ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

= = = =
   quick search  

ผู้เขียน หัวข้อ: ตามรอยพญานาค…จากคำชะโนดถึงหนองคาย  (อ่าน 10485 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

26 ตุลาคม , 2007, 08:36:54 PM
  • คำว่า "อภัย" นี้ ถ้าทำได้ คนที่เป็นสุขก็คือตัวเราเอง
  • Administrator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4144
  • อนุโมทนา: 184
    • อีเมล์
  • สถานธรรม 佛堂: ฉงเต๋อฝอเอวี้ยน

ตามรอยพญานาค…จากคำชะโนดถึงหนองคาย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2550 18:52 น.
 


ทางเดินพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์นำพาไปสู่เกาะคำชะโนด


  หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของสัตว์กึ่งเทพ หรือ “พญานาค” กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เนื่องจากประเทศในแถบอุษาคเนย์ ต่างก็มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพญานาคแตกต่างกันออกไป
       
       สำหรับเมืองไทย จังหวัดหนองคายถือเป็น “เมืองแห่งพญานาค” เพราะนอกจากจะมีคนพบร่องรอยของพญานาคในเมืองนี้อยู่บ่อยครั้งแล้ว ริมโขงเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ยังมี “บั้งไฟพญานาค” ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษาของทุกๆ ปี เป็นที่โด่งดังขึ้นชื่อลือชาไปไกล
       
       และปริศนาเกี่ยวกับพญานาคตามลำน้ำโขงนี่เอง ที่เป็นเหตุกระตุ้น ให้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เดินทางท่องเที่ยวไปตามรอยพญานาคกันในจังหวัดลุ่มน้ำโขง (ภาคอีสาน) เพื่อศึกษาและเรียนรู้ถึงตำนานความเชื่อของพญานาค สัตว์กึ่งเทพ ที่สามารถพบเห็นรูปจำลองได้ทั่วตามศาสนสถานต่างๆ ในดินแดนอุษาคเนย์
       
       1...
       
       อนึ่งก่อนที่จะไปเที่ยวตามรอยพญานาคกัน “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ของพาทุกท่านย้อนกลับไปในครั้งที่แม่น้ำโขงยังไม่ถือกำเนิดเกิดขึ้น


บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นประตูสู่วังนาคินทร์

       สมัยนั้นมีเหล่าพญานาค 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีผู้นำชื่อว่า “สุทโธนาค” ส่วนอีกกลุ่มมีผู้น้ำชื่อ “สุวรรณนาค” อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งหนึ่งร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน โดยวิธีถ้อยทีถ้อยอาศัย หากฝ่ายใดออกไปหาอาหาร อีกฝ่ายจะต้องอยู่เฝ้าอาณาจักร และอาหารที่หามาได้จะต้องแบ่งครึ่งกันกิน
       
       ต่อมามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายสุทโธนาคและบริวารออกหาอาหารได้ช้างมา 1 ตัว และจัดแจงแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายตามปกติ ครั้งต่อมาฝ่ายสุวรรณนาคออกหาอาหารแล้วได้เม่นมา 1 ตัว และก็ได้แบ่งครึ่งเม่นนั้นให้อีกฝ่ายเป็นปกติเช่นกัน
       
       แต่เมื่อสุทโธนาคเห็นเม่นครึ่งหนึ่งก็เกิดฉงนใจขึ้นว่า ช้างซึ่งขนเล็กๆ สั้นๆ ตนกลับแบ่งให้อีกฝ่ายตั้งเยอะ แต่เม่นซึ่งขนใหญ่กว่าก็แปลว่าเม่นต้องตัวใหญ่กว่าช้างแน่ๆ ทำไมสุวรรณนาคจึงแบ่งมาให้ฝ่ายตนเพียงนิดเดียว ทำให้สุทโธนาคเกิดโมโห แม้สุวรรณนาคจะพยายามอธิบายเท่าไร สุทโธนาคก็ไม่ยอมฟัง มุทะลุดุดันจะหาเรื่องให้ได้ จนในที่สุด ก็ทะเลาะกันถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันมาถึง 7 ปี

 
   
หงอนพญานาค 1 ใน 2ชิ้น ที่วัดโพธิ์ชัยเก็บรักษาไว้ภายในตู้โชว์ในพระอุโบสถ 
 
 
       ซึ่งการรบพุ่งของทั้งสองฝ่าย ทำให้แผ่นดินสะเทือน เหล่าเทวดาฟ้าดินทั้งหลายอยู่ไม่เป็นสุข ความรู้ไปถึงพระอินทร์ จึงได้เรียกพญานาคทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจาสงบศึก โดยให้แต่ละฝ่ายแข่งกันสร้างแม่น้ำ หากฝ่ายใดสร้างไปออกทะเลก่อนเป็นฝ่ายชนะ และจะให้รางวัลเป็นปลาบึกไปประจำที่แม่น้ำแห่งนั้น
       
       ด้วยความที่สุทโธนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยอารมณ์ร้อน มุทะลุ ขณะที่สร้างแม่น้ำ หากมีอุปสรรคเช่นภูเขากั้นขวางทาง ก็จะระเบิดภูเขา หรือไม่ก็สร้างลดเลี้ยวไป โดยไม่พยายามที่จะแก้ปัญหา จึงได้แม่น้ำที่มีโขดหิน เกาะแก่งมากมายระเกะระกะ และมีเส้นทางที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด โค้งไปโค้งมามากที่สุด ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “แม่น้ำโขง”
       
       ส่วนฝ่ายสุวรรณนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยสุภาพ สุขุมใจเย็น จึงค่อยๆ สร้างไปเรื่อยๆ คิดไปเรื่อย ทำให้แม่น้ำที่สร้างเป็นเส้นตรง แต่ก็ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมากจนกลายเป็นที่มาของชื่อ “แม่น้ำน่าน” ซึ่งผลก็คือฝ่ายสุทโธนาคเป็นผู้ชนะ และได้ปลาบึกจากพระอินทร์เป็นรางวัลตามสัญญา จึงได้ถือว่าแม่น้ำนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค
       
       ต่อมาเนื่องจากพญานาคเป็นสัตว์เมืองบาดาล ไม่สามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้นาน สุทโธนาคจึงได้ขอให้พระอินทร์กำหนดสถานที่อยู่ให้ชัดเจน และมีทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับเมืองมนุษย์ ซึ่งพระอินทร์ก็ได้กำหนดจุดที่เป็นประตูเชื่อมต่อไว้ 3 แห่งด้วยกัน คือ ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว 2 แห่ง และแห่งที่ 3 ให้เป็นที่พำนักของสุทโธนาคคือที่ คำชะโนด จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน
ปณิธานต้องแกร่งกล้า  จิตศรัทธาต้องคงมั่น
เจอสิ่งใดอย่าไหวหวั่น จุดหมายตนนั้นต้องแน่วแน่
อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:02:19 PM
ตอบกลับ #1
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

  2…
       
       หลังจากที่รู้เรื่องราวตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับพญานาค สัตว์กึ่งเทพ ที่มีอิทธิฤทธิ์กันแล้ว รถก็พาพวกเรามาถึงยัง “เมืองคำชะโนด” อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี และมาหยุดจอดตรงทางเดินพญานาคพอดิบพอดี ทางเดินนี้ดูสวยงาม ด้วยรูปร่างของพญานาค ซึ่งหากใครจะเดินทางผ่านทางเดินพญานาคแห่งนี้ ไปยังเมืองคำชะโนดด้านใน จะต้องถอดรองเท้า ถอดหมวกออกด้วยเพื่อเป็นการเคารพ และให้เกียรติสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ หรือที่เรียกว่า “วังนาคินทร์”




จุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของเมืองโพนพิสัยอยู่ที่วัดไทยแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองบาดาล

       หากใครได้สังเกต จะเห็นความแปลกของพื้นที่ รอบๆ เกาะคำชะโนดจะเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง มีเฉพาะที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้เท่านั้น ที่มีลักษณะเป็นป่าดงดิบประมาณ 20 กว่าไร่ โดยมีไม้หลัก คือไม้ชะโนด ถ้าใครนึกไม่ออกว่าต้นชะโนดมีลักษณะเป็นอย่างไร “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ขอแนะนำให้นึกภาพต้นไม้ ที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นหมาก ดูสูงชะรูดนั้นคือต้นชะโนดนั้นเอง
       
       ทางเดินพญานาคนำพวกเรามาถึงยังเมืองคำชะโนด หรือวังนาคินทร์ หรือ “วัดสิริสุทโธ” ทางด้านซ้ายมือจะมีศาลาที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อปู่ศรีสุทโธ หรือสุทโธนาค และเจ้าย่าปทุมมา ส่วนทางด้านขวามือหากเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆ จะเจอกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในตำนานก็คือทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ ของเหล่าพญานาค ที่พระอินทร์ทรงประทานให้
       
       สำหรับเหตุที่เชื่อว่าบ่อน้ำแห่งนี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากน้ำในบ่อน้ำแห่งนี้ก็ไม่เคยลดแห้งลง จะรักษาระดับอยู่เท่าเดิมตลอดทั้งปี และเคยมีคนเอาไม้ไผ่ 2 ลำมาต่อกันแล้วหยั่งลงไปดูความลึกของน้ำ แต่หยั่งไม่ถึง เชื่อกันว่าน้ำในบ่อนี้ จะไปทะลุที่สะดือแม่น้ำโขง หรือบริเวณวัดอาฮงศิลาวาส จ.หนองคายในปัจจุบัน
       
       และความพิเศษของวังนาคินทร์แห่งนี้อีกประการหนึ่งก็คือ มีลักษณะเป็นเกาะที่ลอยน้ำ แม้รอบๆ เกาะ รวมถึงทางเดินพญานาค จะถูกน้ำท่วม แต่เมืองคำชะโนดแห่งนี้ไม่เคยถูกน้ำท่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเมื่อน้ำขึ้น เกาะคำชะโนดแห่งนี้ก็จะลอยตามน้ำไปด้วย




ชมวิวสะดือแม่น้ำโขงและวิวฝั่งประเทศลาวได้ที่วัดอาฮง 
 
 
       นอกจากนี้บริเวณวัดสิริสุทโธ ยังเคยมีรอยพญานาคปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งด้วย โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2527 มีรอยพญานาคขนาดกว้างประมาณ 60-70 ซ.ม. ความยาวไปเรื่อยๆ คล้ายลักษณะงูเลื้อย เกิดขึ้นทั่วบริเวณวัด ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2537 และครั้งล่าสุด เกิดรอยพญานาคขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 11 ปี พ.ศ.2549 รอบศาลาวัด ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่ชาวบ้านละแวกนี้เล่าให้พวกเราฟัง
       
       3...
       
       จากวัดสิริสุทโธ อุดรฯ พวกเราเคลื่อนย้ายพลข้ามจังหวัดตามรอยพญานาคกันต่อ ที่เมืองแห่งพญานาคหนองคาย ที่ “วัดโพธิ์ชัย” ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย และยังเป็นวัดที่เก็บรักษาหงอนพญานาค 2 ชิ้น ซึ่งบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรล้านช้าง นำมาฝากไว้ที่วัด เพื่อให้ผู้คนกราบไหว้บูชา โดยหงอนพญานาคนี้เป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว มีรอยเป็นแนวตามความสูง 4 รอย กับ 5 รอย ฐานสีน้ำตาลเข้ม ปลายเป็นสีขาว โค้งงอเล็กน้อย ผิวขรุขระ เก็บอยู่ในตู้โชว์ ภายในพระอุโบสถ


       จากวัดโพธิ์ชัย พวกเราเดินทางไปต่ออารมณ์กันที่ “วัดไทย” ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เชื่อกันว่า เมืองบาดาลตั้งอยู่ใต้วัดไทยแห่งนี้ เนื่องจากนิมิตของท่านเจ้าอาวาส และปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ฝากระโปรงรถเกิดรอยแปลกๆ คล้ายรอยพญานาค เป็นต้น วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางที่จะลงไปสู่เมืองบาดาล ศูนย์กลางของการบวงสรวง ศูนย์การของการทำพิธีต่างๆ และที่วัดไทยแห่งนี้ ยังเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของ อ.โพนพิสัย อีกด้วย
       
       สถานที่ต่อไปในการเดินทางตามรอยพญานาคคือ “วัดอาฮงศิลาวาส” ต.ไกสี อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ที่เชื่อกันว่าเป็น แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านวัดอาฮง ช่วงกิโลเมตรที่ 115-116 คือ สะดือแม่น้ำโขง หรือจุดที่ลึกที่สุดของลำน้ำโขง เคยวัดความลึกในหน้าแล้งได้ถึง 99 วา และยังเชื่อด้วยว่าจุดนี้เชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคำชะโนด จ.อุดรธานี
       
       หลังจากที่พวกเราเก็บภาพบรรยากาศสวยงามประทับใจกันริมฝั่งโขง เบื้องหลังเป็นวิวทิวทัศน์ของลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแล้ว ก็ไปจบเส้นทางตามรอยพญานาคกันที่ “ศาลาแก้วกู่” ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย สถานที่ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แสดงรูปปั้นทางศาสนาต่างๆ อันใหญ่ยักษ์มากมาย รวมถึงรูปปั้นทางคติความเชื่อโบราณ และนิทานพื้นบ้านด้วย โดยเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
       
       ภายในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ มีรูปปั้นเกี่ยวกับพญานาค โดยมีตำนานเล่าว่า ในสมัยที่เจ้าชายสิทธถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุติสุข ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่เวไนยสัตว์ ท่านได้นั่งพิจารณาธรรมอยู่ใต้ต้นจิก ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีฟ้าฝนกรรโชกแรง ทำให้ท่านไม่สะดวกในการปฏิบัติธรรม พญานาคเห็นดังนั้น ก็เลื้อยขึ้นมาขดตัว แล้วอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นประทับนั่ง และแผ่คอเพื่อป้องฝนป้องลม ไม่ให้เปียกพระวรกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรกในปัจจุบัน


ชมพระพุทธรูปปางนาคปรกอันใหญ่โตมหึมาและความเป็นมาได้ที่ศาลาแก้วกู่



รอบๆเกาะคำชะโนดล้วนแต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างผิดกับเกาะนี้ที่เป็นป่าชะโนดสูงชะลูดโดดเด่น
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:12:29 PM
ตอบกลับ #2
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

 4…
       
       สำหรับพญานาค สัตว์กึ่งเทพ ที่มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่จะกลับสู่สภาพเดิมใน 5 สภาวการณ์คือ ตอนแรกเกิด ตอนลอกคราบ ตอนสมสู่ ตอนหลับไม่ได้สติ และตอนตาย โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเสด็จออกเผยแพร่พระพุทธศาสนา พญานาคได้ฟัง ก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้จำแลงแปลงกายเป็นชาย มาขอบวชในพระพุทธศาสนากับพระพุทธเจ้า
       
       แต่ในคืนหนึ่งพญานาคจำแลงบังเอิญเผลอหลับ และกลายร่างเดิมขดอยู่ในกุฏิ พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงขอให้ลาสิกขา เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะบวชเป็นภิกษุมิได้ เพราะอาจจะปฏิบัติธรรมได้ไม่ครบทำให้เสื่อมเสียได้ แม้พญานาคจะยอมทำตาม แต่ด้วยความศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนาจึงขอว่า หากมีการบวชในครั้งต่อๆ ไป ก็ขอให้ฝากความศรัทธาเลื่อมใสของตนไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย ดังนั้นก่อนจะบวชพระ จึงได้มีการบวชนาคไว้ก่อน
       
       ต่อมา เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการไปแสดงพระธรรมเทศนา โปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลาตลอดพรรษา 3 เดือน ทั้ง 3 โลกต่างก็มีความยินดี และเตรียมการต้อนรับ โดยเหล่าเทวดาได้เนรมิตบันไดทอง เงิน และแก้ว ทอดลงมาส่งเสด็จฯ ถึงพื้นโลก มนุษย์ได้จัดถวายอาหารคาวหวาน และของแห้ง รวมทั้งดอกไม้ธูปเทียน ส่วนเหล่าพญานาคที่จำพรรษาอยู่เมืองบาดาล ก็ได้ร่วมกันพ่นลูกไฟถวายเป็นพุทธบูชา



บ่อพญานาคที่สร้างเชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จริง


       โดยลูกไฟที่เหล่ามวลพญานาคพ่นขึ้นมาจากเมืองบาดาลนั้น มีลักษณะเป็นดวงกลมสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น หรือที่เราเรียกกันว่า “บั้งไฟพญานาค” ที่จะเกิดขึ้นในทุกๆ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี
       


       ซึ่งตำนานอันเกี่ยวกับ “พญานาค” ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นความเชื่อที่คนในท้องถิ่นนั้นๆ รู้และเข้าใจกันในชุมชนของตน การจะเชื่อหรือไม่จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนใครยังอยากได้อรรถรสที่เต็มอิ่มและจุใจกว่านี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็ขอแนะนำให้ลองเดินทางมาฟังตำนานจากปากคนท้องถิ่น และร่วมตามรอยพญานาคจากคำชะโนด ถึงเมืองหนองคายกันได้ด้วยตัวท่านเอง
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:23:14 PM
ตอบกลับ #3
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

พญานาค...บั้งไฟพญานาค
http://www.dollydoghouse.com/index.php?tpid=0066

   มหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง

บทความ และเรื่องราวต่างๆ ที่ถูกรวบรวมมานี้...
มิได้รวบรวมมาเพื่อเจตนาเปรียบเทียบ ดูหมิ่น หรือลบหลู่แต่ประการใด
เป็นเพียงแค่การรวบรวมมุมมอง แง่คิด และหลักฐาน วิเคราะห์ที่น่าสนใจ
เพื่อเป็นความรู้ และข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ต้องการทราบ...
เรายังคงคำนึงเสมอว่า วัฒนะธรรม ประเพณีที่ดีงาม ยังเป็นสิ่งที่น่าเคารพ หวงแหนสืบต่อไป...




                ลูกไฟแดงอมชมพู  ที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง สู่ท้องฟ้าในวันออกพรรษา ที่บริเวณเขต อ.โพนพิสัย  เห็นจนชินและเรียกสิ่งนี้ว่า  "บั้งไฟพญานาค" เพราะลูกไฟที่ว่านี้จะเป็นลูกไฟ  สีแดงอมชมพู  ไม่มีเสียงไม่มีควัน  ไม่มีเปลว  ขึ้นตรง ไม่โค้งและตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วไป  จะดับกลางอากาศ สังเกตได้ง่ายจากลูกไฟทั่วไป  จะเกิดขึ้นในเขตตั้งแต่ บริเวณค่าย ตชด.(อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง  ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง  เขตบ้านน้ำเป กิ่ง อ.รัตนวาปี แต่ก่อนจะเห็นเกิดขึ้นเฉพาะท่าน้ำวัดหลวง, วัดจุมพล, วัดไทย และท่าน้ำวัดจอมนาง  อ.โพนพิสัยแต่ทุกวันนี้จะเห็นเกิดที่บ้านน้ำเป, บ้านท่าม่วง, ตาลชุม, ปากคาด  และ  แก่งอาฮง  อ.บึงกาฬ

                ก่อนนี้คน  อ.โพนพิสัย  เห็นแล้วก็เฉย ๆ เพราะเห็นประจำทุกปีในวันออกพรรษา  ผู้เขียนสมัยเมื่ออายุยังน้อย  เมื่อปี  2508  (เป็นคน  อ.โพนพิสัย) เมื่อวันออกพรรษา  ได้ไปนั่งดูอยู่ที่ท่าน้ำวัดไทย  อ.โพนพิสัย  และได้ลงเรือไปไหลเรือไฟด้วย เมื่อไหลเรือไฟมาถึงบริเวณท่าน้ำวัดหลวง ก็จะเริ่มเห็นลูกไฟดังกล่าวพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง  ขึ้นสูงไม่เกิน 2-3  วา  นาน ๆ จะพุ่งขึ้นที  จะขึ้นก็ต่อเมื่อประชาชนบนฝั่งเวียนเทียนเสร็จ  เงียบ  ลูกไฟถึงจะขึ้นให้เห็น แต่ทุกวันนี้ เมื่อ 18.00 น. ก็ขึ้นแล้วขึ้นสูงถึง 200-300 เมตร  และขึ้นแต่ละทีก็มากด้วย ตั้งแต่ 5-20 ลูกติดต่อกัน 

                สังเกตว่า  ลูกไฟนี้หากขึ้นกลางโขงจะเบนเข้าหาฝั่ง  หากขึ้นใกล้ฝั่งจะเบนออกกลางโขง  ลูกไฟนี้จะขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น  แต่ถ้าหากวันพระไทยไม่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาว  ลูกไฟนี้ก็จะไม่ขึ้น  ปีไหน (วันออกพรรษา)  ตรงกันทั้งไทย และ ลาว  ลูกไฟนี้จะขึ้นมาก  เชื่อกันว่าที่ เขต  อ.โพนพิสัย  มีเมืองบาดาล อยู่ใต้พื้นดินและเป็นทางออกสู่เมืองมนุษย์  เรียกว่า  เป็นเมืองหน้าด่านจึงมีบั้งไฟพญานาค  เกิดขึ้นเป็นประจำที่นี้  ส่วนเมืองหลวงนั้นอยู่ที่  แก่งอาฮง  อ.บึงกาฬ ที่ว่าอย่างนั้นเพราะที่แก่งอาฮง  เมื่อหน้าแล้งจะมีสะดือแม่น้ำโขง  ตลอดความยาวของแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านหลายประเทศ  ตรงที่ลึกที่สุดก็อยู่ที่แก่งอาฮง  เมื่อหน้าแล้ง ชาวประมงวัดโดยใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไปได้  99 วา  ที่นี้จะมีลูกไฟขึ้นเป็นสีเขียวนวล  บ่อยครั้งที่ชาวลุ่มแม่น้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำ  พวกเขาเชื่อว่าเป็นการกระทำผิดต่อเจ้าแม่สองนาง หรือ  เทพเจ้าทางน้ำ  จึงถูกลงโทษเหตุนี้เรียกว่า “เงือกกิน” “เงือก, งู”  เป็นสิ่งเดียวกันกับพญานาค แต่พญานาคนั้นมีภพเป็นที่อยู่อีกมิติหนึ่ง  สามารถแปลงร่างได้หลายชนิด  แปลงกายเป็นมนุษย์  หรือ  อะไรก็ได้  เพียงแค่คิดเท่านั้นรูปร่างก็เปลี่ยนไปแล้ว จึงได้ปรากฏอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนเห็นงูใหญ่ หรือเห็นคนเดินลงไปในน้ำ  หรือหลายครั้งที่มีคนพบรอยประหลาดแต่ก็เชื่อว่าเป็นรอยพญานาคที่เกิดขึ้นในเขต  อ.โพนพิสัยหรือที่อื่น ๆ แม้แต่กลางกรุงเทพ ฯ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  แต่หากคิดว่าทำไมและเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น และทำไมจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น และจะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาว จึงเชื่อได้ว่าพญานาค   มีสัญชาติเชื้อชาติ ลาว  ถึงแม้จะเกิดขึ้นทางฝั่งไทยก็ตาม

                นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ  และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริง  เพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า “บั้งไฟพญานาค”  นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่านั้น ตามแนวแม่น้ำโขง  ไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์ สมัยก่อนนั้นการปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาค จึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครอง และแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน ตำนานประเพณีต่าง ๆ ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขง  จะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้น  เพราะพญานาค  หมายถึง  ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของมนุษย์
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:26:38 PM
ตอบกลับ #4
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

                ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เพื่อ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พญานาค ก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และ สำคัญอย่างไร กับเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ และทำไม”บั้งไฟพญานาค”จึงได้เกิดขึ้นเฉพาะเขต จ.หนองคาย เท่านั้น  และที่สำคัญจะเกิดขึ้นเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำ  ที่ตรงกันระหว่าง  ไทย-ลาว หากปีไหนแปดสองหนบั้งไฟพญานาค  ก็จะเลื่อนไปขึ้นในวันพระลาว (15 ค่ำ ลาว)  เป็นเรื่องที่ท้าทายให้มาดูมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บั้งไฟพญานาคว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร  ทำไมจึงต้องเกิดในวันดังกล่าวเท่านั้น  ใครทำเพื่ออะไร และ ได้อะไรจากการกระทำดังกล่าว เชื่อว่าหลายคนยังต้องการไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์นี้อยู่ (ตำนานพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดา บนดาวดึงส์ ครบ 3 เดือน เมื่อเสด็จกลับโลกมนุษย์ พญานาคได้เนรมิตบันไดแก้ว เงิน ทอง  เสด็จลงมา มนุษย์ เทวดา พญานาค ได้ฉลองสมโภชด้วยการจุดบั้งไฟถวาย โดยเฉพาะเหล่าพญานาค ดังนั้นต่อมาเหล่าพญานาคจึงได้ถือเอาวันออกพรรษาเป็นวันสำคัญ).........
 


บั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นที่ใดบ้าง?
 
จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาค
 
ในเขตอำเภอสังคม บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม , อ่างปลาบึก บ้านผาตั้ง อำเภอสังคม   
ในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่    วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท
ในเขตอำเภอเมือง บ้านหินโงม ตำบลหินโงม อำเภอเมือง , หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ตำลบบ้านเดื่อ อำเภอ เมือง หนองคาย   
ในเขตอำเภอโพนพิสัย  ปากห้วยหลวง ตำบลห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย , ในเขตเทศบาลตำบลจุมพล หน้าวัดไทย วัดจุมพล วัดจอมนาง ตำบลจุมพล
อำเภอโพนพิสัย หนองสรวง อำเภอโพนพิสัย , เวินพระสุก ท่าทรายรวมโชค ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย , บ้านหนองกุ้ง ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย 
ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปี ปากห้วยเป บ้านน้ำเป ตำบลน้ำเป กิ่งอำเภอรัตนวาปี ,วัดเปงจาเหนือ กิ่งอำเภอรัตนวาปี   
ในเขตอำเภอปากคาด   บ้านปากคาดมวลชล ห้วยคาด อำเภอปากคาด   
ในเขตอำเภอบึงกาฬ วัดอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ   
ที่อื่น ๆ นอกจาก 14  แห่งนี้ที่อื่นก็อาจจะมีขึ้นบ้าง   นอกจากในลำน้ำน้ำโขงแล้วตามห้วย หนองคลองบึง สระน้ำ กลางทุ่งนาที่มีน้ำขัง
แม้แต่บ่อบาดาล ที่ชาวบ้านขุดเพื่อเอาน้ำมาใช้ ในเขตจังหวัดหนองคาย ก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์

หมายเหตุ  ปี 2542 เกิดมากที่สุด ที่ชายตลิ่ง หน้าสถานี ตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ห่างจาก  อ.เมือง  หนองคาย เพียง 15กม.
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:28:57 PM
ตอบกลับ #5
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

                    พญานาค  งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา  และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล  เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์  จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

                    งูใหญ่ หรือพญานาค เรามักจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่าง ๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนาภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย และ  นครวัดมหาปราสาท ถ้าเราจะสังเกต ก็คงจะเป็นที่ศาสนาพุทธ ทำไมมีเรื่องราวพญานาคมาเกี่ยวข้องมาก ติดตามกันต่อไป

                    พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน  ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย  ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ   ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น  อนันตนาคราช  ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพรามณห์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว  แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ  7 ตัว  น้ำจะน้อย   ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตูการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้



ภาพจำลองพญานาคเล่นน้ำ



นาค…เจ้าแห่งงู หรือ พญานาค

                    พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น

                    พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

                    พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน

                    พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่า เมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

                    พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้อง จะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร

                    สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ

                    จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:31:29 PM
ตอบกลับ #6
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

นาค…เกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ

                    จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดี นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต

                    ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่าง ๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย

                    ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุด ก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง

                    ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช

                    ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริง ๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น

                    แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์

                    นาคให้น้ำ... พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคกลืนน้ำไว้ในท้อง

                   เกี่ยวข้องกับคนไทย... เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่าง ๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์คันทวยรูปพญานาค

 

พญานาค...เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา

                    ตามตำนาน พญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

                    ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:36:25 PM
ตอบกลับ #7
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

                    พญานาค... สะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาค กับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง

                    นาคสะดุ้ง... ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้ หรือแม้แต่ ตุง ของชาวล้านนา และพม่า ก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาค และหมายถึงบันไดสู่สวรรค์

                    ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู่วิษณุโลก เช่น ปราสาทนครวัด จึงทำเป็น พญานาคราช ที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หรือก็บั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลาย และเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา

                    ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน

                    ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาด เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวช จะต้องถาม อัตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า"



เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย

                    มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาล ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเร จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี



เมืองพญานาค หรือเมืองบาดาล

                    ในเมื่อมีเมืองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ หรือเมืองสวรรค์ ก็ต้องมีเมืองบาดาล (เมืองพญานาค) สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเป็นแน่ วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบ อยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย (แต่อย่าอุตริขุดไปหาพญานาคก็แล้วกัน)



พระพุทธเจ้าเสด็จเทวโลก

                    ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปะนันทะนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จน พระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต ดังนั้น พระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง 14 รอบ นาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน ไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู้ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร" ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต" นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่าง ๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะ และที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:39:07 PM
ตอบกลับ #8
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

ใต้เมืองโพนพิสัย

                    ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอ

                    โพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช

                    จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฎตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฎว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา เมื่อลืมตาขึ้นปรากฎว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่

                    ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศรีษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลง เหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อย ๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า กลับปรากฎว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เหมือนสีขุ่น ๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภช เมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า

                    หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อย ๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้
"

                    จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)......
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

26 ตุลาคม , 2007, 09:48:54 PM
ตอบกลับ #9
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~

นี่คือส่วนหนึ่งของความเชื่อ
ที่ถูกเล่าขาน และปลูกฝังต่อๆ กันมา...


(ท่านอาจติดตามอ่านเรื่องราวความเชื่อที่ถูกรวบรวมโดย คุณอภิรัตน์ชัย จอมศรี บรรณาธิการเจ้าของหนังสือพิมพ์ ลำโขง ผู้สื่อข่าวดีเด่น ผู้สื่อข่าวยอดเยี่ยม นสพ.ไทยรัฐ...ได้ใน http://www.kunkroo.com/naga_rocket1.htm )



Queen of Nagas หรือนางพญานาค หรือบางพยาบาภ ชื่อเรียกในภาษาลาว

รูปนี้ถ่ายเมื่อ วันที่ 27 มิ.ย. 2516 เมื่อทหารอเมริกันที่ตั้งฐานทัพอยู่ในประเทศลาว จับปลาชนิดหนึ่งได้ในแม่น้ำโขง ชาวลาวเรียกกันว่า "บางพยาบาภ" หรือนางพญานาค Queen of Nagas นั่นเอง ปลาตัวนี้วัดความยาวได้ ประมาณ 7.80 เมตร

ได้ข่าวว่าทหารหลายคนกินเนื้อปลาตัวที่จับได้นี้ และทุกคนที่กินเนื้อปลาเข้าไปก็มีอันต้องตายตามกันไป

เราไม่ทราบว่า...
ปลาที่มีลักษณะคล้ายพญานาคตามความเชื่อนี้  จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่?

แต่สิ่งที่ได้พบเห็นกันนี้ ก็ เป็นความจริง มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก...



ไม่เพียงแต่ประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ปลาตระกูลนี้ ได้ถูกพบเห็นอีกหลายแห่งทั่วโลก และ ส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเลลึก ซึ่งมีผู้บันทึกไว้ดังนี้ -

ภาพนี้ หลายคนเชื่อว่าเป็นพญานาค แต่จริงๆ มันก็คือ....

Dragon of the Deep / Oarfish เจ้าปลาไหล หรือ มังกรทะเลลึกปลาไหลทะเลลึก หรือ ปลามังกรทะเล นับเป็นเวลานานมาแล้ว ที่มนุษย์มีความเคลือบแคลง-สงสัย เกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีชื่อว่า "มังกรทะเลลึก" (Dragons of The Deep)
มีนิยายเก่าแก่ ที่บรรยายถึงมังกรทะเลกล่าวไว้ว่า "มังกรทะเล มีลำตัวยาวคล้ายงู หัวเหมือนม้า มีขนคอสีแดงดุจเปลวเพลิง"
ชาวประมง. เคยพบสัตว์ประหลาดชนิดนี้ ขณะที่แล่นเรือหาปลาอยู่ในทะเล ปัญหาของปลาลึกลับดังกล่าวนี้ นักวิทยาศาสตรได้ทำการค้นคว้าหาความจริง ในที่สุดก็พบความจริงว่า "มังกรทะเลลึก" ที่กล่าวถึงนั้น ที่แท้แล้วก็คือ ปลาประหลาดชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ปลาใบพาย หรือ ปลาริบบิ้น นั่นเอง บางทีก็เรียกว่า ปลาออร์ (OAR FISH) ปลาชนิดนี้มีขากรรไกรยาว หน้าผากโหนกคล้ายม้า ตาโต คลีบบนหลังยื่นออกมายาวเลยหัว มีคลีบพิเศษยื่นออกมาทั้งสองข้างของส่วนหัว คล้ายใบพาย และมีลำตัวแบน ปลาประหลาดชนิดนี้หาดูได้ยากที่สุดในโลก เพราะมันอยู่ในความลึกของท้องทะเลถึง 3,000 ฟุต และเคยพบตัวใหญ่ที่สุด มีความยาวถึง 200 ฟุต แม้ว่าสัตว์ประหลาดชนิดนี้ จะมีขนาดใหญ่โตอย่างไร แต่ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์ เพราะมันไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร และเป็นสัตว์โลกที่แสนสวยน่าดูมาก ส่วนใหญ่ ก็จะพบในสภาพที่ตายแล้ว เพราะเมื่อมันพัดหลงมาน้ำตื้นเมื่อไหร่ มันก็จะตายทันที.....



เรื่องราวของปลาชนิดนี้ ยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม และหากเกี่ยวพันกับเรื่องเล่าขาน หรือความเชื่อต่างๆ จริง
ก็ยิ่งเป็นสิ่งพิศวงยิ่งนัก ที่ปลาลักษณะพิเศษนี้ มีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์มากจริงๆ


   
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

27 ตุลาคม , 2007, 01:54:44 PM
ตอบกลับ #10
  • ไม่ใช่ LuckyCat นะ
  • Global Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 4181
  • อนุโมทนา: 34
  • ก็แค่แมวขี้เกียจตัวนึง
    • ~ บอร์ดแมวเมา ~



ไม่ผิดหวัง "บั้งไฟพญานาค" ผุดกว่า 33 ลูก เห็นทุกจุดในหนองคาย
ขอขอบคุณ: มติชน

"บั้งไฟ" ลูกแรกขึ้นที่ อ.รัตนวาปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่  26 ต.ค.50 บริเวณริมฝั่งโขง บ้านโพนแพง ตำบลโพนแพง อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย
มีประชาชนนับแสนคนเดินทางมารอลุ้นชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคต่างพากันฮือฮาดีอกดีใจ
เมื่อบั้งไฟลูกแรกผุดขึ้นมาให้เห็นในช่วงก่อนพลบค่ำ (16.45 น.) และไม่ผิดหวังที่มารอเฝ้าชมปรากฎการณ์อย่างใกล้ชิด
 

ผุดกว่า 33 ลูกในทุกจุด
ในเวลาต่อมา (18.15 น.) ได้เกิดบั้งไฟพญานาคที่บ้านตาลชุม ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี เป็นลูกที่สอง
จากนั้นอีกประมาณ 5 นาที ลูกไฟพญานาคก็ผุดขึ้นจากแม่น้ำโขงเป็นระยะๆ
เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โพนแพง นับรวมได้จนถึงเวลา 19.00 น. จำนวน 9 ลูก
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ใน อ.รัตนวาปี นับได้ดังนี้ บ้านหนองแก้ว 12 ลูก บ้านน้ำเป 5 ลูก บ้านท่าม่วง 4 ลูก
ขณะที่ อ.สังคม มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นที่บ้านผาตั้ง ต.ผาตั้ง จำนวน 3 ลูก

ผู้สื่อข่าวรายว่า ในพื้นที่บ้านผาตั้งนี้มีนักท่องเที่ยวไปชมบั้งไฟพญานาคกันนับหมื่นคนจนไม่มีที่นั่งชมริมฝั่งแม่น้ำโขง
ต่างจากเมื่อปีที่ผ่านมาที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก ส่วนที่อำเภอโพนพิสัย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวนับแสนคน
ยังไม่มีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารอคอยด้วยใจจดจ่อ


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
บั้งไฟพญานาค-วิกิพีเดียไทย



Credit content : Paranoїd's Zёcrёt!
อย่าคิดว่าตนเองเก่ง อย่าคิดว่าคนอื่นขาดตนเองไม่ได้ -- หลักการในการทำงานของแมวขี้เมา
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 พฤศจิกายน , 2007, 10:31:35 PM
ตอบกลับ #11
  • เบี้องบนเมตตาจริงๆ
  • Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 604
  • อนุโมทนา: 10
  • - อ - นิ - จ - จั - ง -
  • สถานธรรม 佛堂: ไท่หง
โลกล้วนอนิจจัง
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

19 พฤศจิกายน , 2007, 10:34:49 PM
ตอบกลับ #12
  • เบี้องบนเมตตาจริงๆ
  • Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 604
  • อนุโมทนา: 10
  • - อ - นิ - จ - จั - ง -
  • สถานธรรม 佛堂: ไท่หง
โลกล้วนอนิจจัง
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

22 พฤศจิกายน , 2007, 02:49:28 PM
ตอบกลับ #13
  • เคยคิดว่าชีวิตนั้นไม่มีค่า เมื่อได้มาพบธรรมชีวิตก็เปลี่ยนไป
  • Moderator
  • มิตร.ธรรม.
  • *****
  • กระทู้: 1116
  • อนุโมทนา: 3
  • ซนเมือนลิง แต่จริงใจนะจ๊ะ((ขอบอก ๆ))
    • อีเมล์
จิตแท้  เป็นธาตุตามธรรมชาติ สามารถรู้หรือมองเห็น
ครั้นมีเครื่องหุ้มห่อ มีอวิชชา เป็นต้น ก็สูญเสียธรรมชาติเดิม
ดังนั้น จงกำจัดอวิชชา ก็จะมีจิตพุทธะ  แต่พึงรู้ไว้ว่ามันยากจนเป็นยอดศิระ

พุทธทาส   อินทปัญโญ
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์เลข ๕ เป็นภาษาไทยลงในช่องด้านล่าง:



Powered by SMF 2.0.7 | SMF © 2006–2010, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal