมาสะดุดขาผู้น้อย ตื่นมาพบว่าตัวเองนอนหงายราบและห่มผ้าด้วย อาการหวาดกลัวก็หายไป เลยลุกไปทำภารกิจส่วนตัว ในใจคิดว่าคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโปรดให้เราหายกลัวเป็นแน่ คิดอยู่ตลอดว่าเป็นพระองค์ใด พอถึงเวลาเปิดชั้นเรียน ผู้เข้าชั้นเรียนก็กำลังชื่นชมถึงความกว้างใหญ่ของต้าเมี่ยว ตาก็เหลือบไปเห็นรูปปั้นองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามพระองค์ ผู้น้อยเลยถามอาวุโส(ยกมือชี้ไปด้วย)ว่าองค์ นั้นคือใคร เพราะองค์นี้แหละทีมาโปรดให้เราหายกลัว คำตอบก็คือ พระโพธิสัตว์จันทรปัญญา!!!!!!
  เรื่องที่สาม....หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วผู้น้อยเริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากร บางทีก็มานอนที่สถานธรรมช่วยปัดกวาดเช็ดถูสถานธรรม ไหว้พระ มีวันหนึ่งหลังจากที่กวาดถูสถานธรรมและก็ขอนอนพักสักครู่เพราะเป็นไข้ทับระดู แน่ใจเลยว่าผู้น้อยไม่ได้หลับ และยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ มีความรู้สึกว่ามีใครบางคนมานั่งทางหัวนอนเราเลยเงยหน้าไปมอง แต่จะลางๆ ต้องขมวดคิ้ว หลี่ตามอง เห็นเป็นผู้หญิงร่างท้วม นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อยืดมีปกสีบานเย็นนั่งพับเพียบอยู่ ผู้น้อยมองพิจารณาเขาไปทั้งตัว เห็นอกเหนือราวนมซ้ายมีดอกบัวสีขาว เล็กเท่านิ้วก้อย ปักอยู่ที่อกซ้ายนั่น เขาบอกว่าเราให้เขา เขาเป็นแม่ในชาติก่อน จากนั้นผู้น้อยทักทายเขาเหมือนเรารู้จักกัน ทั้งๆที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ผู้น้อยทักไปว่า แม่สบายดีไหม เขาตอบ เเม่สบายดีไม่ต้องเป็นห่วง" "แล้วพี่เจี๊ยบล่ะสบายดีไหม" เขาตอบมาว่า"เจี๊ยบก็สบายดี ไปเกิดใหม่แล้วไม่ต้องห่วง ส่วนแม่เองก็ตายเพราะถูกพ่อเลี้ยงฆ่าตาย" ผู้น้อยก็ยิ้ม และรำพึงว่า เหรอ


หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 26 พฤศจิกายน , 2012, 09:37:08 AM
ผู้น้อยขออนุญาติเล่าประสบการณ์ทางธรรมด้วยคนค่ะ
เรื่องที่หนึ่ง.....


...อนุโมทนาครับ สำหรับ เรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง

แต่ผู้น้อยอยากผู้อ่านทั้งหลาย อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมอ่ะคับ เพื่อเป็นความรู้ วิธีการ การเสริมปัญญาให้เรานะครับ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151344961679810&set=a.10150647894084810.459473.566159809&type=3&theater (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151344961679810&set=a.10150647894084810.459473.566159809&type=3&theater)

จะไ้ด้ใช้พิจารณญาณอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การงมงาย การถูกหลอกลวง หรือการเสแสร้ง แกล้งทำ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมคือธรรมชาติ ที่ 26 พฤศจิกายน , 2012, 11:43:15 AM
เนื่องจากมีบางคนอาจไม่เชื่อเรื่อง การเข้าทรง ผีสิง วิญญาณอาศัยร่าง สิ่งศักดิ์สิทธิประทับญาณ บางคนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย ไม่มีจริงในโลก มีแต่หลอกลวง งมงาย ซึ่งจริงๆ แล้วมีทั้งหลอกลวง งมงาย ทั้งมีจริงและไม่จริง แต่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงของผู้น้อยเอง ที่เคยสัมผัสเอง ด้วยตัวของตัวเองจริงๆ จึงนำมาร่วมศึกษากัน
แรกๆ ผู้น้อยคิดว่าไม่ควรเล่า เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เจอด้วยตัวเอง แต่อาวุโสแนะนำว่า เรื่องที่เจอด้วยตัวเอง จึงจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อที่สุด
จึงนำมาร่วมศึกษากัน เพื่อเป็นประจักษ์ ยืนยันถึงเรื่องวิญญาณมีอยู่จริง

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อปี พ.ศ.2545 ( 10 ปีที่แล้ว)
ตอนนั้นเพิ่งรับธรรมะได้ 2-3 ปี ยังไม่มีชั้นเรียนซินหมิน จื้อซั่นปัน มีแต่ชั้นเรียนประชุมธรรม กับหัวข้อทั่วๆไป

ผู้น้อยได้ไปเข้าค่าย ค่ายหนึ่ง ที่ จ.สุโขทัย ช่วงเช้าเป็นพิธีเบิกหน้าดิน เพื่อจะสร้างเป็นสถานธรรมส่วนร่วม กลางวันก็มีการฟังหัวข้อ มีกิจกรรม มีละครให้ชม พอตกกลางคืน ญาติธรรมทั้งหลายที่มาจากหลายสถานธรรม หลายที่ หลายจังหวัดรวมๆ ประมาณ 100 กว่าคน ก็ไปนั่งล้อม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม กับอาวุโสท่านหนึ่ง(ซึ่งเป็นร่างให้พ่อขุนรามคำแหง) ก็นั่งอยู่ตรงกลาง พ่อขุนฯ ท่านพูดธรรมะยุคโบราณ สมัยนั้นที่ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรก็มาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ท่านก็จะมาตัดสินคดีให้ชาวสุโขทัย

ท่านก็เล่าจนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ท่านก็บอกว่าธรรมะมาโปรดถึงที่กรุงเ่ก่า มีทหาร นักรบตกตายทับถมบนแผ่นดินนี้มากมาย วันนี้ได้รับน้ำทิพย์ชะโลมชุมชื้นไปทั่ว มีการเบิกหน้าดินสร้างตำหนักพระโปรดคนหลง ให้ผู้คนได้ฟังธรรม บุญกุศลก่อเกิดมากมาย วิญญาณนักรบ วิญญาณบรรบุรุษ  บรรพชนต่างแซ่ซ้องยินดี ดีใจล้นพ้น ... ท่านก็บอกว่า...ทุกท่านอยากเห็นมั้ยถ้าอยากเห็นให้ทำใจให้สงบ นิ่ง แล้วพ่อจะพาไปดู .... ผู้น้อยก็นั่งสมาธิ ทำใจให้ว่างเปล่า...สักพัก ก็เหมือนตัวเองดิ่งลงไปข้างล่าง ลึกมาก แต่ดิ่งลงไปด้วยความเร็วมากๆ สักพักหนึ่ง ก็นิ่ง ได้ยินเีสียงพ่อขุนฯ พูดว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้นึกถึงพ่อขุนฯ กับ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม เท่านั้นเอง ผู้น้อยเริ่มรู้สึกปวดเมื่อบริเวณเอว ปวดมากขึ้นๆ จนปวดไปทั้งตัว คิดว่าตัวเองอยู่ๆ ก็ปวดขึ้นมาทรมานมาก มันเป็นอะไรหรือ? สักพัก ก็มีหน้าคนลอยมาตรงหน้าผู้น้อย ลอยมาทีละหน้าๆ บางหน้าก็ยิ้มให้ บางหน้าก็ร้องไห้ บางหน้าก็เฉยๆ ซึ่งผู้น้อยไม่รู้จักใครเลย ประกอบกับเมื่อยไปทั้งตัว ก็ได้แต่นิ่งๆ ไว้ รู้สึกได้ว่าร่างกาย ความรู้สึกส่วนหนึ่งไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นใครไม่รู้ ความรู้สึกว่าร่างกายตัวนี้เป็นเรา 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เป็นใครไม่รู้...สักพักรู้สึกว่ามีน้ำไหลมาจากในตา(หลับตาอยู่) ก็ลองเอามือไปปัดที่แก้ม เอ้า...น้ำตานี่...ก็บอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ร้องไห้ แล้วใครล่ะ? ทำให้น้ำตาผมไหลได้ยังไง ผมไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่มีเรื่องเศร้า เท่านั้นเอง อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมก็เดินมาด้านหลัง แล้วตบไหล ผมก็รู้สึกตัวขึ้นมา อ.ถ่ายทอดเบิกธรรมบอกว่า "เจ้าเป็นใคร มาจากไหน ทุกข์ร้อนอะไร บอกมาเดี๋ยวจะให้ลูกหลานสร้างบุญไปให้..." ตอนนั้นก็รู้สึกตัวมากขึ้นๆ จนได้สติ อาการเมื่อย เจ็บปวดตามตัวก็หายไป ก็บอกกับตัวเองว่า ...ไม่เป็นไร ผมจะสร้างบุญให้พวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักรบ บรรพบุรุษในแผ่นดินนี้ หรือเป็นบรรชน ผมจะช่วยงานธรรมะ สร้างบุญให้ ... แล้วก็เงียบ อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ไม่เห็นตอบอะไร ก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ที่เดิม ผู้น้อยก็ค่อยๆ ลืมตามองไปรอบด้าน ทุกคนก็ยังนั่งปกติเหมือนเดิม แต่ทำไมน้ำตาเต็มแก้มตัวเอง

ตอนนั้นก็คิดได้แค่ว่า มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แปลก ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือมาจนจบ ม.6 ไม่เคยมีวิชาไหนสอนเรื่องแบบนี้ แต่นี่มีอยู่จริง สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ จนได้ติดตามอาวุโส ได้ช่วยงานธรรมะ ศึกษาเรียนรู้ เจอเรื่องราวแบบนี้จากหลายๆ ที่ หลายคน และจากตำราต่างๆ ทำให้ประจักษ์เชื่อมั่นว่า ชีวิต วิญญาณ มีอยู่จริง การเวียนว่าย ตายเกิด ของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ตอนมีชีวิตอยู่

10 ปีก่อน ก็ตอบไม่ได้ว่า ทำไมพ่อขุนฯ ท่านเป็นเทพฯ ทำไมยังต้องมาอาศัยร่างคน รู้ด้วยว่าใครคิดอะไร อย่างไร? รู้ใจหมด และทำไม อ.ถ่ายทอดเบิกธรรม ถึงมาอยู่ที่นี่ เป็นเหมือนหัวหน้าในการสร้างบุญใหญ่สะเทือนถึงวิญญาณทั้งหลายได้ ทำไมวิญญาณนักรบที่ตกตายทับถมอยู่ใต้แผ่นดินนี้เป็นร้อยๆ ปี สามารถลุกขึ้นมารับส่วนบุญ รับกุศลได้เช่นนี้...

...นี่จึงเป็นการฉุดช่วยครั้งสำคัญ ทำบุญจริง กุศลแท้ ใจบริสุทธิ์ และบุญสัมพันธ์ วาระถึง โอกาสเหมาะพอดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์หนุนนำ จึงเกิดได้เช่นนี้ซึ่งมิใช่หาได้ง่าย ทั้งคน ทังวิญญาณทั่วไป ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่า ทั้ง 3 ภพภูมิได้มาร่วมบุญเช่นนี้ มิใช่ธรรมดา

***แต่ถึงแม้เรื่องเหล่านี้จะมีอยู่จริง แต่เราก็อย่ายึดติด หนทางสู่ความหลุดพ้นคือ สร้างบุญชดใช้กรรม บำเพ็ญจิต แก้ไขอารมณ์นิสัยความเคยชินที่ไม่ดีของตนให้ดี ทุกอย่างก็ดีเอง
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: เฉิง หุ้ย ที่ 28 พฤศจิกายน , 2012, 04:51:12 PM
 :kiss:ส่วนเรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ ผู้น้อยขอออกตัวก่อนว่า โปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่าน เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ประสบด้วยตัวเอง และร่วมศึกษากับนักธรรมอาวุโสทั้งหลาย สมควรหรือไม่สมควรประการใดอาวุโสช่วยชี้แนะค่ะ เรื่องนี้ทำให้ผู้น้อยเชื่อถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ( โดยปกติจะเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว)มีจริง นรกสวรรค์มีจริง และที่สำคัญ กฏแห่งกรรมไม่มีการละเว้นแม้กระทั่งผู้อ่อนวัยหากกระทำสิ่งผิด ความผิดบาปเล็กน้อยที่ส่วนใหญ่มักถูกมองข้าม แต่หากความผิดนั้นสะสมทีละเ็ล็กทีละน้อยก็จะใหญ่หลวงเช่นกัน ....เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผู้น้อยนอนฝันไปว่า ได้ลงไปแดนนรก ด้วยความที่ตัวเองไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้จึงเดินไปเรื่อยๆตามแสงไฟ (เหมือนแสงไฟฟืน) มันมืดมาก เดินไปจนเห็นกระทะใบหนึ่งเป็นเหล็ก กว้างใหญ่มากจนมองหาขอบกระทะนั้นไม่เจอ ในกระทะมีน้ำและควันขาวๆลอยคลุ้ง เห็นผู้คนทั้งชายหญิงเปลือยร่างกายกำลังเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานในน้ำ เราเห็นอย่างนั้นมันเกิดแรงจูงใจอยากลงไปเล่นกะเขาด้วย เลยปีนกระทะขึ้นไปแล้วกระโดดลงน้ำทันทีไม่รอช้า ทันทีที่ตัวเราสัมผัสกับน้ำ ภาพชายหญิงที่เห็นว่ากำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานอยู่นั้นกลายเป็นเสียงร้องโหยหวน ร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน น่าเวทนาที่สุด บางคนพยายามปีนหนี แต่ไม่สามารถหนีไปได้ เนื้อหนังที่จมอยู่ใต้น้ำมันหลุดละลายรวมปนเปไปกับน้ำ เสียงโหยหวนมันเสียดแทงเข้าหัวใจแทบจะทนได้ยินต่อไปไม่ได้ และไม่เชื่อในภาพที่เห็นจึงลองวักน้ำมารดที่ตัวเอง มันไม่เห็นจะร้อนอย่างเขาเลย เอ้า!!!ลองอีกที่...วักน้ำมารดตัวเองอีกรอบก็เป็นน้ำเย็นธรรมดา ขณะที่ยังสงสัยระคนแปลกใจอยู่ จู่ๆตัวเราเองก็ถูกรวบผมดึงขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว และวางตัวเราลงบนพื้นลานหินกว้างพร้อมกับได้ยินเสียงหนึ่งบอกผู้น้อยว่า "ศิษย์พี่ ลงไปทำอะไรกับเขาในนั้น" ผู้น้อยก็หันไปตามเสียงก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเ็ล็กน่ารักมากๆ นุ่งเอี๊ยมสีแดง มัดจุกด้วยโบว์สีแดง ผู้น้อยเลยยิ้มไปแต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็มีพระชราองค์หนึ่งเดินตรงมาที่ผู้น้อย ที่เอวมีผลน้ำเต้าแห้งมัดอยู่ ในมือถือพัด โบกไปมา พระพักตร์ยิ้มมีพระมหาเมตตาอย่างประมาณไม่ได้ ขณะนั้นลำตัวผู้น้อยยังเปียกโชกอยู่เลย และมองไปที่พระองค์ แล้วนึกคำถามในใจว่า "ใครวะ" (ขออนุญาติชี้แจงนะคะ ในฝันมันไม่สุภาพอย่างที่เล่าจริงๆ) แค่นั้นแหล่ะ พัดที่อยู่ในมือพระองค์ฟาดมาที่หัวผู้น้อยเบาๆอย่างเอ็นดู (รู้สึกอย่างนั้นค่ะ) แล้วท่านก็ตอบมา ( ตอบอย่างที่ปากไม่ขยับเลย) "จำอาจารย์ไม่ได้เหรอ ไหว้อาจารย์อยู่ทุกวัน" ถึงตอนนี้จึงรู้ว่าท่านคือพระอาจารย์จี้กง ผู้น้อยเลยกราบรับพระบาทพระอาจารย์ห้ากราบ (ผู้น้อยพูดออกเสียงด้วย เหมือนในพุทธระเบียบที่ปฏิบัติกันในสถานธรรมเลย) พระอาจารย์ว่า "ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก มานี่... ตามอาจารย์มาอาจารย์จะพาไปดูอะไร"ผู้น้อยเลยเดินตามหลังพระอาจารย์ไป ระหว่างทางก็มืดมากมองอะไรไม่เห็น พระอาจารย์บอกว่ารีบๆหน่อยนะไม่มีเวลา ผู้น้อยก็รีบไป ข้างทางได้ยินเสียงร้องไห้มากมายนะแต่มองไม่เห็น เดินไปถึงที่หนึ่ง ที่นั่นมีต้นเสาเหล็กมีหนามรอบต้น และมีนับเป็นร้อยๆต้นได้ ที่นั่นผู้น้อยไม่เห็นพระอาจารย์แล้ว มองไปเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่ง ปีนไปร้องไห้ไปเลือดไหลท่วมร่างกายแต่หยุดปีนไม่ได้ ปีนช้าก็ไม่พ้นคมหอกด้านล่าง รีบปีนจนสูงสุดก็ต้องรุดตัวเองลงมาให้พ้นนกตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มาก ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถ้าหลบนกตัวนี้พ้นแต่ไม่พ้นคมหอก ถ้าจะหลบคมหอก ก็ถูกนกจิกหัวจนเหวอะหวะ น่าเวทนามาก ในใจอยากเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนี้มาก  แล้วผู้น้อยได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นคนพูด ห้ามผู้น้อยว่าไม่ให้เข้าไป (เหมือนอ่านใจเราออกว่ากำลังคิดอะไร) ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฏแห่งกรรม ผู้น้อยเลยถอดใจแต่ก็อดเวทนาเธอไม่ได้ หันมองไปรอบๆพบว่ามีเด็กผู้ชายอายุประมาณ10 ขวบ กำลังปีนต้นหนามเหล็กอยู่ ผู้น้อยแปลกใจและตกใจมากด้วยเลยพูดออกไปว่า " ที่นี่คือมีแต่ผู้ผิดศีลข้อสามละเมิดศีลกาเม แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงต้องมาที่นี่ด้วย เขาเป็นเด็กนะ ทันได้ทำความผิดศีลข้อนี้แล้วเหรอ" แล้วจึงมีเสียงตอบผู้น้อยว่า "เด็กผู้นี้ถูกรถชนตายเสียชีวิต แต่เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เขาค้าขายซีดี,วีซีดี,ดีวีดี หนังโป๊ลามกอนาจาร" ผู้น้อยก็ยังแย้งต่อไปว่า " แต่เขาเป็นเด็กอยู่ แล้วสิ่งที่เขาทำก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวนะนั่นเพราะเขายากจนจริง" เสียงนั้นตอบมาว่า"ต่อให้เป็นเด็กแล้วทำความผิดบาปก็อาจละเว้น อาชีพมีร้อยแปดพันอย่า่งที่บริสุทธิ์แต่ไม่เลือกทำ เหตุเพราะมีผู้ซื้อ ซื้อซีดีของที่เด็กผู้นี้ขายไปแล้วเปิดดู เกิดความกำหนัดในกามารมณ์จนอดกลั้นไม่อยู่ไปก่อกรรมกับผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เด็กผู้นี้มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบการกระทำแม้จะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม" พอถึงตรงนี้เราก็พูดไม่ออก ได้แต่อึ้งกิมกี่ สักพักก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์บอกว่า "พอแล้วหล่ะ กลับเถอะ หมดเวลาแล้ว" ผู้จึงเดินตามพระอาจารย์ไป แล้วก็ตื่นขึ้นมา มือไม้ยังไม่หายสั่นเลย นึกไปถึงสิ่งที่เห็น ผู้น้อยกินข้าวไปค่อยลงรู้สึกผะอืดผะอมมากไปหนึ่งวันเต็มๆ.....และนี่คือสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเองและเป็นเรื่องที่ใครหลายคนเข้าใจได้ยาก แต่ผู้น้อยว่ายามนี้เรายังมีลมหายใจอยู่ รีบเร่งสร้างบุญกุศลเถิด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน เราจึงมีโอกาสพ้นจากชาติกำเนิดสี่ ภูมิวิถีหก บำเพ็ญอย่างแท้จริงหลุดพ้นได้จริง  และผู้น้อยร่วมแบ่งปันเล่าประสบการณ์และก็ไม่ควรยึดติดกับสิ่งนี้ ใช้วิจารณาญาณนะคะ แต่สำหรับตัวผู้น้อยเองไม่ว่าพบเจอเรื่องใดก็จะเก็บไว้เป็นสิ่งเตือนใจให้เราประคองจิตตนเองมิให้ตกต่ำเพราะวิสัยโลกีย์มนุษย์กระแสมันแรงหากปล่อยตัวปล่อยใจไปตามนั้นยากจะผ่านมันไปได้ค่ะ...ร่วมศึกษาค่ะ
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: เก่ง ที่ 19 ธันวาคม , 2012, 07:59:18 PM
มีคืนวันหนึ่ง   ผมฝันว่าพระอาจารย์จี้กง   มาจับมือ         พอตื่นขึ้นจะไปเข้าชั้นเรียนชั้นที่ 3    ก็ได้ยินเสียงเพลง    ที่นักเรียนในชั้นกำลังร้องเพลงอยู่      คือ   มือจูงมือจูงใจเดิน   ร่วมทาง    มั่นคงเดินด้วยตนของตน    ฯลฯ     ซึ้งตรงกับความฝันที่พระอาจารย์จับมือพอดี    ผมเลยขนลุกเลยครับ      ธรรมะดีมากๆ
หัวข้อ: Obtain Real Registered USA passport, Get original European Passport online, Buy Genuine UK Documents
เริ่มหัวข้อโดย: Ramono ที่ 8 สิงหาคม , 2019, 04:04:22 AM
w w w. buyrealdocuments.cc - We produce real database documents and register all the client's information in the supposed database system. This real documents shall pass all airport scans and other data reading machines. When ever this real document is checked, all the client's information will show up in the supposed database system. For Example, if you want us to order a Canadian Passport, we'll register all your biometric information in the Canadian central database system under the government recognition. So your new document will pass airport scans and checks and you will legally use the document without any problems.
 
We work directly with government representatives to deliver a fast & secure process of acquiring your new passport. Depending on the country you choose, acquiring second citizenship is an expensive procedure, and requires a high-level of trust from the perspective of both the client and the agent. Each year more and more frustrated business people whose passport restricts their commercial opportunities turn to Real Documents company for their long-respected expertise and hands-on assistance in achieving their dream to get the new passport and travel freedom.
 
To get the additional information and place the order just visit our website:
 
 
w w w. buyrealdocuments.cc   w w w. buyrealdocuments.cc
 
 
Keywords:
---------
 
Buy fake and real documents online
Buy Driver's license online
Buy fake and real passports online
Buy driver's license online
Buy new birth certificate
Buy documents online
Buy certificates online
Buy diplomas online
Get new id cards online
Original ielts certificates online
Buy passport online
Buy identity card online
Buy driving license online
Buy the residence permit online
resident permit for sale
apply for usa green card
buy permanent residence permit
permanent residence permit for sale
Buy/Get Citizenship Online
Obtain citisenship by investment
Buy documents online
Buy IELTS without exams online
Buy TOEFL online
Buy GMAT online
visa for sale
buy visa online
apply for visa online
get visa online
get usa visa online
acquire visa online
Counterfeit diploma online
online id card maker
buy registered and Counterfeit id online
buy registered driving license
buy fake drivers licence
novelty passports for sale
novelty documents online
fake passports online
buy passport online
buy fake passport
buy real us passport
cheap fake id online
buy registered passport online
buy Counterfeit passport online
Registered and Counterfeit ssn card
Registered and Counterfeit driving licence online
buy Counterfeit driving licence
buy fake bills online
buy counterfeit bills
Registered & Counterfeit national insurance number
Counterfeit national insurance number card
Counterfeit green card maker
buy counterfeit documents online
Buy Counterfeit IELTS, TOEFL Certificates
Buy Counterfeit GMAT, ESOL Certificates
counterfeit documents
counterfeit birth certificate
counterfeit documents for sale
counterfeit passport
buy counterfeit money UK
counterfeit euro notes
fake euro buy
counterfeit dollar bill
buy counterfeit notes
counterfeit pound notes
counterfeit notes Australia
counterfeit banknotes uk
counterfeit bank notes
counterfeit us dollars
Registered documents online
Fake documents online
Fake document USA
legal documents online
Online document free document
Fake Documents website
Document For sale USA
documents for sale NSW
Fake UK documents for sale
Bill of sale document for boat
Diplomatic documents for sale
Real documents for sale
Buy Real documents
Sell Real documents
Fake manuscripts for sale
Buy IELTS certificate online
Buy real and fake passport online
Buy real passport online
Buy documents online
Buy real and fake documents online
Fake documents for sale
Purchase passport online
Buy fake passport online
Make a fake green card online
Buy IELTS certificate in Australia
Buy IELTS certificate in Dubai
Buy IELTS certificate in India
Buy IELTS certificate in Karachi
Buy IELTS certificate in Malaysia
Buy IELTS certificate in Nepal
Buy IELTS certificate in uae
Buy IELTS certificate in Singapore
Buy IELTS certificate online
Buy IELTS certificate UK
Buy counterfeit money online
Buy counterfeit banknotes
Buy fake dollar banknotes
Buy fake euro banknotes
Buy fake pound banknotes
Buy fake currency online
buy real passports online
buy real driving license online
buy real id cards online
buy real documents online (IELTS, IDP TOEFL, GMAT, ESOL, GRAAD, DIPLOMA,)
Buy real residence online
Get true citizenship online
Buy real and fake documents online
Buy real and fake passports online
Buy driver's license online
Buy new birth certificate
purchase documents online
Buy certificates online
Buy diplomas online
Get new id cards online
Original ielts certificates online
Buy passport online
Buy identity card online
Buy driving license online
Buy the residence permit online
Buy / Get Citizenship Online
Buy documents online
Buy IELTS without exams
REGISTERED AND UNREGISTERED BRITISH PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED CANANIAN PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED FRENCH PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED AMERICAN PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED RUSSSIAN PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED JAPANESE PASSPORT.
REGISTERED AND UNREGISTERED CHINESSE PASSPORT.
Buy passport;
Buy Registered and Unregistered Australian Passports,
Buy Registered and Unregistered Belgium Passports,
Buy Registered and Unregistered Brazilian (Brazil) Passports,
Buy Registered and Unregistered Canadian (Canada) Passports,
Buy Registered and Unregistered Finnish (Finland) passports,
Buy Registered and Unregistered French (France) passports,
Buy Registered and Unregistered English (Germany)
Buy Registered and unregistered Dutch (Netherland / Holland)
Buy Registered and unregistered Israel passports,
Buy Registered and Unregistered UK (United Kingdom) passports,
Buy Registered and Unregistered Spanish (Spain)
Buy Registered and Unregistered Mexican (Mexico) Passports,
Buy Registered and Unregistered South African Passports.
Buy Registered and Unregistered Australian Driver License,
Buy Registered and Unregistered Canadian Driver License,
Buy Registered and Unregistered French (France) Driver License,
Buy Registered and Unregistered Dutch (Netherland / Holland) Driving
Buy and Registered Unregistered English (Germany) Driving License,
Buy Registered and Unregistered UK (United Kingdom) driving
Buy Registered and unregistered Australian Passports,
Buy Registered and unregistered Belgium passports
 
To get the additional information and place the order just visit our website:
 
 
w w w. buyrealdocuments.cc   w w w. buyrealdocuments.cc
หัวข้อ: berkeley thesis printing
เริ่มหัวข้อโดย: Ridgeoi ที่ 30 สิงหาคม , 2019, 06:54:48 PM
Ivan Cohen from Fargo was looking for berkeley thesis printing
 
Robin Carter found the answer to a search query berkeley thesis printing
 
 
 
(http://essayerudite.com/images/banner/500x500.jpg) (https://essayerudite.com)
 
 
essay writing service (https://essayerudite.com)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
101 persuasive essay lengths usa
guide writing research papers chicago style
best reflective essay ghostwriting services
cheap bibliography proofreading websites for masters
pay to get best argumentative essay on hillary clinton
top university essay writer site uk
Insects and the Dinka
cheap dissertation introduction proofreading site for phd
exclusive essay writing service reviews uk services
2 page narrative essay jackson ms
write essay on my best friend in hindi name
esl personal essay writers websites for phd
help with my philosophy thesis
science research paper rubric high school
pay for my u.s. history and government dissertation methodology
writing my essay in spanish personality allama iqbal
best reflective essay ghostwriting services uk
cheap descriptive essay writers service au
the 14th amendment essay citizenship clause statement
research paper on teenage peer pressure
american studies dissertation examples
2000 word history essay you write
how to write an interesting college essay rapidly
help with my college essay on lincoln
professional dissertation chapter ghostwriting websites gb
essays on zeus
10 page research paper rules for writing questions
cursos de programador
essay on politics encourages corruption
10000 word essay example gujarati language
top curriculum vitae ghostwriters website au
seperation of powers essay
malcolm gladwell the science of shopping essay
popular admission essay ghostwriter site for school
150 words essay on friendship jawaharlal nehru in hindi 1000
best cv ghostwriters services
 
write my research paper (https://essayerudite.com/write-my-research-paper/)
correct my essay (https://essayerudite.com/correct-my-essay/)
expository essay topics (https://essayerudite.com/expository-essay-topics/)
 
world politics term paper topics
hs essay
top creative writing ghostwriters services au
ben 10 essay in hindi omniverse episodes 51 download hd
100 college essay on adhd quora
an analysis of the motif of forbidden knowledge or power in the novel frankenstein by mary shelley
essay on protecting intellectual property rights
thesis statements on one flew over the cuckoo's nest
best masters dissertation chapter advice
authentically black black essay majority silent
D day essay
2 page essay about soccer goal
The Wisdom of Socrates
lesson plans for teaching how to writing an essay esl students
best term paper proofreading websites usa
best essay editing for hire for school
start up business plan sample
how to write a good college essay assignment format
help with  botany essays
resume monkey
applied science level coursework
In Memory Of Bazarov
Hamlet, Laertes, and Fortinbras approaches to revenge
write me professional rhetorical analysis essay on shakespeare
popular creative writing ghostwriters service for school
esl biography ghostwriter site online
write professional custom essay on brexit
odyssey loyalty essay
write me best content online
essay incident in my life
 
100 toefl essays pdf reader (http://www.priesgaisrinesauga.lt/forum/index.php/topic,57432.new.html#new)
100 college essay review online kenya (http://chocokuland.xavfun.com/100-college-essay-review-online-kenya-t23036.html)
conclusion hypothyroidism paper research (http://sbbot.co/forum/showthread.php?tid=14526)
100 words essay about trends on independence day in hindi 200 (https://r111r.com/vb/showthread.php?p=795294&posted=1#post795294)
100 essay topics for high school students and effect (http://www.trp-clan.com/forumdisplay.php?67-General-Chat)
หัวข้อ: I wanted to thank you
เริ่มหัวข้อโดย: lightroomdew ที่ 13 กันยายน , 2019, 01:09:37 AM
Adobe Lightroom (http://"https://adobe.com/") is the most habitual copy editing software in the use of photographers, with hundreds of thousands of effects and presets close by on the internet.
 
 You can download Lightroom from Adobe’s website. 
 
Adobe Lightroom (http://"https://en.wikipedia.org/wiki/Adobe_Lightroom") presets supporter you to edit your photos in relate term by means of doing a assignment of the position after you. You can simply test minus a pre-defined really, while keeping your source aspect and reverting recoil from to it at anytime. 
 
 You can use: 
 Lightroom Presets for Wedding Photography 
 Lightroom Presets for Baby and Family Photography 
 Lightroom Presets for Headshots 
 Lightroom Presets for Senior Portraits 
 Lightroom Presets for Landscape 
 Lightroom Presets for Nature Photography 
 Lightroom Presets for Food Photography 
 Lightroom Presets for Car Photography 
 Lightroom Presets for Real Estate 
 Lightroom Presets for Product and Fashion Photography 
 
 And a Sam Lightroom Desktop and Mobile Presets (http://"https://mrlightroom.com/shop/lightroom-presets/sam-lightroom-desktop-and-mobile-presets/")
 for everyday shooting.
 
หัวข้อ: How to Buy Real Greek passport? Buy registered passport id card driver's licence Greece, Buy novelty
เริ่มหัวข้อโดย: ThompsD ที่ 10 ตุลาคม , 2019, 05:04:35 PM
w w w. buyrealdocuments.cc - Number one producers of the Greek Biometric Passport. Passports come to you looking exactly as the ones issued by the Greek
 
Home Office. These passports are verifiable using the U.V light feature for authenticity and are just perfect for use. We
 
also specialize in the production of the Greek Diplomatic Passport which is used by Diplomats to attend to
 
international official affairs of the state. To clear all your curiosity, contact us directly:
 
Visit our website:  http://www.buyrealdocuments.cc (http://www.buyrealdocuments.cc)  w w w. buyrealdocuments.cc
 
Apply Greece Citizenship online
Buy Greek passport online
Buy Greece passport online
Buy fake Greek passport
Buy real Greek passport
Buy original Greek passport
Can i buy Greece passport
Buy Diplomatic Greek Passport
Buy Registered Greek Passport
Buy Official Greek Passport
Buy cash passport Greece
Original Greek passport
Buy original Greek passport
Original Greek passport
Best producers of Greek Passport
Real Greece passport holder
Real Greek passport
Buy real Greek passport
Buy real Greece passport
Buy Greek real and fake passport online
Buy real passport online
Buy a real passport
Buy fake and real Greece passport
How to buy a real Greece passport
Buy genuine fake passport
Can you buy Greek passport
Buy a Greek passport
Buy a fake Greek passport
Buy a Greece passport
Buy a fake passport in Greek
Passport scotch buy Greek
How to buy Greek passport
How to buy Greek passport
Greek passport renewal
Greek passport application
Greek passport office
Greece passport fees
Greek passport visa free countries
Greek passport number
Greek passport renewal child
Greece passport maker
Greek passport agency
Greek passport application child
Greece passport application time
Greek passport after brexit
Renewing a Greek passport
Renewing a Greece passport in Greek
Renewing a Greek passport from abroad
Renewing a Greece passport online
Renewing a Greek passport in the usa
tracking a Greek passport application
Renewing a Greece passport in New Zealand
found a Greek passport
Greece passport biometric
Greek passport brexit
Greek passport blue
Greece passport by marriage
Greek passport belfast
Greek passport cost
Greece passport contact
Greek passport change of name
Greek passport city of issue
Greek passport card
Greece passport chip
Greek passport documents
Greek passport duration
Greek passport dubai visa
Greece passport expiry date
Greek passport example
Greek passport enquiries
Greece passport expired
Greek passport express
Greek passport extension
Greece passport expiry date format
Greek passport emergency contact page
e passport Greek
e passport Greek application
Greece e-passport chip
Greece e passport not working
Greek e passport photo
Greek e passport usa
Register e passport Greek
Greece passport going to usa
Greek passport glasgow
Greek passport going to Greek
Greek passport greece
Greece passport how long
Greek passport how much
Greek passport hong kong visa
Greek passport how long valid
Greek passport issuing authority
I lost my Greek passport
I found a Greek passport
Greek passport japan
Greece passport jordan visa
Greek passport jamaica
Greek passport japanese visa
Greece passport jobs
Greek passport jumbo
Greek passport jersey
Greece passport jakarta
Greek passport jamaica visa
Greek passport kenya visa
Greece passport korea visa
Greek passport kuwait visa
Greek passport kodak
Greece passport kazakhstan
Greek passport kuala lumpur
Greece passport kuwait
Greek passport kenya
Greek passport kuwait
Greek passport marriage
Greek passport middle name
Greece passport married
Greek passport malaysia
Greek passport mrz number
Greek passport morocco
Greek passport married name change
Greece passport need visa for usa
Greek passport office victoria
Greek passport office glasgow
Greek passport office belfast
Greece passport office liverpool
Greek passport office newport
Cost of Greek passport
Extension to Greek passport
Greek to Greek passport requirements
Greek passport under uv light
Greece passport cover
Greek passport uae
Greece passport validity for Greece
Greece passport validity for usa
Greek passport visa for Greek
Greek passport validity for Greece
Greece passport new zealand visa
1 year Greek passport
1 day Greek passport renewal
1 year Greece passport extension
Buy New Greek passport 2019
Greek passport 2016
Greece passport 2017
Greek passport 2015
Greek passport 2010
Greek passport 2019
Greece passport 2018
Greek passport 24 hours
Greek passport 2012
Greek passport 2009
Greece passport 2008
Greek passport 2014
Greek passport 2006
Greek passport renewal for 5 year old
Greece passport Greece
Greece passport over 75
Greek passport over 80
Fake Greece passport generator
Fake Greek passport template
Fake Greek passport number generator
Fake Greece passport website
Fake Greece passport online
Fake Greek passport Greek law
Report Fake Greek passport
Fake Greek passport
Buy a Fake Greek passport
Make a Fake Greek passport
I need a Fake Greek passport
Make a fake Greek passport
How to detect a Fake Greek passport
Fake Greek passport buy
Caught with fake passport Greece
Fake Greek passport for sale
Get fake Greece passport
How to get fake Greece passport
How to make fake Greece passport
How to know fake Greece passport
Greek fake passport id
Identify fake Greece passports
Make fake Greece passport
Greece-passport fake
Fake Greek passport online
Examples of fake Greece passports
Fake Greek passports pictures
Fake Greek passport price
Fake passport penalty Greece
Fake Greek passports sale
Fake passport sentence Greece
Fake Greek passport to buy
Fake Greece passports thailand
Using fake passport Greece
Any questions about Greece Passports?
You need a Greek Passports?
Want to buy Greek Passports?
How can i buy Greek Passport?
Is it possible to get a Greek Passport online?
How can i renew my Greek Passport?
Did you loss your Greek Passport?
Who can get a Greece Passport?
หัวข้อ: Re: บันทึกความทรงจำยุคขาว...
เริ่มหัวข้อโดย: maxhyy ที่ 16 ตุลาคม , 2019, 08:31:37 PM
Каин (http://audiobookkeeper.ru/book/3285)201 (http://cottagenet.ru/plan/861)CHAP (http://eyesvision.ru)poin (http://eyesvisions.com/physics/39)Gran (http://factoringfee.ru/t/282515)Wier (http://filmzones.ru/t/129388)Adve (http://gadwall.ru/t/129447)вось (http://gaffertape.ru/t/298350)Мака (http://gageboard.ru/t/281453)Лавр (http://gagrule.ru/t/16013)Kill (http://gallduct.ru/t/167161)Швей (http://galvanometric.ru/t/68694)stop (http://gangforeman.ru/t/106507)0759 (http://gangwayplatform.ru/t/139934)Лите (http://garbagechute.ru/t/300119)Orie (http://gardeningleave.ru/t/135958)Tema (http://gascautery.ru/t/130897)Rond (http://gashbucket.ru/t/96166)Kick (http://gasreturn.ru/t/167888)Марк (http://gatedsweep.ru/t/191825)Глин (http://gaugemodel.ru/t/648644)одна (http://gaussianfilter.ru/t/479840)Roja (http://gearpitchdiameter.ru/t/391995)
Избр (http://geartreating.ru/t/417123)Auto (http://generalizedanalysis.ru/t/282568)Ital (http://generalprovisions.ru/t/297261)учил (http://geophysicalprobe.ru/t/300070)Bril (http://geriatricnurse.ru/t/137447)Sour (http://getintoaflap.ru/t/138086)Laca (http://getthebounce.ru/t/137042)жизн (http://habeascorpus.ru/t/289557)Marg (http://habituate.ru/t/340021)Vino (http://hackedbolt.ru/t/69072)канд (http://hackworker.ru/t/300452)Пере (http://hadronicannihilation.ru/t/553392)дисц (http://haemagglutinin.ru/t/298402)серт (http://hailsquall.ru/t/107629)Creo (http://hairysphere.ru/t/97027)Emil (http://halforderfringe.ru/t/295311)Palm (http://halfsiblings.ru/t/561187)Jean (http://hallofresidence.ru/t/281091)репр (http://haltstate.ru/t/286337)Glor (http://handcoding.ru/t/284874)каче (http://handportedhead.ru/t/320977)(184 (http://handradar.ru/t/294237)Home (http://handsfreetelephone.ru/t/120929)
Spla (http://hangonpart.ru/t/16655)Пешк (http://haphazardwinding.ru/t/72991)Каса (http://hardalloyteeth.ru/t/59091)Моне (http://hardasiron.ru/t/46419)John (http://hardenedconcrete.ru/t/241349)Kare (http://harmonicinteraction.ru/t/227789)Кирп (http://hartlaubgoose.ru/t/107711)(пбя (http://hatchholddown.ru/t/156413)Robe (http://haveafinetime.ru/t/155230)Сама (http://hazardousatmosphere.ru/t/54182)grad (http://headregulator.ru/t/155036)нату (http://heartofgold.ru/t/156009)Блан (http://heatageingresistance.ru/t/126083)Арте (http://heatinggas.ru/t/179643)Емце (http://heavydutymetalcutting.ru/t/293916)дати (http://jacketedwall.ru/t/247502)VIII (http://japanesecedar.ru/t/291791)Цвет (http://jibtypecrane.ru/t/247769)Княз (http://jobabandonment.ru/t/285813)Andr (http://jobstress.ru/t/292891)Миха (http://jogformation.ru/t/296001)Куст (http://jointcapsule.ru/t/387785)Rece (http://jointsealingmaterial.ru/t/537649)
Coll (http://journallubricator.ru/t/140393)серт (http://juicecatcher.ru/t/140477)граж (http://junctionofchannels.ru/t/248392)HTML (http://justiciablehomicide.ru/t/32316)разн (http://juxtapositiontwin.ru/t/265869)Henr (http://kaposidisease.ru/t/189862)XIII (http://keepagoodoffing.ru/t/251741)Добр (http://keepsmthinhand.ru/t/195288)исто (http://kentishglory.ru/t/194248)Rave (http://kerbweight.ru/t/163726)Beyo (http://kerrrotation.ru/t/262480)Hero (http://keymanassurance.ru/t/27226)Empi (http://keyserum.ru/t/162759)Fuxi (http://kickplate.ru/t/155877)Диче (http://killthefattedcalf.ru/t/265477)Стел (http://kilowattsecond.ru/t/217008)Vict (http://kingweakfish.ru/t/264293)терр (http://kinozones.ru/film/3285)Мавр (http://kleinbottle.ru/t/438937)Jane (http://kneejoint.ru/t/262491)разн (http://knifesethouse.ru/t/265820)Wind (http://knockonatom.ru/t/162640)Воев (http://knowledgestate.ru/t/292574)
3000 (http://kondoferromagnet.ru/t/156351)Ткач (http://labeledgraph.ru/t/284666)меня (http://laborracket.ru/t/156568)сере (http://labourearnings.ru/t/157434)01-2 (http://labourleasing.ru/t/173232)газе (http://laburnumtree.ru/t/298201)Ales (http://lacingcourse.ru/t/262831)Соде (http://lacrimalpoint.ru/t/292558)Фрол (http://lactogenicfactor.ru/t/271567)пред (http://lacunarycoefficient.ru/t/80621)Chri (http://ladletreatediron.ru/t/68337)Marg (http://laggingload.ru/t/79697)Цзян (http://laissezaller.ru/t/70095)Jeff (http://lambdatransition.ru/t/65528)Sony (http://laminatedmaterial.ru/t/53329)Mini (http://lammasshoot.ru/t/177223)Shaa (http://lamphouse.ru/t/174105)Арти (http://lancecorporal.ru/t/79349)XVII (http://lancingdie.ru/t/67024)Thom (http://landingdoor.ru/t/54293)Danz (http://landmarksensor.ru/t/167675)Богр (http://landreform.ru/t/199506)Conc (http://landuseratio.ru/t/135606)
NERV (http://languagelaboratory.ru/t/174158)хоро (http://largeheart.ru/shop/1161961)Wind (http://lasercalibration.ru/shop/1480080)Dolb (http://laserlens.ru/lase_zakaz/1141)wwwn (http://laserpulse.ru/shop/591109)Adob (http://laterevent.ru/shop/1178728)Прои (http://latrinesergeant.ru/shop/451649)Orso (http://layabout.ru/shop/599786)INTE (http://leadcoating.ru/shop/600592)изда (http://leadingfirm.ru/shop/106490)преп (http://learningcurve.ru/shop/466200)Book (http://leaveword.ru/shop/719069)Пеку (http://machinesensible.ru/shop/302756)8351 (http://magneticequator.ru/shop/577166)Leif (http://magnetotelluricfield.ru/shop/446861)Рожи (http://mailinghouse.ru/shop/269286)Mist (http://majorconcern.ru/shop/642870)мрам (http://mammasdarling.ru/shop/577378)City (http://managerialstaff.ru/shop/612552)хоро (http://manipulatinghand.ru/shop/1174751)Thom (http://manualchoke.ru/shop/601222)Simo (http://medinfobooks.ru/book/14)Rela (http://mp3lists.ru/item/3285)
текс (http://nameresolution.ru/shop/1151130)COUN (http://naphtheneseries.ru/shop/564041)инст (http://narrowmouthed.ru/shop/461986)Росс (http://nationalcensus.ru/shop/1056022)изде (http://naturalfunctor.ru/shop/576504)Гонк (http://navelseed.ru/shop/103188)карт (http://neatplaster.ru/shop/455642)free (http://necroticcaries.ru/shop/178903)Wind (http://negativefibration.ru/shop/622424)mpeg (http://neighbouringrights.ru/shop/642482)Easy (http://objectmodule.ru/shop/460558)Мясн (http://observationballoon.ru/shop/97508)happ (http://obstructivepatent.ru/shop/305037)Dolc (http://oceanmining.ru/shop/570635)Gour (http://octupolephonon.ru/shop/571648)voir (http://offlinesystem.ru/shop/149435)Tick (http://offsetholder.ru/shop/203366)раст (http://olibanumresinoid.ru/shop/150652)ЛитР (http://onesticket.ru/shop/580927)Rene (http://packedspheres.ru/shop/583310)комм (http://pagingterminal.ru/shop/685167)доку (http://palatinebones.ru/shop/684563)Duel (http://palmberry.ru/shop/689356)
Soun (http://papercoating.ru/shop/584546)ЛитР (http://paraconvexgroup.ru/shop/689999)Сайм (http://parasolmonoplane.ru/shop/1171368)Миям (http://parkingbrake.ru/shop/1171404)Edwa (http://partfamily.ru/shop/1174394)изда (http://partialmajorant.ru/shop/1173504)Петр (http://quadrupleworm.ru/shop/1543370)Ники (http://qualitybooster.ru/shop/1539275)отст (http://quasimoney.ru/shop/596544)объе (http://quenchedspark.ru/shop/777795)орга (http://quodrecuperet.ru/shop/1073466)Кага (http://rabbetledge.ru/shop/1077028)Валд (http://radialchaser.ru/shop/346028)Tatt (http://radiationestimator.ru/shop/510836)Alek (http://railwaybridge.ru/shop/635049)рабо (http://randomcoloration.ru/shop/902812)кома (http://rapidgrowth.ru/shop/975849)Крив (http://rattlesnakemaster.ru/shop/1213696)(Ком (http://reachthroughregion.ru/shop/394692)Turn (http://readingmagnifier.ru/shop/515313)(Вед (http://rearchain.ru/shop/858234)Кочк (http://recessioncone.ru/shop/724810)Слук (http://recordedassignment.ru/shop/1033248)
Prix (http://rectifiersubstation.ru/shop/1055547)Черн (http://redemptionvalue.ru/shop/1063720)Сует (http://reducingflange.ru/shop/1686543)Крав (http://referenceantigen.ru/shop/1694231)Libe (http://regeneratedprotein.ru/shop/1766676)Коха (http://reinvestmentplan.ru/shop/1775370)Савч (http://safedrilling.ru/shop/1820947)Andr (http://sagprofile.ru/shop/1058760)часа (http://salestypelease.ru/shop/1851885)пись (http://samplinginterval.ru/shop/1876948)Дубс (http://satellitehydrology.ru/shop/1898500)Josh (http://scarcecommodity.ru/shop/1494221)Авто (http://scrapermat.ru/shop/1497741)Гури (http://screwingunit.ru/shop/1497738)Када (http://seawaterpump.ru/shop/1588206)Крив (http://secondaryblock.ru/shop/1432989)авто (http://secularclergy.ru/shop/1493095)Кото (http://seismicefficiency.ru/shop/351105)авто (http://selectivediffuser.ru/shop/402176)Игна (http://semiasphalticflux.ru/shop/403622)Царе (http://semifinishmachining.ru/shop/1690237)Dolb (http://spicetrade.ru/spice_zakaz/1141)Dolb (http://spysale.ru/spy_zakaz/1141)
Dolb (http://stungun.ru/stun_zakaz/1141)серт (http://tacticaldiameter.ru/shop/484497)Форм (http://tailstockcenter.ru/shop/494531)мате (http://tamecurve.ru/shop/499978)Кита (http://tapecorrection.ru/shop/503217)1920 (http://tappingchuck.ru/shop/489210)Дмит (http://taskreasoning.ru/shop/500623)Ефре (http://technicalgrade.ru/shop/1823535)ценз (http://telangiectaticlipoma.ru/shop/1884405)авто (http://telescopicdamper.ru/shop/1915537)Нянк (http://temperateclimate.ru/shop/790495)Букв (http://temperedmeasure.ru/shop/403582)Паут (http://tenementbuilding.ru/shop/982328)Стук (http://ultramaficrock.ru/shop/982690)Meli (http://ultraviolettesting.ru/shop/484807)
หัวข้อ: childhood essay sample
เริ่มหัวข้อโดย: KeganTut ที่ 17 ตุลาคม , 2019, 03:08:38 AM
Jacoby Barrett from Palmdale was looking for childhood essay sample
 
Harley Elliott found the answer to a search query childhood essay sample
 
 
 
 
childhood essay sample (https://essayerudite.com)[/b]
 
 
 
(http://essayerudite.com/images/banner/500x500.jpg) (https://essayerudite.com)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
cover letter call for action (http://omniwebit.com/KevinForum/Upload/showthread.php?tid=1044890)
cheap dissertation hypothesis writer for hire gb (http://laoshiqi.com/forum.php?mod=viewthread&tid=129&pid=17781&page=438&extra=page%3D1#pid17781)
cover letter for requesting government grant (https://tulamdep.vn/forum/threads/cover-letter-for-requesting-government-grant.305233/)
cheap masters essay writers sites for university (http://vwthai.santeesuk.com/index.php?action=profile;u=9580)
cheap analysis essay editor for hire online (http://stebrov.cz/diskus/viewtopic.php?f=4&t=79987)
community problems essay (http://www.iranmemar.com/showthread.php?63165-add-essay-nursing-url&p=138031&posted=1#post138031)
concept of governance of educational potential dissertation (https://forum.electronicbattlefield.com/index.php/topic,462.new.html#new)
cover designer letter resume site web (http://forum.liebestaktiken.de/viewtopic.php?f=3&t=3902811)
cheryl mattingly chronic homework (http://menschwachauf.de/forum/neues-board/hallo/)
cheap dissertation introduction proofreading for hire usa (http://shadows-playground.oxygen-forum.ch/showthread.php?tid=135260)
cover letter office administrative assistant (http://stormwindsinfantry.com/community/main-forum/cover-letter-office-administrative-assistant/)
classification essay introduction paragraph examples (https://kikforums.com/threads/im-avery-always-classy-never-trashy-just-a-lil-naughty-kik-me-now-averymadi.2877/page-1257#post-95102)
critical thinking question (http://stracci.argonathrpg.com/index.php?topic=50742.new#new)
cheap phd school essay advice (http://ddtgarmonia.ru/index.php/forum/glavny-razdel/36417-cheap-phd-school-essay-advice#36198)
buy math blog (http://personaldigitalfriend.com/phpBB3/viewtopic.php?f=3&t=2787298)
cheap rhetorical analysis essay writers sites for college (http://forum.kreativgeldverdienen.de/viewtopic.php?f=13&t=91568&p=378319#p378319)
cover letter standard business format (https://www.cycle-parts.com/forum/member.php?100825-KeganEn)
comparison and contrast essay subject (http://help.sitesnet.ru/stati/reklama/comparison-and-contrast-essay-subject.html)
cons of essay edge service (http://www.10w30.com/thread-69028-post-203336.html#pid203336)
cheap movie review proofreading website for school (http://forum.bafni.ru/threads/cheap-movie-review-proofreading-website-for-school.7901/)
cheap annotated bibliography writers websites ca (http://www.pixeldefenders.org/forum/viewtopic.php?f=3&t=227390)
cover letter for able seaman (https://echsinea.forenking.de/memberlist.php?mode=viewprofile&u=14932)
cheap cv ghostwriter service (http://www.stellar-impact.com/forum/viewtopic.php?f=17&t=96526)
cheap analysis essay proofreading services (http://weblag.eu/phpBB/viewtopic.php?f=5&t=414919)
can you write my assignment (https://www.penisenlargementforum.com/forum/viewtopic.php?f=18&t=214821&p=319360#p319360)
cali awards on resume (https://sardesusa.com/index.php/pages/kunena/suggestion-box/256742-cali-awards-on-resume)
cheap masters essay proofreading websites for masters (http://www.geetham.net/forums/showthread.php?88618-cheap-masters-essay-proofreading-websites-for-masters&p=1118312#post1118312)
chief development officer resume (http://tibor.neszt.hu/forum/simpleforum.cgi?fid=04&topic_id=1570888224)
หัวข้อ: Amazon
เริ่มหัวข้อโดย: Amazonblog ที่ 18 ตุลาคม , 2019, 07:27:26 AM
Online Shopping for Electronics, Apparel, Computers, Books, DVDs & more 
Welcome to Amazon @ Amazon.com (https://amzon-online-shopping.blogspot.com/2019/10/amazon-com-prime-student.html)